Sunday, 7 June 2026
World

แอลเบเนีย ประกาศตั้ง ‘รัฐมนตรี จาก AI’ คนแรกของประเทศ หวังยุติ ‘คอร์รัปชัน’ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบได้ 100%

แอลเบเนียประกาศแต่งตั้ง 'ดิเอลล่า' (Diella) ผู้ช่วยดิจิทัลที่สร้างขึ้นจาก AI ขึ้นเป็น รัฐมนตรีคนแรกของประเทศ โดยจะรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างของทางภาครัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเอดี รามา (Edi Rama) ย้ำว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศปลอดคอร์รัปชัน 100%

สำหรับผู้ช่วยดิจิทัล ดิเอลล่า มีการทดลองงานมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม ผ่านพอร์ทัล e-Albania ช่วยประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์กว่า 95% ของบริการภาครัฐ และสามารถตอบโต้ด้วยคำสั่งเสียง ซึ่งล่าสุดถูกยกระดับขึ้นมามีบทบาทในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อคัดเลือกผู้ชนะประมูลอย่างเป็นกลางแทนเจ้าหน้าที่รัฐ

นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ระบุว่า การโอนอำนาจตัดสินการประมูลจากกระทรวงต่าง ๆ มาสู่ AI จะค่อย ๆ ดำเนินการทีละขั้นตอน เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตัดวงจรการติดสินบน รวมถึงการแทรกแซงทางการเมืองที่มักทำให้โครงการรัฐกลายเป็นประเด็นคอร์รัปชัน

แม้สื่อท้องถิ่นมองว่าเป็น “การปฏิรูปครั้งใหญ่” ที่ให้เทคโนโลยีมีบทบาทจริงในการบริหารประเทศ แต่ก็ยังมีเสียงกังขา โดยชาวเน็ตบางรายเหน็บว่า 

“ในแอลเบเนีย ต่อให้เป็นดิเอลล่า (AI) ก็ยังถูกทำให้คอร์รัปชันได้”
 

‘จีน’ ครองแชมป์!! จดสิทธิบัตรปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก หรือกว่า 5 แสนฉบับ

(12 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนครองอันดับหนึ่งของโลกในด้านจำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2567 โดยสูงแตะ 5 แสนฉบับ เพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบรายปี โดยข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่ในการประชุมประจำปีทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ทรัพย์สินทางปัญญาในยุคดิจิทัล’ 

จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการถือครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสัดส่วนการถือครองสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวของจีนคิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก ขณะที่จำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนเพิ่มขึ้นจาก 21,000 ฉบับในปี 2559 เป็น 52,000 ฉบับในปี 2567 

ขณะเดียวกัน มี 95 ประเทศและภูมิภาคได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน เมื่อนับถึงสิ้นปี 2567 โดยจำนวนสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวรวมอยู่ที่ 4.07 แสนฉบับ คิดเป็น 43.7% ของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทั้งหมดที่นักประดิษฐ์ต่างชาติถือครองในจีน 

เซินฉางอวี่ หัวหน้าสำนักบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน กล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าบริษัทต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาในอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน

‘อียิปต์’ เผย!! ‘อิสราเอล’ มีแผนที่จะกำจัดผู้นำฮามาส ในกรุงไคโร และเตือนอิสราเอล การโจมตีใดๆ ก็ตาม จะถูกตอบโต้ ด้วยกำลังชนิดจัดเต็ม

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

อียิปต์เผยอิสราเอลมีแผนที่จะกำจัดผู้นำฮามาสในกรุงไคโร และเตือนอิสราเอลว่าการโจมตีใดๆ ก็ตามจะถูกตอบโต้ด้วยกำลังชนิดจัดเต็ม - Middle East Eye

ตามข้อมูลข่าวกรอง อิสราเอลได้เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วในการลอบสังหารผู้นำกลุ่มฮามาสในกรุงไคโร เนื่องจากอียิปต์ได้ขัดขวางความพยายามครั้งก่อนในการเจรจาหยุดยิงในภูมิภาคนี้ไปแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระดับสูงในกองกำลังความมั่นคงอียิปต์กล่าว

'สภาเนปาล' แถลง!! เสียใจต่อการสูญเสีย จากเหตุประท้วง Gen Z

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ที่ #เนปาล 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของเนปาลออกแถลงการณ์หลังจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศ
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า …

พวกเรารู้สึกตกใจกับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงของคนรุ่น Gen-Z เมื่อวันที่ 23 และ 24 ภัทรา 2082 พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเยาวชนทุกคนที่เสียชีวิตระหว่างการประท้วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว นอกจากนี้ยังขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนหายดีในเร็ววัน และขอเรียกร้องให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องดูแลให้ไม่มีการขาดแคลนการรักษาพยาบาล

เหตุวางเพลิงและการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ภัทรา 2082 รวมถึงอาคารรัฐสภาแห่งชาติที่บาเนศวอร์ เลขาธิการรัฐสภาแห่งชาติที่สิงหะดุรบาร์ รวมทั้งสำนักงานรัฐบาลต่าง ๆ ที่อยู่อาศัยของภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน สถานประกอบการเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินสาธารณะ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งชาติ เลขาธิการรัฐสภา และทั่วประเทศ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ

ในสถานการณ์อันยากลำบากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ฯพณฯ ประธานาธิบดีกำลังดำเนินการหาทางออกผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดมั่นในอธิปไตย เสรีภาพพลเมือง บูรณภาพแห่งดินแดน เอกภาพของชาติ และเอกราชที่เป็นของประชาชน

ในบริบทนี้ เราขอยืนยันว่าหลักนิติธรรมและลัทธิรัฐธรรมนูญไม่ควรถูกบิดเบือน และเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมุ่งมั่นสู่การสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า มั่งคั่ง และเข้มแข็งขึ้น ด้วยการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

สาวจีน Gen Z พลิกโฉม AI สร้างภาพยนตร์ กวาดรายได้ 110 ล้านเหรียญ สร้าง!! ก้าวกระโดดที่ร้อนแรงที่สุดของ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง

(14 ก.ย. 68) เมื่อวิศวกรอัลกอริทึมจากซิลิคอนวัลเลย์ โคจรมาพบกับผู้สร้างสรรค์แห่งฮอลลีวูด จะเกิดอะไรขึ้น Cecilia Shen หญิงสาวชาวจีน Gen Z คือคำตอบนั้น เธอใช้ AI พลิกโฉมกระบวนการผลิตภาพยนตร์ทั้งระบบ และก่อตั้ง “Utopai Studios” สตูดิโอภาพยนตร์ AI-Native แห่งแรกของโลก ซึ่งสร้างรายได้ในปีแรกทะลุ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.49 พันล้านบาท) จนนิตยสาร Forbes ขนานนามว่านี่คือ “การก้าวกระโดดที่ร้อนแรงที่สุดของ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง”

Cecilia Shen เคยเป็นวิศวกรที่อายุน้อยที่สุดในห้องปฏิบัติการลับของ Google ด้วยวัย 21 ปี ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Cybever ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง 3 มิติด้วย AI จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 24 ปี หลังได้รับคำแนะนำจากสตูดิโอภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ให้หันมาทำ Virtual Production (การผลิตเสมือนจริง)

เธอจึงรีแบรนด์บริษัทเป็น Utopai Studios และระดมคนในวงการฮอลลีวูดที่มีแนวคิดก้าวหน้าและต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมภาพยนตร์แบบดั้งเดิม ประกอบด้วยมือเขียนบทรางวัลออสการ์, อดีตผู้บริหารระดับสูง และทัพศิลปินวิชวลเอฟเฟกต์ เพื่อท้าทายตรรกะเดิมๆ ของวงการภาพยนตร์ "เป้าหมายสูงสุดของ Generative AI ไม่ใช่การเป็นแค่ API แต่คือการสร้างสรรค์คอนเทนต์" คำกล่าวของ Cecilia 

หัวใจของนวัตกรรมคือเทคโนโลยี "Previz-to-Video Pipeline" ที่ช่วยให้ผู้กำกับเห็นภาพตัวอย่างคุณภาพสูงได้ในไม่กี่นาที ทำให้วงจรการผลิตโดยรวมสั้นลงกว่า 60% เทคโนโลยีนี้ถูกนำร่องใช้กับโปรเจกต์สุดหินอย่างภาพยนตร์มหากาพย์ Cortés และซีรีส์ไซไฟ Space: Above and Beyond ซึ่งได้จำหน่วยสู่ตลาดยุโรปล่วงหน้าแล้ว

ความต้องการปฏิรูปวงการของฮอลลีวูดได้กลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์สำหรับ Utopai Studios โดยศิลปินระดับแนวหน้าได้เริ่มนำเครื่องมือ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน AI เข้ามาช่วย "ปลดล็อก" บทภาพยนตร์เก่าๆ ที่เคยถูกพักไว้เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและเทคนิค

Cecilia สังเกตว่า ศิลปินชั้นนำได้เริ่มนำเครื่องมือ Generative AI มาใช้เพื่อขยายขีดความสามารถของสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพื่อทดแทน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ผลงานเข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น

ความท้าทายสำคัญคือการสอนให้ AI เข้าใจตรรกะของพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น (เช่น ผังเมืองหรือห้อง) ซึ่งต่างจากการสร้างภาพธรรมชาติแบบสุ่ม ทีมงานจึงต้องฝึก AI ให้เรียนรู้ "กฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น" เช่น เหตุผลในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือการเว้นที่ว่างในห้อง จนในที่สุดระบบสามารถสร้างฉากที่สมจริงและยังจำลองการคาดการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ในพื้นที่นั้นๆ ได้สำเร็จ

เสียงตอบรับจากตลาดเป็นไปในทิศทางบวก Utopai Studios ได้กลายเป็นบริษัท AI แห่งแรกที่เข้าร่วมสมาคมวิชาชีพในฮอลลีวูด และกำลังเตรียมนำผลงานไปจัดแสดงในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญปลายปีนี้

"ผู้ชมไม่สนใจว่าคอนเทนต์จะสร้างโดย AI หรือไม่ พวกเขาสนใจแค่ว่ามันถูกสร้างสรรค์มาอย่างพิถีพิถันหรือเปล่า" Cecilia กล่าว เธอมองว่าความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่จะขึ้นอยู่กับการหลอมรวมระหว่างเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนี่อาจเป็นความลับที่ทำให้ผู้ประกอบการหญิง Gen Z คนนี้ สามารถท้าทายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีอายุนับศตวรรษได้สำเร็จ

ผมจะไม่มีวันกลับไปสหรัฐฯ อีกแล้ว

(14 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ช่างไฟฟ้าชาวเกาหลีใต้ที่ถูกจับโยนเข้าไปในศูนย์กักกันของหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของ #สหรัฐฯ #ICE กล่าวว่า “ผมจะไม่มีวันกลับไปสหรัฐฯ อีกแล้ว” 

“ผมโกรธมาก เพราะเราคงจะไม่ถูกจับกุมถ้ามีใครบอกไม่ให้เรามาทำงาน” นายจอง กวอน-วอน อายุ 32 ปี ช่างไฟฟ้าของบริษัทผู้รับเหมาช่วงของ LG กล่าว

เขากล่าวว่าได้ใช้โครงการ #วีซ่าเวฟเวอร์ (the visa-waiver program - VWP) ซึ่งอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ 90 วันเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ

“นายจ้างของเราบอกว่าพวกเราสามารถมาทำงานที่นี่ได้” นายจองกล่าว “พวกเขาบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน”

แรงงานที่ถูกส่งตัวกลับเล่าถึงประสบการณ์สะเทือนใจ เมื่อได้เห็นรถหุ้มเกราะและเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้ามา และถูกใส่กุญแจมือกับพันธนาการข้อเท้าโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

“ผมจะไม่มีวันไปสหรัฐฯ อีกแล้ว” นายจองกล่าวทิ้งท้าย

‘ออสเตรเลีย’ ทุ่มงบกว่า 2.5 แสนล้านบาท สร้าง!! ‘อู่ต่อเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์’ รองรับภารกิจ!! ตามข้อตกลงภายใต้ ‘สนธิสัญญาออคัส’ เพื่อเตรียมรับมือ ‘จีน’

(14 ก.ย. 68) รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าจะใช้งบประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือเกือบ 252,330 ล้านบาทสำหรับ อู่ต่อเรือดำน้ำ ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

เพื่อดำเนินการสร้างและส่งมอบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญาออคัส (AUKUS) สนธิสัญญาความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาซึ่งตกลงกันในปี 2564

โดยมีเป้าหมายจัดหาเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ให้แก่ออสเตรเลียภายในทศวรรษหน้าเพื่อรับมือกับความทะเยอทะยานของจีนในภูมิภาค

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ออสเตรเลียทุ่มเงิน 127 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2,670 ล้านบาท) เพื่อยกระดับอู่ต่อเรือเฮนเดอร์สัน และจะใช้งบประมาณอีกหลายพันล้านดอลลาร์ในอีก 20 ปีข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนอู่ต่อเรือแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงกองเรือดำน้ำของกลุ่มออคัส

รัฐบาลออสเตรเลียยังระบุว่าอู่ต่อเรือแห่งนี้จะสร้างเรือยกพลขึ้นบกลำใหม่ให้กองทัพบกออสเตรเลียและเรือฟริเกตอเนกประสงค์ให้กองทัพเรือซึ่งจะช่วยสนับสนุนตำแหน่งงานในท้องถิ่นประมาณ 10,000 ตำแหน่ง

‘ดีเจสาวเมียนมา’ เจอคดี!! ลบหลู่ศาสนา เปิดเพลงธรรมะ แดนซ์ในผับ จากเสียงเพลง สู่เสียงโกรธ!! บทเรียนในโลกที่ศรัทธาเปราะบาง

(14 ก.ย. 68) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจเมียนมาเข้าจับกุมดีเจ ไวโอเลต ฐานลบหลู่ศาสนาพุทธ โดยเธอนำเพลงพุทธัง สาระนัง คัจฉามิ ที่เปิดตามวัดหรือเจดีย์ มารีมิกซ์ทำนองใต้ดินมาเล่นในผับ

ประเด็นนี้ที่กลายเป็นประเด็นหนักหลังมีคลิปในผับหลุดออกมาแล้วคนจำนวนมากท้วงติงถึงความไม่สมควร และแม้เธอจะขอโทษในเฟสบุคเธอไปแล้วแต่เธอกลับทิ้งท้ายในประโยคที่ขอโทษนั้นว่า "สำหรับคนที่อิจฉาเธอ คงจะมีความสุขนะที่เห็นเธอขอโทษ" ประโยคนี้เองที่โหมความโกรธของคนในโซเชียลในแรงขึ้น จนพ่อตาของเธอที่เป็นดาราชื่อ เนเมียว อ่อง พาเธอไปยังพุทธสมาคมที่เขต ตินกันจุน ในย่างกุ้งใกล้กับที่พักเพื่อทำหนังสือขอโทษกับกรณีดังกล่าว  แต่นี่ยังไม่จบเพราะหลังจากที่เธอทำหนังสือขอจมาไปแล้ว สามีของเธอบุตรชายของ เนเมียว อ่อง โพสลงโซเชียลตัดพ้อว่าเพลงแดนซ์ธรรมะเพลงนี้ใครทำก็ไม่รู้หาฟังได้ในโซเชียลทั่วไปและภรรยาเขาก็ได้ทำเรื่องขอขมาแล้วทำไมโซเชียลยังไท่หยุดประณาม สรุปประโยคที่สามีของดีเจไวโอเลตโพสกลับโหมความโกรธแค้นชาวโซเชียลขึ้นไปอีก จนสุดท้ายตำรวจเข้าคุมตัวดีเจไวโอเลตเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา

ตามที่ทราบกันว่าในเมียนมานั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นเข้มแข็งมาก ในกรณีของดีเจไวโอเลตผิดกฎหมายศาสนามาตรา 295A ระบุว่า ห้ามการกระทำที่มีเจตนา “ลบหลู่ ดูหมิ่น หรือทำร้ายความรู้สึกทางศาสนา” ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งตอนนี้เรื่องราวไม่ได้จบแค่ดีเจไวโอเลตแต่มีการขยายออกไปยังเจ้าของผับที่ดีเจไวโอเลตไปเล่นดนตรีในวันนั้นด้วย

สหรัฐฯ ขอโทษเหตุบุกจับ ‘แรงงานเกาหลีใต้’ 300 ชีวิต ย้ำแรงงาน-นักลงทุนกิมจิมีคุณค่า พร้อมปรับระบบวีซ่าเอื้อ

(15 ก.ย. 68) คริสโตเฟอร์ แลนโด (Christopher Landau) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเสียใจเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ต่อกรณีการจับกุมแรงงานชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าผู้ที่เดินทางกลับประเทศจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติหากต้องการกลับเข้าสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาแถลงขอโทษต่อสาธารณะ

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ‘แลนโด’ เดินทางเยือนกรุงโซลและหารือกับนางพัค ยุนจู (Park Yoon-joo) รัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และพิจารณาการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองประเทศ เพื่อแก้ปัญหาด้านระบบ รวมถึงการหารือการออกวีซ่าเฉพาะสำหรับแรงงานเกาหลีใต้

ฝ่ายเกาหลีใต้ย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจอย่างมากในสังคม พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่เพียงเพื่อป้องกันปัญหา แต่ยังต้องปรับปรุงระบบวีซ่าให้เอื้อต่อแรงงานและนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคการผลิตของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การเยือนของแลนโดนับเป็นการเยือนระดับสูงครั้งที่สองของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ต่อจากการเดินทางของประธานเสนาธิการร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ย้ำว่าต้องการให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top