Monday, 8 June 2026
World

รัฐบาลสหรัฐฯ รอดชัตดาวน์ รัฐสภาอนุมัติงบฯ ใช้จ่าย 45 วัน หลังร่างที่อนุมัตินี้ไร้เงินหนุนยูเครนทำสงครามกับรัสเซีย

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค. 66) ตามเวลาไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 30 กันยายนตามเวลาสหรัฐ มติชนรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ระบบของรัฐได้ในนาทีสุดท้าย หลังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเห็นพ้องกับข้อตกลงงบประมาณระยะสั้น ที่จะทำให้รัฐบาลมีเงินสำหรับใช้จ่ายไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งไม่มีการเพิ่มงบช่วยเหลือให้กับยูเครนแต่อย่างใด

ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวดังกล่าวซึ่งจะใช้สำหรับเวลา 45 วัน ได้รับการอนุมัติในวุฒิสภาด้วยคะแนน 88 ต่อ 9 เสียง เสนอโดยนายเควิน แมคคาร์ธี (Kevin McCarthy) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน หลังจากที่ความพยายามครั้งแรกถูกสมาชิกรีพับลิกันขวาจัดในสภาล่างคว่ำไปก่อนหน้านี้

ในบ่ายวันที่ 30 กันยายน ตามเวลาในสหรัฐ สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณในการดำเนินงานต่อไปอีก 45 วัน แต่ไม่มีการกำหนดกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายในประเด็นหลักใด ๆ 

ร่างงบประมาณดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาล่างมากกว่าสมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งลงมติคัดค้านมากถึง 90 เสียง และยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มขวาจัดของพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรที่ดึงดันจะให้มีการดำเนินการในการปรับลดค่าใช้จ่ายโดยไม่สนใจที่จะประนีประนอมใด ๆ

ทั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกสภาคองเกรสส่วนใหญ่ต้องการหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ ร่างงบประมาณที่ผ่านการรับรองโดยวุฒิสภาจึงมีข้อเรียกร้องหลักในประเด็นเดียวกับที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นพ้อง นั่นคือการไม่ตั้งงบประมาณอุดหนุนการทำสงครามต่อต้านรัสเซียของยูเครนอยู่ในนั้น

เดิมทีนายแมคคาร์ธีลังเลอย่างมากที่จะอาศัยคะแนนเสียงจากพรรคเดโมแครตในการผ่านร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงนาทีสุดท้าย เพราะรู้ดีว่าจะทำให้สมาชิกพรรครีพับลิกันฝ่ายอนุรักษนิยมโกรธเคือง

อย่างไรก็ตาม ในร่างงบประมาณชั่วคราวนี้ พรรคเดโมแครตก็ไม่ได้รับทุกสิ่งที่ต้องการเช่นเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการชัตดาวน์เกิดขึ้น สุดท้ายเดโมเครตก็ยอมละทิ้งความหวังที่จะจัดเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมแก่ยูเครน

เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) เตือนว่า ในระยะสั้นความพยายามในการทำสงครามของยูเครนอาจหยุดชะงัก และแสดงความคาดหวังว่าแมคคาร์ธีซึ่งสนับสนุนการให้เงินอุดหนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซียจะนำร่างกฎหมายแยกต่างหากในเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในเร็ว ๆ นี้

‘ญี่ปุ่น’ ออกกฎหมายห้ามทำ ‘การตลาดแบบล่องหน’ บังคับแสดงข้อความ “ส่งเสริมการขาย” ทุกครั้งที่โฆษณา

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มต้นห้ามการทำการตลาดล่องหน (stealth marketing) อันเป็นแนวปฏิบัติที่หลายบริษัทใช้ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หรือการบริการของตนเองโดยปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นการโฆษณา ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ (1 ต.ค.) เป็นต้นไป

รายงานระบุว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์เกิดกรณีการทำการตลาดล่องหนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทต่าง ๆ ขอให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจบนสื่อสังคมออนไลน์แนะนำผลิตภัณฑ์โดยที่ไม่ประชาสัมพันธ์อย่างเปิดเผย และแสร้งทำเป็นไม่มีสายสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับบริษัท

ทั้งนี้ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคของญี่ปุ่นได้สั่งห้ามแนวปฏิบัติดังกล่าวภายใต้กฎหมายต่อต้านการให้รางวัลและการแสดงสรรพคุณอันไม่เป็นธรรม ซึ่งเริ่มต้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.

การบังคับใช้กฎหมายใหม่นี้ครอบคลุมถึงสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และอินเทอร์เน็ต โดยการโฆษณาต้องแสดงข้อความอย่าง ‘การโฆษณา’ ‘การส่งเสริมการขาย’ และ ‘การประชาสัมพันธ์’ ที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นการทำการตลาดล่องหน ส่วนผู้ละเมิดอาจถูกห้ามทำการโฆษณาหรือต้องสัญญาจะมิทำผิดซ้ำ

สมาคมการตลาดแบบบอกต่อแห่งญี่ปุ่น (Word of Mouth Japan Marketing Association) ซึ่งมีสมาชิกเป็นเอเจนซีโฆษณาและบริษัทอื่น ๆ ที่ทำการตลาดแบบบอกต่อทางออนไลน์มากกว่า 60 แห่ง ได้แก้ไขแนวปฏิบัติการโฆษณาให้สอดคล้องกับการบังคับใช้ข้อบังคับใหม่แล้ว

ด้านสื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่าบริษัทโฆษณาและอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากบนเครือข่ายสังคมออนไลน์กำลังศึกษาเรียนรู้รายละเอียดของข้อบังคับใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำการตลาดล่องหนโดยมิเจตนา

'อินโดนีเซีย' ได้ฤกษ์ เปิดตัว 'Whoosh' รถไฟหัวกระสุนสายแรกในอาเซียน

อินโดนีเซีย ตัดริบบิ้น เปิดตัว Whoosh รถไฟความเร็วสูงหัวกระสุนสายแรกของภูมิภาคอาเซียน เส้นทางจาการ์ตา - บันดุง ด้วยความเร็วเต็มสปีด 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นแท่นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งเร็วที่สุดในอาเซียน 

Whoosh ถือเป็นโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ระดับเมกาโปรเจกต์ ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 7.3 พันล้านดอลลาร์ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีน และเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Belt and Road Initiative ด้วยเช่นกัน

โดยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรก เชื่อมต่อกรุงจาการ์ตา กับ บันดุง เมืองเศรษฐกิจสำคัญทางเกาะชวาตะวันตก ที่ได้รับฉายาว่าเป็น ซิลิคอน วัลลีย์ แห่งอินโดนีเซีย รวมระยะทางกว่า 150 กิโลเมตร ที่สามารถย่นเวลาเดินทางจากเดิม 3-3.5 ชั่วโมง เหลือเพียง 40 นาทีเท่านั้น

และนับเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเรือธงของประธานาธิบดี โจโค วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ที่เคยตั้งเป้าว่าจะเร่งให้แล้วเสร็จภายในปี 2019 แต่เนื่องด้วยปัญหาการจัดสรร เวนคืนที่ดิน วิกฤติ Covid-19 และ ค่าเงินที่ทำให้งบประมาณบานปลาย ทำให้โครงการล่าช้ากว่าเป้าหมายมาก 

กลูฮุท บินซาร์ ปันด์จัยตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการทางทะเลอินโดนีเซีย กล่าวว่า เส้นทางรถไฟหัวกระสุน จาการ์ตา - บันดุง ได้เปิดให้บริการแบบทดลองฟรีแล้วตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน จนถึงกลางเดือนตุลาคมปีนี้ ก่อนจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนหน้า

เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายนี้ ถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย และจีน ซึ่ง นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง และ โจโค วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย เคยได้มาร่วมทดลองนั่งรถไฟหัวกระสุนรุ่นล่าสุดในช่วงงานประชุมอาเซียน ที่อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพมาแล้ว ด้านผู้นำอินโดนีเซียเปรยว่า อาจใช้ขบวนรถไฟหัวกระสุนนี้ต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่จะมีกำหนดการมาเยือนอินโดนีเซียในไม่ช้านี้ 

ส่วนค่าโดยสารรถไฟสายนี้ ยังไม่ยืนยันตัวเลขแน่ชัด แต่คาดว่าราคาตั๋วเที่ยวเดียว น่าจะอยู่ที่ราคา  2.5 - 3.5 แสนรูปียะฮ์ (590 - 830 บาท) เมื่อเทียบกับค่ารถโดยสารในเส้นทางปกติ ต่อเที่ยว ราคา 46,600 รูเปียะห์  (110 บาท) นับว่าค่าโดยสารรถไฟหัวกระสุนยังมีราคาแพงอยู่มากสำหรับชาวอินโดนีเซียทั่วไป 

แต่ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียคาดหวังว่า เส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของประชาชน ที่ช่วยประหยัดเวลา ปลอดภัย เชื่อถือได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเชื่อม 2 เมืองเศรษฐกิจหลักของอินโดนีเซียเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ 

‘ญี่ปุ่น’ พบปัญหา นทท.ล้นโตเกียว ทำค่าที่พักพุ่ง เหตุขาดแคลนแรงงาน เตรียมหามาตรการกระจายตัวไปยังเมืองอืน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่น

(2 ต.ค.66) ญี่ปุ่นได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อปลายเดือนเมษายน 2023 โดยใน 8 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าญี่ปุ่นแล้วราว 15 ล้านคน แต่ปัญหาที่ญี่ปุ่นเจอ คือ นักท่องเที่ยวไม่ไปเมืองอื่น นอกจากเมืองหลวง โตเกียว  

สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2023 อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan National Tourism Organization: JNTO) ว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่น 2.16 ล้านคนในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว คิดเป็นประมาณ 86% ของปี 2019 หรือระดับก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติยังกระจุกตัวเที่ยวในกรุงโตเกียว โดยยอดเข้าพักในโตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 56.2% จากเดือนเดียวของปี 2019 

โนริโกะ ยากาซากิ (Noriko Yagasaki) ศาสตราจารย์ด้านนโยบายการท่องเที่ยวที่ โตเกียว วูแมน คริสเตียน ยูนิเวอร์ซิตี้ (Tokyo Woman’s Christian University) บอกว่า ผู้คนจำนวนมากที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นในปีนี้เป็นคนที่เที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นธรรมดาที่การเที่ยวครั้งแรกจะเที่ยวในเมืองหลวงก่อน

“ผู้ที่เลื่อนการมาเยือนเนื่องจากโรคระบาดกำลังแห่กันมาที่ญี่ปุ่น และส่วนใหญ่ก็มาที่โตเกียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” 

อาจารย์ยากาซากิบอกอีกว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเน้นเดินทางเที่ยวโตเกียว คือ เที่ยวบินตรงระหว่างประเทศไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ ยังไม่ฟื้นกลับมาเท่าไรนัก 

“แม้ว่าดีมานด์ขาเข้าจะสูง แต่ดีมานด์ขาออกจากสนามบินในภูมิภาคยังคงต่ำ เนื่องจากคนญี่ปุ่นยังไม่กล้าเดินทางไปต่างประเทศ หากดีมานด์ไม่เท่าเทียมกันทั้งสองด้าน การกลับมาเปิดเส้นทางบินเหล่านั้นก็จะถูกจัดอยู่ในลำดับความสำคัญท้ายๆ ของสายการบินต่างประเทศ”  

ขณะที่ความนิยมเที่ยวโตเกียวช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในโตเกียวได้เงินมากขึ้น แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็เป็นข้อเสียสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะค่าที่พักเพิ่มขึ้นมาก โดยข้อมูลจาก โคสตาร์ (CoStar) บริษัทในสหรัฐที่ให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์ด้านอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า ค่าโรงแรมในโตเกียวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 23,077 เยน (ประมาณ 5,688 บาท) เพิ่มขึ้น 28% จากเดือนเดียวกันในปี 2019

“ค่าโรงแรมในโตเกียวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าในเมืองอื่นๆ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวท่ามกลางปัจจัยต่างๆ มากมายทำให้ราคาขึ้น” ตัวแทนของสมาคมโรงแรมออลนิปปอน (All Nippon Hotel Association) กล่าว และบอกอีกว่า “การขาดแคลนแรงงานในธุรกิจโรงแรมไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย” ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าที่พักเพิ่มสูงขึ้น 

ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังคงกระจุกตัวอยู่ในโตเกียว รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นมีเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยแผนการพื้นฐานที่รัฐบาลจัดทำขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนวันเฉลี่ยที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักในพื้นที่ชนบทให้เพิ่มจาก 1.4 คืนในปี 2019 เป็น 2 คืนในปี 2025 

Japan Tourism Agency (JTA) หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้เลือกสถานที่ต้นแบบ 11 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อรับการสนับสนุนอย่างเข้มข้น รวมถึงการให้เงินทุนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากขึ้น 

JTB บริษัทเอเจนซี่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นกำลังส่งเสริมเส้นทางการเดินทางใหม่จากโตเกียวผ่านภูมิภาคโฮคุริคุ ที่อยู่ตอนกลางฝั่งตะวันตกของเกาะฮอนชู (เกาะใหญ่สุดของญี่ปุ่น) ไปยังเมืองโอซาก้า นอกจานั้น ในปีนี้บริษัทได้เริ่มนำเสนอแพ็กเกจทัวร์บนเกาะคิวชูและชิโกกุเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย 

“การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่างๆ จะช่วยแก้ปัญหา ‘การท่องเที่ยวล้นเกิน’ ความแออัด และปัญหาอื่นๆ จากนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป” ชิน ฟูจิโมโตะ (Shin Fujimoto) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจท่องเที่ยวขาเข้าของ JTB กล่าว

นอกจากนั้น เขากล่าวว่า การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในโตเกียวมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปตลอดทั้งปีนี้ แต่จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวไปเยือนจุดหมายปลายทางอื่นๆ ในภูมิภาคมากขึ้นในปีหน้าหรือราวๆ นั้น เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับไปเที่ยวซ้ำเพิ่มขึ้น 

‘ฝรั่งเศส’ เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกให้ ‘เป็ด’ หวังหลีกเลี่ยงการฆ่าหมู่สัตว์ปีกนับล้านตัวทิ้ง

(3 ต.ค. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฝรั่งเศสเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดนกให้กับเป็ดในวันนี้เป็นวันแรก โดยหวังว่าจะสามารถช่วยป้องกันมิให้ต้องฆ่าหมู่สัตว์ปีกเป็นจำนวนหลายล้านตัว ที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การฉีดวันซีน 2 เข็มสำหรับเป็ดจะเริ่มต้นตั้งแต่เป็ดอายุ 10 วัน และจะเป็นข้อบังคับที่ฟาร์มทุกแห่งที่เลี้ยงเป็ดตั้งแต่ 250 ตัวขึ้นไปต้องปฎิบัติตาม โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป อุตสาหกรรมการเลี้ยงเป็ดของฝรั่งเศสที่เลี้ยงเพื่อใช้เนื้อเป็ดและตับมาทำอาหาร มีความอ่อนไหวต่อเชื้อไข้หวัดนก และมีโอกาสที่จะแพร่ระบาดติดต่อกันทั่วทั้งฟาร์มเลี้ยงได้ ฝรั่งเศสประสบปัญหาการระบาดของไข้หวัดนกในฟาร์มสัตว์ปีกในปี 2015-2017

และหลังจากปี 2020 ก็มีการระบาดต่อเนื่องทุกปี แม้ว่าจะไม่มีจุดที่ทำให้เกิดการระบาด แต่หากมีการค้นพบก็มักจะต้องมีการฆ่าหมู่สัตว์ปีกทั้งฟาร์มที่พบและในบริเวณใกล้เคียงเพื่อควบคุมการระบาด สร้างความเสียหายทางการเงินให้กับเจ้าของฟาร์มอย่างรุนแรง

สัตวแพทย์คาดว่า เป็ดจำนวน 60 ล้านตัว จะได้รับวัคซีนครบถ้วนในช่วงฤดูร้อนปีหน้า

‘ฟิลิปปินส์’ เผชิญเงินเฟ้อหนัก ทำค่าครองชีพประชาชนพุ่งสูง ฉุดฐานความนิยมของประธานาธิบดี ‘บองบอง มาร์กอส’ ร่วง 15%

(3 ต.ค. 66) ‘นายเฟอร์ดินานด์ บองบอง โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์’ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เผชิญกับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของคะแนนนิยมในตัวเขา เนื่องจากราคาผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศที่บ่อนทำลายการสนับสนุนจากประชาชน

‘Pulse Asia’ องค์กรสำรวจความนิยมได้เผยแพร่ผลสำรวจครั้งล่าสุดในวันที่ 2 ตุลาคม โดยเป็นผลจากการสำรวจที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน ซึ่งชี้ว่า 65% ของผู้ตอบแบบสำรวจ 1,200 คน ให้ความเห็นชอบกับผลงานของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์

แม้ดูเหมือนว่าจะยังเป็นตัวเลขให้การรับรองที่ค่อนข้างสูง แต่ถือว่าลดลงอย่างมากถึง 15% จากผลสำรวจในเดือนมิถุนายน ที่ประชาชนพอใจกับการทำงานของเขาสูงถึง 80% และยังเป็นการลดลงครั้งแรกในการสำรวจผลการทำงานของบุตรชายอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส พ่อผู้โด่งดังอีกด้วย

‘โรนัลด์ โฮล์มส์’ ประธาน Pulse Asia กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และบริการขั้นพื้นฐาน รวมถึงคำมั่นสัญญาว่าจะลดราคาสินค้าเหล่านี้ลง ดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุให้การให้การเห็นชอบในการทำงานของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

‘มาร์กอส จูเนียร์’ ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรด้วย พยายามที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศ แต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ ยังเกินเป้าหมายของรัฐบาลที่ 2-4% แม้ว่ารัฐจะมีมาตรการแทรกแซง เช่นการลดภาษีอาหารแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อต่อปีของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 6.6% ณ สิ้นเดือนสิงหาคม

‘ซารา ดูแตร์เต’ รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ก็ประสบปัญหาคะแนนนิยมลดลงเช่นกัน โดยลดลง 11% มาอยู่ที่ 73%

‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติ!! เผชิญอากาศร้อนที่สุดในรอบ 125 ปี คาด เป็นผลพ่วงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนฉับพลัน

(3 ต.ค. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ญี่ปุ่นเผชิญอากาศร้อนที่สุดของเดือน ก.ย. นับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติเมื่อ 125 ปีที่แล้ว ทั้งยังเกิดขึ้นในปีที่คาดว่าจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เนื่องจากเกิดการเร่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือน ก.ย.ของปีนี้สูงกว่าปกติ 2.66 องศาเซลเซียส นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี ค.ศ. 1898 หรือปี พ.ศ. 2441 ซึ่งวัดอุณหภูมิจากสถานที่ 385 แห่งจาก 914 แห่งทั่วประเทศมีอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า

และอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.6 องศาเซลเซียส นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี ค.ศ. 1982 หรือ ปี พ.ศ. 2525

“เรารู้สึกเหลือเชื่อที่อุณหภูมิสูงถึงขนาดนี้” เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นกล่าวและว่า กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำลายสถิติ หลังจากหลายปัจจัยทับซ้อนกันนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

นอกจากนี้ หลายประเทศต่างเผชิญอากาศร้อนที่สุดของเดือน ก.ย. รวมถึงออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

ในฝรั่งเศส อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือน ก.ย. 2566 อยู่ที่ราว 21.5 องศาเซลเซียส สูงกว่า 3.5-3.6 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงที่ใช้ในการอ้างอิงปีค.ศ.1991-2020 และในสหราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน เจออากาศร้อนที่สุดของเดือนก.ย.นับตั้งแต่บันทึกสถิติในปีค.ศ.1884

ด้าน Copernicus Climate Change Service หรือ ‘C3S’ ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือ ‘อียู’ รายงานว่า อุณหภูมิโลกเฉลี่ยในเดือน มิ.ย., ก.ค.และ ส.ค. คือ 16.77 องศาเซลเซียส ซึ่งเกินสถิติในปี ค.ศ. 2019

ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติหรือ ‘ยูเอ็น’ กล่าวกับผู้นำโลกในห้วงการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้เปิดประตูสู่นรก

และในการกล่าวเปิดการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นายกูแตร์เรส กล่าวปลุกใจถึงความร้อนที่น่ากลัวในปีนี้ แต่เน้นย้ำว่า “เรายังคงสามารถจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส” เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางสภาพอากาศในระยะยาว

‘ยูเครน’ สร้างโรงเรียนใต้ดิน ดึงการศึกษาคืนเยาวชน กลายเป็นห้องเรียนในหลุมหลบภัยที่แรกของประเทศ

(3 ต.ค. 66) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กินเวลายาวนานเกือบ 3 ปี ทำวิถีชีวิตของชาวยูเครนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หนีไม่พ้นกลุ่มเด็กเล็กวัยเรียนของยูเครน ที่หลายโรงเรียนจำเป็นต้องหยุดการเรียน การสอน เพราะอยู่ในเขตสู้รบ ในขณะที่อีกหลายแห่งจำเป็นต้องเปิดการสอนผ่านทางออนไลน์เท่านั้น

จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่เด็กๆ ยูเครนต้องจำใจจากบรรยากาศห้องเรียน เสียงกระดาน และฝุ่นชอล์ก เพียงเพราะความขัดแย้งรุนแรงในโลกของผู้ใหญ่

วันนี้ รัฐบาลท้องถิ่นเมืองคาร์คีฟจึงตัดสินใจสร้างโรงเรียนใต้ดิน ที่เปิดการเรียน การสอนแบบชั้นเรียนเต็มรูปแบบ ที่มีห้องเรียนมากกว่า 60 ห้อง ที่สามารถรองรับนักเรียนได้ถึง 1,000 คน นับเป็นโรงเรียนใต้ดินแห่งแรกของยูเครนอย่างเป็นทางการ

โดยทางการเมืองคาร์คีฟได้ดัดแปลงพื้นที่ภายในสถานีรถไฟใต้ดิน มาปรับสร้างเป็นโรงเรียนที่นักเรียนสามารถเข้ามานั่งเรียนได้อย่างปลอดภัย แม้จะมีสัญญาณเตือนภัยการโจมตีทางอากาศบนภาคพื้นดินก็ตาม 

‘อิฮอร์ เทเลคอฟ’ นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คีฟ ได้โพสต์ข้อความลงใน Telegram กล่าวว่า มั่นใจในความปลอดภัยของโรงเรียนใต้ดินแห่งแรกในคาร์คีฟมาก และโรงเรียนในหลุมหลบภัยแห่งนี้จะช่วยให้เด็กๆ นับพันคน มีโอกาสเรียนหนังสือในบรรยากาศที่มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับเพื่อนร่วมชั้น และ ครู ได้อีกครั้งหนึ่ง

‘คาร์คีฟ’ เป็นเมืองทางภาคตะวันออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในยูเครน และตั้งอยู่ห่างจากพรมแดนรัสเซียเพียง 35 กิโลเมตรเท่านั้น เมืองนี้เคยมีประชากรถึง 1.4 ล้านคน ก่อนเกิดสงครามระหว่าง 2 ชาติ อีกทั้งยังเคยเป็นเป้าหมายสำคัญของกองกำลังรัสเซีย ถึงแม้วันนี้คาร์คีฟจะสงบลงมากแล้ว แต่ยังมีสัญญาณเตือนภัย และการโจมตีทางอากาศเกิดขึ้นไม่เว้นในแต่ละวัน

ส่วนระบบขนส่งทางรถไฟใต้ดินของเมืองนี้ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1975 นับเป็นเมืองที่ 2 ของยูเครนถัดจากกรุงเคียฟ ที่มีระบบรถไฟใต้ดินใช้ ปัจจุบันมีสายรถไฟ 3 สาย เปิดบริการ 30 สถานี โดยสถิติผู้ใช้งานรถไฟใต้ดินเมืองคาร์คีฟในปี 2018 มีมากถึง 223 ล้านคน

ต่อมาในปี 2022 ระหว่างที่เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพยูเครน และรัสเซีย ในเมืองคาร์คีฟอย่างหนัก รถไฟใต้ดินถูกนำมาใช้เป็นหลุมหลบภัยของชาวเมืองนับแสนคน ทำให้ อิฮอร์ เทเลคอฟ นายกเทศมนตรี เกิดความคิดที่จะปรับเอาพื้นที่สถานีรถไฟใต้ดินบางส่วนมาเปิดสอนเด็กๆ ระหว่างหลบภัย

ก่อนจะพัฒนากลายเป็นชั้นเรียนทดลอง ที่นำหลักสูตรในโรงเรียนมาสอนอย่างจริงจังซึ่งนอกจากวิชาหลักที่ใช้สอนอย่าง คณิตศาสตร์ ภาษายูเครน ภาษาอังกฤษ และกิจกรรมสันทนาการเสริมแล้ว ยังเพิ่มทักษะการป้องกันตัวด้วยการเชิญตำรวจเข้ามาอธิบายวิธีการหาที่หลบอย่างปลอดภัย เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัยการโจมตีทางอากาศอีกด้วย

‘โอฮา เดเมนโก’ ผู้อำนวยการสำนักงานด้านการศึกษาของเมืองคาร์คีฟ กล่าวว่า การที่เด็กเล็กๆ ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือกับบรรดาครูอาจารย์ที่โรงเรียนนานๆ อาจส่งผลต่อทักษะทางสังคมของเด็ก นอกจากนี้ เด็กๆ ยังมีภาวะเครียด จากผลกระทบของสงคราม จึงมีความจำเป็นที่ต้องดึงเด็กๆ กลับสู่ชั้นเรียนแบบปกติให้เร็วที่สุด

หลังจากที่ทดสอบห้องเรียนในหลุมหลบภัยมาแล้วหลายเดือน วันนี้ทางการเมืองคาร์คีฟจึงตัดสินใจเดินหน้า ขยายชั้นเรียนนำร่องโรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนใต้ดินเต็มรูปแบบแห่งแรกของประเทศ และจะนำหลักสูตรที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งนายกเทศมนตรีให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่ตัดงบประมาณด้านการพัฒนาโรงเรียนแม้แต่เหรียญเดียว อีกทั้งยังตั้งเป้าผลักดันให้คาร์คีฟเป็นเมืองอัจฉริยะที่สุดในยูเครนอีกด้วย

แม้เสียงสงคราม และ สนามรบยังไม่จบ แต่อนาคตของเด็กๆ ชาวยูเครนยังต้องดำเนินต่อไป ที่ไม่อาจรอจนถึงวันสิ้นสงครามได้ แต่การศึกษาของเด็กๆ ในวันนี้สำคัญเสมอ

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์

‘2 นักวิทย์’ ผู้พัฒนาวัคซีน mRNA ป้องกัน COVID-19 คว้ารางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2023

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค.66) รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 2023 ตกเป็นของ Katalin Karikó และ Drew Weissman จากผลงานการค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงนิวคลีโอไซด์เบส (nucleoside base) ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาวัคซีน mRNA ที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 

จากการค้นพบที่ก้าวล้ำของพวกเขาได้เปลี่ยนความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีที่ mRNA มีปฏิสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้สามารถพัฒนาวัคซีน mRNA ที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ โดยช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มวลมนุษยชาติต้องตกอยู่ในภัยคุกคามด้านสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์

ข่าวดี!! วันที่ 31 ตุลาคม 2566 ที่จะถึงนี้ Professor Dr. Drew Weissman หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปีล่าสุด!! จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘Nucleoside Modified mRNA-LNP Therapeutics’ 

ในงาน ‘การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หลังภาวะการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019’ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://imsed.ipst.ac.th/ 

‘อดีตเจ้าหน้าที่ FBI’ เผย หัวใจหลักในการเอาชีวิตรอดจากเหตุกราดยิง ยกเคสการถอดบทเรียนจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ที่สหรัฐฯ

จากกรณีเหตุสะเทือนขวัญที่มีคนร้ายเป็น ด.ช.วัย 14 ปี ลักลอบนำอาวุธปืน บุกเข้าก่อเหตุกราดยิงกลางห้างสยามพารากอน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด ทางเฟซบุ๊กเพจ ‘ดร.โญ มีเรื่องเล่า’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความแนะนำวิธีการเอาชีวิตรอดจากเหตุกราดยิง โดยระบุว่า…

หนี-ซ่อน-สู้ : วิธีเอาชีวิตรอดจากเหตุกราดยิง โดยอดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตการเหตุกราดยิงที่สยามพารากอนด้วยครับ เหตุกราดยิงในบ้านเราเริ่มจะมีมากขึ้น เพราะคนบ้าสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายขึ้น ในภาพยนตร์ต่างประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจ/ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ถูกพักงานหรือถูกปลดหรือถูกไล่ออก สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้จะต้องทำคือ ส่งมอบตรา บัตรประจำตัว และอาวุธปืนประจำตัว

ในปี ค.ศ. 2023 จนถึงขณะนี้ (11 พฤษภาคม ค.ศ. 2023) มีเหตุกราดยิงมากกว่า 200 ครั้ง ในสหรัฐอเมริกา

ตามรายงานของ ‘Gun Violence Archive’ องค์กรไม่แสวงผลกำไร ได้ให้นิยามเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่ว่า เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างน้อย 4 คนขึ้นไป

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุกราดยิงเหล่านี้เกิดขึ้นในโบสถ์ คลีนิกหรือโรงพยาบาล โรงเรียนประถมศึกษา และสถานที่จัดกิจกรรมกลางแจ้ง

ศ. Alex del Carmen รองคณบดี และศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Tarleton มลรัฐ Texas กล่าวว่า การรู้วิธีโต้ตอบในการกราดยิงเป็นสิ่งจำเป็นในขณะนี้

“ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังประสบกับสิ่งนี้ในชีวิตของพวกเขา” ศ. Alex del Carmen บอกกับ NPR (National Public Radio) ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “ตอนนี้เราเกือบจะมีหน้าที่ต้องสอนเด็ก ๆ และสมาชิกในครอบครัวว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เหล่านี้”

ศ. Alex del Carmen บอกกับลูก ๆ ของเขาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ว่า : มีแผนฉุกเฉินเสมอ คำแนะนำทั่วไปได้แก่ : 
- การหลบหนี
- การหลบซ่อน
- การสู้กลับ

จากบทความรำลึกถึงเหยื่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ครบ 10 ปี Katherine Schweit อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษของ FBI ผู้เขียนเรื่อง ‘Stop the Killing : How to End the Mass Shooting Crisis’ (หยุดการฆ่า : จะยุติวิกฤตการณ์กราดยิงได้อย่างไร) ได้ออกแบบโครงการเผชิญเหตุกราดยิงของหน่วยงานนี้ หลังเหตุกราดยิงที่เหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ในปี ค.ศ. 2012

“การเตรียมตัวเป็นสิ่งที่ดี” อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ Schweit บอกกับ NPR “แต่อย่ากลัวจนคิดมากไปว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ดิฉันคิดว่า ถ้าคุณย้อนกลับไปดูว่าอาจจะเป็นการซ้อมดับเพลิงในโรงเรียน เราก็ได้ทำให้การฝึกซ้อมหนีไฟเป็นมาตรฐานแล้ว และเราไม่คิดว่าทุกครั้งที่มีการซ้อมดับเพลิงหรือคำเตือนพายุทอร์นาโดว่า เรากำลังจะถูกไฟครอกตายหรือเสียชีวิตในพายุทอร์นาโด”

อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ Schweit กล่าวว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุกราดยิง สำหรับพลเรือนที่ต้องทำคือ ‘การหลบหนีเสมอ’

แน่นอนว่า การตอบสนองต่อเหตุกราดยิงของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เช่นเดียวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นใน Uvalde มลรัฐ Texas ที่นั่น มือปืนใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในโรงเรียนประถม Robb ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรออยู่ด้านนอก วิธีตอบสนองของเจ้าหน้าที่จะแตกต่างกันเสมอ ตราบเท่าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกา ปฏิบัติตามวิธีการฝึกอบรมที่แตกต่างกันไป (มาตรฐานแห่งชาติที่แนะนำนั้นมีอยู่จริง แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะ)

อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ Schweit เสริมว่า สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า เหตุกราดยิงในที่สาธารณะประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของการบาดเจ็บจากอาวุธปืนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ในทุกปีผู้คนถูกฆ่าในบ้านและในละแวกใกล้เคียงมากกว่าในสถานที่สาธารณะ

“ดังนั้น แม้ว่าจะมีข่าวเหตุกราดยิงมากมาย แต่เหตุกราดยิงก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit

ถึงกระนั้น กริยาสามคำก็มีคุณค่ามากมาย : หนี ซ่อน สู้ การหนีคือ ทางเลือกที่หนึ่ง ถ้าหนีไม่ได้ก็ต้องซ่อน และถ้าซ่อนไม่ได้ก็ต้องสู้

- หนี ไม่ว่ามือปืนจะใช้อาวุธปืนชนิดใดก็ตาม ยิ่งเราอยู่ห่างจากมือปืนได้มากเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น “นั่นฟังดูเหมือน ‘เราอยู่ในเขตสงคราม’ มาก แต่ในขณะที่เสียงยิงดังขึ้น เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ในเขตสงคราม และการหนีไปจะดีกว่า ถ้าสามารถทำได้” อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ Schweit กล่าว

เมื่อไปที่ไหนก็ตามให้มองหาทางออกปกติหรือฉุกเฉินไว้เสมอ การอพยพออกไปโดยไม่ลังเลหรือรอรวบรวมข้าวของ และหนีต่อไปจนกว่าจะถึงพื้นที่ที่ปลอดภัย

- ซ่อน “นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องวิ่งหนีเมื่อมีคนยิงใส่เรา” อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ Schweit อธิบาย หากไม่มีเส้นทางหลบหนีที่ปลอดภัย FBI แนะนำให้หาที่ซ่อนดี ๆ ล็อกประตูและกั้นประตู รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ

- สู้ เมื่อต้นปีนี้ Brandon Tsay บรรยายใน Morning Edition ของ NPR ถึงสิ่งที่เขาคิดเมื่อตัดสินใจต่อสู้ และปลดอาวุธมือปืนใน Monterey Park มลรัฐ  California

“มันจะต้องจบลงที่นี่ นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตของผม มันจบลงแล้ว ผมจะตายที่นี่” Tsay กล่าว “แต่ที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าที่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร ซึ่งก็สรุปได้ว่า ต้องแย่งปืนออกไปจากเขา ไม่งั้นจะมีคนเจ็บอีกเยอะมาก”

การใช้สิ่งของที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ร่วมกับการจู่โจมนั้น ประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งมือปืนในสถานที่ต่าง ๆ เช่นที่ Colorado Springs มลรัฐ Colorado และ Noblesville มลรัฐ Indiana

การวิจัยของ FBI แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่มีอาวุธมักจะช่วยชีวิต และยุติเหตุกราดยิงได้มากกว่าผู้ที่มีอาวุธ “ดังนั้น อย่าเชื่อว่า เราไม่สามารถหยุดมือปืนได้ เราทำได้” อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ Schweit กล่าว “และก็มีคนทำมาตลอด”

Credit : https://www.npr.org/

ส่วนตัว ในฐานะอดีตนักกีฬายิงปืนหลายมหาวิทยาลัย เคยได้เหรียญรางวัลกีฬามหาวิทยาลัยครบทุกเหรียญ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝึกฝนการใช้อาวุธปืนให้ชำนาญและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและจราจร ซึ่งมีโอกาสเผชิญเหตุก่อน ในสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะซ้อมยิงปืนพกแทบจะทุกเดือน มีการบันทึกคะแนนที่ซ้อมยิงไว้ด้วย

รถยนต์สายตรวจทุกคันควรมีปืนยิงเร็วและปืนลูกซองอย่างละกระบอก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีอำนาจการยิงในการเผชิญเหตุมากกว่าผู้ก่อเหตุ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับห้างร้านทางเข้าห้างใหญ่ ๆ มักจะมีซุ้มตรวจจับอาวุธอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ รปภ.ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องเกรงใจลูกค้า ตรวจสอบ ตรวจค้น สิ่งของที่อาจจะเป็นอันตราย ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าส่วนใหญ่ นอกจากการซ้อมรับเหตุไฟไหม้แล้ว ต่อไปห้างร้านอาคารต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกซ้อมการเผชิญเหตุกราดยิงอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top