Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

ตร.เตือน ร่วมทัวร์บูลลี่! กลั่นแกล้ง ให้ร้ายผู้อื่นทางไซเบอร์ เสี่ยงคุก!! “วันนี้สะใจ วันต่อไป ชดใช้กรรม”

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วงที่สังคมไทยมีความคิดเห็นต่าง แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย จะพบเห็นการสร้างวาทะกรรมสร้างความเกลียดชัง มีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างดุเดือด โดยชักชวนกันเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมากในลักษณะที่เรียกว่า “ทัวร์ลง” กลั่นแกล้งด้วยถ้อยคำต่อว่า ตำหนิ  ดูถูกเหยียดหยาม หยาบคาย เพื่อให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย อับอาย ที่เรียกว่า การบูลลี่ หรือ การระรานทางไซเบอร์ (Cyber bully)

โดยที่ผ่านมามีผู้เสียหายหลายรายทั้งบุคคลทั่วไปและบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง นักแสดงเข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับบุคคลที่ทำให้ตนเองเสียหาย ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการโพสต์ การแสดงความคิดเห็น รวมถึงการแชร์ข้อมูลทั้งที่เป็นภาพ คลิปหรือข้อความ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทำได้ง่ายดาย แต่ผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนได้กระทำ เนื่องจากมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการระรานทางไซเบอร์ ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งบัญญัติเป็นความผิดไว้อย่างขัดเจน ได้แก่

>> กรณีใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม และทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อาญา มาตรา 326 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

>> กรณีเป็นการหมิ่นประมาทโดยมีการป่าวประกาศต่อสาธารณะ จะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ป.อาญา มาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

>> กรณีเป็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะข่มขู่ทำให้เจ้าของบัญชีเกิดความกลัว จะเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 392 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

>> กรณีเป็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะดูหมิ่นผู้อื่น และเป็นการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ จะเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตาม ป.อาญา มาตรา 393 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

>> และกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพตัดต่อของผู้อื่นในลักษณะที่จะทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกระรานทางไซเบอร์ สามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ได้แก่  บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่กระทำความผิด , ข้อมูลหรือข้อความที่ได้รับความเสียหาย ฯลฯ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงในปัญหาดังกล่าว จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายให้มีสติ ใช้วิจารณญาณ คิดวิเคราะห์แยกแยะ ก่อนแสดงความคิดเห็นที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เนื่องจากสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดข้างต้น ดังที่มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า “วันนี้สะใจ วันต่อไป ชดใช้กรรม”

รมว. แรงงาน  ประชุมเตรียมความพร้อมแนวทางนำเข้า MOU เพื่อเสนอต่อศบค.พิจารณาต่อไป

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 6/2564 เพื่อพิจารณาแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MoU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด และขยายเวลาดำเนินการของศูนย์จัดเก็บข้อมูลแรงงานเมียนมาชั่วคราว (TDCC) โดยมีนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมประชุม โดยนายสุชาติเปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงมีความรุนแรงและต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน จึงได้มอบหมายกระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการการปกครอง สาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว พร้อม ๆ ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็น ต้องใช้แรงงานข้ามชาติอย่างเหมาะสม และสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนได้


“ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานมีแนวทางในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศให้สามารถอยู่และทำงานได้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 อย่างไรก็ดีจากการสำรวจความต้องการแรงงานข้ามชาติจากนายจ้าง/สถานประกอบการ ยังพบว่าไม่เพียงพอกับความต้องการของนายจ้าง วันนี้ที่ประชุมจึงได้พิจารณาและเห็นชอบให้ แบ่งกลุ่มคนต่างด้าว
ที่อนุญาตให้เข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสีเขียว ที่ฉีดวัคชีนครบ 2 เข็ม เป็นระยะเวลา 1 เดือนขึ้นไป จะได้เข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศเป็นลำดับแรก โดยต้องแสดงวัคซีนพาสปอร์ตด้วย กลุ่มสีเหลือง ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม แต่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา 1 เดือน และ กลุ่มสีแดงที่ฉีดวัคซีนเพียง 1 เข็มหรือยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย โดยให้นายจ้าง/สถานประกอบ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งประกอบด้วยค่าสถานที่กักกัน ค่าตรวจหาเชื้อ COVID-19 ค่ารักษา (กรณีคนต่างด้าวติดเชื้อ COVID-19) หากอยู่ในกิจการที่อยู่ในระบบประกันสังคม และเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 หลังครบกำหนดระยะเวลากักตัวจะได้รับวัคซีนตามสิทธิผู้ประกันตน กรณีไม่ได้เป็นผู้ประกันตนม.33 นายจ้างจะเป็นผู้จัดหาวัคซีนทางเลือกให้แก่คนต่างด้าว ทั้งนี้ สถานที่กักกันของคนต่างด้าวต้องเป็นของรัฐหรือของเอกชนตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดให้การรับรอง และขยายระยะเวลาการดำเนินการของศูนย์ TDCC ณ จังหวัดสมุทรสาครต่อไปอีก 1 ปี เพื่อให้แรงงานเมียนมาสามารถทำเอกสารประจำตัว (Passport : PP) ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยสามารถเปิดทำการได้ทันทีหลังคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทรสาครเห็นชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว
 
ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า นายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวตาม MoU ต้องยื่นแบบคำร้องขอนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทำงานของแรงงานต่างด้าว ในส่วนประเทศต้นทางจัดทำและส่งบัญชีรายชื่อคนงานต่างด้าวให้นายจ้างไทยพิจารณา นายจ้าง/สถานประกอบการยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (2 ปี) จำนวน 1,900 บาท เมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย จะต้องแสดงหลักฐานการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR ระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย โดยคนต่างด้าว

ต้องเข้ารับการกักตัวก่อนเริ่มทำงาน และตรวจหาเชื้อโควิดโดยวิธี RT-PCR ซึ่งหากผลตรวจโรคไม่ผ่าน ให้เข้ารับการรักษาโดยมีนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการกักตัวและตรวจไม่พบเชื้อโควิด - 19 หรือได้รับการรักษาจนหายแล้ว ให้คนต่างด้าวแสดงหลักฐานใบรับรองแพทย์ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานต่อไป โดยคนต่างด้าวที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จะได้รับการฉีดวัคซีนตามสิทธิผู้ประกันตน 

ทั้งนี้ หากนายจ้าง/สถานประกอบการ และคนต่างด้าว มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่ไลน์ @Service_Workpermit หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 ซึ่งมีการจัดล่ามในภาษากัมพูชา เมียนมา และอังกฤษ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร และแนะนำวิธีการดำเนินการ

อีอีซี กางแผนลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปีหน้า

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ในระยะ 5 ปีต่อไป (2565 - 2569) กำหนดวงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในต้นเดือนต.ค.นี้ เห็นชอบต่อไป 

ทั้งนี้ในการลงทุน 5 ปีต่อไป มีโครงการสำคัญ คือ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 1 แสนล้านบาท โครงการพัมนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน 1 แสนล้านบาท และการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกปีละ 4 แสนล้านบาท ทั้งการลงทุนพื้นที่ของทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดำเนินการ ปีละ 2.5 แสนล้านบาท อีกส่วนคือ การเร่งรัดการลงทุนของ กพอ. เองอีกปีละ 1.5 แสนล้านบาท ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ปีละ 4 หมื่นล้านบาท, 5G ปีละ 5หมื่นล้านบาท, การแพทย์สมัยใหม่ ปีละ 3 หมื่นล้านบาท และอุตสาหกรรมขนส่ง ปีละ 3 หมื่นล้านบาท 

นายคณิศ กล่าวว่า ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการลงทุนในช่วง 3 ปี 8 เดือน ของโครงการลงทุนในอีอีซี นับตั้งแต่เกิด พ.ร.บ. อีอีซี ปี 2561 – มิ.ย. 2564 เกิดการลงทุนรวมที่ได้รับอนุมัติแล้ว 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 94% จากเป้าหมายแผน 5 ปี (2561-65) ของอีอีซี 1.7 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าในปีนี้จะบรรลุเป้าหมายแน่นอน ถือเป็นการบรรลุเป้าหมายก่อนเวลา 1 ปี  โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอกชนร่วมลงทุน (PPP) 4 โครงการหลัก ทั้ง รถไฟฯ/สนามบินฯ/ 2 ท่าเรืออุตสาหกรรม มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท 2. การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย จากการออกบัตรส่งเสริมบีโอไอ มูลค่า 878,881 ล้านบาท โดยโครงการที่ขอยื่นส่งเสริมลงทุน ช่วงปี 2560 - มิ.ย. 2564 ลงทุนจริงแล้วกว่า 85% 

3. การลงทุนผ่านงบบูรณาการอีอีซี มูลค่า 82,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่าน (ม.ค.-มิ.ย. 64) มีการขอรับส่งเสริมลงทุน 232 โครงการ เงินลงทุน 126,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งทั้งปีนี้ คาดว่าจะมีการลงทุนถึง 2 – 2.5 แสนล้านบาท โดยจำนวนขอโครงการสูงสุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ชิ้นส่วน ส่วนเงินลงทุนสูงสุดคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์ สำหรับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) คิดเป็น 64%ของคำขอลงทุนในอีอีซี ซึ่งนักลงทุนที่สนใจมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ตามลำดับ 

'อิสราเอล' จ่อปูพรมฉีดวัคซีนเข็ม 4 สู้โควิด พบ ประสิทธิภาพ 2 เข็มแรกลด หลังฉีดไป 5 เดือน

อิสราเอล กำลังเตรียมการต่าง ๆ เพื่อรับประกันว่าจะมีเสบียงวัคซีนพอเพียงในกรณีที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 4 จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ (12 ก.ย.)

"เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะไม่เกิดขึ้นภายใน 6 เดือนดังเช่นเวลานี้ และหวังว่าเข็มที่ 3 จะอยู่ได้นานกว่าเดิม" นัชมาน อัช อธิบดีกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ 103FM

อิสราเอลเริ่มโครงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และจนถึงตอนนี้ฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข็ม 3 แก่ประชาชนไปแล้วราว ๆ 2.8 ล้านราย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่าประสิทธิภาพของวัคซีน 2 เข็มแรกอ่อนแอลงหลังจากฉีดไป 5 เดือน ส่งผลให้การฉีดเข็มกระตุ้นมีความจำเป็น

จนถึงตอนนี้มีประชาชนชาวอิสราเอลราว 6 ล้านคนจากทั้งหมด 9.4 ล้านคนที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว และราว 5.5 ล้านคนฉีดครบ 2 เข็ม

ครั้งหนึ่งอิสราเอลเคยเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกที่ใกล้หลุดพ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทว่าพวกเขาต้องกลับกลายมาเป็นหนึ่งในจุดร้อนของโรคระบาดใหญ่ในช่วงต้นเดือนกันยายน ด้วยมีอัตราการติดเชื้อต่อจำนวนประชากรสูงสุดเหนือกว่าชาติไหน ๆ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 กันยายน ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮ็อบกินส์

อัช ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดูเหมือนการเพิ่มขึ้นของเคสผู้ติดเชื้อชะลอตัวลง และเรื่องนี้น่าจะเป็นผลจากการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ตามหลังการแพร่ระบาดของตัวกลายพันธุ์เดลตาในช่วงฤดูร้อน อิสราเอลพบเห็นเคสผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งทะยาน และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 2 กันยายน ขณะที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการตรวจเชื้ออย่างกว้างขวางแก่เด็ก ๆ ในช่วงต้นของปีการศึกษาใหม่

จากข้อมูลพบว่าอัตราผู้ติดเชื้ออาการรุนแรงต่อประชากร 100,000 คน ในกลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน สูงกว่ากลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเป็นอย่างมาก นั่นแสดงว่าแม้ภูมิคุ้มกันลดลงไป แต่วัคซีนยังคงสามารถมอบการป้องกันบางส่วนต่อการติดเชื้ออาการหนัก

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับรายงานข่าวที่อ้างว่าอิสราเอลเคยสัญญากับไฟเซอร์ อิงค์ ว่าจะใช้วัคซีนโควิด-19 เฉพาะของไฟเซอร์แต่เพียงเจ้าเดียว ในเรื่องนี้ อัช ชี้แจงว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว และเผยว่าเวลานี้บุคคลอายุ 18 ปีขึ้นไป กำลังฉีดวัคซีนเข็มแรกของโมเดอร์นา อิงค์


(ที่มา:บลูมเบิร์ก)
https://mgronline.com/around/detail/9640000090547

ขับเคลื่อนความสุข! รฟม. ฉลองครบรอบ 29 ปี ภายใต้แนวคิด “The Unlimited Move" จัดกิจกรรมเพื่อสังคม

วันที่ 13 กันยายน 2564 ในโอกาสพิเศษ รฟม.และ ภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันบริจาคเงินให้แก่ "มูลนิธิออทิสติกไทย" จำนวนทั้งสิ้น 115,000 บาท ซึ่ง "คุณกนกกาญจน์ เกศะรักษ์" ผู้อำนวยการกองกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นผู้แทนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มอบเงินแก่ "มูลนิธิออทิสติกไทย" พร้อมชิมกาแฟ For All Coffee และสนับสนุนให้น้อง ๆ กลุ่มออทิสติกได้มีโอกาสแสดงออกถึงพรสวรรค์ และจินตนาการ ผ่านงานออกแบบชุดของที่ระลึก “MRTA x ARTSTORY by Autistic Thai” ซึ่ง รฟม. จะนำส่งมอบให้แก่หน่วยงานที่มาร่วมแสดงความยินดีผ่านทางระบบออนไลน์ต่อไป

"องค์กรภาคี" ได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ / กรมการขนส่งทางบก / ธนาคารอาคารสงเคราะห์ / ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) / การไฟฟ้านครหลวง / สถาบันการบินพลเรือน / กรมการขนส่งทางราง / สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร / บริษัทผู้ร่วมลงทุน / ผู้รับสัมปทาน / บริษัทที่ปรึกษาโครงการ / บริษัทผู้รับเหมา หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีจิตศรัทธา

ในการนี้ "อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์" ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย กล่าวขอบคุณ "การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย" และภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานที่สนับสนุนภาคกิจเพื่อสังคมมูลนิธิออทิสติกไทย ในครั้งนี้และในโอกาสต่อไป

จีนมอบวัคซีน 'ซิโนฟาร์ม' แสนโดส ช่วยบรูไน หลังวัคซีนสั่งซื้อ ยังมาไม่ถึง

คนไทยที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศบรูไน อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ด้วย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Nina Nutthinee ระบุถึงน้ำใจจากจีนว่า...

จีนเห็นบรูไนขาดแคลนวัคซีนในช่วงนี้ เพราะรอวัคซีนโมเดอร์นา กับ แอสตราเซเนกา ล็อตใหม่อยู่

จีนเลยมอบ วัคซีนซิโนฟาร์ม ให้ฟรีแสนโดส!! 

ปล. ประเทศนี้ เขารวยอยู่แล้ว เขาชอบใช้วัคซีนซื้อค่ะ

แต่พี่จีนก็ยังใจดี อุตส่าห์ส่งมาให้อีก!! 

#พี่จีนไม่นิ่งดูดาย

โหราศาสตร์จีนโบราณ เผยดวงชะตา 'ลิซ่า BlackPink' ทรงเสน่ห์เป็นที่รักใคร่แก่ทุกคนที่พบเห็น

สมศักดิ์ ชาคริตฐากูร แห่ง FengshuiBizDesigner ได้เผยเกณฑ์โด่งดังของ 'ลิซ่า BlackPink' ผ่านโหราศาสตร์จีนโบราณไว้ ว่า... 

นอกเหนือจากปรากฏการณ์ปฏิกิริยา 5 ธาตุในขณะที่ธาตุประจำวัยจรและธาตุประจำปีจร ก่อกำเนิดธาตุประจำเจ้าชะตาให้มีกำลังจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ยังมีดวงดาวที่เรียกว่า “神煞” (สิ่งสั่วะ) เป็นเครื่องมือช่วยในการอ่านรูปดวงและยังช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างลึกซึ้ง

เจ้าชะตาเกิดปีฉลู ธาตุดิน เดือนเถาะ ธาตุไม้ วันมะโรง ธาตุดิน เป็นคนธาตุดินที่ต้องการธาตุไฟและธาตุดินช่วยปรับความสมดุล 

ในปี 2564 นี้ เจ้าชะตาเสวยอายุ 25 ปี ถนนชีวิตเดินที่ตำแหน่งวัยจรกิ่งฟ้าราศีบนและก้านดิน ราศีล่าง ธาตุไฟ โดยมีดาวเสน่ห์และดาวดาบสุริยันช่วยส่งเสริมพละกำลังธาตุไฟให้ทวีความ ร้อนแรงยิ่งขึ้น ส่วนปีจรกิ่งฟ้าราศีบนสัมพันธ์กับวัยจร ขณะที่ปีจรก้านดินราศีล่างกับเสาปีเกิด ก้านดินราศีล่างที่มีนัยถึงเรื่องราวเก่า ๆ ที่เป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษเป็นนักษัตรฉลูเช่นกัน ทั้งยังมีดาวมงคลดาวอุปถัมภ์ร่วมด้วยช่วยส่งเสริมความดีต่อธาตุประจำเจ้าชะตา 

ส่งผลให้เจ้าชะตามีเสน่ห์เป็นที่รักใคร่และเป็นที่นิยมสนใจจากผู้คนที่ได้พบเห็น หลังจากการเผยแพร่ MV เพียงแค่ไม่มีชั่วโมงก็มีผู้อุปถัมภ์ติดตามรับชมหลักร้อยล้านวิว โดยเฉพาะ การนำมรดกวัฒนธรรมความเป็นไทยให้ได้รับแรงหนุนอย่างถล่มทลายจนกลายเป็นกระแส LISA Fever ที่ใคร ๆ ต่างชื่นชม 

สท.เจี๊ยบ “วสิตา บุญริ้ว” ตัวเล็ก แต่ใจไม่เล็ก!! สู่การเมืองท้องถิ่น กำลังสำคัญของเทศบาลเมืองแพรกษา สมุทรปราการ

สำหรับ เจี๊ยบ “วสิตา บุญริ้ว” หรือ สท.เจี๊ยบ ผู้หญิงตัวเล็ก แต่ใจไม่เล็ก ในวัย 46 ปี ที่ล่าสุดเจ้าตัวมุ่งหน้าสู่สายการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว โดยการผลักดันและการสนับสนุนของนาย อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ผู้ที่นำความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาสู่ท้องถิ่นแพรกษาใหม่ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนาย อิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา เพื่อลงสมัครเลือกตั้ง สท. พร้อมกับโอกาสที่ได้รับจากประชาชนตำบลแพรกษากับตำแหน่ง สมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษา กระทั่งก้าวเข้าสู่สายการเมืองท้องถิ่นเต็มตัวในปัจจุบัน

วสิตา บุญริ้ว สมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษา หรือ สท.เจี๊ยบ เขต 3 หญิงแกร่งแห่งบ้านบุญริ้ว เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของทางเทศบาลเมืองแพรกษา ได้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนชาวตำบลแพรกษา กับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนชาวแพรกษา  โดยการทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขให้กับพี่น้องประชาชนแบบไม่เคยทอดทิ้ง ถือเป็นประสบการณ์และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนรวมถึงการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ติดเชื้อโควิดตามชุมชนต่าง ๆ การสนับสนุนให้ประชาชนในเขตพื้นที่ได้รับโอกาสในการฉีดวัคซีนโควิด-19 

ถือเป็นการปฎิบัติหน้าที่ของ สท.ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เคยรอเวลา ความทุกข์ของประชาชนต้องมาก่อนเสมอ ต่างจากบุคคลผู้มีอำนาจ แต่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบของตนเอง ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฉันใดฉันนั้น แต่สำหรับ วสิตา บุญริ้ว สมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษา หญิงสาวตัวเล็ก แต่ใจไม่เล็ก ได้ไปนั่งอยู่ในใจของประชาชนหลาย ๆ คน อย่างไรก็ตาม  ในนามผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ ขอชื่นชมในการทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบที่มีให้กับประชาชนในยามทุกข์ยาก ขอให้รักษาฐานที่มั่นนี้ พื้นที่นี้และโอกาสที่ประชาชนไว้ใจมอบให้ แม้จะมีคู่แข่งก็มั่นใจว่า การเดินให้มากขึ้นชาวบ้านก็จะเห็นภาพและพร้อมที่จะสนับสนุนต่อไป


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน

‘หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์’ ทรงกรุณาประทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร แด่เรือนจำกลางพิษณุโลก 100,000 เม็ด

วันที่ 13 กันยายน 2564 ณ เรือนจำกลางจังหวัดพิษณุโลก "หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ " ทรงกรุณาให้ "นางสาวชญาณิศา ฐาณิชณาณัณ" กรรมการผู้จัดการบริษัท "เดอะไบบูรี่ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด" อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้นำเชิญให้ "ผู้บัญชาการเรือนจำกลางพิษณุโลก" เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภัยเบื้องต้น แก่เจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขังในเรือนจำกลาง และเรือนจำในเครือข่ายพื้นที่รับผิดชอบ โดยมี "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" ผู้ช่วยเลขานุการในองค์หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ เป็นผู้อ่าน "หมายหนังสือ" ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

"นายยุทธพงษ์ เอี้ยงอ้าย" เลขานุการในองค์หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า โดยแต่เดิม "หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์" ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงหาสิ่งของต่าง ๆ ที่พอจะช่วยเหลือ บรรเทาภัย และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และผู้ประสบภัยจากโรคระบาด โควิด-19 มาโดยตลอด ซึ่งพระองค์ท่านทรงกรุณาให้คณะทำงานในส่วนพระองค์ แบ่งสายงานให้ความช่วยเหลือในกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล รวมทั้งออกต่างจังหวัดมาโดยตลอด

ต่อมาครั้งนี้ ทรงมีดำริถึงเรือนจำว่าน่าจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องยาสมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจร ที่สามารถช่วยเหลือ รักษาอาการป่วยได้พอสมควร ทรงตรัสว่า “ควรหายาไปให้พวกเขานะ คนข้างนอกป่วยยังพอไปคลีนิค โรงพยาบาล ร้านขายยา รักษาอาการป่วยได้ แต่พวกเขาข้างในนั้น ไม่สามารถหายามารับประทานได้ หรือหากยาหมดก็ต้องรองบประมาณจากส่วนกลางส่งมา ซึ่งอาจใช้เวลานานไม่มากก็น้อย และใช้แบ่งให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้ เผื่อจะได้ใช้รักษาตนเองด้วย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน” นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า แม้จะทรงมีพระชนม์มาก ก็ยังทรงดำริห่วงใยประชาชนชาวไทยตลอด….ทรงพระเจริญ

ชุมพร - 'จุรินทร์' ติดตามความหน้า...การประกันรายได้สินค้าเกษตร และคืนโฉนดที่ดินให้สมาชิกกองทุนฯ ชุมพร พร้อมมอบเช็คฟื้นฟูอาชีพ-เช็คชำระหนี้ กว่า 9.2 ล้านบาท

จุรินทร์ลงพื้นที่จังหวัดชุมพรติดตามความคืบหน้า และประชาสัมพันธ์โครงการ ประกันรายได้สินค้าเกษตร พร้อมกับการคืนโฉนดที่ดินให้สมาชิกกองทุนฯ ชุมพร พร้อมมอบเช็คฟื้นฟูอาชีพ-เช็คชำระหนี้ กว่า 9.2 ล้านบาท รองนายกรัฐมนตรี "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) เป็นประธาน มอบคืนโฉนดให้กับสมาชิก กฟก.ชุมพร 29 รายที่ชำระหนี้ครบตามสัญญา มอบเช็คเงินโครงการฟื้นฟูฯ 3.6 ด้านบาท พร้อมแก้ปัญหาหนี้ให้เกษตรกรด้วยการชำระหนี้แทนสหกรณ์กว่า 5 แสนบาท

วันที 11 กันยายน 2564 กองทุนพื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จังหวัดชุมพร มีการจัดกิจกรรม "มอบเช็คชำระการฟื้นฟูอาชีพ และมอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ จังหวัดชุมพร" ณ โครงการ หนองใหญ่ในพระราชดำริ ตำบลบางลีก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประชานในพิธี และมี นายสัมฤทธิ์ กองเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  นายชุมพล จุลใสสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 จังหวัดชุมพร นายสราวุธ อ่อนละมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดชุมพร นายอุดม ศรีสมทรง  พาณิชย์จังหวัดชุมพร นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดชุมพร  นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฯ ตัวแทนจากองค์กร หน่วยงานราชการต่าง ๆ และสมาชิกเกษตรกรเข้าร่วมงาน

นายสัมฤทธิ์ กองเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าว่า ขอบคุณท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิยย์ และคณะที่ให้เกียรติมาตรวจเยี่ยมพื้นที่จังหวัดชุมพร และเป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าและประชาสัมพันธ์โครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร มอบเช็คชำระหนี้ และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่เกษตรกรจังหวัดชุมพร จังหวัดชุมพร มีประชาคร 509,292 คน แบ่งการปกครองเป็น 8 อำเภอ โดดเด่นในเรื่อง เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า "ชุมพรเมืองน่าอยู่ บนพื้นฐาน การเกษตรกรรม และการท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมโยงการพัฒนาสองฝั่งทะเล" สินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ปาส์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน กาแฟ และมะพร้าว ผลิตภัณฑ์ชุมขนที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตจากกล้วยเล็บมือนาง กาแฟ 3 ก 1 อาหารทะเลแปรรูป เป็นตัน

สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดชุมพร ได้แก่ หาดทรายรี หาดทุ่งวัวแล่น ศาลพ่อตาหินช้าง หลาดกล้วยพ่อตา เขามัทรี เกาะพิทักษ์ หลาดใต้เคี่ยม ปัจจุบันได้รับความนิยม แพร่หลายจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจและแช่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญของจังหวัดทุมพร จากข้อมูล ปี 2562 จังหวัดชุมพร มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) 116,164 ล้านบาท รายใต้เฉลี่ยต่อหัว 232,817 บาท/คน/ ปี รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 54.62 รองลงมาภาคบริการ ร้อยละ 36.82 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 8.56 จังหวัดชุมพร มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน จำนวน 1,045.017 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 1,010,522 ไร ,950,724 ตัน ต้นทุนการผลิต 8,639.15 บาท/ไร่ ต้นทุนการผลิต 3.01 บาท/กก. มีโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จำนวน 36 โรง โรง A จำนวน 14 โรง โรง B จำนวน 14 โรง โรงงานไบโอดีเซล จำนวน 1 โรง โรงสกัดเมล็ดใน จำนวน 5 โรง และคลังรับฝากจำนวน 2 โรง มีลานเทรับซื้อผลปาล์ม จำนวน ราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันหน้าโรงงาน ปี 2564 (ม.ค. ส.ค.) ราคา 6.21 บาท/กก. ราคาน้ำมัน CPO 35.55 ปอร์เซ็นต์ น้ำมัน 17.86 ปริมาณการรับซื้อผลปาล์ม ปี 2564 (ม.ค.-ส.ค.) จำนวน 1,490,622,829 ตันโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี ระหว่างปี 2562 - 2564 มีการประกันรายได้ จำนวน 7 ครั้ง เกษตรกร จำนวน 54,418 ราย จำนวนเงิน 1,219.081 ล้านบาท ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2653 เนื่องจากปัจจุบัน ราคาผลปาล์มทะลายสูงกว่าราคาเป้าหมาย กก.ละ 4บาท จึงไม่มีการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน

จังหวัดชุมพร ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ ภายใต้ชุมพรทีม ร่วมกำหนดนโยบายยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้าน การตลาดในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันปาล์ม ให้มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นจาก 17 % เป็น 18-19 %เพื่อ สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรในอัตรา 300 บาท/ตัน และส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) จังหวัดชุมพร ภาคการเกษตร (ปาล์มน้ำมัน) เดือนสิงหาคม 2564 มูลค่ารวม 9,477.17 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะทำงานชุมพรทีมได้ลงพื้นที่พบปะหารือกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ลานเท และโรงสกัดน้ำมัน ปาล์มอย่างต่อเนื่อง รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการผลิ ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป พี่น้องชาวชุมพรได้รับสิ่งดีๆ จากกิจกรรมที่เกิดขึ้น และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนพื้นฟู ในการประชุมครั้งนี้ เกษตรกรสร้างรายได้และมีอาชีพมั่นคงอย่างยั่งยืนตลอดไป 


ภาพ/ข่าว  ธนากร โกศลเมธี รายงานศูนย์ข่าวสารจังหวัดชุมพร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top