Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

ผู้ปกครองเด็กพิเศษ LD ร่วมลงพื้นที่ให้คำแนะนำ "Universal Design" อาจารย์ ครู และบุคลากร โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล ต.ทับตีเหล็ก อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณีบุรี "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" ผู้ปกครองเด็กพิเศษ LD และ ตำแหน่ง นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย พร้อมด้วย "นายชัยพร ภูผารัตน์" ผู้อำนวยการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย มีโอกาสได้เข้าเยี่ยม คณะผู้บริหาร "โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล" โดย "นางสรวีย์ ดอกกุหลาบ" ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ พร้อมด้วยคณะครู อาจารย์ มาให้การต้อนรับ ทั้งนี้ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการ และ ผู้สูงอายุ / ผู้ที่อาจมีอาการบาดเจ็บ เจ็บป่วยจำเป็นต้องใช้รถวีลแชร์ / สตรีมีครรภ์ และ "Universal Design" การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เป็นการรองรับการใช้งานที่สอดคล้อง กับการให้บริการ กับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ที่เข้ามาใช้บริการภายใน "โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล" แห่งนี้ มีความสะดวกยิ่งขึ้น

ในการนี้ "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" ผู้ปกครองเด็กพิเศษ "LD" ได้ขอคำชี้แนะการดูแลบุตร หลาน ในฐานะผู้ปกครองเด็กพิเศษ เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ถึงวิธีการดูแล การส่งเสริมและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตของน้อง ๆ เด็กพิเศษ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันของผู้ปกครองและน้อง ๆ เด็กพิเศษ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อไป

ภายใต้แผนปฏิบัติการ สยบไพรี 64/18 “ปิดฉากนักค้าภาคเหนือตอนล่าง” มุ่งเน้นการสกัดกั้นลำเลียงยาเสพติดไปประเทศที่ 3 โดยผ่านระบบคมนาคมโลจิสติกส์ - บริษัทขนส่งพัสดุทั้งในและต่างประเทศ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการขับเคลื่อนตามนโยบายดังกล่าว เพื่อร่วมกันทุกฝ่ายในการปราบปราม สืบสวน จับกุม แก้ไขปัญหายาเสพติด ตามยุทธศาสตร์ชาติ

วันที่ 15 กันยายน 2564 เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร.(ปป) พร้อมด้วย พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส.,พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผบช.ภ.6,พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส.(1),พล.ต.ต.อนุภาพ ศรีนวล รอง ผบช.ปส.(4),พล.ต.ต.พยูห์ ธนศรีสืบวงศ์ รอง ผบช.ภ.6,พล.ต.ต.สมบัติ ชูชัยยะ ผบก.อก.บช.ปส.,พล.ต.ต.รพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์, นายสราวุธ ภักดี ผอ.ป.ป.ส.ภาค 6, นายรณกร เผ่าวิจารณ์ นายอำเภอพยุหะคีรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ณ ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี อ.พยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้แผนปฏิบัติการ สยบไพรี 64/18 “ปิดฉากนักค้าภาคเหนือตอนล่าง” มุ่งเน้นการสกัดกั้นลำเลียงยาเสพติดไปประเทศที่ 3 โดยผ่านระบบคมนาคมโลจิสติกส์และบริษัทขนส่งพัสดุทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนทำลายเครือข่ายกลุ่มนักค้ายาเสพติดระหว่างประเทศจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือตอนบนลักลอบลำเลียงมาพักคอยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างเพื่อกระจายเข้าไปในพื้นที่ตอนในของประเทศ

โดยเข้าปฏิบัติการ 125 จุด ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 78 ราย และตรวจยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ รายละเอียดดังนี้ เงินสดจำนวน 62,000 บาท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท  รถยนต์ 11 คัน มูลค่าประมาณ 11 ล้านบาท รถแทร็คเตอร์ 1 คัน มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท รถจักรยานยนต์ 11 คัน มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง มูลค่าประมาณ 54,900 บาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร 8 รายการ มูลค่าประมาณ 90,000 บาท รวมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด และส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อขยายผลออกหมายจับบุคคล ในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามพ.ร.บ.มาตรการฯ ต่อไป

'อัษฎางค์' กังขา วาระซ่อนเร้น 'สภา มทร.พระนคร' หลังคิดตัดชื่อพระราชทาน 'ราชมงคล' ออก

อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า... 

สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ทำไมจะเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยด้วยการตัดชื่อ "ราชมงคล" อันเป็นนามมงคลที่ได้รับพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีหมายความว่า "มหาวิทยาลัยอันเป็นมิ่งมงคลแห่งพระราชา" ออกไป

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ให้วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ที่ได้รับการยกวิทยฐานะขึ้นเป็น "สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล" ซึ่งมีหมายความว่า "สถาบันเทคโนโลยีอันเป็นมิ่งมงคลแห่งพระราชา" มหาวิทยาลัยจึงได้ถือเอาวันที่ 15 กันยายนของทุกปีเป็น "วันราชมงคล"

>> ความเป็นมา 15 กันยา วันราชมงคล >> https://www.facebook.com/100566188950275/posts/138377931835767/?d=n

สมาคมศิษย์เก่าพณิชยการพระนครและสมาคมศิษย์เก่าช่างกลพระนครเหนือ ทำหนังสือคัดค้าน ร่าง พรบ.มหาวิทยาลัยพระนคร โดยมีสาระสำคัญ คือ... 

ก่อนหน้านี้ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้จัดทำ ร่าง พรบ.มหาวิทยาลัยพระนคร และจัดทำประชาพิจารณ์ ในระหว่างช่วงเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งในครั้งนั้น ศิษย์เก่าทุกคณะได้ร่วมแสดงความเห็นคัดค้านอย่างกว้างขวาง แต่ต่อมาเรื่องก็เงียบไปโดยไม่ชี้แจงว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร

ในเวลาต่อมาสมาคมฯ ได้รับทราบว่า สภามหาวิทยาลัยฯ ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อขออนุมัติ ร่างพรบ. มหาวิทยาลัยพระนคร (ฉบับ กค.๖๔) ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยจะมีการเปลี่ยนชื่อจาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร“ เป็น “มหาวิทยาลัยพระนคร” 

การตัดชื่อ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล“ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้นเป็นการมิบังควร โดยสมาคมศิษย์เก่าอ้างว่า 'ศ.ดร.สุรพงษ์ โสธนะเสถียร' นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่าง พรบ.ขึ้นมาเองโดยไม่ผ่านกรรมการหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัย และไม่สนใจต่อความเห็นต่าง ๆ จากการทำประชาพิจารณ์ ทั้งที่การเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย โดยทิ้งคำว่า “ราชมงคล” ซึ่งเป็นชื่อพระราชทาน ให้เหลือเพียงชื่อ "มหาวิทยาลัยพระนคร" เป็นเรื่องที่มิบังควร ในขณะที่สภามหาวิทยาลัยก็อ้างว่าได้มีการทำประชาพิจารณ์แล้ว

นอกจากจะมีการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยแล้ว ยังจะมีการเปลี่ยนชื่อสถานศึกษาเดิมออกทั้งหมด เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (ศูนย์พระนครเหนือ) เดิม คือ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเหนือ โดยเมื่อร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ก็เปลี่ยนเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยคงชื่อ "ศูนย์พระนครเหนือ" เอาไว้  ซึ่งทำให้ศิษย์เก่าทุกสาขาประมาณ ๖๐ รุ่น ยังมีความเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย

แต่ในร่าง พรบ.มหาวิทยาลัยพระนครนั้นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร (ศูนย์พระนครเหนือ) จะถูกเปลี่ยนเป็น “วิทยาเขตกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา “

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อของ.. 
- ศูนย์เทเวศร์ เป็น วิทยาเขตกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
- ศูนย์พณิชยการพระนคร เป็น วิทยาเขตกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- ศูนย์พระนครเหนือ เป็น วิทยาเขตกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

ซึ่งทางสมาคมศิษย์เก่ากังวลว่าการเปลี่ยนชื่อ จะทำให้รากฐานความเป็นมาและความเชื่อมโยงของศิษย์เก่าถึงปัจจุบันขาดหายไป

และที่สำคัญคือสภามหาวิทยาลัยมีการซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ทำไมต้องตัดชื่อ "ราชมงคล" อันเป็นนามมงคลที่ได้รับพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งมีหมายความว่า "มหาวิทยาลัยอันเป็นมิ่งมงคลแห่งพระราชา"

อัษฎางค์ ยมนาค


ที่มา: https://www.facebook.com/100566188950275/posts/138371788503048/

สุโขทัย - เปิดนิทรรศการภาพถ่าย “การท่องเที่ยววิถีใหม่ สุขใจ ณ สุโขทัย”

วันนี้ (15 กันยายน 2564) เวลา 09.00 น. ที่ศาลาเอนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “การท่องเที่ยววิถีใหม่ สุขใจ ณ สุโขทัย” โดยสํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ร่วมกับจังหวัดสุโขทัย จัดโครงการประกวดภาพถ่ายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัย ภายใต้หัวข้อ “การ ท่องเที่ยววิถีใหม่ สุขใจ ณ สุโขทัย” เพื่อกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยว ทําให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ และกลับเข้ามาเที่ยวในจังหวัดสุโขทัย หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) มีแนวโน้มดีขึ้น นําไปสู่การเพิ่มจํานวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัยต่อไป

โครงการประกวดภาพถ่ายฯ ในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทภาพดิจิทัล มีผู้ส่งเข้าประกวดจำนวน 82 ภาพ และประเภทภาพสมาร์ทโฟน มีผู้ส่งเข้าประกวด 35 ภาพ รวม 117 ภาพ ซึ่งเป็นภาพที่เล่าเรื่องการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย ภาพทั้งหมดสามารถนําไปใช้ในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เพื่อก่อให้เกิดความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว และเพื่อนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกลิ่นอายความเป็นสุโขทัย อีกทั้งยังก่อให้เกิดจินตนาการในการ ท่องเที่ยวมุมมองใหม่ ๆ ด้วย

หนังเลียนแบบคน หรือ คนเลียนแบบหนัง ?

เมื่อใดที่จัดรายการกับคุณวารินทร์ สัจเดว เรื่องภาพยนตร์ คุณวารินทร์ จะตั้งคำถามแบบไม่ต้องการคำตอบเสมอว่า “ตกลงหนังเลียนแบบชีวิต หรือชีวิตเลียนแบบหนัง?”

คำถามนี้ เป็นคำถามในรูปแบบของ “ไก่กับไข่ อันไหนเกิดก่อนกัน” ? 

จุดประสงค์ของภาพยนตร์ คือการให้ความบันเทิง ความบันเทิง ไม่ได้หมายถึงความร่าเริง สนุกสนาน ตลกโปกฮา เท่านั้น! ผู้ชมได้รับความบันเทิงจากการร้องไห้จนตาบวม เมื่อได้ชมเรื่องโศกเศร้า หรือตื่นเต้นจนต้องยกขาขึ้นจากเก้าอี้ หรือส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ การได้ปลดปล่อยทางอารมณ์คือความบันเทิง ความบันเทิงของภาพยนตร์ จึงหลากหลาย รวมไปถึงภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่เปิดโลกทัศน์ให้ชาวโลก เรื่องราวที่ชวนให้ผู้ชมคิดตาม ทั้งในแง่จิตวิทยา สังคม วัฒนธรรม ศรัทธา และความเชื่อ เรื่องราวทั้งเรื่อง หรือเพียงบางช่วง ฝากข้อคิดและกระตุ้นให้ผู้ชมวิเคราะห์ด้วยเหตุผล

การสร้างภาพยนตร์โดยเสนอความคิดรวม (Theme) หรือพล็อต (Plot) ที่ตรงกับอารมณ์สาธารณะในช่วงเวลานั้น เป็นแนวทางของการสร้างภาพยนตร์ ที่สามารถทำเงินได้ในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน เช่น ในยามที่สังคมส่วนใหญ่ รู้สึกคับข้องใจ เก็บกด แค้นเคือง อยากได้พลังวิเศษที่ใช้ปราบทรราช หรือปราบนักการเมืองที่เหมือนปีศาจร้าย ภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ สามารถทดแทน คลายความเก็บกดได้ ภาพยนตร์แนวเทพนิยาย แอนิเมชัน แฟนตาซี และมิวสิคัล เป็นหนทางหนีจากความวุ่นวายในโลกจริง (Escapism) ภาพยนตร์กลุ่มนี้ จะออกมาในช่วงที่ผู้คนในสังคม หรือทั้งโลกเผชิญอุปสรรคที่ยืดเยื้อ ไม่จบสิ้น และปัญหาที่แก้กันไม่จบ 

ในช่วงของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ ออกมาถึง 33 เรื่อง ทั้งในแบบแอ็กชันแฟนตาซีจริงจัง และแบบแอ็กชันปนตลก เช่น Batman, Superman, Aquaman, Wonder Woman, Spiderman, Deadpool, Captain America, Dr. Strange, Suicide Squad, Fantastic Four, Guardians of the Galaxy, Justice League, Raknarok, Black Panther, Ant Man, Avengers, Captain Marvel และอีกมากมายรวมทั้งซูเปอร์ฮีโร่ในแบบแอนิเมชัน ซูเปอร์ฮีโร่ในภาพยนตร์ เผชิญหน้ากับอำนาจชั่วร้าย เพื่อปกป้องโลก ปกป้องประชาชนไร้เดียงสาที่ตกเป็นเหยื่อของสิ่งเลวร้าย

เมื่อหนังจบ ฝ่ายชั่วร้ายถูกทำลาย นำความพึงพอใจมาให้ผู้ชม ความรู้สึกหนักอึ้งที่สะสมอยู่ในใจ ได้ถูกปลดปล่อยออกไป แม้ว่าในโลกจริงนั้น สถานการณ์รอบตัวยังไม่เปลี่ยนแปลง

Black Panther เป็นซูเปอร์ฮีโร่ผิวดำ เป็นชนเผ่าที่ผดุงไว้ซึ่งความชอบธรรม และปกป้องโลก Wonder Woman และเผ่าพันธุ์ของเธอ ก็เช่นกัน ตัวละครเหล่านี้เกิดจากความต้องการที่ซ่อนอยู่ในจิตสำนึก อยากให้โลกมีคนเก่งเช่นในหนัง มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ในยามที่สภาพความเป็นอยู่มืดมน

หนังเป็นช่องทางหลีกหนีจากความจริง เพราะหนังชดเชยในสิ่งที่อยากให้มี อยากให้เป็น แต่เป็นไปไม่ได้ในโลกจริง ผู้คนสานต่อจินตนาการของภาพยนตร์ได้เพียง คอสเพลย์ แต่งแฟนซีเป็นซูเปอร์ฮีโร่ไปงานปาร์ตี้ หรือสร้างความสนุกสนานในโอกาสต่าง ๆ

นอกจากซูเปอร์ฮีโร่แล้ว ภาพยนตร์ยังถ่ายทอดเรื่องราวในมุมอื่น ๆ ของชีวิตมนุษย์ เช่นเรื่องการคอร์รัปชันในองค์กรทั้งของรัฐ และเอกชน การเสียสละและต่อสู้เพื่อส่วนรวม การเหยียดชนชั้นและสีผิว ไปจนถึงเรื่องการล่วงเกินทางเพศของนักบวชในศาสนาต่าง ๆ เป็นเรื่องราวของหนังเลียนแบบชีวิต

แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง สังคมเห็นว่าผู้คนเลียนแบบหนัง โดยกล่าวโทษว่าหนังเป็นต้นเหตุของการใช้ยาเสพติด อาชญากรรมประเทศต่าง ๆ ทั้งจี้ ปล้น ข่มขืน เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน สังคมที่มี LGBTQ เพิ่มขึ้น การฆ่าตัวตาย การหย่าร้าง และพฤติกรรมไม่สร้างสรรค์สารพัดรูปแบบเกิดจาก คนเลียนแบบหนัง

ด้วยเหตุที่เชื่อกันว่า หนังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเลียนแบบหนัง จึงต้องมีการตรวจตราเนื้อหาที่หนังจะนำเสนอ

“บิ๊กตู่-คณะทำงาน-ทีม รปภ." ตรวจ หาเชื้อโควิดตามวงรอบ ไม่พบเชื้อโควิด19 หลังพบผู้สื่อข่าวทำเนียบฯติดเชื้อ ขณะที่ ปลัด กลาโหม ,ผบ.ทอ ,ผบ.ทร.คนใหม่ รุดเข้าขอบคุณแต่เช้าหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวเช้าวันเดียวกันนี้ (16 ก.ย.)ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยช่วงเช้า พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพลโท สันติพงษ์ ธรรมปิยะ ว่าที่ เสนาธิการทหารบก นำคณะ เข้าพบนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อขอบคุณภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งใหม่

ทั้งนี้ มีรายงานจากทำเนียยรัฐบาลด้วยว่า  ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะทำงาน  ทีมรักษาความปลอดภัย ข้าราชการ พนักงาน ภายในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้ทำการตรวจการเชื้อโควิด 19 โดยชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK ตามวงรอบ ซึ่งปรากฎว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ คณะทำงาน ทีมรักษาภาความปลอดภัย พนักงานที่ทำงานใกล้ชิด ไม่มีใครติดเชื้อโควิด 19 ภายหลังต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้สื่อข่าวที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลติดเชื้อโควิด 19 อีกทั้งวานนี้ (15 ก.ย.) ระหว่างที่ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อเตรียมรับน้ำเหนือหลากและวางแผนป้องกันพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง พล.อ.ประยุทธ์ มีอาการไอและจามระหว่างให้สัมภาษณ์

สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันนี้ เวลา 09.30 น.  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 2/2564 (ผ่านระบบ Video Conference) ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลและเวลา 14.00 น. เป็นประธานการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และกลุ่มศิลปิน เพื่อหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผ่านระบบ Video Conferenceจากห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

'เอเวอร์แกรนด์’ อาจเป็น 'เลห์แมน บราเธอร์ส' ของจีน หลังส่อผิดนัดชำระหนี้ ลุกลามซับไพรม์ครั้งใหม่

'เอเวอร์แกรนด์' (Evergrande) ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์จีน ส่อผิดนัดชำระหนี้ จุดชนวนวิกฤตซับไพรม์ระลอกใหม่แห่งเอเชีย (วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ) 

เอเวอร์แกรนด์ หรือ 'ไชน่าเอเวอร์แกรนด์' เป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลกเลยก็ว่าได้ โดยมีนักธุรกิจวัย 62 ปี อย่าง 'ซูเจี้ยอิน' (Xu Jiayin) ที่ได้รับการจัดอันดับความรวยจากฟอร์บส์เป็นลำดับที่ 31 ของโลก และอันดับ 5 ในประเทศจีนกุมบังเหียนอยู่

โดยบริษัทแห่งนี้ มีการดำเนินธุรกิจโครงการมากกว่า 1,300 โครงการ ในกว่า 280 เมือง เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศจีนและติดอันดับหนึ่งใน 150 บริษัท ชั้นนำของโลกเมื่อพิจารณาจากรายได้ จากข้อมูลของ Fortune 500 บริษัทมีพนักงานมากกว่า 123,000 คน และมีรายได้รวม 7.35 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2020

>> แต่ดูเหมือนตอนนี้ ภาพคู่ขนานของการเติบโตนั้น ค่อย ๆ หลุดออกมาให้เห็นว่า ล้วนเกิดขึ้นจากการขยายตัวจากการ 'ก่อหนี้' ทั้งสิ้น!!

ที่น่ากังวล คือ หนี้เหล่านี้จะได้รับการชำระตามนัดหรือไม่? เพราะข่าวการประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเอเวอร์แกรนด์เรียลเอสเตทกรุ๊ป (Evergrande Real Estate Group) ของ Xu Jia Yin เมื่อวันอังคารที่ 17 สิงหาคม 64 สะท้อนถึงการสละเรือได้ชัด

สภาพของ เอเวอร์แกรนด์ ในขณะนี้ อยู่ในสภาพเอกชนที่มีเป็นหนี้สินมากที่สุดในโลก หลังมีการไล่ซื้อกิจการต่าง ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และหากยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ผิดนัดชำระหนี้และก่อให้เกิดความเสี่ยงในวงกว้างต่อระบบการเงินของจีน

โดยหนี้สินของกลุ่มบริษัทที่ถูกประเมินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีหนี้สินรวมเพิ่มขึ้นราว 3.56 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1.97 ล้านล้านหยวน (ราว 10 ล้านล้านบาท)

>> เอเวอร์แกรนด์ ทำธุรกิจอะไรบ้าง?

ในขณะที่กิจการส่วนใหญ่ของเอเวอร์แกรนด์เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทได้เริ่มดำเนินการกระจายความเสี่ยงทั้งหมดไปยังกิจการนอกกลุ่ม ตั้งแต่ การเข้าซื้อสโมสรฟุตบอลกว่างโจว เอฟซี (เดิมคือกวางโจว เอเวอร์แกรนด์)

การเข้าไปในอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม มีทั้งกิจการน้ำแร่และอาหารที่กำลังเฟื่องฟูด้วยแบรนด์ Evergrande Spring

การสร้างสวนสนุกสำหรับเด็ก ซึ่ง 'มโหฬาร' กว่าของค่ายคู่แข่งอย่าง 'ดิสนีย์'

นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนในภาคการท่องเที่ยว ดิจิทัล อินเทอร์เน็ต ธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ และกิจการประกันภัย รวมทั้งลงทุนกิจการรถยนต์ไฟฟ้า (Evergrande Auto) ในปี 2019 (ทั้งที่ไม่ได้เคยทำการตลาดยานพาหนะใด ๆ เลย)

....แล้วการล้มของเอเวอร์แกรนด์จะมีนัยยะสำคัญกับเศรษฐกิจจีนและเชื่อมโยงกับตลาดโลกบ้าง? 

ก่อนหน้านี้บรรดานักวิเคราะห์ในปักกิ่ง ได้ตั้งฉายาเรียกกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้สินและความเสี่ยงทางการเงินมหาศาล แต่ผู้รับผิดชอบมองไม่เห็นสัญญาณ หรือเห็นแต่คิดว่าไม่สำคัญ ว่าเป็น 'แรดสีเทา' และ 'ไชน่า เอเวอร์แกรนด์' เคยถูกพูดถึงหลายครั้งว่าเป็น 'แรดสีเทาตัวยักษ์ของจีน'

เพราะวิกฤตหนี้สินทั่วโลกของ เอเวอร์แกรนด์ ที่มีมากกว่า 3.56 แสนล้านดอลลาร์นั้น กำลังจะทำให้มูลค่าพันธบัตร ที่บริษัทปั้นออกมาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นพันธบัตรขยะที่นักลงทุนเพียงไม่กี่รายต้องการถือในตอนนี้

ฮิลลาร์ด แม็คเบธ ผู้เขียน When the Bubble Bursts ได้โพสต์ไว้ในบล็อกของ Richardson Wealth ว่า "ปัจจุบันพันธบัตรเอเวอร์แกรนด์ ที่จะครบกำหนดในปี 2568 นั้น มีราคาซื้อขายต่ำกว่า 40 เซนต์ ซึ่งหมายความว่า มีโอกาสน้อยมากที่เอเวอร์แกรนด์จะสามารถชำระหนี้ครั้งนี้ได้”

สถานการณ์ของเอเวอร์แกรนด์เริ่มไม่สู้ดีและถูกฟ้องร้องชำระหนี้มาต่อเนื่อง ล่าสุดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 'ธนาคาร ไชน่ากวงฝ่า' (China Guangfa Bank Co) ชนะคดีอายัดเงินฝากของเอเวอร์แกรนด์ได้ราว 20 ล้านดอลลาร์ แต่นั่นเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทรหนี้สินของเอเวอร์แกรนด์

ไม่กี่วันต่อมา ซัพพลายเออร์ของเอเวอร์แกรนด์ พากันเริ่มฟ้องร้องคดีเบี้ยวหนี้ ซึ่งรวมถึง Huaibei Mining Holdings Co ที่ฟ้องเรียกหนี้ค้างชำระจากเอเวอร์แกรนด์ 84 ล้านดอลลาร์ ฯลฯ

นอกจากนี้ สำนักงานที่ดิน เมืองหลานโจวยังได้เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าเอเวอร์แกรนด์ ก็ค้างหนี้เช่นกัน

>> เลห์แมน บราเธอร์ส ของจีน!! 

สรุปโดยภาพรวมแล้ว มีโอกาสสูงที่ ไชน่าเอเวอร์แกรนด์ จะมีสภาพเหมือน 'เลห์แมน บราเธอร์ส' (Lehman Brother) วาณิชธนกิจระดับโลกที่ได้ประกาศล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ก่อวิกฤตซับไพร์ม (15 ก.ย. 2008) จนส่งผลกระทบไปทั่วโลก หลังขาดทุนมหาศาลจากการลงทุนในสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า มีสาเหตุที่คล้าย ๆ กันเกิดขึ้นกับ เอเวอร์แกรนด์ คือ การกู้มาลงทุน ซึ่งเป็นการเติบโตด้วยหนี้ล้วน ๆ โดยทุกอย่างเริ่มต้นในช่วงเวลาตลาดขาขึ้น ความโลภเริ่มเข้าครอบงำ 

การขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ขาดความระมัดระวังต่อแผนการลงทุน ประมาทไปว่าช่วงแรกคือช่วงที่อะไร ๆ ก็ดูดีไปหมด จนเมื่อขาดทุน ขาดสภาพคล่อง เงินสดยังแทบไม่มี 

ฉะนั้นการเติบโตอย่างบ้าคลั่งด้วยหนี้จำนวนมากนี้ ทำให้ เอเวอร์แกรนด์ กลายเป็น 'อาคารที่โยกเยก' ใต้หนี้ 3 แสนล้านเหรียญ ที่พร้อมเป็นหนี้ขยะใต้ดินให้กับคู่สัญญาจีน (และทั่วโลก/อาจรวมถึงตลาดคริปโทเคอร์เรนซี)

...และว่ากันว่าหนี้มหาศาลเช่นนี้ คงมีแต่รัฐบาลจีนเท่านั้น ที่สามารถอุ้มมันได้!! 

จากปัญหาหนี้สินของเอเวอร์แกรนด์และโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง ได้ทำให้สถานะของบริษัทถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือเป็น 'CC' จาก 'CCC+' จากหน่วยงานจัดอันดับอย่างฟิทช์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา


ที่มา: https://mgronline.com/china/detail/9640000091442

"แรมโบ้" อัด " ทักษิณ" คิดเกมตื้น ท้า ยุบสภา ซัด หยุดคิดชั่ว หวังฟอกตัวเองพ้นผิด เชื่อ ปิดประตูกลับไทย

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเสวนาในคลับเฮาส์ CARE Talk x CARE ClubHouse ว่า นายกฯจะยุบสภาฯหากมั่นใจ คิดว่าบริหารดี มีคนชอบ ว่า การที่นายทักษิณ ท้าทายนายกฯเพราะยังมีความหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะได้กลับมามีอำนาจรัฐอีก และสามารถนำนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับประเทศได้ คนไทยส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 นายกฯ รัฐบาล ทีมแพทย์ ร่วมมือกับประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายลงให้ได้ ตรงกันข้ามนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย กลับนึกถึงแต่เรื่องทางการเมือง หวังผลประโยชน์ของตัวเอง เพื่อให้สมุนลิ่วล้อมีอำนาจรัฐ หวังช่วยตนเองและน้องสาว กลับประเทศให้ได้ เป้าหมายเพื่อฟอกตัวเองให้พ้นผิดคดีทุจริต จึงพยายามคิดวางแผนทุกวิถีทางทั้งใต้ดินหรือบนดิน ทำทุกช่องทาง

นายเสกสกล กล่าวว่า นายกฯ เข้ามาถูกต้อง หากจะออกไปต้องทำตาม กติกาคืออยู่จนครบเทอม หากนายทักษิณ และน้องสาวอยากกลับต้องทำตามกติกาบ้านเมืองเช่นเดียวกัน อย่าได้คิดแผนดีลล้มนายกฯ ล้มรัฐบาลเพราะใครก็รู้ทัน เกมนี้พอดีลไม่สำเร็จผิดหวัง ก็ออกอาการเที่ยวไล่ท้าให้นายกฯยุบสภา หรือลาออก แต่ไม่มีวันสำเร็จเพราะนายกฯไม่เคยคิดเช่นนั้น และหมากตื้นๆเด็กอนุบาลอ่านออก ให้หยุดพฤติกรรมวางแผนชั่วร้ายนี้ได้แล้ว นายทักษิณ อย่าคาดหวังว่าพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในสังกัดจะสามารถช่วยได้ หากดูการทำงานของพรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับบ้านเมืองยามวิกฤต แทนที่จะช่วยกัน มีแต่เอาปากช่วยอัดซ้ำนายกฯและรัฐบาลตลอดเวลา ตนเองก็มองไม่ออกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ส.ส.สักกี่คน เพราะพรรคกำลังตกต่ำสูงสุด และในพรรคเพื่อไทยเองยังมีปัญหาภายใน ส.ส.แตกคอกันเละตุ้มเป๊ะ ล่าสุดส.ส.ที่ถูกขับออกจากพรรคก็ออกมาลากไส้แฉกันเอง มีแต่จะล่มสลายพังพินาศไปเรื่อยจะมาช่วยอะไรนายทักษิณได้

นายเสกสกล กล่าวว่า ขอให้นายทักษิณ ยอมรับความจริงว่าในเมื่อใช้เล่ห์กลทำทุกวิถีทางที่จะล้มนายกฯ ทั้งเกมในสภาฯและม็อบนอกสภาฯแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ก็ขออย่ามาท้านายกฯให้ยุบสภา หรือเรียกร้องให้ลาออกอีกเลย หากอยากกลับประเทศก็มาติดคุก รับโทษก่อนเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ไม่มีใครห้ามไม่ให้กลับมา แต่เป็นเพราะนายทักษิณและน้องสาวไม่ยอมรับการเข้าสู่กระบวนการกฎหมายเสียเอง ส่วนที่บอกว่าการเมืองเน่า เพราะไม่ปฏิรูป คิดแต่จะสืบทอดอำนาจเป็นกรรมของประเทศ ตนเองอยากให้มองย้อนกลับไปในสมัยยุคนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าการเมืองเน่าเละเฟะที่สุด ไม่เคยคิดปฏิรูปอะไรสักเรื่อง คิดแต่เรื่องโกงกิน ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมายเต็มบ้านเมือง หากประเทศจะมีกรรมก็เกิดจากทั้งสองคนเข้ามาบริหารประเทศ มีการโกงกิน ทุจริตต่างๆมากมายมากกว่านี่คือกรรมที่แท้จริงของคนไทย

"พอแผนการล้มเหลวก็ออกมาท้าโน่นท้านี่ ผมว่าอยู่ที่ดูไบต่อไปให้สุขสบาย อย่าคิดวางแผนหรือคิดเกมชั่วอีกเลย คนไทยเขารู้ทันทุกเรื่องที่นายทักษิณคิด ยิ่งคิดแผนการชั่วตนยิ่งละอายใจแทน แก่ป่านนี้ยังไม่หยุดคิดทำความชั่วอีกหรือ ระวังตายไปจะตกนรกหมกไหม้ จะชดใช้กรรมไม่รู้จักหมดจักสิ้น ตนเตือนมาด้วยความหวังดี หยุดคิดกลับบ้านเพื่อจะมาฟอกคดีทุจริตที่ทำไว้ได้แล้ว แต่ถ้าจะกลับมารับโทษตามกฎหมาย มาได้ทุกเวลา "รายเากสกล กล่าว

“จุรินทร์” ไม่กังวล ฝ่ายค้านยื่นป.ป.ช.สอบ "เฉลิมชัย" ยัน ชี้แจงชัดเจนแล้วในสภาไม่มีประเด็นน่าสงสัย พร้อมแย้ม ส.ส.เลือดเก่า-เลือดใหม่ไหลเข้า ปชป.  อุบตอบให้รอเปิดตัว เชื่อกำลังเดินขึ้น ทั้งเห็นด้วย พท. ใช้พรรคเดียวเบอร์เดียวทั่วประเทศ ป้องกันปชช.สับสน

ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรื่องทุจริตยาง ซึ่งสืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ไม่ได้กังวล ในสภาทุกคนก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่านายเฉลิมชัยสามารถชี้แจงได้ชัดเจนครบถ้วนทุกประเด็น ไม่มีประเด็นอะไรที่สภาสงสัยหรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป ฉะนั้นการยื่นให้ป.ป.ช.ตรวจสอบก็สามารถทำได้จึงไม่มีอะไรน่ากังวล

ทั้งนี้นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณี ส.ส.ภาคใต้ 9 คน จะย้ายกลับมาพรรคประชาธิปัตย์ ว่า คนที่เคยอยู่กับพรรคมาและออกไปก่อนหน้านั้นแล้วประสงค์จะกลับพรรคก็มีหลายคน ที่มาสมัครสมาชิกพรรคแล้วก็มี แต่สำหรับภาคใต้ ตนมอบหมายให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ และรักษาการรองหัวหน้าพรรคภาคใต้เป็นผู้รับผิดชอบ ฉะนั้น รายละเอียดทั้งหมดขอให้ถามนายนิพนธ์ แต่ในภาพรวมเป็นไปตามแนวทางที่พรรคดำเนินการอยู่ขณะนี้ คือ แนวทางที่จะเดินหน้านำเลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ ซึ่งขณะนี้นอกจากมีคนเก่ากลับพรรคแล้ว ก็ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรคในทุกภาค เฉพาะในภาคใต้ก็ได้ประกาศตัวคนรุ่นใหม่ที่ จ.ระนองไปแล้ว ส่วนจ.ภูเก็ตก็จะเพิ่มจำนวน ส.ส.จาก 2 คน เป็น 3 คน ทั้งนี้ จะเรียนให้ทราบต่อไปว่าเป็นใครบ้าง ซึ่งยังไม่ขอตอบว่าจะมี ส.ส.ทั้งเลือดเก่าและเลือดใหม่เข้ามาพรรคทั้งหมดกี่คน เมื่อถึงเวลาจะทยอยเรียนให้ทราบและจะมีการเปิดตัวเป็นนระยะ

เมื่อถามว่าการที่คนเก่าๆ กลับมาอยู่กับพรรคอีกครั้ง บ่งบอกว่าประชาชนในพื้นที่กำลังคิดอะไรอยู่ได้หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในทุกภาค ทุกคนพูดตรงกันว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเดินขึ้น ไม่ได้เดินลง ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีกำลังใจ สมาชิกคนเก่ากลับพรรค คนรุ่นใหม่ก็มาเติมให้เรามีพลังมากขึ้นในการที่จะเดินหน้าพาพรรคประชาธิปัตย์ไปรับใช้ประชาชนอย่างเต็มกำลังให้มากขึ้นในอนาคตต่อไป

เมื่อถามว่าจากผลงานที่ผ่านมาคะแนนนิยมของพรรคมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างไรบ้าง นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องผลงานตนมั่นใจว่าประชาชนตอบรับมากขึ้น และพรรคประชาธิปัตย์มีผลงานเป็นรูปธรรมเป็นที่ประจักษ์อย่างน้อย 2 เรื่อง ที่เราได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขก่อนเข้าร่วมรัฐบาล คือ 1.ประกันรายได้เกษตรกร 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้อย่างน้อย 2 เรื่องนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการให้เห็นผลสัมฤทธิ์เป็นจริงได้ เรื่องประกันรายได้นั้นภายในแค่ 4-5 เดือนเราก็สามารถโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรได้ จึงเป็นที่มาที่มีการพูดกันว่าพรรคประชาธิปัตย์อุดมการณ์ทันสมัย ทำได้ไว ทำได้จริง เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญแม้จะต้องใช้เวลาบ้าง แต่วันนี้ก็ปรากฏชัดว่าอย่างน้อยที่สุดก็สามารถผ่านความเห็นชอบวาระ 3 ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเล็กจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ถ้าสามารถรวมเสียงได้ 1 ใน 10 ก็ยื่นได้ ส่วนตัวไม่มีอะไรกังวลเพราะเป็นเงื่อนไขและกระบวนการที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะเป็นผลดีก็ได้จะได้ไม่ต้องคาใจ ว่ากระบวนการในการดำเนินการหรือประเด็นอื่นๆ เป็นไปโดยชอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ถามต่อว่าเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านไปแล้วไม่มีประเด็นใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะทุกประเด็นผ่านขั้นตอนกระบวนการพิจารณาโดยชอบ มิเช่นนั้นจะนำไปสู่การลงมติร่วมกันในวาระ 3 ไม่ได้ และระหว่างทางก็มีการเสนอญัตติซึ่งสุดท้ายเสียงส่วนใหญ่พิจารณาแล้วก็เห็นตรงกันว่า สามารถดำเนินการได้และทุกอย่างเป็นไปโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามถึงการผลักดันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมส.ส.และมีมติตั้งคณะทำงานชุดหนึ่ง เพื่อดำเนินการยกร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์มองว่าจะแก้ไขกฎหมายลูกนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอพรรคเพื่อไทยที่จะแก้ไขบัตรเลือกตั้งให้เป็นแบบพรรคเดียวเบอร์เดียว จะได้ไม่สร้างความสับสน หากใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแล้วใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศก็จะง่ายต่อประชาชนที่จะเลือก เพราะหากใช้แบบหนึ่งเขตก็หนึ่งเบอร์ การหาเสียงหรือชี้แจงต่อประชาชนก็จะยากลำบาก การใช้เบอร์เดียวพรรคเดียวเป็นการเสริมสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งขึ้น พรรคจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากพรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉะนั้น รูปแบบใดก็ตามที่นำไปสู่การทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งได้ก็เป็นเรื่องที่ดี

เอาอยู่ “บิ๊กตู่”โพสต์ย้ำเตรียมแผนเผชิญเหตุ รับมือสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ “ยัน”สถานการณ์น้ำปีนี้ไม่น่าเป็นห่วง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า วานนี้ (15 ก.ย.) ได้ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะที่มาจากภาคเหนือ และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลางของประเทศ รวมถึง กทม. ซึ่งตนได้รับข้อมูลว่าปัจจัยสำคัญของปริมาณน้ำในช่วงนี้มาจากพายุ 2 ลูก ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ส่งผลกระทบในบางพื้นที่ แต่ในภาพรวมปริมาณน้ำอยู่ในระดับทรงตัวแล้ว และจากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์น้ำในปีนี้ไม่น่าเป็นห่วงเหมือนปี 2554 อย่างไรก็ตาม ก็ได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจนหมดหน้าฝน โดยให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์จุดเสี่ยงต่างๆ อย่างเต็มที่ ตามแผนเผชิญเหตุ โดยคำนึงเสมอว่านอกจากระบายน้ำลงทะเลเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังต้องคำนวณการเก็บกักน้ำไว้ใช้หน้าแล้งด้วย

“ผมขอเรียนว่า รัฐบาลมีแผนการรับมือสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ ในแต่ละลุ่มน้ำ แต่ละภูมิภาค ในช่วงมรสุมของทุกๆ ปี ตั้งแต่ระบบติดตามระดับน้ำ พร้อมทั้งพยากรณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า ซึ่งจะกำหนดเกณฑ์ปลอดภัย เกณฑ์ตัดสินใจเพิ่มการระบายน้ำในแต่ละจุด แต่ละพื้นที่ โดยคำนวณผลกระทบล่วงหน้า การเตรียมพื้นที่รองรับน้ำ มีหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบตามระดับผลกระทบ มีอนุกรรมการและคณะกรรมการกำกับดูแล มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน รวมทั้งแผนเผชิญเหตุแยกเป็นพื้นที่และเป็นภาพรวม ระบบและช่องทางสื่อสารแจ้งเตือนภัย และการตระเตรียมพื้นที่อพยพและพื้นที่ปลอดภัย เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความแข็งแรงโครงสร้างเขื่อน-ประตูน้ำ ขุดลอกคูคลองสาขา จัดระเบียบที่อยู่อาศัยชุมชนที่รุกล้ำลำคลองสาธารณะ และกำจัดผักตบชวาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 19 จังหวัด ภาคกลางและตะวันออก รวมกำจัดผักตบชวากว่า 5 ล้านตัน ทั้งนี้ หลักการสำคัญที่รัฐบาลเน้นย้ำมาตลอดคือ การแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน  การปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก การบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำนองและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ทั้งคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ที่จะแล้วเสร็จในปี 2566 คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (เพื่อรองรับน้ำท่วมที่รอบปี 50 ปี) และคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนนวงแหวนรอบที่ 3 (เพื่อรองรับน้ำท่วมที่รอบปี 100 ปี) ทั้งนี้เป้าหมายหลัก นอกจากเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

“ผมขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการที่รัฐบาลได้วางแผนไว้แล้ว และขอความร่วมมือในการอุปโภคบริโภคอย่างสมดุล พื้นที่เพาะปลูกก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับทรัพยากรน้ำ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายตลาดนำการผลิตด้วย ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำของประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top