Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

ร้านบุฟเฟต์ดัง เอือมพฤติกรรมรีวิวขอกินฟรี ชี้ !! คนขู่กินฟรี ดีกรีเป็นถึง ดร. มหาวิทยาลัยดัง

ร้านบุฟเฟต์ ดัง แจง หลังโดนนักรีวิวเบ่งขอกินฟรี ถ้าไม่ให้ขู่แบนในกลุ่มที่ตัวเองเป็นแอดมิน พร้อมอ้าง “รีวิวคือการมาทานแล้วคนทานไม่เสียเงิน” ขณะที่ม.เกษตรฯ เร่งสอบข้อเท็จจริง อ.อ๊อด พร้อมรับข้อมูลเพิ่ม ส่วนเพจต้นเรื่อง ปลิว-ถูกลบจากแอดมินเพจรีวิวบุฟเฟต์

วันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ก Wisdom International Buffet โพสต์แชตข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างแอดมินของร้านกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ระบุว่า “ประกาศชี้แจงจากร้าน Wisdom กรณีโดนข่มขู่ว่าจะ “แบนร้านออกจากกลุ่ม Facebook Group ที่มีฐานสมาชิกระดับต้น ๆ ในประเทศไทย เกี่ยวกับผู้ชื่นชอบการรับประทานบุฟเฟต์”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีผู้ใช้งาน Facebook ท่านหนึ่ง ติดต่อเข้ามาทาง Inbox Facebook Fanpage Wisdom International โดยผู้ใช้งานท่านนั้น ได้มีการแจ้งว่า “ตนเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Facebook Group ที่มีฐานสมาชิกระดับต้น ๆ ในประเทศไทย เกี่ยวกับผู้ชื่นชอบการรับประทานบุฟเฟต์”

โดยผู้ใช้งานท่านนี้ได้มีการแจ้งว่า ตนได้รับคูปองรับประทานอาหารจากทางร้าน Wisdom มาจำนวน 2 ใบ จากผู้ร่วมก่อตั้งท่านอื่น โดยจะพาสมาชิกมารับประทานจำนวน 4 คน และสอบถามเงื่อนไขการใช้บริการ

ทาง Wisdom International Buffet ยินดีต้อนรับลูกค้าทุกท่านที่มาใช้บริการ จะด้วยการชำระเงินสด, ชำระผ่านบัตรเครดิต หรือการใช้ Gift Voucher ทั้งนี้ผู้ใช้งาน Facebook ท่านนี้ ได้มีการแจ้งเข้ามาว่า จะขอถ่ายรีวิวสินค้าและบริการของทางร้านด้วย ซึ่งทางร้านก็ไม่ได้ปฏิเสธการถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ จากผู้มาใช้บริการ ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม

หากแต่ ผู้ใช้งาน Facebook ดังกล่าว ไม่พึงพอใจในกรณีดังกล่าว เนื่องจาก จำนวนคูปองรับประทานอาหารมีจำนวน 2 ใบ แต่ผู้ใช้งาน Facebook ดังกล่าว นำทีมงานมา 4 ท่าน ทำให้ต้องมีการชำระค่าบริการเพิ่มเติมจำนวนอีก 2 ท่าน จนมีการข่มขู่เรื่องการแบนสินค้าในเครือ และผลิตภัณฑ์จากทางแบรนด์

ทางกลุ่ม Wisdom Buffet และร้านทุกร้านในเครือไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องที่เกิดขึ้น และยังยืนยันว่า “การกระทำการถ่ายรีวิวสินค้าและบริการ เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ ตราบใดที่ไม่เป็นการรบกวนการใช้บริการของลูกค้าท่านอื่น รวมถึงไม่ดำเนินการถ่ายรีวิวด้วยวิธีการที่อาจก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดต่อโรค Covid-19”

หากแต่เงื่อนไขของการเข้าใช้บริการภายใต้การถ่ายรีวิวสินค้าจากทางแบรนด์ ทางแบรนด์ยังขอเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจในการกระทำการ “ชำระค่าใช้บริการ แทนผู้ใช้บริการ” จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขอบพระคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ไว้วางใจเราเสมอมา

ทั้งนี้ หลังจากที่โพสต์ดังกล่าว ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้กันอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด ทางเพจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย “Department of Botany, Kasetsart University” ได้โพสต์ข้อความว่า ทางภาควิชาฯ ได้รับทราบเรื่องที่ทุกท่านได้เข้ามาให้ความเห็นเกี่ยวกับศิษย์เก่าของภาควิชาแล้ว และจะได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไปครับ ขอขอบคุณทุกความเห็นที่ท่านได้ส่งมาให้ภาควิชาฯ ด้วยครับ

ขณะที่แอ็กเคานต์ Weerachai Phutdhawong ของ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เข้าไปตอบที่เพจของ Wisdom International Buffet ด้วยข้อความระบุว่า ใจเย็น ๆ นะครับ อาจารย์อ๊อดในฐานะบุคลากรมหาลัยเกษตรศาสตร์และเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ตอนนี้กำลังสืบสาวราวเรื่อง ส่งข้อมูลเข้ามาได้ที่คอมเมนต์อาจารย์อ๊อด หรือ Message ครับ

ทั้งนี้ล่าสุดได้สเตตัสของร้าน Wisdom International Buffet มีการแคปภาพมาแชร์พร้อมระบุว่าเพจที่เป็นต้นทางของหนุ่มที่เข้าไปข่มร้านบุฟเฟต์ดังกล่าว ได้ปิดเพจหนีแล้ว ขณะที่โซเชียลต่างขุดประวัติของหนุ่มรายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นนิสิตจบปริญญาเอกของม.เกษตรฯ ที่ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ บ้างก็ระบุว่าได้ทุนเรียนฟรีด้วย โดยมีการแซะประมาณว่า “กินฟรี เรียนฟรี ทุกอย่างฟรีหมด”

นอกจากนี้ยังมีเสิร์ชข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าเพจของหนุ่มดังกล่าว ถูกลบออกจากการเป็นแอดมินดูแลกลุ่มเพจรีวิวบุฟเฟต์แล้ว


ที่มา : https://www.matichon.co.th/social/news_2938611
https://www.facebook.com/101259681966070/posts/229022589189778/
https://www.facebook.com/BOTANY.KU/

รัฐบาลคลอดแผนดึงนักลงทุนต่างชาติ 5 ปีหวังโกย 1 ล้านล้าน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ แบ่งเป็น 2 มาตรการ คือ การออกวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว และการแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ ตั้งเป้าหมายในช่วง 5 ปี (2565-69) สามารถดึงดูดชาวต่างชาติ 1 ล้านคน ให้ย้ายถิ่นฐานมาพำนักในไทย ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยช่วยเพิ่มปริมาณเงินใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจถึง 1 ล้านล้านบาท รวมถึงมีปริมาณเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจ 8 แสนล้านบาท และเพิ่มรายได้ทางภาษี 2.7 แสนล้านบาท

สำหรับการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย โดย มี 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง 2. กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3. กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4. กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ โดย ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก คือ 

1. การออกวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว (Long-term resident visa)  กำหนดวีซ่าประเภทใหม่ให้กับกลุ่มของชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงซึ่งจะได้ข้อยกเว้นและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การยกเว้นให้ผู้ถือวีซ่าประเภท ผู้พำนักอาศัยระยะยาวและวีซ่าประเภท Smart visa ทั้งหมดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบหากอยู่ในประเทศเกิน 90 วัน 

2. การแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน  การบริหารจัดการการทำงานและอนุญาตให้คนต่างด้าวสามารถทำงานให้นายจ้างทั้งที่อยู่ในและนอกราชอาณาจักรได้  การยกเว้นหลักเกณฑ์การกำหนดให้การจ้างคนต่างด้าว 1 คน ต้องจ้างงานพนักงานคนไทยทำงานประจำ 4 คน การยกเว้นภาษีประเภทต่าง ๆ และระเบียบวิธีปฏิบัติด้านการศุลกากรโดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ สศช. ดำเนินการหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

แบงก์รัฐแข่งดุ ออมสิน เปิดรีไฟแนนซ์บ้าน เปิดกู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า 

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้ออกสินเชื่อบ้านกู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า ด้วยเงื่อนไขพิเศษที่ยังไม่ต้องผ่อนปีนี้ ให้เริ่มผ่อนปีหน้าและผ่อนต่อเดือนที่ต่ำมาก ทำให้มีเงินสดไว้ใช้จ่ายที่จำเป็น หรือนำไปปิดบัญชีเงินกู้เพื่อปลดล็อกหนี้ต่าง ๆ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการผ่อนบ้านและหนี้สินต่าง ๆ ที่อัตราดอกเบี้ยสูง และช่วยเหลือคนไทยให้ก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน 

สำหรับการกู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า ประกอบด้วย สินเชื่อบ้าน เพื่อไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น หรือ รีไฟแนนซ์ มีให้เลือกทั้งแบบปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 9 เดือน โดยในเดือนที่ 10-12 ผ่อนล้านละ 2,000 บาท และแบบปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน โดยในเดือนที่ 7-12 ผ่อนล้านละ 1,500 บาท ซึ่งทั้ง 2 แบบ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.50% ต่อปี โดยลูกค้าที่รีไฟแนนซ์จะได้สิทธิในการกู้เพิ่มเติม เพื่ออุปโภคบริโภคในโอกาสนี้ด้วย ให้กู้สูงสุด 5 ล้านบาท มีทั้งเงินกู้ระยะยาว ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนแรก 

จากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.90% ต่อปี และวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.75% สินเชื่อบ้าน เพื่อซื้อ สร้าง หรือต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% 6 เดือนเช่นกัน ซึ่งในเดือนที่ 7-12 ผ่อนล้านละ 1,500 บาท โดยธนาคารไม่คิดค่าจัดทำนิติกรรมสัญญาและค่าบริการสินเชื่อ โดยผู้ที่กู้สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์ดังกล่าว จะต้องได้รับอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 ยกเว้นโปรแกรมรีไฟแนนซ์ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 9 เดือน ต้องได้รับอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ต.ค.นี้ 

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ตัวแทน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดสร้าง “อาคารเอนกประสงค์ สาธารณะประโยชน์ บ.ย.ส.25” ส่งมอบให้กับตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสาธารณประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน

คณะผู้อบรมหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมชั้นสูง รุ่นที่ 25 (บ.ย.ส.25) นำโดย นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ประธานรุ่นฯ พร้อมคณะ ได้แก่ นางสาวปรมา ชันซื่อ เลขานุการฯ, นางอภิศราวรรณ วัชรินทร์พร, นายมนตรี ฐิรโฆไท และนางฎารณีย์ มาตย์ชาวนา ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พล.ต.ต.อนุชา อ่วมเจริญ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน  พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ตม.5 และ พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 ร่วมรับส่งมอบอาคารเอนกประสงค์สาธารณะประโยชน์ ภายใต้ชื่อ “อาคารเอนกประสงค์ บ.ย.ส.25” ซึ่งอาคารดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท โดยส่งมอบให้กับ ตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ ที่ทำการ ตำรวจภูธรจังหวัด แม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ข้าราชการทุกหน่วยงานและภาคประชาชน ในการใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวที่ถูกจัดสร้างขึ้นนั้นเป็นอาคารเอนกประสงค์ โดยเป็นความร่วมมือร่วมใจสนับสนุนของคณะผู้อบรมหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมชั้นสูง รุ่นที่ 25 (บ.ย.ส.25) ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชนได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ  นอกเหนือจากการใช้รองรับนโยบาย และภารกิจของสำนักงานตรวจแห่งชาติแล้ว คณะผู้จัดสร้างยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสามารถใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมในทุกภาคส่วน สามารถมาใช้ประโยชน์จากอาคารดังกล่าวได้ ซึ่งอาคารเอนกประสงค์ฯ ภาคประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามาใช้จัดกิจกรรมชุมชน ได้ใช้ประโยชน์ในด้านสันนทนาการ หรือกิจกรรมประชุมอบรมในด้านต่าง ๆ  รวมถึงยังสามารถใช้เป็นสถานที่ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานกับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ทั้ง ยังได้จัดกิจกรรม “ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน” ตาม นโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. โดยเป็นการ มอบสิ่งของ อาทิ ถุงยังชีพ 300 ชุด หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงเสื้อกันหนาว อีกกว่า 300 ผืน ให้แก่พี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ  และหน่วยงานในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ศอ.ปส.ตร. มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ! แก่ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ของ ตร. ประจำปีงบประมาณ 2564

วันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประจำปีงบประมาณ 2564 

โดยมี พล.ต.อ.มนู  เมฆหมอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ศอ.ปส.ตร., พร้อมด้วย พลตำรวจโท ชินภัทร สารสิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ในฐานะ รอง ผู้อำนวยการ ศอ.ปส.ตร. ในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2564 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. ด้วย

ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจ และหน่วยงานในสังกัด ตร. ที่มีผลงานการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ดีเด่น เพื่อรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ซึ่งพิจารณาโดยใช้เกณฑ์จากปริมาณยาเสพติดที่จับกุมได้ ความยากลำบากในการสืบสวนสอบสวน การทำลายเครือข่ายและยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องจากการกระทำความผิดได้จำนวนมาก รวมถึงการใช้ความรู้ความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหา ทั้งนี้ มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก 19  ราย และ 17 หน่วยงาน

ข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นมีดังนี้

1. พันตำรวจเอก ประสงค์ อานมณี  รอง ผบก.สปพ.บช.น.

2. พันตำรวจโท สิทธิพร  มีอาษา   สว.กก.3 บก.ป.บช.ก.

3. พันตำรวจโท ฐานิตย์ นามบ้าน  ผบ.ร้อย.ตชด.315 อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก

4. พันตำรวจเอก วีระพันธ์  ณ ลำปาง   ผกก.3 บก.ปส.2.บช.ปส.

5. พันตำรวจเอก กฤษดา  ศรีอิสาณ   ผกก.2 บก.ปส.3.บช.ปส.  

6. พันตำรวจโท มงคล  ออมทรัพย์  รอง ผกก.1 บก.สกส.บช.ปส. 

7. ว่าที่ พันตำรวจตรี วรวัตต์  อุดรรัตนา  สว. บก.ขส.บช.ปส.

8. พันตำรวจตรี สมพร ลอยกระโทก  สว. กก.สส.ภ.จว.นนทบุรี ภ.1 

9. พันตำรวจตรี ภาณุวิทย์ เพชรแทน  สว. กก.สส.2 บก.สส.ภ.2 

10. ร้อยตำรวจเอก ธนาชัย นามวาท  รอง สว.กก.สส.ภ.จว.อำนาจเจริญ ภ.3

11. พันตำรวจโท ภัควัฒน์  วันสนุก  รอง ผกก.ป สภ.บ้านเดื่อ จังหวัดหนองคาย ภ.4

12. พันตำรวจโท ฐตภณ ทองวิภาวรรณ์   สว.ป สภ.ห้วยไร่ จังหวัดแพร่ ภ.5

13.พันตำรวจเอก ประยุทธ์ เจ๊กภู่  ผกก.(สอบสวน) ภ.จว.อุตรดิตถ์ ภ.6

14. พันตำรวจโท ศุภกิจ มหาโชคธรณี  สว.ป สภ.เมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภ.7

15. พันตำรวจเอก เชิดพงษ์  ชิวปรีชา  รอง ผบก.สส.ภ.8

16. พันตำรวจเอก ฉลาด พลนาการ  ผกก.สภ.หลังสวน จังหวัดชุมพร ภ.8

17. พันตำรวจเอก นิรันดร์ กันจู   ผกก.สภ.มาบอำมฤตจังหวัดชุมพร ภ.8

18. พันตำรวจเอก พรชัย  สุวรรณวงศ์  ผกก.สส. 2 บก.สส.จชต. ภ.9

19. พันตำรวจเอก ธนวัต เส้งสุย  ผกก.สส. ภ.จว.สงขลา ภ.9

หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นมีดังนี้

1. กองกำกับการสืบสวนสอบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการ

ตำรวจนครบาล

2. กองบังคับการตำรวจทางหลวง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

3. กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จังหวัดอุดรธานี กองบัญชาการ

ตำรวจตระเวนชายแดน 

4. กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

5. กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

6. กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

7. กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ตำรวจภูธรภาค 1

8. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2

9. กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ ตำรวจภูธรภาค 3

10. กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ตำรวจภูธรภาค 4

11. สถานีตำรวจภูธรแม่พริก จังหวัดลำปาง ตำรวจภูธรภาค 5 

12. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 6

13. ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ตำรวจภูธรภาค 7 

14. ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำรวจภูธรภาค 8

15. ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรภาค 8

16. ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ตำรวจภูธรภาค 9

17. ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9

ซึ่งการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจ และ หน่วยงาน เพื่อให้มีการขับเคลื่อนและเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเต็มกำลังความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ ห้วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น ซึ่งมีการตรวจยึดของกลางยาเสพติดจำนวนมาก และสามารถยึดอายัดทรัพย์สินจากนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้สูงกว่า 6,577 ล้านบาท

สยามประกาศใช้ ‘เงินเหรียญบาท’ ในวันนี้เมื่อปี พ.ศ. 2403 โดย ‘พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 4 ให้มีการผลิตโดยเครื่องจักรออกใช้แทนเงินพดด้วง นับเป็นการปฏิวัติระบบเงินตราครั้งสำคัญของไทย

ก่อนที่จะมีธนบัตรและเหรียญมาใช้ในระบบเงินตราในวันนี้ ไทยเราได้ใช้หอยเบี้ย ประกับ คือดินเผาที่มีตราประทับ เงินพดด้วง และปี้จากบ่อนการพนัน มาใช้ในการแลกเปลี่ยนมาก่อน

ในสมัยกรุงสุโขทัย ที่มีการค้าขายกว้างขวางกับอาณาจักรในลุ่มแม่น้ำเพระยาแล้ว ทางด้านเหนือยังไปถึงล้านช้าง ยูนนาน และน่านเจ้า ส่วนทางทะเลไปถึงจีน อินเดีย เปอร์เซีย และอาหรับ โดยผลิตเงินตราขึ้นมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ คือ เงินพดด้วง และใช้หอยเบี้ยเป็นเงินปลีกสำหรับซื้อขายสินค้าราคาต่ำ

เงินพดด้วง ทำจากแท่งเงินทุบปลายให้งอเข้าหากัน แล้วตอกประทับตราประจำแผ่นดิน เนื่องจากมีรูปร่างกลมคล้ายตัวด้วง จึงเรียกกันว่าเงินพดด้วง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนเงินตราสกุลใดในโลก ซึ่งใช้กันในย่านนี้มาก่อนกรุงสุโขทัยแล้ว และใช้ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เงินพดด้วงในสมัยกรุงสุโขทัย มีตราประทับอย่างน้อย 2 ดวง เป็นรูปสัตว์ชั้นสูง เช่น วัว ควาย กระต่าย หอยสังข์ และราชสีห์ เป็นต้น

เงินพดด้วงในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีลักษณะคล้ายของกรุงสุโขทัย แต่ตรงปลายที่งอจดกันไม่แหลมเหมือนของกรุงสุโขทัย ตราที่ประทับส่วนใหญ่จะเป็นตราจักรและตราประจำรัชกาล เช่น ครุฑ ช้าง ราชวัตร พุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นต้น ส่วนในกรุงธนบุรี ยังคงใช้เงินพดด้วงของกรุงศรีอยุธยา และผลิตขึ้นใช้เอง 2 ชนิด คือประทับตราตรีศูล และตราทวีวุธ 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยังคงใช้เงินพดด้วงต่อมา โดยประทับตราจักร ซึ่งเป็นตราประจำแผ่นดิน พร้อมกับตราประจำรัชกาล คือรัชกาลที่ 1 เป็นตราบัวอุณาโลม รัชกาลที่ 2 เป็นตราครุฑ รัชกาลที่ 3 เป็นตราปราสาท รัชกาลที่ 4 เป็นตรามงกุฎ รัชกาลที่ 5 เป็นตราพระเกี้ยว

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการเปิดประเทศด้วยสนธิสัญญาเบาริ่ง ทำให้การค้าขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ่อค้าต่างประเทศได้นำเงินเหรียญของตนมาแลกเงินพดด้วงกับรัฐบาล เพื่อเอาไปซื้อสินค้าจากประชาชน จนเงินพดด้วงซึ่งต้องผลิตด้วยมือไม่พอใช้ เกิดความไม่สะดวกในการค้าขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริที่จะทำเงินเหรียญขึ้นมาใช้แทนเงินพดด้วง

ใน พ.ศ.2400 โปรดเกล้าฯให้คณะทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักอังกฤษ สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียได้จัดเครื่องทำเหรียญเงินขนาดเล็กเข้ามาถวายเป็นราชบรรณาการ จึงโปรดเกล้าฯให้ทำเหรียญกษาปณ์จากเครื่องนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “เหรียญเงินบรรณาการ” ขณะเดียวกันคณะทูตก็ได้สั่งซื้อเครื่องจักรทำเหรียญเงินจากบริษัทในอังกฤษเข้ามาในปลายปี 2401 จึงโปรดฯให้ตั้งโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามว่า “โรงกระสาปน์สิทธิการ” จึงถือว่ามีการใช้เงินเหรียญแบบสากลขึ้นป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วง เพียงแต่ไม่ทำเพิ่มขึ้นอีก

เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตเป็นครั้งแรกนี้ ผลิตโดยเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ ออกใช้แทน เงินพดด้วง ด้านหน้าเป็นรูปพระมหามงกุฎ มีฉัตรกระหนาบทั้ง 2 ข้าง ด้านหลังเป็นรูปช้าง อยู่กลางพระแสงจักร เหรียญเนื้อเงินแท้ ราคา 1 บาท น้ำหนัก 15.33 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางเหรียญ 31 มิลลิเมตร และเหรียญชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วยเหรียญเงินราคา 1 บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง กึ่งเฟื้อง และเหรียทองพัดดึงส์อีกจำนวนหนึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2403


ที่มา: https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000010739


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'กรมอนามัย' ชี้ ครูฉีดวัคซีนแล้วกว่า 8.9 แสนราย เผยสถิติเด็กติดเชื้อ 1.2 แสนคน ตาย 15 ราย

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แถลงมาตรการแซนด์บอกซ์ (Sand Box) ในโรงเรียนว่า สถานการณ์โควิด-19 ในกลุ่มเด็กวัยเรียน วัยรุ่น ที่อยู่ในช่วงอายุ 6-18 ปี ข้อมูลตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย. - 11 ก.ย.64 มีผู้ติดเชื้อสะสม 129,165 ราย แบ่งเป็น เดือน เม.ย. พบ 2,426 ราย, พ.ค. เพิ่มขึ้น 6,432 ราย, มิ.ย. 6,023 ราย, ก.ค. 31,377 ราย และ ส.ค. สูงถึง 69,628 ราย จำนวนนี้เป็นคนไทย 90% และชาวต่างชาติ 10% ผู้เสียชีวิตสะสม 15 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว 

โดยจังหวัดที่พบการติดเชื้อสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร รองมาเป็นปริมณฑล และจังหวัดชายแดนใต้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผู้ติดเชื้อในกลุ่มเด็กวัยเรียนวัยรุ่น แม้ว่าไม่เปิดเรียน แต่ยังพบการติดเชื้อ นั่นหมายถึงส่วนหนึ่งเกิดการติดเชื้อในครอบครัว และการสัมผัสผู้ติดเชื้อยืนยัน รวมถึงการค้นหาเชิงรุกด้วย

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า การรับวัคซีนโควิด-19 ในบุคลากรทางการศึกษา เช่น ครู บุคลากรอื่นในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ข้อมูลรายงานเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 64 พบว่า มีผู้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็ม 2 รวมกันทั้งสิ้น 897,423 ราย คิดเป็น 88.3% โดยผู้ยังไม่รับวัคซีนอีก 118,889 รายคิดเป็น 11.7% ขณะที่เด็กอายุ 12-18 ปี ในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ข้อมูลรายงานเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 64 ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 1 จำนวน 74,932 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 3,241 ราย

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า กรมอนามัย ร่วมกับ ศธ. ดำเนินมาตรการแซนด์บอกซ์ เซฟตี้ โซน อิน สคูล (Sand Box Safety zone in School) ที่นำร่องในโรงเรียนประจำ สามารถจัดเรียนแบบไฮบริดจ์ ด้วยการเรียนออนไซต์ร่วมกับออนไลน์ คัดเลือกโรงเรียนโดยคำนึงถึง 3 ด้านสำคัญ คือ 

1.) การบริหารจัดการ ที่มีความพร้อมจากโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชนโดยรอบ รวมถึงได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กำหนดว่าต้องเตรียมสถานที่แยกกักตัวในโรงเรียน (School Isolation) จัดแบ่งโซนในโรงเรียนเป็น (1.) โซนคัดกรอง (2.) โซนกักกันผู้ที่มีความเสี่ยง และ (3.) โซนเซฟตี้ เพื่อทำกิจกรรม ทั้งนี้ ทีมตรวจราชการบูรณาการร่วมกัน 2 กระทรวง ต้องติดตามผลการดำเนินการผ่านระบบของกระทรวงศึกษาฯ หรือ MOECOVID และ Thai Stop COVID Plus 

2.) ด้านบุคลากรและนักเรียน หากจะเรียนออนไซต์ นักเรียนต้องมีผลการตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท  (ATK) เป็นลบ ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มและแต่ละกลุ่มต้องไม่สัมผัสกัน การควบคุมกำกับเรื่องการเดินทาง รวมถึงการประเมินความเสี่ยงทั้งประวัติ พฤติกรรมและอาการเสี่ยง เป็นระยะผ่านแอปพลิเคชัน ไทยเซฟไทยและอื่น ๆ ส่วนสำคัญ คือ ทุกคนต้องป้องกันตัวเองเคร่งครัด ครูและบุคลากรต้องฉีดวัคซีนครอบคลุมมากกว่า 85% สุ่มตรวจด้วย ATK เป็นระยะ หากพบผู้ติดเชื้อ จำเป็นต้องปิดเรียนต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญอย่างเคร่งครัด โดยต้องเน้นย้ำเรื่องการบริการอาหารตามหลักสุขาภิบาล

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ผลการดำเนินงาน มาตรการแซนด์บอกซ์ เซฟตี้โซนอินสคูล เป็นได้อย่างดี แม้ว่าจะพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยของโรงเรียน แต่เป็นการสัมผัสผู้ติดเชื้อนอกโรงเรียน จึงเป็นที่มาของการหารือร่วมกันระหว่าง สธ.และศธ. เพื่อกำหนดแนวทางจัดให้มีมาตรการแซนด์บอกซ์ เซฟตี้โซนอินสคูล ในโรงเรียนไป-กลับ โดยคำนึงเรื่องการระบาดในพื้นที่ตามจังหวัดกลุ่มสี ต้องสอดรับกับมาตรการที่ ศบค. และรัฐบาลกำหนด ได้แก่ 

1.) จังหวัดสีเขียว เน้นให้เข้ม 6 มาตรการหลักและเสริม โดยมี 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา ครูและบุคลากรต้องฉีดวัคซีนมากกว่า 85% มีการประเมินความเสี่ยงนักเรียน ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

2.) จังหวัดสีเหลือง ให้เพิ่มการสุ่มตรวจด้วยชุดตรวจ ATK สัปดาห์ละ 1 ครั้ง 

3.) จังหวัดสีส้ม ให้เพิ่มการตรวจ ATK และประเมินความเสี่ยงบุคคลให้ถี่มากขึ้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

4.) จังหวัดสีแดง จำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพิ่ม 3 ข้อ คือ ให้สถานประกอบการรอบสถานศึกษาในระยะ 10 เมตร ต้องผ่านการประเมินจาก Thai Stop COVID Plus ตามแนวทาง COVID Free Setting มีการทำ School Pass ของบุคคลในโรงเรียน เพื่อประเมินความเสี่ยงของบุคคลผ่านไทยเซพไทย สัปดาห์ละ 3 วัน ผลตรวจ ATK ประวัติรับวัคซีนหรือประวัติการติดเชื้อโควิดใน 1-3 เดือน และต้องจัดกลุ่มนักเรียนห้องละไม่เกิน 25 คน สุ่มตรวจ ATK ใน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ 

และ 5.) จังหวัดสีแดงเข้ม ให้ทำเหมือนจังหวัดสีแดงโดยเพิ่มการประเมินความเสี่ยงบุคคลผ่านแอป ไทยเซฟไทย ให้ถี่ขึ้นเป็นทุกวัน ด้วยสุ่มตรวจ ATK สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สำหรับ 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษาโรงเรียนไป-กลับ ได้แก่ 

1.) สถานศึกษาประเมินความพร้อมผ่าน Thai Stop COVID Plus และรายงานผลผ่าน MOECOVID 
2.) ให้ทำกิจกรรมในโรงเรียนเป็นกลุ่มย่อย ลดการสัมผัสข้ามกลุ่ม 
3.) เน้นสุขาภิบาลอาหาร 
4.) จัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นตามมาตรฐาน เนื่องจากพบการติดเชื้อของรักเรียนเพราะไปอยู่แออัดในห้องเรียน โดยเฉพาะห้องปรับอากาศ และต้องมีการจัดให้มีห้องแยกกักในโรงเรียน 
5.) มีแผนเผชิญเหตุร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ และมีการซักซ้อมกรณีพบการติดเชื้อในโรงเรียน 
6.) โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนต้องควบคุมการเดินทางจากบ้านมาโรงเรียน ให้มีความปลอดภัย
และ 7.) จัดให้มี School Pass

“โดยรวมของมาตรการเป็นไปตามที่ ศธ.และสธ. กำหนดร่วมกันโดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เน้นย้ำว่าหากจำเป็นต้องเปิดเรียนอีกครั้ง การจำกัดคนเข้าออก การคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK การจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อย การประเมินความพร้อม การสุ่มตรวจหาเชื้อบุคลากรเป็นระยะ ก็จะเป็นการหารือกันระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขและโรงเรียน” นพ.สุววรณชัยกล่าว

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ติดเชื้อในโรงเรียนประจำ และสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ นพ.สุวรรณชัย กล่าว รายงานดังกล่าวเกิดจากบุคคลส่วนหนึ่งที่ไปกลับ แล้วมีการติดเชื้อจากภายนอก ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับมาตรการและเข้มข้นว่าต้องคัดกรองความเสี่ยง ได้รับวัคซีน สุ่มตรวจด้วย ATK และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีความเสี่ยงน้อยลง รวมถึงการเดินทางแบบซีลรูท (Seal Route)

เมื่อถามถึงการสนับสนุนการตรวจ ATK นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า การตรวจจะถี่ตามสถานการณ์ระบาด ซึ่งการสนับสนุนจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 8.5 ล้านชุด ที่แจกผ่านสถานพยาบาลในพื้นที่โดยเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลประชาชน ดังนั้น ครู นักเรียน สามารถติดต่อรับชุดตรวจได้ และ กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ท้องถิ่น สามารถจัดหาเพื่อแจกประชาชนได้ รวมถึงระดับโรงเรียนที่หารือร่วมกันกับประชาชน ผู้ปกครองเพื่อจัดหาชุดตรวจได้

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำเข้าโมเดอร์นา 8 ล้านโดส เปิดจองต.ค. คาดการจัดส่งครั้งแรกจะส่งมอบวัคซีนได้ในช่วงปลายเดือนก.พ. ถึงต้นมี.ค. ปีหน้า

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 64 เพจโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยแพร่รายละเอียดถึงการลงนามสัญญากับ ซิลลิค ฟาร์มา นำเข้าวัคซีนโควิด-19 “โมเดอร์นา” จำนวน 8 ล้านโดส ใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกันในปี 2565

รายงานข่าวระบุว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ แซดพี เทอราพิวติกส์ (ZP Therapeutics) หน่วยงานธุรกิจภายใต้ ซิลลิค ฟาร์มา ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำในเอเชีย ในการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นา (Covid-19 Vaccine Moderna) จำนวน 8 ล้านโดส (100 ไมโครกรัม/โดส) สำหรับการใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนในปีหน้า โดยจะจัดสรรวัคซีนผ่านองค์กรนิติบุคคลประเภทต่าง ๆ ตามนโยบายข้อกำหนดของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คาดว่าการจัดส่งครั้งแรกจะส่งมอบได้ในช่วงไตรมาสแรกปี 2565 และจะทยอยส่งจนถึงไตรมาสที่ 3

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นหนึ่งใน 5 หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าวัคซีนโควิด-19 ตามประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และสนับสนุนภารกิจสำคัญในการยับยั้งและลดการแพร่ระบาดของโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือการช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้โดยเร็วที่สุด ผ่านการนำเข้า จัดสรร และกระจายวัคซีนตัวเลือกไปสู่กลุ่มองค์กรนิติบุคคล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานพยาบาลเพื่อกระจายฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ ยังได้มุ่งเน้นด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบอีกด้วย”

วัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นา ที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ลงนามสัญญานำเข้ามาเป็นวัคซีนตัวเลือกชนิดที่ 2 โดยเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อจากการทดลองทางคลินิกในระยะที่ 3 สูงถึง 94.1% อาการข้างเคียงอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ เช่น อาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง การแพ้รุนแรง พบประมาณ 2.5 ราย ต่อ 1 ล้านโดส หรือรายงานการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบของวัคซีนชนิด mRNA พบได้น้อย อยู่ที่ 12 ราย ต่อ 1 ล้านโดสในประเทศสหรัฐอเมริกา และส่วนมากสามารถรักษาได้

นอกจากนี้ ผลการศึกษาเบื้องต้นของการใช้วัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นา เป็นเข็มกระตุ้น (Booster Dose ปริมาณขนาด 50 ไมโครกรัม) ต่อสายพันธุ์เบตา แกมมา และเดลตา สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงถึง 32 เท่า, 43.6 เท่า และ 42.3 เท่า ตามลำดับ ส่วนการวิจัยในประเทศไทยทางราชวิทยาลัยฯ จะทำควบคู่กันไปเพื่อยืนยันผลกระตุ้นอย่างเป็นระบบในสภาพแวดล้อมของประเทศตั้งแต่ปลายปีนี้

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีแผนที่จะจัดสรรและกระจายวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นาให้แก่กลุ่มองค์กรนิติบุคคล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสถานพยาบาล ตลอดจนกลุ่มเปราะบางทางสังคมที่เคยได้รับการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มจากทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นกลุ่มแรกก่อน เนื่องจากประชาชนในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มตั้งแต่ช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.เป็นต้นมา โดยเป็นทางเลือกอีกตัวหนึ่งที่จะใช้วัคซีนโมเดอร์นาเป็นเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และฉีดเพียง 1 เข็ม (ปริมาณ 50 ไมโครกรัม) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 ซึ่งจัดเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น

โดยจะเปิดให้องค์กรนิติบุคคลประเภทต่าง ๆ ได้ยื่นจองขอรับการจัดสรรวัคซีนโมเดอร์นาในช่วงเดือนต.ค. เป็นต้นไป ซึ่งจะมีการกำหนดราคาขาย พร้อมประกันภัยคุ้มครองผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโมเดอร์นาในราคาเดียวกันทั่วประเทศต่อไป และคาดว่าการจัดส่งครั้งแรกจะส่งมอบวัคซีนได้ในช่วงปลายเดือนก.พ. ถึงต้นมี.ค. ปีหน้า

“สำหรับความร่วมมือกับ ซิลลิค ฟาร์มา ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญและความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการกระจายวัคซีนให้เป็นไปอย่างทั่วถึง เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เร็วที่สุด และขับเคลื่อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อประเทศชาติ ตามพระปณิธานในศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์”ศ.นพ.นิธิ กล่าว


ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_6619672

พังงา - “จี้แดง” วันดี ปิยนามวาณิช ได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา ต่ออีก 1 วาระแบบไร้คู่แข่ง

ที่ห้องประชุมโรงแรม เลอ เอราวัณ อ.เมืองพังงา นายก้องเกียรติ รองรัตนพันธ์ ผอ.กลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพังงา เป็นประธานการประชุมการคัดเลือกคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา โดยมีคณะกรรมการพัฒนาสตรีระดับอำเภอจาก 8 อำเภอและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติอย่างเอกฉันท์เลือก “จี้แดง”นางวันดี ปิยนามวาณิช ประธานคณะกรรมการสตรีจากอำเภอตะกั่วทุ่ง และประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา ที่เพิ่งหมดวาระ เป็นประธานคณะกรรมการฯต่ออีก1วาระแบบไร้คู่แข่ง พร้อมกันนั้นทางที่ประชุมได้เลือกรองประธานและคณะกรรมการด้านต่าง ๆ พร้อมคณะที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาสตรีของจังหวัดพังงาในวาระ 4 ปี

“จี้แดง” นางวันดี ปิยนามวาณิช กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาสตรีจากทุกอำเภอและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้เกียรติและไว้วางใจให้เป็นประธานอีก1วาระ กรมการพัฒนาชุมชนได้เริ่มดำเนินงานพัฒนาสตรีในชนบทตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน โดยยึดนโยบายให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีให้มีความพร้อมเกี่ยวกับคุณลักษณะส่วนตัว ชีวิตในครอบครัว และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยกระตุ้นให้สตรีมีความคิดริเริ่ม ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีความกระตือรือร้น มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สามารถช่วยตนเองและครอบครัวได้ ตลอดจนมีความรู้ในการประกอบอาชีพและมีส่วนรับผิดชอบในการพัฒนาท้องถิ่น

โดยจัดตั้งและพัฒนาองค์กรสตรีแต่ละระดับ เพื่อเป็นแกนนำในการคิด ตัดสินใจ วางแผน แก้ไขปัญหาชนบทและการพัฒนาสตรี ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้ประกาศใช้ปฏิญญาสตรีไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่  4 มกราคม  2537 โดยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร ธุรกิจ สื่อมวลชนและประชาชนร่วมมือกันในการพัฒนาสตรีเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา ได้ดำเนินการกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพ การสนับสนุนด้านอาชีพ การปลูกผักสวนครัวสร้างแหล่งอาหารในชุมชน การส่งเสริมและอนุรักษ์การแต่งกายด้วยผ้าพื้นถิ่น การให้ความรู้ในการใช้โซเชียลมีเดีย ฯลฯ รวมถึงการร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของกรมการพัฒนาชุมชนและจังหวัดพังงาด้วยดีอย่างเสมอมา


ภาพ/ข่าว  อโนทัย งานดี / พังงา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top