Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

กองบังคับการตรวจ จับกุม 2 คดี! “แก๊งชาวมาเลเซียหลบหนีเข้าเมือง ย่องทำบ่อนคาสิโนออนไลน์ประเทศเพื่อนบ้าน” - “รวบหนุ่มไทยขบวนการขนแรงงานคาบ้านจุดพักคอย แอบซุกแรงงานผิดกฎหมาย”

ตามนโยบายของ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทย โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ                 

   

สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง ผกก.ตม.จว.จันทบุรี และ พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ พุทธิพงษ์ ผกก.ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์  ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีที่น่าสนใจ จำนวน 2 คดีดังนี้

1.“จับกุมแก๊งชาวมาเลเซียหลบหนีเข้าเมือง ย่องทำบ่อนคาสิโนออนไลน์ประเทศเพื่อนบ้าน” - ตม.จว.จันทบุรี

กล่าวคือ ตม.จว.จันทบุรี ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ออกตรวจตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ และพื้นที่เสี่ยงต่อการหลบหนีเข้าเมือง เพื่อป้องกันปรามปราบขบวนการลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ได้ร่วมกันจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติมาเลเซีย จำนวน3ราย คือ 1.นายลิม(ขอสงวนสกุล) อายุ33ปี กล่าวหาว่า“เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ซึ่งอยู่เกินอนุญาตเป็นเวลา 536 วัน 2.นายอึง(ขอสงวนสกุล) อายุ 17 ปี และ3.นางเจ๊าะ(ขอสงวนสกุล) อายุ39ปี กล่าวหาว่า“เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” เหตุเกิดบริเวณหลังโกดังรับซื้อผลไม้ใกล้คลองกั้นระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ม.4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

โดยได้ทำการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ทราบว่า ได้เดินทางจากกรุงเทพฯมายังจังหวัดจันทบุรีในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อที่จะลักลอบหลบหนีตามช่องทางธรรมชาติข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้านไปทำงานในบ่อนพนันคาสิโนออนไลน์ โดยได้เสียค่าใช้จ่ายคนละ 10,000 บาท เนื่องด้วยในสถานการณ์ปัจจุบัน ได้มีกลุ่มขบวนการลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีพฤติการณ์การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อยู่เป็นจำนวนมาก จากกรณีดังกล่าวมีพยานหลักฐานที่จะต้องดำเนินการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการต่อไป

2.“รวบหนุ่มไทยขบวนการขนแรงงานคาบ้านจุดพักคอย แอบซุกแรงงานผิดกฎหมาย” - ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์

ก่อนเกิดเหตุ ชุดสืบสวน ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำการสืบสวนขยายผลจากการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายครั้งที่ผ่านพบว่า ประจวบคีรีขันธ์เป็นทางผ่านมุ่งหน้าไปทำงานปลายทางหลายที่ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือทางใต้เช่นจังหวัดภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ซึ่งจะมาพักคอยเปลี่ยนรถที่ละแวกอำเภอปราณบุรี ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนลงไปจนพบลักษณะบ้านที่ต้องสงสัยอยู่ในพื้นที่ ม.3 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุในครั้งนี้ และต่อมาได้สืบทราบว่ามีแรงงานที่ลักลอบเข้ามามาพักคอยที่บริเวณดังกล่าว จึงได้วางแผนจับกุมโดยวางกำลังซุ่มดู ซึ่งซุ่มดูอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น.ในวันเดียวกันก็พบว่ามีคนหลายคนทั้งหญิงชายอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวภาษาพูดคุยไม่ใช่ภาษาไทย จึงแน่ใจว่าเป็นคนต่างด้าวและได้เข้าไปตรวจสอบพบ นายศักดิ์ชัย(ขอสงวนสกุล) อายุ 54 ปี เป็นเจ้าบ้านและมีคนสัญชาติกัมพูชา จำนวน  5 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน และมีคนสัญชาติเมียนมา เป็นเพศหญิงอีก 1 คน ตรวจสอบกับระบบ Biometrics ไม่พบในฐานข้อมูลสอบถามรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาจริงและพักคอยอยู่หลายวันแล้ว จึงได้จับกุมทั้งหมดนำดำเนินคดี โดยแจ้งข้อกล่าวหานายศักดิ์ชัยฯ ว่า “ช่วยเหลือ หรือ ซ่อนเร้นด้วยประการใด ๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรือพ้นจากการจับกุม” และแจ้งข้อกล่าวหา บุคคลต่างด้าวจำนวน 6 คนว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

จากการสอบถามข้อมูลคนต่างด้าวพบว่าหลบหนีเข้ามา ระหว่างนี้พักคอยเพื่อรอติดต่อหางานทำเมื่อได้งานจะมีรถเข้ามารับที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อเดินทางต่อไป ปลายทางต้องการไปหางานทำที่จังหวัดภูเก็ตเสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 18,000 บาท โดยนายศักดิ์ชัยฯ เจ้าของบ้านให้การรับสารภาพว่ารับคนมาจากเพื่อนที่รู้จักกัน ให้มานอน พักคอยระหว่างคนต่างด้าวหางานโดยรับค่าจ้างเหมา 1,500 บาทต่อคน ซึ่งจากพยานหลักฐานที่พบจะมีการสืบสวนขยายผลดำเนินไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ  รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178  หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ศบค. เผย ไทยพบติดเชื้อ 13,798 ราย วัคซีนเข็มแรกฉีดได้แล้ว 38.5 เปอร์เซ็นต์ เตือนประชาชน คนติดเชื้อยังมาก วอน การ์ดอย่าตก กราฟกำลังหักหัวลง ชี้ งานศพ-อีเว้นท์ ยังเป็นพื้นที่เสี่ยง 

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 15 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13,798 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 13,325 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 12,117 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 1,208 ราย จากเรือนจำ และที่ต้องขัง 451 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 22 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 1,420,340 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 14,133 ราย ยอดรวมหายป่วยสะสม 1,277,029 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 128,546 ราย อาการหนัก 3,994 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 806 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 144 ราย เป็นชาย 77 ราย หญิง 76 ราย อายุ 60 ปีขึ้นไป 106 ราย มีโรคเรื้อรัง 30 ราย หญิงตั้งครรภ์ 1 ราย ที่ จ.นราธิวาส เสียชีวิตที่บ้าน 2 ราย ที่กทม.และสตูล 

โดยจังหวัดที่เสียชีวิตมากที่สุด คือกทม. 43 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 14,756 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนวันที่ 14 ก.ย. 694,076 โดส ฉีดวัคซีนสะสม 41,647,101 โดส โดยเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 27,769,059 ราย คิดเป็น 38.5 ของจำนวนประชากร เข็มที่ 2 จำนวน 13,260,456 ราย คิดเป็น 18.4 ของประชากร ส่วนสถานการณ์โลกมีผู้ป่วยสะสม 226,661,161 ราย เสียชีวิตสะสม 4,662,880 ราย สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 2,772 ราย สมุทรปราการ 1,351 ราย ชลบุรี 835 ราย ระยอง 680 ราย ราชบุรี 487 ราย สมุทรสาคร 404 ราย นนทบุรี 359 ราย นราธิวาส 354 ราย ปราจีนบุรี 345 ราย และสงขลา 327 ราย 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า และถ้าไปดูจากกราฟการติดเชื้อโดยรวมของประเทศจะเห็นภาพภูเขาสูงกำลังลดลง แต่ก็มีบางพื้นที่ที่กราฟยังขึ้นอยู่ เช่น ในเรือนจำและสถานที่ต้องขัง รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ 48 จังหวัดนอกพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ดังนั้น จึงขอว่าทุกคนการ์ดต้องไม่ตก เพื่อจะได้ลงมากกว่านี้ และถ้าดูข้อมูลฉากทัศน์การประเมินแนวโน้มการติดเชื้อในประเทศ พบว่าสถานการณ์จริงยังสูงกว่าการคาดการณ์ จำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นผลจากมาตรการล็อกดาวน์ เราต้องการให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อต่ำกว่าการคาดการณ์ 

ดังนั้นการล็อกดาวน์อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องรวมหลายมาตรการ เช่น การป้องกันส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล เมื่อออกจากบ้านต้องคิดอยู่เสมอว่าคนรอบข้างมีโอกาสติดเชื้อ อย่างวันเดียวกันนี้ตนเดินทางด้วยทางด่วนเห็นว่ารถเริ่มติด จึงขอให้คนที่ไม่จำเป็นลดการเดินทางให้มากที่สุด มีการตั้งคำถามว่าที่เราทำเพียงพอหรือยัง ก็ขอให้ทุกคนอย่าชะล่าใจ แต่ถ้าดูฉากทัศน์สำหรับผู้เสียชีวิตจะเห็นว่าสถานการณ์จริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ร่วมมือกันในการช่วยเหลือ เราต้องให้คนที่จำเป็นต้องรักษา เข้าถึงการรักษาโดยเร็วเพื่อลดการเสียชีวิต 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) มีการสรุปว่าในปัจจุบันยังคงมีพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อคืองานศพ งานอีเวนต์ ตลาด ร้านอาหาร โรงงาน สถานประกอบการ แคมป์ก่อสร้าง บางทีมีการเลี้ยงสังสรรค์ที่ละเมิดกฎหมายเป็นกลุ่มก้อน ตรงนี้ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เช่น ถ้าอยากให้แคมป์ก่อสร้างทำงานต่อไปได้ก็ต้องชัดเจนเรื่องมาตรการบับเบิ้ลแอนด์ซีล เพราะปัจจุบันในพื้นที่กทม.การติดเชื้อในกลุ่มนี้มีตัวเลขเพิ่มขึ้นจากหลักหน่วยเป็นหลักสิบ ดังนั้นทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน และถ้าเราไปดูการติดเชื้อเฉพาะพื้นที่กทม.ที่มีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 2,772 ราย พบว่าทั้ง 50 เขตในกทม.ไม่มีเขตใดที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 100 ราย เขตที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือบางกอกน้อย ผู้ติดเชื้อ 91 ราย รองลงมาคือมีนบุรี 90 ราย หนองจอก 79 ราย ลาดกระบัง 76 ราย ดุสิต 73 ราย ที่เหลือก็ลดหลั่นลงมา โดยเขตที่มีผู้ติดเชื้อน้อยที่สุดคือเขตสัมพันธวงศ์ มีผู้ติดเชื้อ 5 ราย

วัดกันที่ “Chilbi” (คิลบี้) เทศกาล ‘งานวัด’ สไตล์สวิส

งาน Chilbi (คิลบี้) ในภาษาสวิสหรือ Kirchweih (เคีรยคไวห์) ในภาษาเยอรมัน เป็นอารมณ์คล้าย ๆ งานวัดของไทยเรา เป็นเทศกาลที่น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคกลางปี 1330 โอ้โห! 690 ปีแล้วนะ ครั้งแรกเกิดขึ้นที่ Wetzikon จากครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่งและมีอำนาจในสมัยนั้น เป็นผู้ที่สืบทอดโบสถ์โดยการนำเอาญาติพี่น้องในตระกูลมาเป็นบาทหลวงเพื่อรักษาอำนาจให้คงอยู่ ได้มีการเฉลิมฉลองการรับบาทหลวงเป็นครั้งแรกสำหรับโบสถ์นี้ และนับแต่นั้นก็มีการเฉลิมฉลองแบบนี้ทุก ๆ ปีจนถึงปัจจุบัน

ส่วนในปี 1334 Bischof von Konstanz เป็นผู้มีตำแหน่งสูงทางศาสนาในภูมิภาค Konstanz ก็ได้ทำการเฉลิมฉลอง Chilbi ขึ้นหลังจากที่มีการสร้างโบสถ์เสร็จสิ้น โดยทำการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์หลังจากวันที่พระแม่มาเรียขึ้นสู่สวรรค์ หรือวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งเมือง Wädenswil (แวเดนสวิล) เมืองแถวบ้านวี่ก็ยังจัดงานในช่วงเวลานี้อยู่ 

แต่ก่อน Chilbi เป็นเพียงแค่การเฉลิมฉลองธรรมดา ๆ เท่านั้น และ Chilbi Wetzikon เริ่มเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง ผู้คนจากหมู่บ้านโดยรอบจะแห่แหนมาเที่ยวงาน ในปี 1877 เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกว่าในงานมีม้าหมุน และในปี 1947 เริ่มมีรถบั๊มพ์เข้ามา ต้นศตวรรษที่ 20 วิวัฒนาการต่าง ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาท งาน Chilbi ก็มีการพัฒนาเช่นกัน มีเครื่องเล่นเครื่องร่อนมากมาย เครื่องเล่นต่าง ๆ ก็เริ่มมีความเร็ว แรง และน่าหวาดเสียวมากขึ้น 

วี่มาสวิตเซอร์แลนด์ครั้งแรกในปี 2001 ตอนที่ได้มางานวัดครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้น นึกไปถึงงานวัดหลวงปู่อี๋ที่บ้านที่สัตหีบ บรรยากาศคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ตัวแสดงเปลี่ยนไปเป็นคนสวิส วัยเด็กก็ตื่นเต้นกับม้าหมุน วัยรุ่นก็สนุกสนานกับเครื่องเล่นหวาดเสียวต่าง ๆ กลุ่มเพื่อนสาวที่สนุกสนานเจี๊ยวจ๊าว คู่แฟนที่เดินจับมือเคียงกัน วัยทำงานก็จะมาหาอะไรกิน นั่งดื่มพูดคุยสังสรรค์กันตามประสา

งานที่เมือง Wädenswil จัดงาน Chilbi ติดกับทะเลสาบซูริคและบริเวณสถานีรถไฟ วี่จะไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ทุก ๆ ปีเป็นธรรมเนียมที่ทำตั้งแต่มาสวิสปีแรกจนถึงตอนนี้ เดินวนไปโดยรอบหาของกิน เล่นเกมปาลูกโป่งบ้าง ยิงปืนบ้าง ปีแรก ๆ ได้ตุ๊กตามาเต็มบ้านเลย เมื่อเดินจนเมื่อยขาก็จะมีซุ้มงานอยู่หลายจุด มีที่นั่งให้คนมานั่งกินนั่งดื่มสังสรรค์พูดคุยกันแต่อาจคุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างนะเพราะเสียงดนตรีดังสนั่นหวั่นไหวมาก ๆ สมัยก่อนงานอาจมีเพียงแค่วันอาทิตย์ แต่ในปี 1958 ก็เริ่มจัดงานเป็นวันเสาร์-อาทิตย์-จันทร์ ซึ่งในวันเสาร์งานอาจมีถึงตีสองตีสามเลยทีเดียวกว่าคนจะซา ตามเต็นท์นั่งบางทีมีคนนั่งดื่มกันถึงตีสี่ตีห้าเลยทีเดียว 

ส่วนปีที่แล้วเป็นปีที่แปลกใหม่สำหรับพวกเรามาก เพราะไม่มีงาน Chilbi อย่างเช่นปกติ จะมีเพียงชิงช้าสวรรค์เพื่อเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของงานเท่านั้น ปีนี้ก็เช่นกันแต่อาจจะมีร้านขนม ร้านยิงปืน ร้านปาลูกโป่งอยู่สองถึงสามร้านเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้ว เนื่องด้วยสถานการณ์โควิดนั่นแหละ บางงานที่ใหญ่หน่อยเค้าจะจัดงานไว้ 2 โซน คือโซนร้านค้าซึ่งเปิดใครเข้าไปก็ได้ กับโซนเครื่องเล่น ซึ่งโซนเครื่องเล่นนี้ต้องมีใบ certificate ว่าฉีดวัคซีนแล้ว แต่ถ้าไม่มี เขามีจุดบริการตรวจโควิดฟรีหน้างานด้วยนะ 

บางครั้งวี่ก็รู้สึกว่าโลกใบนี้แม้จะกว้างใหญ่แค่ไหน แต่หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง มันช่างคล้ายกันอย่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ เพราะแม้เอเชียและยุโรปจะห่างไกลกันแค่ไหน แต่ก็มีสิ่งที่คล้ายกันอยู่หลาย ๆ อย่าง เช่นอย่างงาน Chilbi ที่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์และศาสนา ซึ่งก็คล้ายกับไทยเราที่งานวัดก็เกี่ยวข้องกับวัดและศาสนาเช่นเดียวกัน โลกที่ดูเหมือนกว้างใหญ่และมีความแตกต่างในหลาย ๆ ด้าน หรือที่จริงแล้วมันมีความเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่มาตลอด…


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

เลื่อนเปิดกรุงเทพฯ รับต่างชาติไป 15 ต.ค.นี้ 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการหารือกับพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเตรียมความพร้อมเปิดกรุงเทพฯ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ว่า จากการหารือได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะเปิดกรุงเทพฯ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาได้ล่าช้าจากกำหนดเดิมคือ 1 ต.ค.64 ไปประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจะเริ่มเปิดรับได้ในวันที่ 15 ต.ค.64 เป็นต้นไป เพราะคนกรุงเทพฯ ยังได้รับวัคซีนไม่ครบกำหนด 2 เข็ม เกิน 70% ของประชากร และการเปิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้ทั่วทั้งกรุงเทพฯ ไม่เหมือนพื้นที่นำร่องอื่น ๆ ที่เปิดเฉพาะพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญเท่านั้น เพราะหากเปิดเป็นบางเขตหรือบางพื้นที่จะทำให้ยากต่อการควบคุม

“ตอนนี้กรุงเทพฯ มีความพร้อมทั้งหมดแล้ว วัคซีนก็มีพร้อม ติดแค่ว่าช่วงเวลาของการรับวัคซีนเข็มที่ 2 ยังไม่ถึงกำหนดเวลา โดยการฉีดวัคซีนเข็ม 2 ตอนนี้ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ฉีดไปแล้ว 37% เหลืออีก 30% กว่า ๆ ก็ครบตามจำนวนแล้ว จึงน่าจะเป็นช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ จึงสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ แม้ว่าการเปิดกรุงเทพฯจะช้าไป 2 สัปดาห์ แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัย”

อย่างไรก็ตามในพื้นที่อื่น ๆ ที่เตรียมเปิดอีก 4 จังหวัด คือ ชลบุรี (พัทยา) อ.บางละมุง อ.สัตหีบ, เชียงใหม่ อ.เมือง อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.ดอยเต่า, เพชรบุรี อ.ชะอำ และ ประจวบคีรีขันธ์ อ.หัวหิน นั้น ยังยืนยันว่ามีความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 ต.ค.นี้ โดยพื้นที่ใดมีความพร้อมก็ดำเนินการได้ตามแผน โดยจะเสนอ ที่ประชุม ศปก.ศบค. ใน 1-2 วันนี้ และเสนอที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ศบศ. อีกครั้งในเดือนก.ย.นี้ เห็นชอบ 

'ครูใหญ่จีน' กินของเหลือนักเรียน กวาดเกลี้ยงถาด กุศโลบายสอนเด็ก 'ไม่ให้เหลือทิ้ง'

กลายเป็นกระแสไวรัลในจีน หลังชาวเน็ตแห่แชร์คลิปครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งยืนดักกินอาหารเหลือของนักเรียนในโรงอาหาร เพื่อที่จะสอนเยาวชนของชาติว่าไม่ควรกินทิ้งกินขว้าง

หวัง หย่งซิน (Wang Yongxin) ครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมเอกชนในเขตฉีหยาง (Qiyang) มณฑลหูหนัน จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์จีนว่า ระหว่างการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างกับเรื่องของสุขอนามัยนั้น... อะไรสำคัญกว่ากัน?

จากคลิปดังกล่าวจะเห็นว่า หวัง ไปยืนดักอยู่ใกล้ ๆ ถังขยะในโรงอาหาร และเมื่อนักเรียนคนไหนเดินถือจานที่ยังมีอาหารเหลือมาทิ้ง เขาก็จะเรียกให้หยุด และเข้าไปเก็บกินอาหารเหล่านั้นจนเกลี้ยง

เด็กบางคนได้แต่ยิ้มเขิน ๆ ในขณะที่บางคนเมื่อถูกครูใหญ่เรียกก็หันไปทานอาหารที่เหลือของตัวเองจนหมด

หวัง วัย 58 ปี บอกกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Xiaoxiang Morning Post ว่า เขาเริ่มดักกินอาหารเหลือของนักเรียนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว

“ผมอยากทำให้พวกเขาดูเป็นตัวอย่างว่า การกินทิ้งกินขว้างมันไม่ดี และไม่ใช่แค่เด็ก ๆ เท่านั้นที่แปลกใจ แม้แต่พวกครูก็ด้วย” เขากล่าว

“นักเรียนบางคนพอเห็นว่าผมกินข้าวเหลือของเพื่อน ก็หันไปกินข้าวในจานตัวเองจนหมด บางคนก็บอกเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ต้นว่าอยากจะกินแค่ไหน ซึ่งช่วยให้มีของเหลือทิ้งน้อยลง”

แม้ครูใหญ่ หวัง จะได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมจีนปัจจุบันที่ผู้คนมักกินทิ้งกินขว้าง แต่บางคนก็มองว่าครูเพียงต้องการสร้างกระแส และการเก็บกินอาหารเหลือในจานคนอื่นก็ไม่ถูกสุขลักษณะด้วย

“การประหยัดอดออมมันก็ดีอยู่หรอก แต่ไปกินข้าวเหลือของคนอื่นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และขัดต่อมาตรการควบคุมโรค บางทีพวกเขาน่าจะคิดหาวิธีสอนเด็กได้ดีกว่านี้” ผู้ใช้เวยปั๋วคนหนึ่งให้ความเห็น

ครูใหญ่ หวัง ยืนยันว่าเขา “ไม่ถือสา” เรื่องการกินของเหลือ

“อาหารมาจากครัวเดียวกัน นักเรียนและครูทุกคนก็กินอาหารที่นี่ ผมถือว่านักเรียนทุกคนเป็นเสมือนลูกผมเอง เพราะฉะนั้นผมไม่ถือสาเลย” เขากล่าว

รัฐบาลจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะอาหาร โดยเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาได้มีการออกกฎหมายที่กำหนดโทษปรับสำหรับร้านอาหารและลูกค้าที่ทิ้งเศษอาหารเยอะเกินไป นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้มีการไลฟ์สดกินอาหารโชว์ในปริมาณมาก ๆ ด้วย


ที่มา : South China Morning Post
https://www.sohu.com/a/488501084_120823584
https://mgronline.com/around/detail/9640000091388

'กนอ.' เดินตามนโยบายรัฐ พัฒนา BCG โมเดล โชว์ผลงานยกระดับนิคมฯ สู่เมืองอุตฯ เชิงนิเวศ ปี’64

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจประเมินการเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในระดับต่าง ๆ ประจำปี 2564 ย้ำทุกนิคมฯ มีส่วนร่วมพัฒนาเมืองฯ ผ่าน 5 มิติ 22 ด้าน สอดคล้องตามนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของรัฐบาล 

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.นำแนวคิด “นิเวศอุตสาหกรรม”(Industrial Ecology) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยดำเนินการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้ข้อกำหนด คุณลักษณะ และเกณฑ์ตัวชี้วัด การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 5 มิติ 22 ด้าน ได้แก่ 

1.) มิติกายภาพ 
2.) มิติเศรษฐกิจ 
3.) มิติสังคม 
4.) มิติสิ่งแวดล้อม 
และ 5.) มิติการบริหาร 
โดยจัดทำแผนแม่บทการพัฒนายกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวและใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในสถานประกอบการ เช่น การนำน้ำเสียที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยทิ้งมาบำบัดแล้วนำมาผลิตน้ำ RO (Reverse Osmosis) และนำกลับมาใช้ใหม่แทนน้ำประปา ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ การนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการประกอบกิจการโรงงานไปเพิ่มมูลค่าด้วยการนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่น นำเศษขยะทั่วไปในนิคมอุตสาหกรรมไปแปลงเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนซีเมนต์ หรือนำตะกอนจากโรงงานไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างอาชีพจากวัสดุเหลือใช้จากการประกอบกิจการมาดัดแปลงให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสร้างรายได้ให้กับชุมชน และส่งเสริมกลุ่มอาชีพวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ให้มีการประกอบกิจการที่มีผลกำไร โดยที่ผ่านมาวิสาหกิจชุมชนสามารถทำรายได้เป็นเงินหมุนเวียนให้กับสมาชิกในกลุ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม

“แนวคิดหลักของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ คือ การสร้างความสมดุลระหว่างปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนท้องถิ่น โดย กนอ.กำหนดคุณลักษณะมาตรฐานและเกณฑ์ตัวชี้วัดการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศไว้ใน 5 มิติ 22 ด้าน แบ่งการยกระดับความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับ Eco-World Class / Eco-Excellence และ Eco-Champion ตามลำดับ ซึ่งหากนิคมฯ ที่ผ่านเกณฑ์และยกระดับเป็น Eco-World Class แล้ว ต้องรักษาระดับการเป็น Eco-Excellence และ Eco-Champion อย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วม” นายวีริศ กล่าว

สำหรับในปีงบประมาณ 2564 กนอ.พัฒนายกระดับนิคมอุตสาหกรรมเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ดังนี้ ระดับ Eco-World Class จำนวน 2 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย และนิคมอุตสาหกรรมหนองแค ระดับ Eco-Excellence จำนวน 3 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน  นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) และนิคมอุตสาหกรรมผาแดง ระดับ Eco-Champion จำนวน 2 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย (สุวรรณภูมิ) และนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี ทำให้ปัจจุบันความสำเร็จของนิคมอุตสาหกรรมที่สามารถพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของ กนอ. ระดับ Eco-Champion มีจำนวน 36 แห่ง ระดับ Eco-Excellence จำนวน 16 แห่ง และระดับ Eco-World Class จำนวน 5 แห่ง 

ทั้งนี้ เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หมายถึงรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนบนพื้นฐานความสมดุลของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม ความสอดคล้องกับกฎหมาย และความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี กนอ.ดำเนินการขับเคลื่อนการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมาอย่างต่อเนื่อง และกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กร ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ของ กนอ.ภายใต้แผนงาน 5G+ ซึ่งแผนงานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์อยู่ในยุทธศาสตร์ Green ที่มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อน ได้แก่ Eco Team, Eco Committee, และ Eco Green Network เพื่อร่วมวางแผนและยกระดับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศร่วมกัน

“กนอ.ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล และให้ความสำคัญกับการผลิต การบริโภคสินค้า และการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environment) ตามนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของรัฐบาล ด้วยการส่งเสริมปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสู่การเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) ที่นำไปสู่การพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยตั้งเป้าภายใน 5 ปี (2564-2568) จะต้องมีนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการยกระดับเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จำนวน 39 แห่ง” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

'กรุงเทพแซนบอกซ์' เลื่อน รับต่างชาติเข้ากรุงไป 15 ต.ค. หลังคนกรุง 70% ยังได้รับวัคซีนไม่ครบโดส

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการหารือกับพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเตรียมความพร้อมเปิดกรุงเทพฯ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ว่า... 

จากการหารือได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะเปิดกรุงเทพฯ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาได้ล่าช้าจากกำหนดเดิมคือ 1 ต.ค. 64 ไปประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจะเริ่มเปิดรับได้ในวันที่ 15 ต.ค. 64 เป็นต้นไป เพราะคนกรุงเทพฯ ยังได้รับวัคซีนไม่ครบกำหนด 2 เข็ม เกิน 70% ของประชากร และการเปิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้ทั่วทั้งกรุงเทพฯ ไม่เหมือนพื้นที่นำร่องอื่น ๆ ที่เปิดเฉพาะพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญเท่านั้น เพราะหากเปิดเป็นบางเขตหรือบางพื้นที่จะทำให้ยากต่อการควบคุม

“ตอนนี้กรุงเทพฯ มีความพร้อมทั้งหมดแล้ว วัคซีนก็มีพร้อม ติดแค่ว่าช่วงเวลาของการรับวัคซีนเข็มที่ 2 ยังไม่ถึงกำหนดเวลา โดยการฉีดวัคซีนเข็ม 2 ตอนนี้ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ฉีดไปแล้ว 37% เหลืออีก 30% กว่า ๆ ก็ครบตามจำนวนแล้ว จึงน่าจะเป็นช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ จึงสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ แม้ว่าการเปิดกรุงเทพฯ จะช้าไป 2 สัปดาห์ แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัย”

อย่างไรก็ตามในพื้นที่อื่น ๆ ที่เตรียมเปิดอีก 4 จังหวัด คือ ชลบุรี (พัทยา) อ.บางละมุง อ.สัตหีบ, เชียงใหม่ อ.เมือง อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.ดอยเต่า, เพชรบุรี อ.ชะอำ และ ประจวบคีรีขันธ์ อ.หัวหิน นั้น ยังยืนยันว่ามีความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 ต.ค.นี้ โดยพื้นที่ใดมีความพร้อมก็ดำเนินการได้ตามแผน โดยจะเสนอ ที่ประชุม ศปก.ศบค. ใน 1-2 วันนี้ และเสนอที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ศบศ. อีกครั้งในเดือนก.ย.นี้ เห็นชอบ 

ค่ายรถสะเทือน 'Xiaomi' ทุ่มหมื่นล้าน ลุยตลาด 'รถยนต์ไฟฟ้า' พร้อมปล่อยรถ 2023 I Knowledge Times EP.20

???? KnowledgeTimes BizView 
???? ค่ายรถสะเทือน!! 'Xiaomi' !! ทุ่มหมื่นล้าน ลุยตลาด 'รถยนต์ไฟฟ้า' พร้อมปล่อยรถ 2023 !

“Xiaomi” แบรนด์เทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่เรารู้จักกันในฐานะเจ้าของแบรนด์ Smartphone และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีสินค้าและบริการอีกมากมาย ประกาศเปิดตัวธุรกิจ “ยานยนต์ไฟฟ้า” ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท

โดย “Lei Jun” CEO และผู้ก่อตั้ง Xiaomi ได้ออกมาประกาศว่าตอนนี้เขาได้จดทะเบียนตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการแล้ว โดยใช้ชื่อว่า “Xiaomi EV Inc.” พร้อมเผยความมั่นใจผ่านคำกล่าวด้วยว่า “ยินดีที่จะนำชื่อเสียงของตัวเองมาเสี่ยง และต่อสู้เพื่ออนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของเรา”

ทั้งนี้หากย้อนไปเมื่อราว ๆ ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Xiaomi ได้เข้าซื้อบริษัทสตาร์ทอัพ ผู้พัฒนาในด้านเทคโนโลยีการขับรถยนต์แบบอัตโนมัติจากจีนที่ชื่อ “DeepMotion” ด้วยเงินกว่า 77 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมของ Xiaomi อย่างชัดเจนถึงการเข้ามาสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

โดยนักวิเคราะห์มองว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ Xiaomi จะพัฒนาขึ้นนั้น อาจมาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติใน Level 4 คือระดับที่รถสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Self Driving Mode) ได้อย่างสมบูรณ์รวมถึงสามารถรับมือกับการขับในเขตเมืองได้ด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าเทียบเคียงกับ Full Self Driving อย่าง ‘Tesla’ ของ ‘อีลอน มัสก์’ เลยก็ว่าได้ 

สำหรับ “Xiaomi EV Inc.” ในปัจจุบัน มีพนักงานแล้วกว่า 300 ตำแหน่ง จากผู้สมัครทั้งหมดกว่า 20,000 คน และยังได้วางแผนอัดฉีดเงินลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 50,000 ล้านบาท ภายในเวลา 10 ปี 

ขณะที่ทาง Xiaomi ก็ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงปี 2023 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยรถยนต์ดังกล่าวจะมากับความสามารถที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Smart Devices เพื่อตอบสนองประสบการณ์การใช้งานทุกผลิตภัณฑ์ของ Xiaomi ทั้งหมดได้อีกด้วย 

สำหรับสิ่งที่เข้ามาสนับสนุนก้าวครั้งใหม่ของ Xiaomi ในครั้งนี้ เชื่อกันว่ามาจากแรงส่งของผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่บริษัทมีรายได้สุทธิสูงถึง 87,790 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า 64% จนส่ง Xiaomi ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเบอร์ 2 ของโลก แซงหน้า Apple ได้สำเร็จ

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Xiaomi คือ แบรนด์ที่สามารถทำได้ดีในทุกอุตสาหกรรม! หากคิดจะออกตัวทำ แถมทำได้ดีในเชิงคุณภาพสูง แต่ราคาต่ำกว่าผู้เล่นรายอื่น ๆ เสมอในทุกผลิตภัณฑ์สินค้าด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่ค่ายสมาร์ทโฟนอย่าง Xiaomi เท่านั้นที่ก้าวเข้าสู่ตลาดนี้แบบเต็มตัว แม้แต่ Apple ก็เล็งเห็นถึงโอกาส โดยได้ลงทุนร่วมกับ Hyundai และ Kia Motor Corp กว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ไปก่อนหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า Apple Car รุ่นแรกจะเป็นรถไฟฟ้าที่มี Performance สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าปกติทั่วไปในตลาดปัจจุบัน และตั้งเป้าเปิดตัวในปี 2025

ก็เรียกได้ว่า ตลาดรถยนต์ในนาทีนี้ อาจจะไม่ใช่เวทีของค่ายรถยนต์เหมือนในอดีตอีกต่อไปเสียแล้ว...

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

เชียงใหม่-กองบิน ๔๑ จัดกิจกรรมโครงการกองพันสีขาว สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด

(๑๕ กันยายน ๒๕๖๔) กองบิน ๔๑ จัดกิจกรรมโครงการกองพันสีขาว สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด กองบิน ๔๑ โดยมี นาวาอากาศเอก ภูศิษฏ์ ทิมเกิด ผู้บังคับการกองบิน ๔๑ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม

พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก วัฒนา บัวชุม รองผู้บังคับการกองบิน ๔๑, นาวาอากาศโท สุรเกียรติ เกตานนท์ ผู้บังคับกองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน ๔๑ และทหารกองประจำการ กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน ๔๑ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ หอประชุมเดชะตุงคะ กองบิน ๔๑

กิจกรรมกองพันสีขาว สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด กองบิน ๔๑ จัดขึ้นโดยมุ่งเน้นตามหลักยุทธศาสตร์การป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดกองทัพอากาศ ซึ่งภายในกิจกรรมจัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษ, พิษภัย และผลกระทบจากยาเสพติด ให้กับทหารกองประจำการ กองพันอากาศโยธิน กองบิน ๔๑ โดยเรียนเชิญ คุณทิพากร ชีวสกุลยอง หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ สำนักงานปราบปรามยาเสพติด ภาค ๕ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ มาบรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้

นภาพร/เชียงใหม่

'บิ๊กโจ๊ก' ลุยเมืองพัทยา SMART SAFETY ZONE

'บิ๊กโจ๊ก' ลุยเมืองพัทยาชูการทำงานตำรวจแนวใหม่ ตรงจุด ตรงประเด็น สานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วางแนวทางการทำงานโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 นำร่อง 15 สถานีตำรวจ ก่อนต่อยอดโครงการ 1 SMART SAFETY ZONE 1 จังหวัดทั่วประเทศ สภ.เมืองพัทยา รับลูกลุยโครงการ “Jomtien Pattaya SMART SAFETY ZONE 4.0"

ตามนโยบาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากอาชญากรรม จัดระบบการป้องกันอาชญากรรมในรูปแบบบูรณาการทุกภาคส่วน โดยใช้นวัตกรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวคิดเรื่อง “เมืองอัจฉริยะ” อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยจากอาชญากรรมอย่างยั่งยืน

วันที่ 15 ก.ย.64 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ9) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.เมืองพัทยา ซึ่งเป็น 1 ใน 15 สถานีตำรวจนำร่องโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 โดยมีตัวแทนชุมชน ตัวแทนเมืองพัทยา รวมถึงผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมรายละเอียดโครงการดังกล่าว ที่ห้องประชุม ศปก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยใช้เวลาประชุมแสดงความคิดประมาณ 1 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ9) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ด้วยรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มอบหมายให้ สตช. ดูยุทธศาสตร์ความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยร่วมกับผู้บริหารท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินโครงการสมาร์ทเซฟตี้โชน เนื่องด้วยทางตำรวจมีกำลังพร้อมปฏิบัติ แต่ไม่มีงบประมาณ จึงต้องเป็นเจ้าภาพเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะมีงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นในการยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง

โครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 จะทำให้ประชาชนในเมืองพัทยาเกิดความอุ่นใจ โดยใช้ตัวชี้วัดเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก คือ 1.ดัชนีในเรื่องของความหวาดกลัวภัย และ 2. ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เป็นเรื่องของการป้องกันตามแนวทางการทำงานของตำรวจยุคใหม่ คนละส่วนกับเรื่องคดีอาญา 4 กลุ่ม ที่จะเป็นเรื่องของการปฏิบัติปราบปราม

สำหรับบุคคลเสี่ยง ได้แก่ บุคคลที่เพิ่งพ้นโทษออกมานั้น ในทุกเดือนๆ ละ 1 ครั้ง สวป.ต้องเข้าไปเคาะประตูบ้านติดตามชีวิตว่ามีความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ให้กลุ่มคนเหล่านั้นรู้สึกว่าอยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะทำให้ประชาชนในชุมชนนั้นๆ เกิดความอุ่นใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำงานให้คนดีอยู่ได้ คนร้ายอยู่ยาก ตามแนวทางที่ ผบ.ตร.ได้ฝากไว้ 

ทั้งนี้ การวัดผลการทำงานนั้นจะต้องยึดในเรื่องสถิติ ซึ่งขณะนี้ทาง สตช.ได้ดำเนินการ PEOPLE POLL เพื่อฟังเสียงความต้องการของประชาชน การทำโพลล์ต้องยึดประชาชนเป็นหลักและมีรายการปฏิบัติแบบเรียลไทม์ ทางผู้กำกับการสถานีต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่ประชาชนร้องเรียนมาแต่ละเดือน และแก้ไขไปทีละเรื่อง ปัญหาของชาวบ้านก็จะลดน้อยลงไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่เมืองพัทยา​จ.ชลบุรี เป็นโครงการนำร่อง 15 สถานี เป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาใช้ต่อยอดจากโครงการตำรวจชุมชนสัมพันธ์ ซึ่งจากการดำเนินการทั้ง 15 สถานีที่ผ่านมา พบว่าประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี และสอบถามมาตลอด ก่อนในปี 2565 ทาง สตช.จะได้ดำเนินการต่อในเรื่องของ 1 สมาร์ทซิตี้โซน 1 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตนเองจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการต่อไปเพราะถือว่าอายุราชการยังอีกนาน

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากโครงการดังกล่าว ทาง สภ.เมืองพัทยา ได้กำหนดพื้นที่ปลอดภัยขึ้นบริเวณโซนพื้นที่หาดจอมเทียน ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 9.97 ตารางกิโลเมตร โดยได้ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ร่วมดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้ชื่อว่า “Jomtien Pattaya SMART SAFETY ZONE 4.0" เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ ได้รับทราบ ถึงการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวอย่างเข้มข้นและทั่วถึง โดยมีการดำเนินการดังนี้...

1.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุมเฝ้าระวังเหตุอาชญากรรม (Control Command Operations Center : CCOC ) ซึ่งมีกล้อง CCTV จำนวน 190 ตัว

2.ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน (เสา SOS) บริเวณชายหาดจอมเทียน

3.ระบบ Line Official Account : “Pattaya Police”  ของ สภ.เมืองพัทยา เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน

4.กลุ่มไลน์แจ้งเหตุสำหรับ ธนาคาร และ ร้านค้าทอง 

5.กลุ่มไลน์แจ้งเหตุสำหรับ ชุมชนต่างๆ

6.Facebook Fan Page “สภ.เมืองพัทยา”  เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน

7.Application : Police lert U สำหรับใช้ในการแจ้งเหตุฉุกเฉินของประชาชน

8.นำ Application Police 4.0 มาใช้ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจจุดตรวจ ปักหมุดจุดเสี่ยง ตรวจเยี่ยมประชาชน และตรวจสอบยานพาหนะ 

9.นำ Application Crimes Online มาใช้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบบุคคล ยานพาหนะ ของผู้ต้องสงสัย และผู้กระทำความผิด

10.ร่วมกับผู้นำชุมชน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเขตพื้นที่ เพื่อลดช่องว่างในการก่ออาชญากรรมของคนร้าย ป้องกันอาชญากรรม คุมเข้มพื้นที่เสี่ยง และแหล่งมั่วสุมของวัยรุ่น

11.ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เชื่อมสัญญาณกล้องวงจรปิด จุดที่สำคัญ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังเหตุให้กับจุดเสี่ยงนั้นๆ และเฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์ให้กับประชาชน และ 

12.นำอากาศยานไร้คนขับ (DRONE) ตรวจสอบพื้นที่ การจราจร การมั่วสุมของกลุ่มบุคคลน่าสงสัย และกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพการป้องกันเหตุ

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top