Saturday, 6 June 2026
TodaySpecial

20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาล!! นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่จารึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อคณะทหารนำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เลขาธิการคณะ ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีที่คณะเดียวกันนี้เคยเชิญให้มาจัดตั้งรัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภายหลังการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519 คณะปฏิรูปฯ ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อฟื้นฟูความสงบในประเทศ แต่ไม่นาน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะทหารกลับตึงเครียด เมื่อคณะทหารเห็นว่ารัฐบาลบริหารไม่ตอบโจทย์ และต้องการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่

ความขัดแย้งยืดเยื้อจนกลายเป็นชนวนให้ทหารตัดสินใจยึดอำนาจอีกครั้ง โดย พล.ร.อ. สงัด ให้เหตุผลว่า “ประเทศกำลังแตกแยก ข้าราชการหวั่นไหว การลงทุนตกต่ำ” หากปล่อยต่อไป “ยากแก่การแก้ไข” การปฏิวัติครั้งนี้จึงเป็นการหวนกลับมาควบคุมอำนาจรัฐด้วยตัวเองของกลุ่มทหาร

หลังการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปฯ มีมติแต่งตั้ง พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน พล.ร.อ. สงัด โดยมีภารกิจสำคัญคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งภายใต้รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในเดือนธันวาคม 2521 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน 2522

๒๑ ตุลาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของคนไทย เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไทยตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมุ่งมั่นทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร

จากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ทำให้วันที่ 21 ตุลาคมถูกกำหนดให้เป็น “วันพยาบาลแห่งชาติ” เพื่อยกย่องพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ ซึ่งทรงสำเร็จวิชาการพยาบาล และทรงทุ่มเทพัฒนางานด้านสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้า ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลตระหนักถึงคุณค่าของงานบริการสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็น 'วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ' เพื่อรำลึกพระกรุณาธิคุณที่ทรงส่งเสริมงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และ 'วันรักต้นไม้แห่งชาติ' ที่สืบสานพระปณิธานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและการปลูกต้นไม้ด้วยพระองค์เอง อันเป็นแบบอย่างของการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม

อีกทั้ง วันที่ 21 ตุลาคม ยังเป็น 'วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ' อันมีจุดเริ่มจากพระราชดำริจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสา 'พอ.สว.' เพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะด้านสุขภาพช่องปาก พระราชจริยวัตรอันงดงามเหล่านี้ ทำให้ 'สมเด็จย่า' ยังคงเป็นแรงบันดาลใจไม่รู้จบ แห่งความเมตตาและการอุทิศตนเพื่อแผ่นดินไทย

22 ตุลาคม พ.ศ. 2493 ไทยส่งทหาร ‘กรมผสมที่ 21’ ร่วมรบสงครามเกาหลี กลายเป็นจุดกำเนิด ‘หน่วยทหารเสือราชินี’

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2493 รัฐบาลไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตอบรับคำขอขององค์การสหประชาชาติให้ส่งกองกำลังร่วมรบในสงครามเกาหลี เพื่อผลักดันกองทัพเกาหลีเหนือ โดยไทยเป็นประเทศแรกที่ตอบรับ และได้ส่ง “กรมผสมที่ 21” เดินทางออกจากประเทศไทยด้วยเรือของกองทัพเรือ เพื่อเข้าร่วมรบในสมรภูมิเกาหลีร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติ

ต่อมา “กรมผสมที่ 21” ได้แปรสภาพมาเป็น กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และย้ายที่ตั้งไปยังจังหวัดชลบุรีในปี 2511 ก่อนจะได้รับพระราชทานชื่อค่ายว่า “ค่ายนวมินทราชินี” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2519 หน่วยนี้ภายหลังกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะของนายทหารระดับสูงหลายคน เช่น พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถูกเรียกขานว่า “ทหารเสือราชินี” หรือ “บูรพาพยัคฆ์”

ตลอดสงครามเกาหลี ทหารไทยได้แสดงวีรกรรมอันกล้าหาญจนได้รับการยกย่องจากนานาชาติ โดยมีทหารไทยเสียชีวิตรวม 136 นาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและสันติสุขของประชาคมโลก ปัจจุบันวันที่ 25 มิถุนายนของทุกปีจึงถูกกำหนดให้เป็น “วันระลึกสงครามเกาหลี” เพื่อรำลึกถึงเกียรติประวัติของเหล่าทหารไทยผู้กล้า

วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สร้างความเศร้าโศกแก่ประชาชนและชาติไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงครองราชสมบัตินาน 42 ปี และทรงพระชนมายุ 58 พรรษา

พระองค์ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาศิลปวิทยาและวิชาต่างๆ ตั้งแต่โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง และวิศวกรรม เพื่อเตรียมรับราชสมบัติ

ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชวา และอินเดีย เพื่อทอดพระเนตรระบบการปกครองของชาวยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารราชการไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังทรงบรรลุนิติภาวะจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยการพัฒนาและสวัสดิการต่อประชาชน เช่น การไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์จึงถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” และกำหนดทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ครบรอบ 80 ปี “สหประชาชาติ” กำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อยุติความขัดแย้ง ของมนุษยชาติ

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ถือเป็นวันสถาปนา “องค์การสหประชาชาติ” หรือยูเอ็น (United Nations: UN) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยมี 51 ประเทศผู้ก่อตั้ง นำโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และจีน ร่วมลงนามรับรอง “กฎบัตรสหประชาชาติ” เพื่อเป็นธรรมนูญแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ

ยูเอ็นถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกอีกครั้ง พร้อมมุ่งสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 190 ประเทศทั่วโลก และถือวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันสหประชาชาติ” เพื่อย้ำถึงพันธกิจในการรวมพลังของนานาชาติ

กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ยูเอ็นยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาสันติภาพ ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อรับมือความท้าทายในศตวรรษใหม่ ทั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งทั่วโลก 

25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก

จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม นำทัพปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ สงครามสำคัญในรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกป้องอาณาเขตสยาม

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2428 พันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จเป็นแม่ทัพกองทัพฝ่ายใต้ ยกกำลังไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ โดยตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในศึกสำคัญของรัชกาลที่ 5 เพื่อปกป้องอาณาเขตของสยามจากกลุ่มฮ่อที่ก่อความไม่สงบในภาคเหนือและลาว

“พวกฮ่อ” คือชาวจีนที่หนีการปราบปรามของราชวงศ์ชิง หลังความพ่ายแพ้ของกบฏไท่ผิง จึงหลบหนีเข้ามาในดินแดนสยาม ก่อเหตุปล้นสะดมในเขตหลวงพระบาง พวน และหนองคาย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นวงกว้าง ทำให้สยามต้องจัดกองทัพขึ้นปราบถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2418 – 2430

การปราบฮ่อครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2428 นับว่าสำเร็จได้ด้วยยุทธวิธีและอาวุธที่ทันสมัยแบบตะวันตก ภายใต้การนำของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม แม้กองทัพจะต้องเผชิญภัยไข้ป่าและการขาดแคลนเสบียง แต่ก็สามารถขับไล่พวกฮ่อออกจากดินแดนสยามได้สำเร็จ ทำให้ชายแดนภาคเหนือกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ภายหลังสงคราม รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญปราบฮ่อ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เพื่อพระราชทานเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ไปราชการปราบฮ่อ เหรียญนี้ผลิตโดยบริษัทบีกริมแอนด์โก ประเทศเยอรมนี จำนวนเพียง 500 เหรียญ ถือเป็นเหรียญรางวัลทางทหารชุดแรกของไทย

เหรียญปราบฮ่อจึงไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศของนักรบสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการพัฒนากองทัพไทยสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวกลายเป็นของหายาก มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท และเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ผู้สะสมและข้าราชการเก่าในนาม “เหรียญนักเลง” แห่งยุครัชกาลที่ 5

สยามประกาศ “เลิกใช้เงินพดด้วง” ยุติเงินตราโบราณที่ใช้มานาน 600 ปี เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของ “เงินเหรียญกษาปณ์” อย่างเป็นทางการ

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2447 นับเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศเลิกใช้ “เงินพดด้วง” อย่างเป็นทางการทั่วราชอาณาจักร หลังจากใช้กันมายาวนานกว่าหกศตวรรษ

เงินพดด้วงเป็นเงินตราไทยโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ลักษณะทำจากแท่งเงินทุบงอคล้ายตัวด้วง จึงได้ชื่อว่า “พดด้วง” และประทับตราแผ่นดินกับตรารัชกาลลงบนเนื้อเงิน ต่างชาติเรียกว่า “Bullet Money” หรือเงินลูกปืน ถือเป็นเงินตราที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก

ในช่วงรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มขยายการค้ากับต่างประเทศ ความต้องการใช้เงินตราเพิ่มขึ้น แต่การผลิตเงินพดด้วงไม่ทันใช้ อีกทั้งปลอมแปลงได้ง่าย พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2447 เป็นต้นไป และให้ถือเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเลิกใช้เงินพดด้วงในครั้งนั้น นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย เพราะนำไปสู่การจัดตั้งโรงกษาปณ์และผลิตเหรียญกษาปณ์รูปแบบสากลขึ้นใช้แทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “เงินเหรียญไทย” ที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันกว่า 117 ปีแล้ว

ที่มา : ครอบครัวพอเพียง
 

สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ‘ไทย–ลาว’ เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรก ช่วยส่งเสริมท่องเที่ยว จ.เลย-ไชยะบุรี สู่หลวงพระบาง เชื่อมสัมพันธ์สองแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายสมสวาท เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของลาว ร่วมเป็นประธานเปิด “สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ไทย–ลาว” ที่บ้านนากระเซ็ง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเหือง เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับแขวงไชยะบุรีของ สปป.ลาว

สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงบประมาณกว่า 120 ล้านบาท โดยรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้าง มีระยะทางรวม 95 เมตร กว้าง 9 เมตร สามารถรองรับรถยนต์ได้สองเลน พร้อมทางเท้าสำหรับคนเดิน สะพานดังกล่าวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน เพิ่มโอกาสทางการค้าและการคมนาคมระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สะพานมิตรภาพน้ำเหืองถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ที่ช่วยเชื่อมต่อจากจังหวัดเลยสู่แขวงไชยะบุรี และต่อไปยังหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ระยะทางราว 363 กิโลเมตร ซึ่งเพิ่มโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–ลาวให้ยั่งยืน



 

30 ตุลาคม พ.ศ. 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top