Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

เรื่องราวเสื้อแขนกุด กับความเป็น ‘ที่สุด’ ของ รัชนก อินทนนท์ แบดมินตันมือ 1 ของไทย

กลายเป็นดราม่ากันไปเบา ๆ สำหรับเสื้อแข่งขันของ เมย์-รัชนก อินทนนท์ นักกีฬาแบดมินตันมือ 1 ของประเทศไทย ที่ลงทำศึกในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ โดยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีขนาดตัวที่ใหญ่ ไม่กระชับ ทำให้การเคลื่อนไหวตัวไม่สะดวกอย่างที่ควรจะเป็น

แมทซ์ล่าสุดเมื่อเช้านี้ จึงมีการเปลี่ยนชุดแข่งขัน โดยเมย์-รัชนก กลับมาสวมชุดแข่ง ‘ชุดเก่ง’ ของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งเป็นเสื้อแขนกุดที่คุ้นตา ผลปรากฎว่า เอาชนะนักแบดมินตันจากอินโดนีเซียไป 2 เซตรวด

ถึงตรงนี้ เมย์ผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้ายไปเรียบร้อย ซึ่งโอลิมปิกเกมส์หนนี้ เป็นหนที่ 3 ของเธอ โดยสองครั้งก่อนหน้านี้ ในปี 2012 ลอนดอนเกมส์ เมย์ตกรอบ 8 คนสุดท้าย ต่อมาในปี 2016 ที่บราซิล-ริโอเกมส์ เธอตกรอบ 16 คน มาครั้งล่าสุดนี้ เมย์หวังสร้างผลงานคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งให้จงได้

ที่ผ่านมา ผลงานของนักแบดมินตันสาวไทยคนนี้จัดว่าไม่ธรรมดา เธอสร้าง ‘สถิติ’ มาแล้วมากมาย เคยเป็นแชมป์เยาวชนโลก 3 ปีซ้อน เป็นแชมป์โลกอายุน้อยที่สุด และขึ้นมือ 1 ของโลก จากการคว้าแชมป์รายการระดับซูเปอร์ซีรีส์ 3 รายการรวด ซึ่งยังไม่เคยมีนักแบดมินตันคนไหนในโลกเคยทำได้

ไล่ล่าคว้าแชมป์ และสร้างสถิติมามากมาย แต่สถานีสุดท้าย ‘ยังไม่เคยคว้าเหรียญในโอลิมปิก’ ฉะนั้น เหลือบันไดอีกขั้นเดียว ที่เมย์จะต้องไปให้ถึง แม้ว่าด่านที่อยู่ตรงหน้า คือ ‘ไต้ จื่อ อิง’ มือ 1 ของโลกคนปัจจุบันชาวไต้หวัน ที่ยืนรอขวางทางอยู่

จากสถิติ ถึงจะแพ้ทางกันมาตลอด แต่จุดนี้ ต่อให้เคยแพ้สักร้อยครั้ง แต่ขอชนะครั้งนี้สักครั้ง มันก็คุ้มเกินคุ้มแล้วล่ะ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เอาเป็นว่า พรุ่งนี้เวลา 15.30 น. ตามเวลาประเทศไทยโดยประมาณ มารวมใจกันเป็นหนึ่ง แล้วส่งไปให้เธอกัน

รัชนก อินทนนท์...สู้เว้ยยยย!!


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นครนายก - มูลนิธิวังรัตนมณีมหานครบาดาลนาคราชราชา (หลวงพี่ต่อ) มอบบ้านนาคาปันสุขหลังที่ 5 ให้ผู้ป่วยพิการทางสมอง

มูลนิธิรัตนมณีมหานครบาดาลนาคราชราชา พระครูปิยรัตนานุกุล(หลวงพี่ต่อ)รองเจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร มอบบ้านนาคาปันสุขหลังที่ 5 ให้กับผู้ป่วยพิการทางสมอง ที่บ้านดงละคร หมู่ที่ 6 ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก มูลนิธิรัตนมณีมหานครบาดาลนาคราชราชา โดยพระครูปิยรัตนานุกุล หรือ(หลวงพี่ต่อ) รองเจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ วัดดงละคร ร่วมกับ นายเกียรติศักดิ์ ชูเกียรติศิริ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงละคร,นางสาว ณัชญสนัน เติมวิทยาพานิช ผู้ใหญ่บ้านหมุ่ที่ 6 ตำบลดงละคร ,ผู้นำชุมชน,, อ.ส.ม.ดงละคร และประชาชน

ร่วมในพิธีมอบบ้านนาคาปันสุข เป็นบ้านพักอาศัยหลังที่ 5 ให้กับคุณลุงบุญช่วย เจริญสุข อายุ 71 ผู้ป่วยพิการทางสอง โดยจากเดิมพักอาศัยที่เป็นบ้านไม้หลังเก่าที่ผุพังอาศัยอยู่คนเดียวไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้ ต้องนอนเปลญวนอยู่ใต้ถุนบ้านเนื่องจากด้านบนบ้านผุพังทั้งหลังและเมื่อฝนตกหลังคารั่วนอนพักอาศัยไม่ได้ ในวันนี้ได้มีการทำพิธีมอบบ้านนาคาปันสุข เป็นบ้านชั้นเดียวที่มีเนื้อที่ 50 ตารางวา บ้านมีความกว้าง 6 เมตรความยาว 8 เมตร โดยใช้งบประมาณสร้างบ้านจำนวน 210,000 บาท ที่ได้รับบริจาคมาจากญาติโยม และนำสิ่งของเครื่องใช้มาให้กับคุณลุงบุญช่วย เจริญสุข อีกด้วย

สืบเนื่องจากมูลนิธิรัตนมณีมหานครบาดาลนาคราชราชา โดยพระครูปิยรัตนนุกุล หลวงพี่ต่อ รองเจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ วัดดงละคร ได้จัดทำเป็นมูลนิธิฯ โครงการปลูกบ้านนาคาปันสุขให้กับผู้ป่วยพิการทางสมอง, ผู้ป่วยติดเตียง,ผู้ป่วยพิการ,ผู้ป่วยวัยชรา,และช่วยเหลือสังคมกิจกรรมต่าง โดยได้ประสานผู้นำชุมชนในแต่ละหมู่บ้านคัดสรรผู้ป่วย,ผู้ยากไร้ในแต่ละหมู่บ้านเพื่อทำการช่วยเหลือ โดยได้รับการสนับสนุนจากญาติโยมผู้ใจบุญบริจาคเข้ามูลนิธิฯ และจะได้นำเงินที่ได้รับบริจาคไปช่วยเหลือสังคมต่อไป

(สัมภาษณ์ นางสาวณัชญสนัน เติมวิทยาพานิช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.ดงละคร)


ภาพ/ข่าว  สมบัติ เนินใหม่ / รัชชานนท์ เนินใหม่ / ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครนายก

ชัยภูมิ – อินทผาลัมดั้มราคาสุด ๆ จากโลละ 400 เหลือ 200 บาท สู้ภัยโควิดเราต้องรอด

เกษตรกรชาวสวนอินทผาลัม ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ประสบปัญหาผลผลิตอินทผาลัมในไร่ที่กำลังแก่จัดออกสู่ผู้บริโภค ผู้บริโภคน้อยลง ยอมดั้มราคาลงสุด ๆ จากทุกปีขายกิโลกรัมละ 400 บาท เหลือขายในราคากิโลกรัมละเพียง 200 บาท รับประกันสดจากสวนระดับพรีเมี่ยม สู้ภัยโควิด-19 เราต้องรอดไปกัน

วันนี้(29ก.ค.64) นายสุริยา มาทน  (โจ)อายุ 43 ปี เกษตรกรชาวสวนอินทผาลัม ไร่แม่ถวิล บ้านเลขที่ 19 หมู่6 บ้านแจ้งใหญ่ ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ได้นำชมสวนอินทผาลัมในไร่ของตนเองจำนวน 65 ต้น หลังจากกลับจากทำงานที่ต่างประเทศ ได้กลับมาประเทศไทย ได้ทำการเกษตรปลูกอินทผาลัม สายพันธุ์ต่าง ๆ เมื่อ 4 ปีก่อน และเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ผลผลิตอินทผาลัมที่ปลูกเริ่มให้ผลผลิตได้ประมาณ 3 ตัน นำออกขายกิโลกรัมละ 400 บาท มีรายได้หักค่าใช้จ่ายจากการขายอินทผาลัมหลักแสนบาท 

ในปีนี้อินทผาลัม คาดว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 3 ตันเช่นเดิม แต่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังดียังพอมีรายได้จากการขายอินทผาลัม มีรายได้พอเลี้ยงชีพครอบครัวได้บ้าง แต่ต้องยอมรับจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผลอินทผาลัมในไร่มียอดขายลดลงมากกว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 เมื่อผลผลิตทางการเกษตรออกมาจำนวนมาก ในไร่สวนอินทผาลัมของตนเอง จะขายทั้งผลอินทผาลัมกินสด และน้ำสกัดอินทผาลัมแช่เย็น ส่วนไร่อินทผาลัมที่นี่จะใช้ปุ๋ยขี่ไก่บำรุงดิน ทำให้ผลอินทผาลัมที่นี่ได้ผลลูกมีขนาดใหญ่ เปลือกบาง ฉ่ำน้ำ และเปลือกไม่แข็ง ส่วนน้ำสกัดอินทผาลัมแช่เย็น ไม่มีการใส่น้ำตาล แต่จะมีความหอมหวานตามธรรมชาติผลอินทผาลัม คลายผลละมุดแต่มีเอกลักษณ์ของผลอินทผาลัม หลังโควิด-19ระบาดลูกค้าน้อยลงหายไปมากกว่าครึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอินผาลัมได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาก ทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ไม่ว่าจะช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มกำลัง ขจัดความเมื่อยล้า ช่วยดับความหนาวเย็นแล้ว เมื่อร่างกายมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง หากรับประทานอินทผาลัมภายในครึ่งชั่วโมงก็จะทำให้ร่างกายกลับมามีกำลังเหมือนเดิม และอื่น ๆ มากมาย

นายสุริยา มาทน (โจ) อายุ 43 ปี เกษตรกรชาวสวนอินทผาลัม แม่ถวิล บอกว่าขณะนี้ผลอินทผาลัมในไร่กำลังออกผลแก่ พร้อมออกสู่ตลาด หลังโควิด-19ระบาด ขณะนี้ยอมลดราคาลงแบบสุด ๆ จากกิโลกรัมละ 400 บาท เหลือเพียงกิโลกรัมละ 200 บาท และที่สำคัญต้องยอมลดราคาจากกำไร มาเป็นราคาต้นทุน เพื่อให้คนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารด้วย

นอกจากนั้น อินทผาลัมในไร่ช่วงนี้ได้เปิดร้านขายผลอินทผาลัมที่ถนนหมายเลข 201 ถนนชัยภูมิ- สีคิ้ว ทางออกไปยัง กทม. เลยปั้ม ปตท.ประมาณ 500 เมตร โดยจำหน่ายอินทผาลัมสดจากสวนของตนในราคากิโลละ 200 บาทเท่านั้น รวมทั้งสินค้าทางการเกษตรอื่น ๆ ตามฤดูกาลด้วย มีผลผลิตทางการเกษตร ไร่แม่ถวิล อินทผาลัม สดจากสวนระดับพรีเมี่ยม ราคาถูกสุด ๆ ราคาต้นทุนได้ทุกวัน และสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งจองได้ที่ คุณโจ เบอร์โทรศัพท์ 06 3929 9223 หรือ เฟซบุ๊ก “คุณโจ มาทน” https://www.facebook.com/jo.mathon ระยะทางห่างจากตัวอำเภอหนองบัวระเหว ประมาณ 14 กม. รับรองไม่ผิดหวัง

“ทิพานัน” ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบแก๊งรับจ้างจัดฉากแกล้งตายบนถนน สร้างความตื่นตระหนก พร้อมสาวให้ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ทำเป็นขบวนการหรือไม่ ชี้มีความผิดถึงคุกสูงสุด 5 ปี ปรับ 100,000 บาท เตือนประชาชนตกเป็นเครื่องมือ วอนอย่ารีบแชร์ ห่วงเยาวชนเลียนแบบ

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพจับผิดการจัดฉากภาพผู้เสียชีวิตนอนริมถนน ภาพคนล้มบนถนนเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลกระทบจากโควิด-19 และเมื่อได้ประสานงานให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก็พบว่าบางกรณีน่าสงสัยว่าเป็นการรับจ้างไปนอนล้มในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อถ่ายภาพและส่งคลิป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม ซ้ำเติมวิกฤต ทำลายขวัญและกำลังใจของพี่น้องประชาชน เพิ่มภาระแก่เจ้าหน้าที่และเสียเวลาช่วยชีวิตผู้ป่วยที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ

ดังนั้น จึงต้องเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ คือ ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง และผู้นำเข้าข้อมูลในสื่อโซเชียลที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อ 11 แห่งข้อกำหนดฉบับที่ 27 เรื่องมาตรการเพื่อไม่ให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และความผิดตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนโดยทุจริต ข้อมูลอันเป็นเท็จที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ แล้วแต่พฤติการณ์

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนที่พบเห็นภาพในลักษณะดังกล่าว ขอให้หยุดคิดและตรวจสอบที่มาที่ไปของแหล่งข้อมูลที่นำภาพและคลิปมาเผยแพร่ก่อนรีบส่งต่อ ซึ่งอาจตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย บั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ที่น่าเป็นห่วงคือเยาวชน อาจเกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรมนี้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“กลุ่มขบวนการ ‘เด็กเลี้ยงแกะ’ ที่สร้างภาพสร้างสถานการณ์นั้น ขอให้คำนึงถึงความเป็นคน เลิกการกระทำดังกล่าวเสีย เพราะในสถานการณ์วิกฤตโควิดแบบนี้ ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตผู้ป่วยที่รอคอยความช่วยเหลือ หากเจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลากับการตรวจสอบเรื่องโกหกหรือข่าวปลอม หลายชีวิตอาจจะได้รับการช่วยเหลือไม่ทันเวลา ได้โปรดเห็นแก่ชีวิตมนุษย์” น.ส.ทิพานัน กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สหรัฐฯ กำลังส่งวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้ไทยและกัมพูชา ในขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน เดินหน้ากระจายเสบียงวัคซีนของอเมริกาไปทั่วโลก ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก สื่อมวลชนสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี (29 ก.ค.)

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยว่า วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ 1.5 ล้านโดส เดินทางออกจากสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่ไทยในวันพุธ (28 ก.ค.) และคาดหมายว่าจะถึงจุดหมายปลายทางในวันศุกร์ (30 ก.ค.)

นอกจากนี้แล้ว วัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน จำนวน 1.06 ล้านโดส กำลังถูกลำเลียงทางอากาศมุ่งหน้าสู่กัมพูชา ส่วนหนึ่งในโครงการโคแว็กซ์ โดยวัคซีนเหล่านั้นจะเดินทางถึงกัมพูชาแยกกัน 2 เที่ยวบิน ในวันศุกร์ (30 ก.ค.) และวันเสาร์ (31 ก.ค.)

รัฐบาลของไบเดน สหรัฐฯ ตั้งเป้าบริจาควัคซีนอย่างน้อย 580 ล้านโดสไปทั่วโลก และเบื้องตันได้บรรลุเป้าหมายเร่งด่วนในการบริจาควัคซีนของไฟเซอร์ โมเดอร์นา อิงค์และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันแก่ประเทศต่าง ๆ ให้ได้ 80 ล้านโดสภายในเดือนมิถุนายน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้สั่งซื้อวัคซีนของไฟเซอร์เพิ่มอีก 500 ล้านโดส สำหรับบริจาคให้ต่างชาติ เริ่มในเดือนหน้า โดยประธานาธิบดีไบเดน ยกระดับความช่วยเหลือด้านวัคซีนแก่นานาชาติ หลังอุปสงค์ในสหรัฐฯ เริ่มเบาบางลง

รัฐบาลสหรัฐฯ เน้นย้ำว่าวัคซีนที่แบ่งปันไปนั้นไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ สำหรับผู้รับ และพวกเขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก


ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9640000073973

https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-07-28/u-s-sending-2-5-million-vaccine-doses-to-thailand-and-cambodia


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ธรรมนัส' เผย 'สมาคมมูลนิธิอินเดีย' จับมือพปชร. มอบเครื่องอุปโภค -บริโภค ช่วยปชช.บรรเทาเดือดร้อนจากโควิด

(29 ก.ค. 64) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน พรรคพลังประชารัฐ (ศปฉ.พปชร.) เปิดเผยว่า...

ตนเป็นตัวแทนพรรคพปชร. รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และหน้ากากอนามัย จากนายปินเดอร์ สิงมาดาน กรรมการบริหารสมาคมมูลนิธิอินเดียแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้ดำรงชีพในระหว่างการกักตัวในที่อยู่อาศัยของตนเองรวมถึงในพื้นที่ศูนย์พักคอยในแต่ละพื้นที่ตามมาตรการทางสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ติดเชื้อมีสถานที่ดูแลซึ่งจะจำกัดวงการแพร่ระบาดได้มากขึ้น

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างศปฉ.พปชร. และสมาคมมูลนิธิอินเดียแห่งประเทศไทย มีเป้าหมายเดียวกันคือ เดินหน้าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งคนไทยและคนไทยเชื้อสายอินเดีย ที่ตั้งถิ่นฐานและประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมาก เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ให้ทั่วถึงได้มากที่สุด

โดยสมาคมมูลนิธิอินเดียฯ เป็นองค์กรที่มีสมาชิกมากที่สุด และเป็นศูนย์กลางการประสานงานของสมาคมอินเดียอีกหลายสมาคม ซึ่งดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งในรูปแบบการบริจาคและสนับสนุน ร่วมถึงการประสานช่วยเหลือผู้ป่วยในการเข้าสู่ระบบสาธารณสุข เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติร่วมกันในครั้งนี้


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกาศให้ทุนการศึกษา จำนวน 100 ทุน แก่นักศึกษาปัจจุบันและผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ที่บิดา-มารดา เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โดยให้เรียนฟรี 1 ปีการศึกษา เพื่อช่วยเหลือและให้โอกาสทางการศึกษาในเบื้องต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักเรียนนักศึกษาจากหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียบิดามารดาจากโรคดังกล่าว จนมีผลกระทบต่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวิทยาลัยรามคำแหง จึงขอมีส่วนร่วมในการดูแลและช่วยเหลือในเบื้องต้นแก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดามารดาจากโรคโควิด-19 โดยมหาวิทยาลัยจะให้ทุนการศึกษา เรียนฟรี 1 ปีการศึกษา (ปีการศึกษา 2564) แก่นักศึกษาปัจจุบันและผู้สมัครเป็นนักศึกษาใหม่ เป็นจำนวน 100 ทุนการศึกษา

"ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนต่อโดยไม่หยุดชะงัก ซึ่งการให้ทุนการศึกษาครั้งนี้ เป็นมาตรการที่เพิ่มเติมจากการลดค่าเล่าเรียน 50% ของมหาวิทยาลัย ตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และหากมีผู้ได้รับความเดือนร้อนมากเกินกว่าจำนวนทุนการศึกษาที่กำหนดในข้างต้น มหาวิทยาลัยก็จะพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป"

สำหรับนักศึกษาที่ได้รับความเดือนร้อนในกรณีดังกล่าว สามารถยื่นความจำนงขอรับทุนการศึกษาได้ที่ งานแนะแนวจัดหางานและทุนการศึกษา กองกิจการนักศึกษา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2310-8080


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ตร.ชี้ ชายชักเกร็งริมถนนแค่เมา ชัยวุฒิ เตือน   มีกลุ่มไม่หวังดีแชร์คลิปชักดิ้น หวังดิสเครดิตรัฐบาล

ตำรวจ ชี้  ชายชักดิ้นริมถนนวิภาวดีฯ ไม่ได้เสียชีวิตและไม่ติดโควิด แค่เมาสุรา ด้าน "ชัยวุฒิ" เตือน พบกลุ่มไม่หวังดี รวมทั้งคนแชร์คลิปชายแสดงชักดิ้นริมถนน สร้างความตื่นตระหนก โหนกระแสโจมตีรัฐบาล ถือว่ามีความผิด

โดยภายหลังมีสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายช่องทาง พากันแชร์ภาพวิดีโอของชายเร่ร่อน มีอาการนอนชักเกร็ง บริเวณถนนวิภาวดี -รังสิต  ขาออก ก่อนถึงแยกเกษตร 300 เมตร ต่างวิจารณ์กันว่าเป็นผู้ป่วยโควิดนอนเสียชีวิตบนถนน สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้านและผู้สัญจรไปมา และผู้ที่เข้าไปชมคลิปเป็นอย่างมาก 

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบไปยังสถานีตำรวจนครบาลวิภาวดี ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ ชี้แจงว่า  เหตุการณ์ในคลิปคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว  เมื่อไปตรวจสอบพบว่าชายคนดังกล่าวมีอาการเมาสุราไม่ได้สติ มีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้ง และเมื่อนำเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์มาวัดปรากฎว่ามีปริมาณที่สูงมาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด และไม่ได้เสียชีวิตตามที่มีกระแสข่าวในโซเชียล พร้อมขอให้ประชาชนอย่างตื่นตระหนก หรือแชร์ภาพดังกล่าว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง นายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ขณะนี้พบว่ามีกลุ่มไม่หวังดี พยายามจัดฉากสร้างภาพการแสดงให้เห็นว่า ชายในคลิปชักเกร็งเสียชีวิตริมถนนเพราะโควิด  เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน ซึ่งเมื่อสังเกตดูจากทั้ง 2 คลิป เป็นคนเดียวกันและชายคนนี้ ไม่ได้เสียชีวิตแต่ตำรวจแจ้งว่า มีอาการเมาสุราเท่านั้น จึงให้กลับบ้านพักไป จึงขอฝากประชาชนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย อย่าตกเป็นเครื่องมือให้กับคนบางกลุ่ม ด้วยการแชร์ข่าวปลอมหรือ fake news เพราะคนที่นำคลิปนี้ไปแชร์ต่อ สร้างความตื่นตระหนก โจมตีกล่าวหาว่า รัฐบาลปล่อยคนตายกลางถนนเพราะโควิดนั้น อาจเข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายได้

ออมสินแนะลูกค้าเร่งตรวจสอบสิทธิพักหนี้

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยให้พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวด ก.ค.- ธ.ค. 64 ซึ่งมีลูกค้าประมาณ 750,000 รายที่มีสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการ โดยธนาคารได้เริ่มทยอยเปิดสิทธิ์ให้ลูกค้าสามารถกดเข้าร่วมมาตรการผ่านแอป MyMo แล้วกว่า 348,000 ราย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2564 ที่ผ่านมา ภายในเวลา 3 วันมีลูกค้าเข้ากดรับสิทธิ์แล้วประมาณ 50,000 ราย ซึ่งธนาคารจะเริ่มเปิดสิทธิ์เฟสที่สองช่วงต้นเดือนส.ค.เป็นต้นไป สิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค.2564

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิ์ตามมาตรการอย่างทั่วถึง และสะดวกรวดเร็ว จึงขอให้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ โปรดเร่งเข้าตรวจสอบสิทธิ์ในแอป MyMo และกดทำรายการได้ทันทีที่ปรากฎเมนูพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 

ส่วนผู้ที่ยังไม่มีแอป MyMo แต่มีบัตรเดบิต สามารถดาวน์โหลดและเปิดใช้งานแอป MyMo ด้วยตนเองได้โดยใช้ข้อมูลบัตรเดบิต ซึ่งจะได้รับความสะดวกในการขอพักชำระหนี้โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อที่สาขาธนาคาร และเป็นการลดความเสี่ยงการติดเชื้อในช่วงนี้อีกด้วย โดยลูกค้าสามารถศึกษาวิธีการดาวน์โหลดและเปิดใช้แอป MyMo ด้วยตนเองได้ที่ www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร. 1115 กด 1

ดีพร้อม เผยสถิติ 8 ปัญหาที่ผู้ประกอบการพบเจอในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด ชี้ปัญหา “การตลาด” “การเข้าถึงแหล่งเงินทุน” “การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ผู้ประกอบการประสบมากที่สุด พร้อมวาง 5 แนวทางเร่งด่วนฝ่าวิกฤต หนุน “พร้อมสู้ อยู่ได้ ไปรอด”

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง พบว่าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไทยโต เพียง 1% จากที่ในไตรมาสแรกของปี 2564 ที่ตัวเลข 2.6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากติดลบ 6.1% ในปี 2563

ขณะเดียวกันสถานการณ์ภาพรวมของเอสเอ็มอี ที่มีจำนวน 3.1 ล้านล้านราย ในปี 2564 น่าจะยังคงน่ากังวล เพราะเมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว บริการ และกลุ่มค้าส่งค้าปลีก โดยจากข้อมูลสถิติพบว่า GDP SMEs ในปี 2563 ซึ่งปรับตัวลบ 9.1% และได้ประเมินว่าในปี 2564 คาดว่า จะติดลบที่ 4.8%  

อย่างไรก็ตาม ดีพร้อมได้ทำการสำรวจปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการณ์รายย่อย เพื่อทราบถึงปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,574 สถานประกอบการ จากผลสำรวจพบ 8 ปัญหาที่ผู้ประกอบการพบเจอในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด ตามลำดับดังนี้

1.) ปัญหาด้านการตลาด 66.82%

2.) ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 21.92%

3.) ปัญหาด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 13.74%

4.) ปัญหาด้านวัตถุดิบและปัจจัยเอื้อในการประกอบธุรกิจ 11.40%

5.) ปัญหาด้านการเพิ่มผลิตภาพการผลิต 11.28%

6.) ปัญหาด้านการจัดการ เช่น การขนส่ง บุคลากร 9.50%

7.) ปัญหาด้านต้นทุน 8.16%

และ 8.) ปัญหาด้านการพัฒนาอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ 8.16%

จากผลสำรวจปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการณ์ดังกล่าว ดีพร้อมจึงได้กำหนดแนวทางนโยบาย การดำเนินงานในระยะต่อไปในปีงบประมาณ 2564 ภายใต้แนวนโยบายการดำเนินงาน โควิด 2.0 “พร้อมสู้-อยู่ได้-ไปรอด” ในระยะเร่งด่วนช่วง 60 วัน ดังนี้

1.) การจัดการโควิดภายในองค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสถานประกอบการปลอดเชื้อ โดยการแนะนำให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อบริหารจัดการสถานประกอบการ ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 สำหรับการช่วยเหลือธุรกิจอุตสาหกรรมให้ปลอดภัย โดยเน้นในการสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อป้องกันและรับมือกับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นแบบองค์รวม ใน 9 หัวข้อวิชา

ตั้งแต่ การสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอาชีวอนามัยและสุขอนามัย การใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อลดความแออัด การประยุกต์ใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมในการบริหารจัดการให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ไปจนถึงการแชร์ประสบการณ์จากสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019

2.) การตลาดภายใต้โควิด โดยมุ่งเน้นการดำเนินการตลาดและการขยายตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบไปด้วย

(1) การส่งเสริมการทำการตลาดออนไลน์ภายใต้โครงการ DIProm Marketplace โดยการสร้างช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค สามารถเข้ามาซื้อ-ขาย สินค้าและบริการดี ๆ มีคุณภาพ และได้รับการคัดสรรจากดีพร้อม และการเสริมแกร่งผู้ประกอบการด้วย Social Commerce

(2) การส่งเสริมด้านกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ผ่านการฝึกอบรม e-Learning 26 หลักสูตร พร้อมจะมุ่งเน้นการใช้ดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจ และการถ่ายทอดประสบการณ์ของที่ปรึกษาและผู้ประกอบการที่ช่ำชองด้านการตลาดแบบออนไลน์ รวมทั้งเคล็ดลับหรือวิธีการเจาะลึกตลาดในอาเซียน จะช่วยเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการ ให้ลองเปิดใจที่จะก้าวออกจากกรอบเดิม ไปสู่ตลาดใหม่อันเป็นโอกาสดีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถฝ่าวิกฤตนี้ไปได้

(3) แนวทางการช่วยเหลือด้านการขนส่ง ผ่านโครงการ ดีพร้อมแพค : บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์วิถีใหม่ (The Next Diprom Packaging : DipromPack) ด้วยการออกแบบ และพัฒนาบรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ ที่ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตแลประกอบธุรกิจใหม่เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการ

(4) แนวทางการตลาดร่วมเป็นคู่ค้ากับภาครัฐ โดยเตรียมความพร้อมเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนไทยเข้าสู่การรับรองตราสินค้า Made in Thailand หรือ MiT โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผ่านการเสริมสร้างการรับรู้และสร้างโอกาสการเป็นคู่ค้ากับภาครัฐผ่าน 3 ช่องทาง ประกอบด้วย

- การรับรอง Made in Thailand (MiT) โดย ส.อ.ท.

- การขึ้นทะเบียนเอสเอ็มอี Thai SME-GP ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. และ

- การขึ้นบัญชีสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Thai GPP ของกรมควบคุมมลพิษ

3.) เปลี่ยนค่าใช้จ่ายเป็นเงินทุน โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจให้กลายเป็นเงินทุนในการประกอบกิจการให้แก่ผู้ประกอบการ โดยการใช้ระบบคลังสินค้าออนไลน์ เพื่อเปลี่ยนเงินทุนด้วยเทคโนโลยี สามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการผ่านระบบ Google Sheet และ Line OA ซึ่งเป็นมาตรการช่วย SMEs แบบดีพร้อม ด้วยการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบการบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อลดต้นทุนต้นทุนด้านโลจิสติกส์ 3 ด้านหลัก ได้แก่

- ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง

- ต้นทุนการขนส่งสินค้า

- ต้นทุนการบริหารจัดการ

เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 3 มิติ ได้แก่ ต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือ ผ่านโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมอัจฉริยะให้แก่ผู้ประกอบการ

4.) สร้างเครือข่ายพันธมิตร โดยดีพร้อมเป็นผู้จัดสรรและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านโครงการสำคัญ ๆ ดังนี้ โครงการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรและผู้แปรรูป โครงการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเพื่อปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ โครงการเชื่อมโยงเครื่องจักรเพื่อแปรรูป (i-Aid) โครงการช่างชุมชน โดยการมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะวิชาชีพให้แก่ช่างในชุมชน

5.) ปรับโมเดลธุรกิจ มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมในการดำเนินการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การสร้าง และพัฒนาผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม (SP) และยังได้ช่วยเสริมทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และให้ตระหนักถึงความสำคัญ เพื่อการตัดสินใจทางการเงินที่ดี

นอกจากนี้ดีพร้อมยังได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการในการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Business Continuity Plan) ในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบ โดยเน้นการรับมือและสร้างแนวทางการดำเนินธุรกิจกับสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของสถานประกอบ

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม มาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดในระลอกใหม่นี้ ดีพร้อม คาดว่าในปีงบประมาณ 2564 จะสามารถช่วยส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการในภาคส่วนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้จำนวนรวม 3,356 กิจการ 11,955 คน 982 ผลิตภัณฑ์ และคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 8,000 ล้านบาท

“อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2564 ภายใต้ นโยบาย “สติ (STI)” ที่มุ่งเน้นการพัฒนา 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย

1.) SKILL : ทักษะเร่งด่วน โดยเร่งเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัว

2.) TOOL : เครื่องมือเร่งด่วน เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน

และ 3.) INDUSTRY : อุตสาหกรรมเร่งด่วน สร้างโอกาสจากต้นทุนที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง เพื่อเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ครอบคลุมทุกมิติ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม ได้ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี เพื่อปรับแผนการดำเนินงานโครงการให้สอดรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 สอดคล้องกับมาตรการด้านสาธารณสุข และสอดรับกับการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการที่เปลี่ยนไปที่กระทบทั้งด้านรายได้ ด้านการจ้างงาน ด้านสภาพคล่องทางการเงิน และเงินทุนหมุนเวียน” นายณัฐพล กล่าวสรุป


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top