Saturday, 6 June 2026
TodaySpecial

30 กันยายน พ.ศ. 2558 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด 'สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์'

ครบรอบ 10 ปี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิด 'สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์' (สะพานนนทบุรี 1) ซึ่งก่อสร้างตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างสะพานพระนั่งเกล้ากับสะพานพระราม 5 โดยสะพานมีรูปแบบโครงสร้างเป็นลักษณะสะพานคานขึง (Extardosed Prestressed Conctete Bridge) เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรของประชาชน และเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ เติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อสะพานแห่งนี้ว่า “สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์” อันมีความหมายถึงสะพานที่เป็นอนุสรณ์ถึงพระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐมหาเจษฎาบดินทรฯพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสะพานฯตั้งอยู่ใกล้กับวัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระอัยกา พระอัยกี และสมเด็จพระศรีสุลาไลยพระราชชนนีของพระองค์ ด้วยบริเวณดังกล่าวเป็นนิวาสสถานเดิมของพระอัยกา พระอัยกี และเป็นที่ประสูติของพระราชชนนีของพระองค์

1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ครบรอบ 1 ปี ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา บนถนนวิภาวดีรังสิต คร่าชีวิตนักเรียน-ครู 23 ศพ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เกิดโศกนาฏกรรมบนถนนใหญ่ของไทย เมื่อรถบัสนักเรียนและครูจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ประสบอุบัติเหตุจนตัวรถเกิดไฟไหม้ขณะเดินทางอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต เขตลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตนักเรียน 20 คน และครูอีก 3 คน รวมผู้เสียชีวิต 23 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย

รถบัสคันดังกล่าวเป็นรถหนึ่งในขบวนทัศนศึกษาที่จะพาเด็ก ๆ เดินทางไปยังวัดพระศรีสรรเพชญ์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แต่ระหว่างการเดินทางรถเกิดเฉี่ยวชนแบริเออร์กลางถนนก่อนลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้องๆ นักเรียนและคุณครูผู้ที่อยู่บนรถรวม 46 คน หลายคนติดอยู่ภายในและไม่สามารถหนีออกมาได้

การสอบสวนภายหลังพบว่าตัวรถมีการดัดแปลงและติดตั้งถังแก๊ส CNG เกินมาตรฐาน ประกอบกับสภาพการใช้งานที่ยาวนานกว่า 50 ปี ทำให้เกิดคำถามต่อมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารในไทย 

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับศพและผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมมีการเยียวยาจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ขณะที่ผู้นำทางการเมืองและสังคมร่วมไว้อาลัยและเรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรฐานรถโดยสารนักเรียน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนของไทย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานรถโดยสารสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์สะเทือนใจเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

2 ตุลาคม พ.ศ. 2509 ในหลวง ร.๙ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐออสเตรีย ครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ สร้างมิตรภาพยั่งยืน

วันนี้ในอดีต 2 ตุลาคม พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐออสเตรีย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนครั้งที่สอง หลังจากในทศวรรษ 2500 พระองค์ได้ทรงเริ่มภารกิจเสด็จเยือนนานาประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับนานาชาติ

ความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรียนับว่ามีความใกล้ชิดและเป็นมิตรภาพที่ยาวนาน ไฮไลต์สำคัญของการเยือนเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2507 เมื่อพระราชนิพนธ์เพลงของพระองค์ อาทิ Kinari Suite, Falling Rain, Love at Sundown, March Rajanavikayothin และ March Rajavallop ได้รับการบรรเลงโดยวง N.O. Tonkunstier Orchestra ที่กรุงเวียนนา และถ่ายทอดสดทางวิทยุไปทั่วประเทศ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ฟัง ทั้งยังมีการบรรเลงผลงานของโยฮัน สตรอสส์เหมือนที่เคยจัดถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนเวียนนาในปี 2440 อีกด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2507 สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (Institute of Music and Arts of Vienna) ได้ถวายเกียรติคุณสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ 23 แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งนับเป็นพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์แรกที่ได้รับการยกย่องในฐานะนักประพันธ์เพลงระดับนานาชาติ

การเสด็จฯ เยือนออสเตรียของรัชกาลที่ 9 จึงไม่เพียงสะท้อนพระราชภารกิจด้านการทูต แต่ยังเป็นการเผยแพร่พระปรีชาด้านดนตรีไปทั่วโลก สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและชื่นชมในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทพระองค์ในฐานะผู้นำที่ทรงทั้งวิสัยทัศน์และพรสวรรค์รอบด้าน

3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ลงนามสงบศึกกับฝรั่งเศส ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อรักษาเอกราช

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพ” กับฝรั่งเศส ภายหลังเหตุปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112” ในรัชกาลที่ 5

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 เมื่อเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ พร้อมเรือสินค้านำร่อง ฝ่าปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา และถูกปืนใหญ่ไทยยิงสกัดจนเกิดการปะทะ ไทยสูญเสียทหาร 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ขณะที่ฝรั่งเศสเสียทหาร 3 นาย และบาดเจ็บ 3 นาย ก่อนที่เรือรบฝรั่งเศสจะแล่นเข้ามาถึงกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ

ผลจากสงครามนี้ ไทยต้องลงนามในสนธิสัญญาที่บังคับให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย 3 ล้านฟรังก์ (ราว 1.56 ล้านบาทในสมัยนั้น) และยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมกว่า 143,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งถูกฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้นานกว่า 10 ปี จนกว่าจะชำระค่าเสียหายครบถ้วน

4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงเปิดสำนักงาน ‘บุคคลัภย์’ สู่การจัดตั้งแบงค์สยามกัมมาจล

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงประกอบพิธีเปิด “บุคคลัภย์” (Book Club) สำนักงานทดลองดำเนินกิจการแบบธนาคารพาณิชย์แห่งแรก ณ ตึกแถวสองชั้นของกรมพระคลังข้างที่ ตำบลบ้านหม้อ พระนคร โดยทรงออกหนังสือแจ้งว่ากิจการเป็นห้องสมุดสาธารณะ แต่การดำเนินงานจริงคือธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าการทดลองจะสำเร็จหรือไม่

ต่อมาเมื่อกิจการประสบความสำเร็จ ได้มีการก่อตั้งธนาคารในรูปแบบบริษัทจำกัดครั้งแรกชื่อ “บริษัทแบงก์สยามกัมมาจลทุน จำกัด” เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 ให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างเป็นทางการ นับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของคนไทย พร้อมได้รับพระราชทานตราอาร์มแผ่นดินเป็นตราประจำธนาคาร

ในปี พ.ศ. 2482 ธนาคารเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด” มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2518 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)” ชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก ใกล้สี่แยกรัชโยธิน

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 ‘หัวหน้าโจเซฟ’ ชนพื้นเมืองแห่งเผ่าเนซ เพอร์ซ ประกาศยุติการต่อสู้ ยอมจำนนต่อกองทัพสหรัฐฯ

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) หัวหน้าโจเซฟ (Chief Joseph) ผู้นำเผ่าเนซ เพอร์ซ ได้ประกาศยอมจำนนต่อพล.อ. เนลสัน เอ. ไมล์ส แห่งกองทัพบกสหรัฐ หลังการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างชาวเนซ เพอร์ซกับกองทัพอเมริกัน เหตุการณ์นี้เป็นจุดสิ้นสุดของการถอยร่นที่เจ็บปวดของชนพื้นเมืองในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ

เบื้องต้น สาเหตุสำคัญมาจากคำสั่งให้อพยพชาวเนซ เพอร์ซจากหุบเขาวอลโลว่า (Wallowa Valley) ในรัฐโอเรกอน ไปยังเขตสงวนแลปไว (Lapwai) ในรัฐไอดาโฮ ระหว่างทางมีการปะทะบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีคนขาวลักขโมยวัวของชาวอินเดียน ทำให้สถานการณ์บานปลายและกองทัพส่งกำลังกดปราบอย่างรุนแรงจนชาวเนซ เพอร์ซทนไม่ไหว

เมื่อยอมจำนน หัวหน้าโจเซฟกล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังแสดงความสิ้นหวังและห่วงใยประชาชนของตน ท่อนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงคือ “ข้าเหนื่อยที่จะสู้รบต่อไป… ข้าต้องการเวลาที่จะค้นหาเด็ก ๆ ของข้า และนับดูว่าเหลือรอดกี่คน…หัวใจข้าอ่อนล้าและโศกเศร้า…ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” 

6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ครบรอบ 49 ปี เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 วันเกิด ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ประธานาธิบดีรัสเซีย จากอดีตสายลับโซเวียต…สู่ผู้ทรงอิทธิพลของโลก

วันนี้ในอดีต เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) เป็นวันถือกำเนิดของ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ผู้นำที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อเวทีการเมืองโลกมาอย่างยาวนาน

ปูตินเป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสามคน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานใน เคจีบี (KGB) หน่วยข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่การเมือง ในช่วงแรกเขาเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศให้กับนายกเทศมนตรีอนาโตลี ช็อบจัก (Anatoly Sobchak) และค่อย ๆ ไต่เต้าในตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้รับตำแหน่งเป็น รักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประกาศลาออกอย่างกะทันหันในปลายปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ส่งผลให้ต่อมาปูตินก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

ภายใต้บุคลิกที่ดูสุขุมนิ่งเรียบของปูตินนั้น เป็นที่รับรู้กันว่าแฝงไว้ด้วยความ เด็ดขาด และ หนักแน่น ในการบริหารประเทศ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่อยู่ในสปอตไลต์ของโลกอยู่เสมอ 

11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ในหลวง ร.๙ ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับที่ได้รับการขนานนามว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’

วันนี้ในอดีต 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธยใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และการรับฟังความคิดเห็นจากสังคมทั่วประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทย โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิชุมชน เสรีภาพทางวิชาการ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และยังวางหลักการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีอายุไม่ถึง 9 ปี ก็ถูกยกเลิก หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่โค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ “รัฐธรรมนูญ 2540” กลายเป็นเพียงความทรงจำของความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 นิสิตนักศึกษา 8,000 คนรวมพลังเดินขบวน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสได้เข้ามาคุกคามสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) และยึดดินแดนไปถึง 5 ครั้ง รวมพื้นที่กว่า 467,500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน ทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนไปกว่าครึ่งประเทศ เหตุการณ์นี้ฝังใจคนไทยมาหลายยุคสมัย จนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) นิสิตนักศึกษาจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์กว่า 8,000 คน ได้เดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามให้เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม ประชาชนกว่า 50,000 คนก็รวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง แสดงพลังสนับสนุนแนวคิด “เอาดินแดนคืน” อย่างล้นหลาม

รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสคืนดินแดน แต่ถูกปฏิเสธและถูกยิงปืนใหญ่ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในไทย รวมถึงการรุกล้ำน่านฟ้า กองทัพไทยจึงเตรียมพร้อมตอบโต้และเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนเดิมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 การสู้รบดำเนินไปในหลายสมรภูมิ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะยุทธนาวีเกาะช้างซึ่งไทยมีชัยเหนือฝรั่งเศส และสามารถยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่ง เช่น หลวงพระบาง จัมปาศักดิ์ พระตะบอง และเสียมราฐ

ต่อมา ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จนมีการลงนามสัญญาพักรบที่ไซ่ง่อน และการเจรจาสันติภาพที่กรุงโตเกียวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2484 ซึ่งผลสุดท้าย ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย รวมพื้นที่ราว 90,000 ตารางกิโลเมตร โดยจัดตั้งเป็น 4 จังหวัดใหม่ ได้แก่ พระตะบอง พิบูลสงคราม นครจัมปาศักดิ์ และลานช้าง ถือเป็นชัยชนะทางทหารและการทูตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่เสียชีวิตในการรบ รัฐบาลได้สร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ณ กรุงเทพมหานคร เปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 เพื่อเชิดชูวีรชน 160 นาย ที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินและเกียรติยศของชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ชัยชนะในการกู้เอกราชคืน” และจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตราบจนทุกวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top