Saturday, 6 June 2026
TodaySpecial

12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ‘โรงเรียนประณีตศิลปกรรม’ ยกฐานะเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ สถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เมื่อปี 2476 เพื่อสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมแก่ข้าราชการและนักเรียนไทยโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปกรรมเต็มรูปแบบ

ในปี 2478 โรงเรียนได้รวมกับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากร” โดยมีผลงานของนักเรียนถูกนำไปจัดแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญ จนได้รับความสนใจจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ และลูกศิษย์สร้างผลงานประติมากรรมประดับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งกลายเป็นผลงานศิลปะสำคัญของชาติ

ต่อมา รัฐบาลประกาศ “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พุทธศักราช 2486” ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเพื่อฟื้นฟูศิลปกรรมของชาติ และเพาะศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิในแขนงต่าง ๆ อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ และโบราณคดี โดยพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

การยกฐานะครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของวงการศิลปะไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลให้การยอมรับว่า “ศิลปะคือศาสตร์แห่งชาติ” ที่มีคุณค่าทัดเทียมกับวิชาการระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยศิลปากรมีชื่อเสียงในด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดี และขยายการเรียนการสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชาใน 3 วิทยาเขตทั่วประเทศ

10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขา พระราชนาม ‘อานันทมหิดล’ พระนามแห่งเจ้าฟ้ารัชกาลที่ ๘

วันนี้ในอดีต 10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เป็นวันที่ “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล” พระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (เจ้าฟ้ามหิดล) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้รับพระราชทานพระนามจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า “อานันทมหิดล” (Ananda Mahidol) ซึ่งต่อมาพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี

พระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น มาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่มีไปถึง หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพระนัดดา “ได้รับพระราชทานนามแล้ว” พร้อมระบุการสะกดชื่ออย่างถูกต้องว่า Ananda Mahidol

พระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งระบุว่า “เจ้าวรรณไวทยากร เธอโทรเลขไปยังลูกแดงด้วยว่า เดี๋ยวนี้ลูกของลูกแดงได้รับพระราชทานชื่อแล้วว่า ‘อานันทมหิดล’ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า ‘Ananda Mahidol’ ดังนี้ ให้โทรเลขเป็นคำตรงกับชื่อที่สะกดมานี้ มิฉะนั้นจะผิดไป โทรเลขส่งไปวันจันทร์...” โดย “ลูกแดง” ในที่นี้หมายถึง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แม้จะทรงครองราชย์ในวัยเยาว์ แต่ทรงได้รับความรักและเคารพจากพสกนิกรทั่วแผ่นดินในฐานะ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินไทย”

9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของไทย ถึงแก่อสัญกรรม สิริรวมอายุ 84 ปี

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ สิริรวมอายุ 84 ปี ท่านเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิรอบด้าน ทั้งนักเขียน นักคิด นักการเมือง และศิลปิน ผู้ฝากผลงานระดับตำนานไว้ให้คนไทยมากมาย อาทิ สี่แผ่นดิน, หลายชีวิต, ไผ่แดง, มอม และ สามก๊กฉบับนายทุน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโอรสของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ และหม่อมแดง บุนนาค ทรงได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ด้วยเหตุที่ร้องไห้เสียงดังในวัยทารก จึงได้ชื่อว่า “คึกฤทธิ์” ท่านเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และพรรคกิจสังคม ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2518

ชีวิตของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เต็มไปด้วยสีสัน ท่านเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ The Ugly American (1963) คู่กับมาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) และเป็นที่รู้จักในฉายา “ซือแป๋ซอยสวนพลู” หรือ “เสาหลักประชาธิปไตย” ด้วยความกล้าพูด กล้าวิจารณ์ และยืนหยัดเพื่อบ้านเมือง หลังถึงแก่อสัญกรรมในปี 2538 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอชื่อท่านต่อองค์การยูเนสโกในปี 2550 ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” เพื่อเชิดชูเกียรติผลงานอันเป็นคุณูปการต่อประเทศไทยและวงวรรณกรรมโลก

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดรัชสมัยกว่า 70 ปี พระองค์ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรกว่า 4,000 โครงการ และได้รับการยกย่องด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับ รางวัลเกียรติยศ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award จากเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน ทรงเป็นที่จดจำและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ‘วันมหาวิปโยค’ เลือดนิสิตพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย มหาประชาชนโค่นบัลลังก์เผด็จการทหาร

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการเมืองไทย เมื่อประชาชน นิสิต และนักศึกษาทั่วประเทศลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากที่รัฐบาลจับกุมอาจารย์และนักศึกษา 13 คน ซึ่งออกมาเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้เกิดกระแสต่อต้านทั่วกรุง

การชุมนุมเริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม โดยมีผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับ แต่เมื่อครบกำหนดเที่ยงวัน รัฐบาลยังนิ่งเฉย กลุ่มนักศึกษาและประชาชนจึงเคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์ไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อชุมนุมกดดันรัฐบาล

รุ่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม การชุมนุมได้บานปลายเป็นเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง รัฐบาลใช้กำลังและอาวุธเข้าสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมอย่างรุนแรง และทำให้รัฐบาลจอมพลถนอมหมดความชอบธรรม ต้องลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และเป็นก้าวสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในยุคใหม่

15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ เปิดอย่างเป็นทางการ อนุสรณ์แห่งการสละชีพเพื่อประชาธิปไตย

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงประกอบพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476 ซึ่งเป็นการลุกฮือของกลุ่มทหารที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลคณะราษฎร

หลังเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้จัดพิธีฌาปนกิจวีรชนทั้ง 17 อย่างสมเกียรติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2477 ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นครั้งแรกที่จัดพิธีศพสามัญชนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยอัฐิของผู้เสียชีวิตถูกบรรจุไว้ในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลืองก่อนนำกลับมาฝังภายในอนุสาวรีย์เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบโดย “หลวงนฤมิตรเรขการ” อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งยึดหลักอุดมการณ์ 5 ประการของรัฐบาลในขณะนั้น ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของราษฎรไทยในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย

แม้อนุสาวรีย์แห่งนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากพื้นที่จริงในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์และเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชนยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นการเสียสละของประชาชนรุ่นแรกที่ยืนหยัดปกป้องรัฐธรรมนูญ และสัญลักษณ์สำคัญของยุคคณะราษฎรที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยจนถึงวันนี้

16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 วันสุดท้ายของ ‘พระนางมารี อ็องตัวแน็ต’ ราชินีฝรั่งเศสผู้ถูกกิโยตินประหารกลางกรุงปารีส

วันที่ 16 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ “พระนางมารี อ็องตัวแน็ต” (Marie Antoinette) พระราชินีแห่งฝรั่งเศส พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งถูกประหารชีวิตด้วย “กิโยติน” กลางกรุงปารีส หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดินในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส นับเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต เป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรีย อภิเษกสมรสกับเจ้าชายหลุยส์ (ต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรีย แม้พระนางจะมีพระสิริโฉมงดงาม เป็นแฟชั่นไอคอนแห่งยุค แต่กลับถูกประชาชนฝรั่งเศสเกลียดชัง เพราะมองว่าใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยและไม่เข้าใจความทุกข์ของราษฎร

เมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศสปะทุขึ้นในปี 1789 พระนางและพระสวามีถูกจับกุมและคุมขังที่คุกคองซิแยร์ ก่อนจะถูกนำขึ้นศาลประชาชนในปี 1793 และตัดสินให้ประหารชีวิตในวันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน พระนางก้าวขึ้นแท่นกิโยตินด้วยความสงบ สร้างความสลดใจแก่ผู้เห็นเหตุการณ์และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสิ้นสุดของราชวงศ์บูร์บง

หลังการประหาร พระนางมารี อ็องตัวแน็ตกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ถูกจดจำทั้งในฐานะ “เหยื่อแห่งการเมือง” และ “ตัวแทนแห่งความฟุ้งเฟ้อของชนชั้นสูง” ชีวิตของพระนางถูกเล่าขานในวรรณกรรม ภาพยนตร์ และบทเพลงมากมาย สะท้อนบทเรียนสำคัญของยุคปฏิวัติว่า “เมื่ออำนาจหลุดพ้นจากประชาชน สุดท้ายประชาชนย่อมทวงคืนด้วยเลือดและน้ำตา”

17 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันตำรวจแห่งชาติ’ ตั้งแต่สมัย ร.๔ ผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอมา

วันที่ 17 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็น 'วันตำรวจแห่งชาติ' เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จุดเริ่มต้นของวันตำรวจไทยย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2403 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการจัดตั้ง “กองโปลิศ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนจะพัฒนาเป็น 'กรมตำรวจ' ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ซึ่งภายหลังได้กำหนดให้วันนั้นเป็น 'วันตำรวจไทย'

ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้เสนอให้เปลี่ยนวันตำรวจจากวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 มาเป็นวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงสุด วันดังกล่าวจึงกลายเป็นวันสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นวันคล้ายวันสถาปนาของหน่วยงานอีกด้วย

สำหรับอาชีพตำรวจไม่ได้มีเพียงการปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมภารกิจหลากหลาย ทั้งงานจราจร การป้องกันเหตุร้าย การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนดูแลนักท่องเที่ยวและรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสายตรวจ 191, ตำรวจทางหลวง, ตชด., ตำรวจท่องเที่ยว หรือ ตม. ล้วนมีบทบาทสำคัญในความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

“วันตำรวจแห่งชาติ” จึงไม่เพียงเป็นวันรำลึกถึงต้นกำเนิดขององค์กรตำรวจไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันแห่งเกียรติยศของผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนทุกคน เป็นวันที่สังคมไทยควรระลึกถึงและให้เกียรติแก่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างแท้จริง

18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัสผนวช หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้โปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และมีพระราชดำรัสแก่ประชาชนว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎรทราบทั่วกัน” ซึ่งนับเป็นพระราชดำรัสสำคัญที่ทรงประกาศพระราชประสงค์ต่อพสกนิกรทั้งแผ่นดิน

ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม ปีเดียวกัน พระองค์เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงประกอบพิธีทรงผนวช โดยสมเด็จพระราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์ ก่อนเสด็จเข้าพิธีอุปสมบทโดยมี สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระองค์ทรงได้รับฉายาทางธรรมว่า “ภูมิพโล” และเสด็จฯ ไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงศึกษาพระธรรมอย่างเรียบง่าย

ระหว่างทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุภูมิพโลทรงปฏิบัติพระราชกิจเช่นเดียวกับพระภิกษุทั่วไป ทรงทำวัตรเช้า–เย็น ฟังพระธรรมเทศนา และทรงเจริญพระวินัยด้วยความเคร่งครัด จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระองค์จึงทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามและสมถะ

19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ‘วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’ ตึกแฝดแห่งอเมริกา เริ่มเปิดใช้ครั้งแรก ก่อนกลายเป็นโศกนาฏกรรม 9/11

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) อาคาร “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (One World Trade Center) ในนครนิวยอร์ก เปิดใช้งานเป็นวันแรก แม้อาคารจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงปี 2515 แต่ในเวลานั้น มันถูกยกให้เป็น “ตึกที่สูงที่สุดในโลก” ด้วยความสูงกว่า 417 เมตร มีทั้งหมด 110 ชั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และควบคุมการก่อสร้างโดยวิศวกร เลสลี โรเบิร์ตสัน (Leslie E. Robertson)

ตึกเวิลด์เทรดฯ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและระบบทุนนิยมโลก ที่สะท้อนยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังของมหานครนิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม ตึกแฝดแห่งนี้เคยประสบอัคคีภัยในปี 2518 และถูกโจมตีด้วยระเบิดในปี 2536 ก่อนจะเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 

ในวันที่ 11 กันยายน 2544 เครื่องบินโดยสารที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ บินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯ ทั้งสองหลัง จนถล่มลงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก สั่นสะเทือนทั้งทางการเมือง ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของมนุษยชาติ

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 พื้นที่เดิมของตึกแฝดได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็น “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” หรือ “Freedom Tower” ที่สูงกว่าเดิมถึง 541 เมตร เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2549 พร้อมอนุสรณ์สถานรำลึกผู้เสียชีวิต เพื่อเตือนใจว่า “แม้ตึกจะพัง แต่ความทรงจำของโลกไม่เคยหายไป”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top