Saturday, 6 June 2026
World

หลังขุด “กำแพงเมืองจีน” ช่วง “เจียนโข่ว” เจอปืนใหญ่ไซซ์ยักษ์ปลายราชวงศ์หมิง พร้อมจารึกบนปืนเผยประวัติศาสตร์การใช้อาวุธไฟ เชื่อมโยงหลักฐานค้าขาย–แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโบราณ

(2 ธ.ค. 68) นักโบราณคดีในกรุงปักกิ่งแถลงผลการขุดค้นกำแพงเมืองจีนช่วง “เจียนโข่ว” (Jiankou) พบปืนใหญ่โบราณขนาดใหญ่ รวมถึงโบราณวัตถุจำนวนมากจากหอคอยสัญญาณ 3 แห่งและกำแพงที่เชื่อมต่อกัน ทั้งอาวุธ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม และข้าวของใช้ในชีวิตประจำวัน จากการขุดค้นตลอดปีนี้

ปืนใหญ่ที่พบเป็นปืนเหล็กหล่อปลายราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ. 1368-1644) ยาว 89.2 เซนติเมตร หนัก 112.1 กิโลกรัม ถือเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบในช่วงกำแพงเมืองจีนส่วนนี้ นักวิจัยระบุว่าจารึกที่ยังคมชัดบนตัวปืนให้ข้อมูลสำคัญต่อการศึกษาการผลิตอาวุธไฟ และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหารในยุคนั้น

นอกจากนี้ สถาบันโบราณคดีปักกิ่งยังรายงานผลศึกษาเครื่องประดับเทอร์ควอยซ์จากแหล่งโบราณคดี “ซิงกง” (Xingong) ซึ่งเป็นชุมชนโบราณยุคราชวงศ์เซี่ย (ราว 2070–1600 ปีก่อนคริสตกาล) และราชวงศ์ซาง (1600–1046 ปีก่อนคริสตกาล) ที่หายากมากในเขตเมืองของปักกิ่ง

พื้นที่ดังกล่าวมีทั้งหลุมฝังศพ คูน้ำ และร่องรอยที่อยู่อาศัย และพบโบราณวัตถุเทอร์ควอยซ์แล้ว 28 ชิ้น ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า แร่เทอร์ควอยซ์เหล่านี้น่าจะมาจากเหมืองบริเวณรอยต่อมณฑลหูเป่ย์ เหอหนาน และส่านซี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามีเครือข่ายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและทรัพยากรระหว่างภูมิภาคในจีนตอนเหนือมาตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้ว


ที่มา : Xinhua 

‘ฟรีวีซ่า’ สำหรับประชาชนชาวจีน เข้าได้นาน 30 วัน ไม่ต้องยื่นขอ คาดดันทัวร์จีนพุ่ง 30–40% หรือ 2 ล้านคน ‘หอพัก-โรงแรม’ เตรียมรับอานิสงส์ตลอดทั้งปี

(4 ธ.ค. 68) รัสเซียประกาศใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับชาวจีนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามคำสั่งอนุญาตให้คนจีนที่ถือหนังสือเดินทางเล่มปกติ สามารถเดินทางเข้ารัสเซียเพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมงานด้านวิชาการ วัฒนธรรม กีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พักได้นานไม่เกิน 30 วัน โดยคำสั่งมีผลทันทีและใช้ไปจนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ หรือพำนักระยะยาว รวมถึงไม่ใช้กับกลุ่มคนขับรถบรรทุกระหว่างประเทศ ลูกเรือขนส่งสินค้า–ผู้โดยสาร และล่ามที่ติดตามรถขนส่งข้ามแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการขอวีซ่าตามปกติ

สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวของรัสเซียคาดว่า ฟรีวีซ่าครั้งนี้จะช่วยดันจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ารัสเซียช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางอิสระอาจเพิ่มขึ้นถึง 1.5–2 เท่า ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะช่วยเติมนักท่องเที่ยวให้โรงแรมและที่พักทั้งในช่วงพีกของซีซั่นท่องเที่ยวและนอกฤดูกาล

ทั้งนี้ มาตรการของรัสเซียสอดรับกับที่จีนประกาศทดลองให้คนรัสเซียที่ถือพาสปอร์ตเล่มปกติ เดินทางเข้าออกจีนแบบฟรีวีซ่าอยู่ก่อนแล้ว เป็นเวลา 1 ปี พักได้ไม่เกิน 30 วัน เพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสองฝ่ายหวังว่าดีลฟรีวีซ่าแบบไป-กลับนี้ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนผู้คนระหว่างกันให้คึกคักยิ่งขึ้นในปีหน้า โดยรัสเซียประเมินว่าอาจต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 2 ล้านคนได้ภายในปีเดียว


ที่มา : Xinhua 

 

ซัดคำพูด “โจมตีก่อน” ไร้ความรับผิดชอบ สะท้อนท่าทีพร้อมยกระดับความตึงเครียด หยันภาพลักษณ์ “พันธมิตรเชิงป้องกัน” พังทลาย เตือนคิดให้ดีก่อนเล่นกับไฟสงคราม

(2 ธ.ค. 68) มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของพลเรือเอกจูเซ็ปเป คาโว ดรากอเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะเสนาธิการทหารนาโต ที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ “การโจมตีล่วงหน้า” ต่อรัสเซีย หากมองว่ารัสเซียมีพฤติกรรมคุกคามพันธมิตรนาโต โดยคำพูดนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออังกฤษ Financial Times

มาเรีย ซาคาโรวา ระบุว่า คำพูดดังกล่าวเป็น “ความเคลื่อนไหวที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความพร้อมของนาโตที่จะเดินหน้าสร้างความตึงเครียดต่อไป พร้อมมองว่าเป็นความพยายามจงใจบ่อนเซาะความพยายามหาทางออกวิกฤตยูเครนด้วยแนวทางสันติ

ซาคาโรวายังชี้ว่า ถ้อยแถลงเชิง “โจมตีก่อน” แบบนี้ ทำลายภาพลักษณ์ที่นาโตพยายามสร้างว่าเป็น “พันธมิตรเพื่อการป้องกันเท่านั้น” และเตือนว่าผู้ที่ออกมาพูดในลักษณะนี้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศสมาชิกของนาโตเองด้วย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งฝั่งตรงข้ามเท่านั้น


ที่มา : Sputnik

ไฟไหม้คร่าชีวิตนับร้อยสะเทือนฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระตรวจทุกจุด ลั่นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ สร้างบ้านใหม่ และเยียวยาผู้เสียชีวิต

(3 ธ.ค. 68)  ซินหัว 2 ธ.ค. จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เผยว่ารัฐบาลฮ่องกงจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้โดยละเอียด และรับรองว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ

ลีกล่าวว่าเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยคร่าชีวิตผู้คนไป 151 ราย บาดเจ็บอีก 79 ราย และกำลังติดตามกรณีผู้ที่ยังสูญหายอีกราว 30 ราย โดยหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจสามหน่วยที่จัดตั้งก่อนหน้านี้กำลังสืบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบคนใดลอยนวล

ลีย้ำว่ารัฐบาลฮ่องกงกำลังดำเนินหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดให้ประชาชนราว 2,500 คนเข้าพักในที่พักชั่วคราวและโรงแรม

ลีชี้ว่าการปฏิรูปเชิงระบบเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในหลายส่วน พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุไฟไหม้ และรัฐบาลฮ่องกงจะจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดและการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน และคณะกรรมการจะส่งคำแนะนำและรายงานให้กับเขา

ลีย้ำว่าจะไม่ยุติปฏิบัติการกู้ภัยและจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลฮ่องกงจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ในการสร้างบ้านใหม่ และทยอยฟื้นฟูการดำเนินงานตามปกติของสังคม

ทั้งนี้ ลีกล่าวว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (LegCo) ที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 ธ.ค. นี้จะดำเนินการต่อไปตามแผนที่วางไว้

มหาวิทยาลัยท็อปแดนมังกร เปิดหลักสูตร ปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกับร่างกายจริง เร่งป้อนคนเก่งสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ AI จับมือ Huawei–BYD–UBTech รองรับเด็กจบใหม่

(2 ธ.ค. 68) จีนเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้าน “Embodied Intelligence” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานร่วมกับร่างกายจริงในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติด้านหุ่นยนต์และ AI และหนุนเป้าหมายของปักกิ่งที่อยากขึ้นนำสหรัฐฯ ในสนามเทคโนโลยีอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจีนเผยว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง (Shanghai Jiao Tong University) และ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) อยู่ในกลุ่ม 7 สถาบันแรกที่ยื่นขอเปิดสาขาใหม่ด้าน Embodied Intelligence ตามกรอบ “จัดการพิเศษให้กับสาขาขาดแคลนเร่งด่วน” ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นหนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระยะยาว 

มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง ระบุว่า หลักสูตร AI และวิศวกรรมแบบเดิมยังไม่เชื่อมโยงข้ามสาขามากพอ จึงต้องออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ผสมทั้ง AI วิศวกรรมกลไก ระบบควบคุม และการออกแบบหุ่นยนต์ โดยมี ศาสตราจารย์หลู่ เซ่ออู่ (Cewu Lu) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ชื่อดัง เป็นหัวหน้าภาค

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็น “ว่าที่นายจ้าง” ของบัณฑิตกลุ่มนี้ เช่น มหาวิทยาลัยซีอาน เจียวทง (Xi’an Jiaotong University) คาดว่าจากบัณฑิต 30 คน จะมีราว 5 คนได้งานกับ Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม, BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ UBTech Robotics บริษัทหุ่นยนต์ชื่อดัง รวมแล้ว 7 สถาบันจะรับนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 330 คน โดย สถาบันเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing Institute of Technology) รับมากสุดที่ 120 คน

ด้านตลาดงานก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน รายงานของบริษัทจัดหางาน Liepin ระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานใหม่สาย Embodied Intelligence ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 73% สูงกว่าตลาดงานสาย AI โดยรวมที่โต 55% เท่านั้น ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานด้าน Embodied Intelligence อยู่ที่ราว 333,400 หยวนต่อปี (ราว 1.5 ล้านบาท) สูงกว่างานสาย AI ทั่วไปที่เฉลี่ย 290,900 หยวนต่อปีอย่างชัดเจน

สำหรับ Embodied Intelligence ถือเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่เน้นให้ “สมองกล” ทำงานร่วมกับร่างกายจริงและเรียนรู้จากการโต้ตอบกับโลกจริง โดยกระแสหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์และสตาร์ตอัปหุ่นยนต์ในจีนกำลังมาแรง แต่ก็เจอปัญหาขาดแคลนบุคลากรคุณภาพสูง หลายบริษัท เช่น Deep Robotics เคยยอมรับว่าการขาดคนเก่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทำให้การสร้าง “ท่อส่งคน” ผ่านหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยจีนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา

ผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา ต่อเนื่อง มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ 200 ถัง ให้ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ มอบเครื่องฉีดน้ำ 30 เครื่อง ให้กองทัพเรือ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนับสนุนการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ขนาด 0.5 คิว จำนวน 200 ถัง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในการลำเลียงถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิต นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 30 เครื่อง ให้กับกองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ปตท.สผ. ได้ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้อื่น ๆ ลำเลียงไปกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงสนับสนุนชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม และเสื้อผ้า ให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ส่งโดรนเพื่อการขนส่ง และโดรนเพื่อการสำรวจและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปตท.สผ. ยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และส่งกำลังใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 

‘นายกฯ ญี่ปุ่น’ เบรกความตึงเครียดกับจีน ย้ำจุดยืน "ไต้หวัน" ไม่เปลี่ยนแปลง ตามปฏิญญาร่วมปี 1972 หลังคำพูดแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ส่งกระทบหนัก

โตเกียว – หลังความสัมพันธ์กับจีนเข้าสู่ภาวะผันผวนหลายสัปดาห์ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่แข็งกร้าวเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในที่สุด นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้พยายามลดระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยย้ำถึงจุดยืนดั้งเดิมของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน

ในการตอบคำถามของสมาชิกสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นว่า จุดยืนของรัฐบาลโตเกียวต่อเกาะไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอ้างอิงถึงข้อตกลงร่วมปี 1972 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียว

“จุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวันยังคงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 และจุดยืนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นางทาคาอิจิกล่าว

ตามแถลงการณ์ร่วมปี 1972 นั้น รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของอาณาเขตของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพจุดยืนนี้อย่างเต็มที่" แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารทางกฎหมายที่ปักกิ่งมักใช้อ้างถึงเพื่อสนับสนุนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การแสดงความคิดเห็นล่าสุดของนางทาคาอิจิมีขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า การโจมตีไต้หวันโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ" ซึ่งอาจเปิดทางให้โตเกียวเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารได้

คำกล่าวในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อกรณีไต้หวัน และเป็นการเบี่ยงเบนจากนโยบาย "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมายาวนาน แม้ภายหลังเธอระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียง "สมมติฐาน"

คำกล่าวที่แข็งกร้าวดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปักกิ่งได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น งดการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและวัฒนธรรม รวมถึงแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางหรือศึกษาในญี่ปุ่น

คำพูดล่าสุดของนางทาคาอิจิในวันพุธนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ "เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างแท้จริง ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top