Sunday, 7 June 2026
World

ทีมนักวิจัยจีน ‘ม.เจ้อเจียง’ พัฒนา ‘กาวติดกระดูก’ หวังลดการใช้เหล็กดามในการผ่าตัดแบบเดิม

(11 ก.ย. 68) นักวิจัยจีนจากโรงพยาบาลเซ่าอี้ฟู ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เผยความสำเร็จครั้งสำคัญด้านการแพทย์ ด้วยการพัฒนา 'กาวติดกระดูก' ชนิดใหม่ ซึ่งสามารถยึดตรึงชิ้นส่วนกระดูกหักให้แน่นได้ภายใน 2-3 นาที แม้อยู่ในสภาพที่มีเลือดไหลเวียนอยู่

วัสดุชีวภาพนี้ได้แรงบันดาลใจจากหอยนางรม มีแรงยึดเกาะสูงกว่า 200 กิโลกรัม สามารถย่อยสลายและถูกดูดซึมตามธรรมชาติภายในราว 6 เดือน พร้อมไปกับกระบวนการสมานกระดูก จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อนำอุปกรณ์ดามออกเหมือนวิธีการรักษาแบบเดิม

ผลการทดลองทางคลินิกกับผู้ป่วยกว่า 150 ราย ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง คาดว่ากาวติดกระดูกนี้จะเข้ามาแทนที่การใช้โลหะดามกระดูกในอนาคต และอาจปฏิวัติแนวทางการรักษาโรคกระดูกและข้อทั่วโลก

ทหารเนปาลเข้าควบคุมสถานการณ์กรุงกาฐมาณฑุ หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วงรุนแรง ปะทะกับตำรวจ จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน

(11 ก.ย. 68) ทหารเนปาลเข้าฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยทั่วกรุงกาฐมาณฑุ หลังเกิดการประท้วงรุนแรงของกลุ่ม Gen Z เมื่อวันอังคาร (9 ก.ย.) ที่บุกเผาอาคารรัฐบาล ทำร้ายนักการเมือง และแม้นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี จะประกาศลาออกก็ตาม ทหารออกลาดตระเวนตามพื้นที่สำคัญ พร้อมบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวต่อเนื่องจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี

กองทัพเนปาลแถลงว่า ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยจี้ปล้น 27 คน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประท้วงยุติการเคลื่อนไหวและแก้ปัญหาผ่านการเจรจา ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีการเตรียมหารือระหว่างทางการกับผู้ประท้วงเพื่อหาทางออกโดยสันติ บาราลาม เค.ซี. อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุด เสนอให้ผู้ประท้วงจัดทีมเจรจาและเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่

ความรุนแรงเกิดจากความโกรธแค้นของคนรุ่น Gen Z ต่อการแบนโซเชียลมีเดียนับสิบแพลตฟอร์ม และความไม่พอใจต่อความคอร์รัปชันของนักการเมือง ทำให้มีการปะทะกับตำรวจ มีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บ 633 คน อาคารรัฐสภา ศาลสูงสุด ทำเนียบประธานาธิบดี สำนักนายกรัฐมนตรี และบ้านพักนักการเมืองหลายหลังถูกจุดไฟเผา

นอกจากนั้น มีรายงานว่าผู้ประท้วงไล่ทำร้ายผู้นำพรรคการเมืองและครอบครัว ตำรวจและทหารต้องส่งเฮลิคอปเตอร์นำรัฐมนตรีบางคนไปยังพื้นที่ปลอดภัย นักโทษหลายร้อยคนหลบหนีออกจากเรือนจำ ขณะที่อัตราว่างงานของเยาวชนเนปาลอยู่ที่ราว 20% ทำให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมสูง และประธานาธิบดีรามจันทรา เปาเดล เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาอย่างสันติ และให้โอลีดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

‘ชาร์ลี เคิร์ก’ นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี คนสนิทของ ‘ทรัมป์’ ถูกลอบยิงเสียชีวิต!! ในเวทีปราศรัยรัฐยูทาห์

(11 ก.ย. 68) ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักกิจกรรมอนุรักษ์นิยมและพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตในงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยยูทาห์เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกผู้ว่าการรัฐยูทาห์ สเปนเซอร์ ค็อกซ์ (Spencer Cox) ระบุว่าเป็น “การลอบสังหารทางการเมือง” โดยผู้ก่อเหตุคาดยิงมาจากหลังคาอาคาร ระยะเกิน 200 หลา

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีผู้ถูกควบคุมตัวสองราย แต่ทั้งคู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุยิงและถูกปล่อยตัวไป ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตามหาผู้ต้องสงสัยรายใหม่ ส่วนสาเหตุของเหตุยิงยังไม่ชัดเจน แต่เหตุการณ์นี้ให้น้ำหนักไปที่เรื่องการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสหรัฐอเมริกา

โดยวิดีโอจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็น เคิร์กกำลังพูดใส่ไมโครโฟนใต้เต็นท์ พร้อมป้าย “The American Comeback” (การกลับมาของอเมริกา) และ “Prove Me Wrong” (ลองมาพิสูจน์ว่าฉันคิดผิด) จากนั้นเกิดเสียงปืน เขาชูมือข้างขวาเลือดไหลออกจากคอด้านซ้าย กระทั่งผู้ฟังปราศรัยตกใจวิ่งหนีออกจากบริเวณทันที ซึ่งเหตุเกิดที่สนาม Sorensen Center ในมหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ (Utah Valley University)

สำหรับ เคิร์กเป็นที่รู้จักในการจัดโต้วาทีกลางแจ้งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการชักชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรุ่นเยาว์ให้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน โดยหลังเหตุสังหาร ทรัมป์โพสต์ไว้อาลัยว่า “ไม่มีใครเข้าใจหัวอกของเยาวชนอเมริกันดีกว่าชาร์ลี” 

‘สี จิ้นผิง’ ลั่นจีนแข็งแกร่ง ไม่หวั่นผู้รังแก!! ย้ำเลือกสันติภาพและพร้อมปกป้องชาติ

เมื่อวันที่ (3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน เป็นประธานพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีผู้นำและผู้แทนระดับสูงจาก 26 ประเทศเข้าร่วม อาทิ ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน

พิธีเริ่มต้นเวลา 09.15 น. สี จิ้นผิงตรวจแถวทหารนับพันนาย พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ว่า “ชาติจีนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ ไม่กลัวความรุนแรง พึ่งพาตนเองได้ และเข้มแข็ง ไม่เคยหวั่นเกรงผู้รังแก” พร้อมย้ำว่าแม้จีนแข็งแกร่ง แต่เลือกยืนหยัดเพื่อสันติภาพของโลก

การสวนสนามยาวกว่า 70 นาที แสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีนอย่างเต็มที่ มีการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์หลากหลาย รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีป (ICBMs) รุ่นใหม่ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง โดรนโจมตีล่องหน และหุ่นยนต์ปฏิบัติการทางทหาร ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธเลเซอร์ขั้นสูง

สำหรับการจัดแสดงเหล่านี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง พร้อมยืนยันบทบาทของจีนในการรักษาสันติภาพโลก ขณะเดียวกันก็เป็นการรำลึกถึงผู้พลีชีพในอดีตและแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชาติในปัจจุบัน

ฮิซบอลเลาะห์แฉ!! เกมปลดอาวุธของ ‘สหรัฐฯ’ เพื่อหวังฮุบ ‘เลบานอน’ ยกให้ ‘อิสราเอล’

(11 ก.ย. 68) ชีค นาอิม กัสเซ็ม (Naim Qassem) เลขาธิการพรรคฮิซบอลเลาะห์ ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังกดดันรัฐบาลเลบานอนอย่างหนักเพื่อให้ปลดอาวุธของฮิซบอลเลาะห์ เปิดทางให้อิสราเอลขยายอิทธิพลในประเทศ โดยกล่าวหาว่า “สหรัฐฯ พร้อมยกเลบานอนให้อิสราเอล” และทำให้การปลดอาวุธกลายเป็นเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องการไม่ว่าจะด้วยวิธีสงบหรือใช้กำลัง

นาอิม กัสเซ็ม กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือการทำให้เลบานอน “เป็นเหยื่ออันโอชะ” ในโครงการ “อิสราเอลยิ่งใหญ่” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายการเมืองในเลบานอนหันหน้ามาเจรจา โดยยึดความเป็นเอกภาพแห่งชาติ การยุติการยึดครองของอิสราเอล และการปล่อยตัวนักโทษเลบานอนเป็นเป้าหมายสำคัญ

ทางการเลบานอนยืนยันหลายครั้งว่าอิสราเอลยังคงละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 โดยกองทัพอิสราเอลยังคงประจำการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตอนใต้ 5 จุด รวมถึงหมู่บ้านฆัจการ์ ซึ่งเลบานอนถือว่าเป็นการยึดครองและละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1701

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 235 ราย และบาดเจ็บกว่า 500 คนจากการโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่ปลายปี 2567 ขณะที่อิสราเอลอ้างว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างทางทหารของฮิซบอลเลาะห์และผู้นำกองกำลัง โดยย้ำว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปเพื่อกำจัดภัยคุกคามจากกลุ่มชีอะห์นี้

นายกฯ เบอร์ลิน ฉะ!! ‘กลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง’ ลอบวางเพลิงสายไฟ ทำคนเดือดร้อน 50,000 ครัวเรือน เพราะไฟดับครั้งใหญ่สุดในรอบ 25 ปี

(11 ก.ย. 68) ไค เวกเนอร์ (Kai Wegner) นายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลิน ออกมาประณามเหตุลอบวางเพลิงเสาและสายไฟในเขตทรีปเทา-เคอเพอนิค (Treptow-Köpenick) จากกลุ่มหัวรุนแรง ว่าเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมยืนยันว่า “เบอร์ลินจะไม่ยอมจำนนต่อการข่มขู่” และแสดงความเชื่อมั่นต่อการทำงานของตำรวจและเจ้าหน้าที่สืบสวน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันอังคาร ทำให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 25 ปีของกรุงเบอร์ลิน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 50,000 ครัวเรือน โดยในเช้าวันพุธ (10 ก.ย.) ยังคงมีราว 10,000 ครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่บริษัท Stromnetz GmbH คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครบทุกพื้นที่ภายในค่ำวันเดียวกัน

ทางการเบอร์ลินได้เร่งบรรเทาผลกระทบ โดยจัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน หลายจุดทั่วเขตทรีปเทา-เคอเพอนิคนอกจากนี้ การคมนาคมขนส่งก็ได้รับผลกระทบ โดยรถรางสาย M17 และ 63 ต้องหยุดให้บริการบางช่วงและจัดรถบัสมาทดแทน

ด้านบริษัท Stromnetz Berlin ได้วอนประชาชนที่มีไฟฟ้าคืนแล้วช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูง เช่น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องดูดฝุ่น เพื่อคงความเสถียรของระบบ และช่วยให้สามารถจ่ายไฟคืนให้กับพื้นที่ที่ยังขาดไฟฟ้าได้เร็วขึ้น

ปธน.เกาหลีใต้ รับบริษัทเอกชนเริ่มลังเล!! ลงทุนในสหรัฐฯ หลังบุกจับแรงงานโสมขาวครั้งใหญ่ ที่โรงงานผลิตแบตฯ รัฐจอร์เจีย

(11 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง แถลงว่า การบุกตรวจคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนในรัฐจอร์เจียของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ในอนาคต พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับบริษัทเกาหลีใต้ที่ไปตั้งโรงงานในสหรัฐ

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ในรอบหลายปี โดยมีการควบคุมตัวแรงงานจำนวนมากจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเอลลาบ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนของฮุนได (Hyundai) และแอลจี เอนเนอร์จี โซลูชัน (LG) ทำให้สังคมเกาหลีใต้ไม่พอใจ และมองว่าเป็นการบั่นทอนมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศก่อน แล้วจึงพิจารณากระบวนการกลับเข้าสหรัฐเพื่อทำงานใหม่ ขณะที่สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ในการส่งแรงงานกลับโดยไม่ใส่กุญแจมือ

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวมีกำหนดเดินทางกลับจากแอตแลนตาในวันพฤหัสบดีและถึงกรุงโซลในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในเกาหลีใต้ที่มองว่าภาพแรงงานถูกใส่โซ่ตรวนและพาขึ้นรถบัสเป็น “การตบหน้ามิตรภาพ” และอาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ทบทวนการลงทุนในสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนเข้าประเทศผิดกฎหมายหรืออยู่เกินวีซ่า แต่ฝ่ายกฎหมายเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีแรงงานจำนวนหนึ่งทำงานอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันนักการเมืองสหรัฐเองก็เริ่มผลักดันร่างกฎหมาย Partner with Korea Act เพื่อแก้ปัญหาวีซ่าธุรกิจและแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจนมากขึ้น

‘คิม จูแอ’ บุตรสาวของ ‘คิม จองอึน’ ขึ้นแท่นผู้นำรุ่นต่อไปเกาหลีเหนือ

(12 ก.ย. 68) หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้เปิดเผยว่า คิม จูแอ (Kim Ju-Ae) บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกยอมรับให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังจากเธอร่วมเดินทางไปกับบิดาในภารกิจเยือนจีนและพบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

คิม จูแอ ถูกสื่อเกาหลีเหนือขนานนามว่า ‘บุตรอันเป็นที่รัก’ ได้รับการจับตามองตั้งแต่ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2022 ขณะร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปกับบิดา จากนั้นสื่อของรัฐได้ยกย่องเธอว่าเป็น ‘ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่’ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ใช้กับผู้นำสูงสุดหรือทายาททางการเมืองเท่านั้น

แม้เคยมีรายงานว่า คิม จองอึน มีบุตรชายคนโตที่ถูกเตรียมให้สืบทอดอำนาจ แต่เกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ขณะที่ข่าวกรองล่าสุดประเมินว่า ‘จูแอ’ มีโอกาสสูงกว่าในการขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป

สำหรับ คิม จองอึน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังบิดาเสียชีวิตในปี 2011 ได้เดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อเนื่องจนสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค การที่จูแอถูกยกให้เป็นผู้สืบทอดสะท้อนถึงความพยายามของระบอบเปียงยางในการสืบสายอำนาจตระกูลคิมอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่อง

‘ฮังการี’ พบแหล่งน้ำมันใหม่!! ผลิตได้ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

(12 ก.ย. 68) ฮังการีค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ใกล้เมืองกัลกาเฮวิซ (Galgahévíz) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ความลึก 2,400 เมตร ตามข้อมูลจากบริษัทน้ำมันและก๊าซ MOL ของฮังการี

บริษัท MOL ระบุว่าการค้นพบทุ่งน้ำมันใหม่นี้ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของฮังการี เพราะการผลิตภายในประเทศช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศฮังการี ปีเตอร์ ซียาร์ยาร์โต (Peter Szijjarto) ระบุว่า การโจมตีท่อส่งน้ำมันดรุซบา (Druzhba) ของยูเครน ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นการคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งยูเครนเตือนว่าหากฮังการีไม่สนับสนุนยูเครน ก็อาจโดนโจมตีท่อส่งน้ำมันนี้ต่อไป

‘เนทันยาฮู’ ขู่ ‘กาตาร์’ และทุกประเทศ ถ้าไม่ขับไล่ฮามาส เดี๋ยวเจอดีแน่!!

(12 ก.ย. 68) เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า หากกาตาร์และประเทศใดที่ให้ที่พักพิงผู้ก่อการร้ายไม่ขับไล่พวกเขาออกไป อิสราเอลจะดำเนินการเอง หลังจากการโจมตีครั้งประวัติศาสตร์ที่กรุงโดฮาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายไปยังผู้นำฮามาสระดับสูง

คำกล่าวของเนทันยาฮูทำให้กาตาร์ประณามอย่างรุนแรง กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เรียกสิ่งนี้ว่า “เป็นสิ่งที่น่าละอายในการชี้แจงการโจมตีที่โหดร้าย” ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกาตาร์ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน อัล ธานี (Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “การก่อการร้าย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างชัดเจน

โดยการโจมตีเกิดขึ้น ในขณะที่กาตาร์กำลังเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่กาซา การโจมตีครั้งนี้ทำให้ผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน และกระบวนการเจรจาได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กาตาร์และผู้นำฮามาส เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

ขณะที่ ฝ่ายฮามาสยืนยันว่าจะยังคงต่อสู้ต่อไป หลังจากการโจมตีในโดฮา โฆษกฮามาส ฟาวซี บาร์ฮูม (Fawzi Barhoum) ระบุว่าการโจมตีไม่ได้มุ่งไปที่คณะผู้เจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการโจมตีทั้งกระบวนการเจรจา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายการเจรจาหยุดยิง

ทั้งนี้ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียทำให้ประเทศในภูมิภาค เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย เตรียมส่งตัวแทนเยือนกาตาร์และร่วมหารือแนวทางตอบโต้ โดยกาตาร์ยืนยันว่าจะมีการตอบโต้ร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อป้องกันการคุกคามต่ออธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศในอ่าวเปอร์เซีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top