Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

“บิ๊กตู่” ชื่นชม นักออกแบบไทยสามารถนำวิจิตรศิลป์ของไทยในแขนงต่าง ๆ สร้างสรรค์ อุตสาหกรรมบันเทิงสมัยใหม่ ยก MV ลิซ่า โชว์งานหัตถศิลป์ไทย ทั่วโลกแห่ชมกว่า 100 ล้านวิว

13 ก.ย. 64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความชื่นชมและภูมิใจนักออกแบบไทยสามารถนำวิจิตรศิลป์ของไทยในแขนงต่าง ๆ มาสร้างสรรค์ร่วมกับอุตสาหกรรมบันเทิงสมัยใหม่ ตรงกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล ซึ่งส่วนหนึ่งคือการผลักดัน "Soft Power" ไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐบาลเร่งเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยใน 15 สาขา คือ 

1.) งานฝีมือและหัตถกรรม 
2.) ดนตรี 
3.) ศิลปะการแสดง 
4.) ทัศนศิลป์ 
5.) ภาพยนตร์ 
6.) การแพร่ภาพและกระจายเสียง 
7.) การพิมพ์ 
8.) ซอฟต์แวร์ 
9.) การโฆษณา 
10.) การออกแบบ 
11.) การให้บริการด้านสถาปัตยกรรม 
12.) แฟชั่น 
13.) อาหารไทย 
14.) การแพทย์แผนไทย 
15.) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

นายธนกร กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็ผลักดันวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F ได้แก่ 1.) อาหาร (Food) 2.) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) 3.) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) 4.) มวยไทย (Fighting) และ 5.) การอนุรักษ์และขับเคลื่อน เทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก (Festival) เชื่อว่ายังจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมส่งออกสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังยุคโควิด -19 ที่สำคัญของไทยด้วย

นายธนกร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้กำหนดโมเดล BCG ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย "ปัญญา สร้างสรรค์" และมีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากไทยมีจุดเด่นและความพร้อมด้านทุนวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งศิลปหัตถกรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยว ชุมชนที่มี "อัตลักษณ์" ของตนเอง นำมาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือของคนไทย ก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แล้วล่าสุด จากกระแสความชื่นชมเอ็มวีของศิลปินลิซ่า ที่มีการสอดแทรกงานหัตถศิลป์ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย มียอดผู้ชมกว่า 100 ล้านวิวแล้ว เชื่อว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงและออกแบบแฟชั่นไทย ในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ ไทยมีตลาดประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาครองรับอยู่แล้ว 

นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของศิลปินไทย ทุกสาขาศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ ออกแบบดีไซน์ รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง มุ่งมั่น ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก จนประสบความสำเร็จ เชื่อว่าจะช่วยจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยและผู้อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในการนำศิลปวัฒนธรรมไทยมาสร้างสรรค์เป็น Soft Power เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและให้เป็นที่รู้จักและเผยแพร่ในระดับโลก  

วิเคราะห์ โควิดสายพันธุ์มิว? กับ ‘ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา’ | Click on Clear THE TOPIC EP.41

???? วิเคราะห์ โควิดสายพันธุ์มิว (MU) น่ากลัวขนาดไหน หลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้จริงหรือ ?
???? ห้ามพลาด!! จับตา โควิดสายพันธุ์น้องใหม่ “สายพันธุ์มิว” ดื้อวัคซีน - เลี่ยงภูมิคุ้มกัน!! น่ากังวลแค่ไหน...

ในรายการ Click on Clear THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้ ที่จะพาไปร่วมเจาะลึกกับ... 

แขกรับเชิญสุดพิเศษ ‘ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา’ นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สวทช.

ดำเนินรายการโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา PROGRAM DIRECTOR THE STATES TIMES

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

คุณหญิงวิมล เจียมเจริญ เจ้าของนามปากกา 'ทมยันตี' เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้โพสต์แสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี, ลักษณวดี, กนกเรขา, โรสลาเรน, มายาวดี) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2555

สำหรับ ทมยันตี หรือ คุณหญิงวิมล เจียมเจริญ เกิดเมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 สิริรวมอายุ 85 ปี เป็นนักประพันธ์ชาวไทย ชื่อดัง ที่มีนามปากกาอย่าง ทมยันตี, ลักษณวดี, กนกเรขา, โรสลาเรน, วัสสิกา, มายาวดี โดยเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขา วรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2555 มีผลงานที่แฟนนักอ่านชาวไทย รู้จักมากมาย อาทิ คู่กรรม ทวิภพ ดาวเรือง ล่า พิษสวาท ดั่งดวงหฤทัย และ เลือดขัตติยา


ที่มา : https://www.facebook.com/128367000513429/posts/5000255569991190/

ทรัมป์ซัดไบเดน! ทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยไว้ในอัฟกัน เชื่อจีน-รัสเซียยิ้มร่าเริ่มถอดรหัสก๊อบปี้แล้ว

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าประณามการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน และคาดเดาว่าป่านนี้จีนและรัสเซียอาจเริ่มกระบวนการวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse Engineering) อาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งไว้เบื้องหลังกันแล้ว

ระหว่างให้สัมภาษณ์กับพิธีกร ชารีล แอทคิสสัน ในรายการ "Full Measure" ที่ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ (12 ก.ย.) ทรัมป์ประณามการถอนกกำลังอีกครั้งด้วยถ้อยคำรุนแรง ว่า "ไร้ความสามารถ" และเตือนมันเสี่ยงก่ออันตรายแก่สหรัฐฯ และเป็นประโยชน์แก่ศัตรูของอเมริกา

ทรัมป์ ยังแสดงความสงสัยด้วยว่าสงครามในอัฟกานิสถานจบลงแล้วจริงหรือ และตั้งคำถามด้วยว่ามีผู้ลี้ภัยอัฟกันที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนจำนวนมากน้อยแค่ไหนที่เข้ามาตั้งรกรากในสหรัฐฯ และทั่วโลก

"ผมไม่รู้เพราะผู้คนกระจายกันไปทั่วโลก และไปอยู่ทั่วทุกมุมโลกในเวลานี้ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ชารีล" ทรัมป์กล่าว "คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกล่ามที่เรารับมา คนเหล่านี้เร่งรีบขึ้นเครื่องบิน ที่น่าสนใจคือพวกเขากำลังพยายามทำให้มันดูเหมือนว่า โอ้ ทำได้ดีมาก คนเหล่านี้จำนวนมากอาจเป็นพวกก่อการร้าย ใช่หรือเปล่า? พวกเขาอาจเป็นพวกก่อการร้าย พวกเขามีกำลังมาก พวกเขากระตือรือร้นขึ้นไปบนเครื่องบินด้วย"

อดีตประธานาธิบดีรายนี้ยังบ่งชี้ด้วยว่าพวกศัตรูของสหรัฐฯ เริ่มฉวยความได้เปรียบจากคลังอาวุธ ยานยนต์หุ้มเกราะและเครื่องบินที่กองกำลังสหรัฐฯ ทิ้งไว้เบื้องหลังกันแล้ว

"พวกเขาจะจัดการอย่างไรก็ตามยุทโธปกรณ์เหล่านี้ ผมรับประกันได้เลยว่าจีนและรัสเซียคงมีเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของเราไว้ในครอบครองแล้ว และพวกเขาคงกำลังถอดชิ้นส่วน เพื่อหาคำตอบว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร จนถึงตอนนี้พวกเขาเก่งที่สุดในโลกในเรื่องนี้ และพวกกำลังแยกชิ้นส่วนมัน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันเป๊ะ ๆ พวกเขาเก่งในเรื่องนี้ มันน่าอดสูจริง ๆ"

นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา สหรัฐฯ มอบอาวุธยุทโธปกรณ์และการฝึกฝนแก่กองกำลังความมั่นคงอัฟกานิสถาน คิดเป็นมูลค่าราว ๆ 83,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท)

รายงานของยูเอสเอทูเดย์ก่อนหน้านี้ ระบุว่าเครื่องบินทหาร 73 ลำถูกทิ้งไว้ในอัฟกานิสถาน บางส่วนถูกทำให้ใช้งานไม่ได้แล้ว ขณะที่มีรายงานว่านักบินอัฟกานิสถานได้ขับอากาศยานล้ำสมัยบางส่วนในนั้นออกไปยังต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่นั้นยังคงตกค้างอยู่ในอัฟกานิสถาน


(ที่มา:ฟ็อกซ์นิวส์)
https://mgronline.com/around/detail/9640000090590

7 สยาม 7 มหัศจรรย์ เอ่ยถึงทีไร 'ไทย' จะไม่ใช่ 'ไต้หวัน' ในสายตาต่างชาติ

เรื่องมหัศจรรย์ของประเทศไทย ที่ใครเห็นเป็นต้องรู้ว่านี่ คือ 'ประเทศไทย' ที่ล้วนทรง ‘คุณค่าแห่งความเป็นไทย’ แห่งเดียวเท่านั้น!!

ซึ่งทาง THE STATES TIMES ได้รวบรวม 7 ความ Amazing สุดภาคภูมิใจไว้ที่นี่เรียบร้อยแล้ว!! เชิญชม!!!

ทบ. นำยุทโธปกรณ์ รุดช่วยประชาชนประสบอุทกภัย พร้อมร่วมกำจัดผักตบชวา เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ร.อ.หญิง กัญญ์ณณัฐ พรนิพัทธ์กุล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในปัจจุบันที่ประเทศไทยเผชิญกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคอีสานตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้หลายพื้นที่เกิดฝนตกหนักและตกสะสม ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดย พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวและห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ กำชับให้หน่วยทหารทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพล เครื่องมือและยุทโธปกรณ์ ประสานร่วมกับทุกภาคส่วนดูแลช่วยเหลือประชาชนในทันทีที่ประสบเหตุ ตลอด 24 ชม. 

ล่าสุดในพื้นที่ จ.ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, ฉะเชิงเทรา, ลพบุรี และ จ.สมุทรปราการ ที่ประสบอุทกภัย ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ไหลเข้าบ้านเรือนประชาชนและเส้นทางจราจรถูกตัดขาด หน่วยทหาร ในพื้นที่ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพร้อมยุทโธปกรณ์กองทัพบก อาทิ รถยนต์บรรทุก ขนาด 2 ½ ตัน แบบ 4x4 รุ่น FTS, รถยนต์บรรทุก 2 ½ ตัน 6x6 รุ่น GMC, เรือยางและเรือท้องแบน ที่มีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับภารกิจในครั้งนี้นอกจากการใช้ทางด้านยุทธวิธี โดยลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน พร้อมประสานทุกภาคส่วนเร่งบรรเทาความเดือดร้อน อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ อย่างดีที่สุด อาทิ การเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ประชาชนรวมทั้งสิ่งของต่างๆ ไปยังที่ปลอดภัย, การบรรจุกระสอบทรายทำแนวกั้นน้ำ และการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งของดำรงชีพที่จำเป็นให้กับประชาชนที่ประสบภัย ซึ่งกองทัพบกจะดำรงการปฏิบัติเคียงข้างประชาชน ดูแลฟื้นฟูให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว 

นอกจากนี้ กองทัพบกโดย กรมการทหารช่างและหน่วยทหารช่างทั่วประเทศ ได้จัดกำลังพลจิตอาสา พร้อมยุทโธปกรณ์ อาทิ รถปั้นจั่น, รถโกยตัก, เรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ และเรือกำจัดวัชพืช ร่วมกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ ดำเนินการพัฒนาขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวาและวัชพืช ภายใต้มาตรฐานงานช่าง เพื่อเปิดเส้นทาง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ สนับสนุนรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและป้องกันปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำให้กำลังพลตระหนักถึงความปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่ ปรับรูปแบบภารกิจ การแต่งกายและยุทโธปกรณ์ตามความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์พลป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปลอดภัยทั้งกำลังพลและประชาชน ทั้งนี้ หากประชาชนประสบอุบัติภัย สามารถติดต่อหน่วยทหารในพื้นที่ หรือศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก (กทม.) โทร. 02-297-7648-9, ภาคกลาง โทร. 02-280-3977, ภาคอีสาน โทร. 044-255-976, 044-245-0946, ภาคเหนือ โทร. 055-252-859 และภาคใต้ โทร. 075-383-405

'อดีตรองอธิการมธ.' ชำแหละก๊วน 3 นิ้ว ฝั่งตรงข้ามทำดีไม่เคยชม ฝั่งตนทำชั่วไม่เคยเห็น

13 ก.ย. 64 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แปลกแต่จริง ตอน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็ไปขุดคุ้ยประวัติหาความด่างพร้อยกันยกใหญ่ ว่าติดคุกที่ออสเตรเลีย เพราะค้ายาเสพติดบ้าง เคยต้องคดีฆ่าคนตายบ้าง เป็นพวกรักร่วมเพศบ้าง จากนั้นก็แขวะเขาตลอดว่าค้าแป้ง ไม่เคยว่างเว้น พูดตามจริง ร.อ.ธรรมนัส ก็พยายามอธิบายชี้แจง แต่จะชี้แจงอย่างไร ก็ไม่เคยทำให้สังคมโดยรวมหมดความคลางแคลงใจไปได้เลย 

ทันทีที่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามล้มลุงตู่ จากนั้นถูกปลด และลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันทีทันใด ฝ่ายที่เคยขุดคุ้ยก็กลับลำ ข้อกล่าวหาทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น ร.อ.ธรรมนัส ก็กลับกลายเป็นคนดีขึ้นมาอย่างฉับพลัน สิ่งที่แล้วมาล้วนผ่านไปแล้ว ขณะนี้เป็นคนดีแล้ว จบ

นี่คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม 3 นิ้ว คือ มีความภูมิใจเหลือเกินว่าตัวเองเป็น 3 นิ้ว ไปไหนก็ยกมือชู 3 นิ้ว ใครชู 3 นิ้ว ทำอะไรล้วนไม่ผิด ละเมิดผู้อื่นก็ไม่ผิด ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่ผิด ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ผิด กฎหมายต่างหากที่ผิด คนไม่ผิด เผาป้อม เผารถ ก็ไม่ผิด ถือเป็นการแสดงออกแบบสันติอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้ทำร้ายคน แต่พอมีตำรวจบาดเจ็บ ต่างพากันเงียบ ถ้าม็อบบาดเจ็บ ตำรวจผิดทันที ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด ล่าสุดม็อบตกลงมาจากที่สูง ก็ถล่มกันว่า ตำรวจถีบลงมา สุดท้ายคือหนีตำรวจแล้วตกลงมาเอง

ส่วนพวกที่ไม่ใช่ 3 นิ้ว ทำอะไรก็ผิดทั้งสิ้น ไม่โจมตี sinovac ก็ผิด ไม่อวย pfizer ก็ผิด ยกย่อง เชิดชูพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ยังผิด ผู้ออกแบบชุดของ Lalisa แม้สวยทำได้สวยก็ไม่ชม เพราะว่าเขาเป็นสลิ่ม ใช้พื้นที่ใน social media เพื่อถล่มฝ่ายตรงข้ามกันแบบไม่ต้องยั้ง ไม่ต้องใช้ตรรกะ เหตุผล รู้จริงหรือไม่รู้จริงก็ด่าไว้ก่อน ที่น่าหดหู่คือ ไม่ยับยั้งชั่งใจแม้กระทั่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเรียกว่า "สลิ่ม" เคารพนับถือ และจงรักภักดี

แถลงการณ์ล่าสุดของสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาประณามตำรวจที่ปราบม็อบทะลุแก๊ส เป็นเครื่องยืนยัน เพราะในแถลงการณ์ นอกจากใช้คำหยาบแล้ว ในเนื้อความ มีแต่ตำรวจเท่านั้นที่ใช้ความรุนแรง ม็อบทำอะไรมองไม่เห็นทั้งสิ้น ไม่มีทั้งสิ้น ตำรวจบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เห็น ทั้งที่คนที่มีใจเป็นธรรมทั้งประเทศเขามองเห็น เอกสารชิ้นนี้จึงไม่สมควรที่จะมีตราธรรมจักรอยู่บนหัวกระดาษเลย เพราะไม่ให้ความจริงทั้ง 2 ด้าน ทั้งยังให้ข้อมูลเท็จ และใช้คำหยาบคายอย่างไม่น่าให้อภัย ผิดวิสัยของคนธรรมศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยมาช้านาน 

ความจริงปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างที่เรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่า "tribalism" เพียงแต่ขณะนี้ประเทศเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ทุกวัน ตลอดเวลา และไม่มีทีท่าจะลดน้อยถอยลงได้เลย 

ยิ่งการเข้าถึง social media ทำได้สะดวกง่ายดาย ปรากฏการณ์เช่นนี้ ยิ่งนานวัน จะยิ่งกัดกร่อนความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน คนในสถาบันเดียวกัน กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อสังคมไทยของเราอย่างเหลือคณา

ดังที่ Umberto Eco นักคิด นักเขียน นักปรัชญา ชาวอิตาเลียน ผู้ล่วงลับได้เคยกล่าวเกี่ยวกับ social media ไว้ว่า "Social media gives legions of idiots the right to speak when they once only spoke at a bar after a glass of wine, without harming the community...but now they have the same right to speak as a Nobel Prize winner. It's the invasion of the idiots."

ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า " โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิแก่กองทัพคนโง่เขลาได้พูด ในขณะที่เมื่อก่อนพวกเขาเพียงพูดกันในบาร์ หลังการดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่ได้เป็นอันตรายต่อสังคมแต่อย่างใด...แต่เดี๋ยวนี้พวกเขากลับได้สิทธิที่จะพูดเท่า ๆ กับผู้ที่ชนะได้รางวัลโนเบล มันเป็นการรุกรานของเหล่าคนโง่เขลาโดยแท้"

“บิ๊กบี้” ปรับการทำงานตามแนวทางป้องกันเชื้อโควิด-19 ตาม “มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล” และ “มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร”

พ.ต.หญิง จุฑาทิพย์ วุฒิรณฤทธิ์ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 33) ที่มีการแนะนำแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตาม “มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล” (Universal Prevention for COVID-19) รวมถึงให้ปฏิบัติตาม “มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร” (Covid Free Setting) ตามที่สาธารณสุขกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคของสถานที่ กิจการหรือกิจกรรมที่ได้อนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ โดยเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้ในอนาคตในการเปิดสถานที่และการดำเนินกิจการและกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งมาตรการดังกล่าว จะประเมินผล
ภายในหนึ่งเดือน (ภายใน 30 กันยายน 2564)


ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากำลังพลของกองทัพบกได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) เป็นแนวปฏิบัติเพื่อการปรับพฤติกรรมในการป้องกันโรคส่วนบุคคล ยกระดับมาจาก DMHTT ตลอดจนมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (Covid Free Setting) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติในองค์กรในการเตรียมความพร้อมสู่การกลับใช้ชีวิตตามปกติ ทั้งการสร้างระบบระบายอากาศที่ดี ถูกสุขลักษณะ สะอาด ปลอดภัย เว้นระยะห่าง รับวัคซีนครบตามเกณฑ์และมีการ ATK ทุกสัปดาห์ และการตรวจสอบผู้ติดต่อราชการกับกองทัพบกว่ามีการรับวัคซีนครบถ้วนหรือมีผล ATK เป็นลบ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ของโรค 

ซึ่งที่ผ่านมากองทัพบกยังคงสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายสนับสนุนภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ด้วยการจัดชุดตรวจกิจการ/กิจกรรมเพื่อตรวจสอบตามข้อกำหนดฯ ของ ศบค. และจัดตั้งด่านตรวจ/ชุดสายตรวจร่วม เพื่อบังคับใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00 – 04.00 น. ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนเดินทางต่อเมื่อมีเหตุจําเป็นบริเวณพื้นที่รอยต่อของพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ นอกจากการย้ำเตือนให้กำลังพลของกองทัพบกมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลขั้นสูงสุดที่ ศบค. กำหนดอย่างเคร่งครัดตลอดจนยึดถือมาตรการปฏิบัติราชการ ณ ที่พักอาศัย (Work From Home) รวมทั้งลดการเดินทางข้ามเขตพื้นที่ควบคุมสุงสุดและเข้มงวดไปยังพื้นที่อื่นในกรณีที่จำเป็นจนถึง 30 กันยายน 2564 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมาตรการรัฐและลดการแพร่กระจายโรคCOVID-19 อีกทางหนึ่ง
 
ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในการสนับสนุนความช่วยเหลือต่อรัฐบาลและประชาชนให้สามารถผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID-19 ไปด้วยกันซึ่งต้องอาศัยความเข้มแข็งในการปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด ตลอดจนปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์พลอย่างเคร่งครัด เพื่อความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส

“บิ๊กตู่” สั่งรัฐวิสาหกิจทำแผนช่วยจ้างงานช่วงโควิด

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยเหลือประชาชน โดยพิจารณาหาแนวทางจัดทำแผนงานการจ้างงานในด้านต่าง ๆ เช่น งานด้านสิ่งแวดล้อม โยธา และการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สิน ที่อาจเป็นการจ้างงานในรูปแบบพิเศษ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนที่ตกงานได้มีรายได้ประจำวันด้วย  

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้บอกในที่ประชุมว่าการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จะต้องเป็นการพลิกโฉมประเทศไทย โดยพุ่งเป้าความต้องการในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข เพื่อเพิ่มจีดีพีประเทศ และรัฐวิสาหกิจที่มีขีดความสามารถเน้นการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อเป็นรายได้เข้าสู่ประเทศ ซึ่งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนและธุรกิจจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก  

นายธนกร กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การเสนอกรอบนโยบายการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดส่งร่างหลักเกณฑ์กรอบนโยบายฯ ให้กระทรวงเจ้าสังกัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมกับเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งบริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ โดยให้การเคหะแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตามความเห็นของฝ่ายเลขานุการฯ และเห็นชอบให้ พม. นำเสนอครม.พิจารณาต่อไป

'หมอยง' ชี้ ฉีดวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็มแล้วติดเชื้อ ทำให้ภูมิพุ่งสูง ไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น

13 ก.ย. 64  ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความว่า โควิด-19 วัคซีน ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ หลังได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

ในรูปนี้จะเห็นว่าคนที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายครบ 2 (Sinovac) เข็ม เมื่อมีการติดเชื้ออาการลดลง ไวรัสจะกระตุ้นภูมิต้านทานเหมือนการให้วัคซีนอีก 1 ครั้ง ทำให้ระดับภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นสูงมาก ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน และติดเชื้อ ภูมิต้านทานจะห่างกันถึงกว่า 100 เท่า 

ในผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วมีการติดเชื้อ การกระตุ้นภูมิต้านทานจะขึ้นเร็วมาก ภายหลังการติดเชื้อไม่กี่วันภูมิขึ้นสูงเป็นแบบ booster effect หรือที่เรียกว่า Anamnestic response จึงสามารถกำจัดไวรัสได้เร็ว อาการจึงน้อยลง ดีกว่าการได้ monoclonal antibodies ที่มีขาย ถึงแม้ว่าวัคซีนจะเป็นสายพันธุ์อู่ฮั่น การติดเชื้อไวรัสจะเป็นสายพันธุ์เดลตา (คนไข้ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลตา)

ระดับภูมิต้านทานที่สูงขึ้นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้น หรือฉีดวัคซีนเพิ่มอีก 

ยกเว้นว่าคนที่ติดเชื้อแล้ว ยังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน ควรจะได้รับวัคซีน และวัคซีนที่จะกระตุ้นได้ดีจะต้องไม่ใช่เชื้อตาย วัคซีนเชื้อตายจะไม่ใช้เป็นตัวกระตุ้น สามารถฉีดได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังกลับบ้าน 

การกระตุ้นจะต้องใช้ไวรัสเวกเตอร์หรือ mRNA เพียงเข็มเดียวก็เพียงพอ (เรามีการศึกษารองรับ)

เราได้มีโอกาสให้วัคซีนในการศึกษาวิจัยผู้ที่ติดเชื้อ และไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน โดยการให้วัคซีนและดูการตอบสนองจำนวน 120 คน จะแสดงผลให้ดูในโอกาสต่อไปและรอเผยแพร่ในวารสารนานาชาติ


ที่มา : https://www.facebook.com/yong.poovorawan/posts/6281511538558077


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top