Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

'กระบี่'​ กำหนดมาตรการลานเทปาล์มน้ำมันคุณภาพ 18% ขึ้นไป​ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเมืองแห่งปาล์มน้ำมันคุณภาพ

พันตำรวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ติดตามการดำเนินงานตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายเมืองแห่งปาล์มน้ำมันคุณภาพ และตรวจกำกับลานเทปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยกำหนดมาตรการเพื่อให้ลานเทรับซื้อปาล์มน้ำมันคุณภาพ (18% ขึ้นไป) ได้ปฏิบัติ ดังนี้...

- ลานเทปาล์มน้ำมันต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม พื้นที่ปฏิบัติงานมีจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสม และถูกสุขลักษณะของพื้นที่ปฏิบัติงาน

- เครื่องชั่งได้มาตรฐานเหมาะสมกับการใช้งานตามกฎหมายกระทรวงพาณิชย์

- ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ในการแยกลูกร่วง โดยรางทะลายปาล์มเป็นรางทึบ ไม่มีตะแกรง หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการแยกลูกร่วง 

- มีป้ายแสดงราคาที่ชัดเจน และถูกต้องตามกฎหมายกระทรวงพาณิชย์ 

- รับซื้อปาล์มทะลายและปาล์มร่วงในราคาเดียวกัน, รับซื้อปาล์มทะลายที่มีคุณภาพตาม มกษ.5402 โดยไม่ซื้อปาล์มดิบ และปาล์มที่ไม่มีคุณภาพ 

- ขนส่งปาล์มถึงโรงานภายใน 24 ชม. นับตั้งแต่รับทะลายปาล์ม

- ไม่กระทำการใดๆ ที่เร่งให้ปาล์มสุกเร็วโดยผิดแผกไปจากธรรมชาติ เช่น ไม่รดน้ำ บ่มปาล์ม ใช้สารเคมี อื่นๆ ที่เร่งให้ปาล์มสุกเร็วขึ้น

- รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาทิ แสงสว่าง อุปกรณ์เครื่องมือ กล้องวงจรปิด ฯลฯ และได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO     

สำหรับลานเทที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่จังหวัดกำหนด และออกตรวจสอบกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวได้กำหนดโทษ ดังนี้...

- ลานเทปาล์มน้ำมันไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2552 มาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

- หากลานเทปาล์มน้ำมันไม่แจ้งปริมาณสถานที่เก็บและไม่จัดทำบัญชีคุมสินค้าน้ำมันปาล์มและผลปาล์มน้ำมัน ฝ่าฝืนมีความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2442 มาตรา 24(5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมี่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสองพันบาท

- ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะมีการแจ้ง ลานเทปาล์มน้ำมันต้องประทับแสดงเครื่องหมายคำรับรองของสำนักงานกลางหรือสำนักงานสาขาที่เครื่องชั่งตวงวัดทุกเครื่อง หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พรบ. มาตรการชั่งตวงวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2557 มาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่กินสามปีและปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท

- ห้ามแก้ไขหรือดัดแปลงส่วนประกอบของเครื่องชั่งหรือโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องช่างโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือกระทำด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ความเที่ยงของเครื่องชั่งผิดเกินอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด หากฝ่าฝืนมีความผิด ตาม พรบ. มาตราชั่วตวงวัด (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2557 มาตรา 75 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิดเจ็ดปี และปรับไม่เกิดสองแสนแปดหมื่นบาท 

ข่าว/ภาพ​ มโนธรรม ใจหาญ จ.กระบี่ รายงาน

'สมุทรปราการ' ร่วมหารือ​ ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุโรงงานระเบิด

'สมุทรปราการ' ร่วมหารือ​ ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุโรงงานระเบิด

จังหวัดสมุทรปราการ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติกของบริษัท หมิงตี้ จำกัด จากบริษัทประกันภัย
โดยมี​ นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานการประชุมเพื่อร่วมหารือกำหนดแนวทางการดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชน ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติกของบริษัท หมิงตี้ จำกัด จากบริษัทประกันภัย ณ ห้องประชุมชั้น 1​สำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โดยมี สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ (สคช. สป.) และสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานอัยการสูงสุด ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการได้ประชุมหารือกับสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยและบริษัท แม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจมูลค่าความเสียหาย ได้กำหนดแนวทางการรับคำร้องขอรับค่าสินไหมทดแทนจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมกรอบเวลาการดำเนินการเบื้องต้นไปแล้วนั้น ที่ประชุมเห็นว่า เนื่องจากจังหวัดสมุทรปราการได้มอบหมายให้ทางอำเภอบางพลีรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเห็นควรให้บริษัทประกันภัยและบริษัทสำรวจมูลค่าความเสียหายประสานขอข้อมูลจากอำเภอบางพลี
เพื่อดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อไป

โดยในวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2564 เวลา 10.00 น.สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการและสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยบริษัทประกันภัยและบริษัทสำรวจมูลค่าความเสียหายจะเดินทางไปร่วมหารือกับอำเภอบางพลีเกี่ยวกับการทำงานให้มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมต่อไป

เริ่มแล้วจัดตั้งสถาบันวิจัยฯ พัฒนาระบบรางของประเทศ

กรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564 แล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.64 เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง สร้างความร่วมมือกับองค์กรทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง  รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง และจัดทำฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีระบบราง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและการสนับสนุนอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างแท้จริง มีเป้าหมายเร่งด่วนคือ การวิจัยชิ้นส่วนในระบบรางเพื่อให้สามารถผลิตรถไฟในประเทศ 

ทั้งนี้ยังมีการวิจัยเพื่อสร้างรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ต้นแบบครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมกับการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และโครงการอื่นๆ ในอนาคต ส่วนเรื่องทุนและทรัพย์สินในการดำเนินการจะมีเงินประเดิม เงินอุดหนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ค่าธรรมเนียมและค่าตอบแทนจากการให้บริการของสถาบันวิจัยฯ และดอกผลรายได้จากทรัพย์สิน 

โดยสถาบันวิจัยฯ จะมีแนวทางในการจัดองค์การในแบบศูนย์ความเป็นเลิศในแต่ละด้าน เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านรถไฟความเร็วสูง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านรถไฟขนส่งสินค้า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านรถไฟฟ้าในเมือง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนาบุคลากรระบบราง และศูนย์ความเป็นเลิศด้านข้อมูลระบบราง ซึ่งแต่ละศูนย์จะเน้นการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และหน่วยงานผู้ใช้เทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมระบบรางให้บรรลุผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“บิ๊กตู่” ย้ำการจัดทำแผนพัฒนาภาคกลุ่มจังหวัดและจังหวัด เน้นสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน  

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค (ก.บ.ภ.) และคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ครั้งที่ 2/2564 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดย นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาภาค แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และแผนพัฒนาจังหวัด โดยการจัดทำแผนงานโครงการต้องคำนึงถึงศักยภาพของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และมาจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ แผนงานโครงการต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และมีการบูรณาการเชื่อมโยงการพัฒนาจากระดับบน (Top Down) สู่ระดับล่าง (Bottom Up) รวมทั้งกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน  นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมถึงนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ในการจัดทำแผนพัฒนาภาค แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และแผนพัฒนาจังหวัด ต้องปรับให้เข้ากับเกณฑ์ของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งการจะทำให้ประสบความสำเร็จ ต้องขึ้นอยู่กับแผนปฏิบัติการที่ต้องลงไปยังพื้นที่ ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน และการพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาอย่างพุ่งเป้า เป็นไปตามศักยภาพของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต้องมีการจัดเตรียมแผน จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนให้ดี ในการใช้งบประมาณต้องมีแผนการใช้งบประมาณในแผนเร่งด่วนตามกรอบระยะเวลา ที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า และปรับให้ตรงกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสถานการณ์โลก สถานการณ์ภายในประเทศ ที่สำคัญคือต้องทำให้สอดคล้องกับห้วงระยะเวลา โดยต้องมุ่งเป้าหมายไปที่การฟื้นฟูของประเทศจากสถานการณ์โควิด-19 ให้ได้โดยเร็วที่สุด รวมทั้งจะต้องมีเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนาระดับความแตกต่างของรายได้ของประชาชน ของจังหวัด จีดีพีรายหัว ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ในวันนี้ต้องทำงานแนวเชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น การจัดทำแผนงาน/โครงการต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลรายละเอียดที่เพียงพอ แผนปฏิบัติการต้องผ่านความเห็นชอบ ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการจังหวัด เสนอขึ้นมาผ่านคณะกรรมการตรวจสอบ คัดกรอง ให้ได้ข้อยุติเป็นแผนที่สมบูรณ์ โดยรัฐบาลจะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใดก็ตาม ทุกจังหวัดจะต้องได้รับความเท่าเทียมและเป็นธรรม เท่าเทียมในเรื่องของโอกาส เป็นธรรมก็คือจะต้องดูแลผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้น ซึ่งในการจัดทำโครงการขอให้ทำให้ดีที่สุด เมื่อเสนอโครงการมาแล้วหากต้องส่งกลับไปใหม่ จะทำให้ล่าช้าไม่ทันการณ์ ฉะนั้น ท้องถิ่นและจังหวัดต้องตรวจสอบในเรื่องการจัดทำแผนงานโครงการให้สมบูรณ์ ทั้งนี้ การทำงานใดก็ตามที่มีลักษณะการทำงานแบบเดิม ๆ จะต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นการทำงานเชิงรุก ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ รวมทั้งในโครงการจะต้องมีแผนหลัก แผนรอง แผนเผชิญเหตุ ให้พร้อมสำหรับการอนุมัติโครงการ ทุกจังหวัด ทุกกลุ่มจังหวัดต้องเตรียมการให้พร้อม กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนตามห้วงระยะเวลา รัฐบาลเน้นให้ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีประสิทธิภาพ  

นายอนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (1) นโยบาย หลักเกณฑ์ วิธีการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด พ.ศ. 2566 - 2570 (2) หลักเกณฑ์การจัดทำแผนปฏิบัติราชการจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 (3) แนวทางการกำหนดกรอบการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปีละ 28,000 ล้านบาท (4) หลักเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 - 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด (5) ร่างกรอบแผนพัฒนาภาค พ.ศ. 2566 - 2570 ทั้ง 6 ภาค และหลักเกณฑ์การจัดทำแผนปฏิบัติการภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 เพื่อให้ส่วนราชการใช้เป็นกรอบในการจัดทำและเสนอขอโครงการที่สนับสนุนและขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ (6) ปฏิทินการดำเนินงานภายใต้กลไก ก.บ.ภ.ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2565 (7) แนวปฏิบัติสำหรับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด กรณีการชำระเงินประกันค่าธรรมเนียมให้สถาบันอนุญาโตตุลาการในการฟ้องคดีโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี โดยใช้เงินเหลือจ่าย และ (8) การขอโอนเปลี่ยนแปลงโครงการเพื่อชดเชยเงินถูกพับไปของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 โดยจังหวัดเสนอคำขอเปลี่ยนแปลงเพื่อขอความเห็นจากคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด/กลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการและจัดส่งคำขอเปลี่ยนแปลงโครงการภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2564

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการปรับปรุงตัวชี้วัดการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ชุดใหม่ ที่ยึดโยงกรอบมิติการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ประกอบด้วย ตัวชี้วัดการพัฒนาระดับจังหวัด (32 ตัวชี้วัด) ตัวชี้วัดการพัฒนาระดับกลุ่มจังหวัด (15 ตัวชี้วัด) ทั้งนี้ จังหวัด กลุ่มจังหวัด และส่วนราชการ สามารถใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวัดสถานะการพัฒนาพื้นที่เชิงเปรียบเทียบ จังหวัดและกลุ่มจังหวัดสามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้ รวมทั้งชี้พื้นที่เป้าหมายการพัฒนาในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้กับส่วนราชการเพื่อนำไปกำหนดแผนงานโครงการได้อย่างชัดเจน 

 

โฆษกทอ. ยัน ผู้บังคับบัญชา มีความห่วงใย กำชับให้ดูแลอย่างดีที่สุด พร้อมเปิดภาพที่พักทหารเกณฑ์ป่วยโควิด-19 

พล.อ.ท.ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า จากกรณีสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าว พลทหารภายในค่ายแห่งหนึ่งใน กทม.ร้องเรียนสื่อมวลชน พร้อมส่งภาพบางส่วน ภายหลังพลทหารในค่ายติดเชื้อโควิด 19 มากกว่า 200 คน แต่กลับถูกแยกตัวให้ไปนอนในโรงอาหาร บางคนนอนพื้น บางคนนอนเตียงแต่ไม่มีที่นอนและหมอน ส่วนอาหารก็ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย ทำให้ทางญาติรู้สึกไม่สบายใจ อยากให้หน่วยทหารต้นสังกัดดูแล นั้น 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นเหตุการณ์ช่วงแรกของการคัดแยกผู้ป่วย และจัดเตรียมที่พัก ปัจจุบันได้ย้ายทหารกองประจำการที่ติดเชื้อไปยังอาคารแห่งใหม่แล้ว และได้รับการดูแลอย่างดี โดยมีข้อมูลสำคัญดังนี้

1.  ระหว่าง 1- 6 ก.ค.64 ดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุกทหารกองประจำการ (ผลัดเก่า) หน่วยที่ตั้งดอนเมือง พบว่า มีทหารกองประจำการติดเชื้อโควิด จำนวน 37 คน หน่วยจึงรีบดำเนินการส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศทันที

2. วันที่ 7 ก.ค.64 เวลา 13.00 น. ดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุกทหารกองประจำการเพิ่มเติม จำนวน 250 คน 

3. วันที่ 8 ก.ค.64 เวลา 21.00 น. ทราบผลว่า มีทหารกองประจำการติดเชื้อโควิด 19 เพิ่มอีกกว่า 100 คน หน่วยจึงแยกทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด 19 เข้าพักคอยบริเวณโรงประกอบเลี้ยงของหน่วยชั่วคราว และได้จัดเตรียมอาคารกองพันของหน่วยสำหรับเป็นสถานที่รักษาพยาบาลตามมาตรฐานการกักกันโรค

4. วันที่ 9 ก.ค.64 กรมแพทย์ทหารอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมวางแผนให้ดัดแปลงอาคารกองพันของหน่วย เป็น Community Isolation (สถานที่แยกตัวชุมชน) ตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ของกองทัพอากาศดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

5. วันที่ 10 ก.ค.64 เวลา 12.00 น. ปูพรมตรวจคัดกรองเชิงรุกทหารกองประจำการส่วนที่เหลือ จนทราบผลช่วงกลางดึกว่า มีทหารกองประจำการติดเชื้อเพิ่มกว่า 100 คน หน่วยจึงรีบดำเนินการคัดแยกทหารกองประจำการส่วนที่เหลือ โดยจัดให้ทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด 19 พักบนอาคารกองพันเป็นการชั่วคราว แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยในช่วงแรกของการดำเนินการจัดเตรียมสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งการให้บริการอาหารของผู้ป่วย

6. วันที่ 11 ก.ค.64 แยกทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด 19 ทั้งหมด เข้ารับการรักษาภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ ประกอบด้วย อาคารกองพันของหน่วย (Community Isolation) จำนวน 199 คน โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ (ดอนเมือง) จำนวน 52 คน และโรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ (โรงเรียนการบิน) จำนวน 39 คน

7. วันที่ 12 ก.ค.64 ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ดำเนินการเคลื่อนย้ายทหารกองประจำการที่ติดเชื้อไปยังอาคารแห่งใหม่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการดูแลรักษาอย่างเพียงพอ และให้เร่งดำเนินการย้ายทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด 19 บางส่วนไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศแล้ว

8. วันที่ 14 ก.ค.64 ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางไปติดตามการดูแลทหารกองประจำการอีกครั้ง และได้แสดงความห่วงใย พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดูแลทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด 19 อย่างดีที่สุด โดยขณะนี้หน่วยได้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยทั้งหมดเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

จึงขอนำเรียนข้อเท็จจริงตามภาพดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในช่วงแรกของการจัดเตรียมสถานที่ให้มีขีดความสามารถในการดูแลทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด-19 อย่างมีมาตรฐานทางการแพทย์ และเพื่อแสดงความห่วงใย ได้มอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ ทำความเข้าใจกับผู้ปกครองของทหารกองประจำการเพื่อสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

“กองทัพอากาศขอยืนยันว่า เราจะดูแลทหารกองประจำการซึ่งเป็นบุตรหลานของท่านภายใต้มาตรฐานการรักษาพยาบาลและขีดความสามารถของกองทัพอากาศที่มีอยู่อย่างเต็มกำลังความสามารถ”โฆษกกองทัพอากาศ กล่าว 

น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (หมอเฉลิมชัย) รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Chalermchai Boonyaleepun เกี่ยวกับสัดส่วนการส่งออกวัคซีนของไทย เพื่อให้เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศว่า...

น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (หมอเฉลิมชัย) รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Chalermchai Boonyaleepun เกี่ยวกับสัดส่วนการส่งออกวัคซีนของไทย เพื่อให้เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศว่า...

ไทยเตรียมกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีน เพื่อให้มีวัคซีนเพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศ

จากกรณีที่ประเทศไทย มีข้อตกลงเบื้องต้นที่จะได้รับวัคซีนจากบริษัทแอสตร้า (ประเทศไทย) จำนวน 61 ล้านโดส จากกำลังการผลิตทั้งสิ้น 180 ล้านโดสต่อปี คิดเป็น 1/3 ของกำลังการผลิต ที่เหลืออีก 2/3 จัดส่งให้กับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน

โดยมีการวางแผนที่จะได้รับวัคซีน...

- มิ.ย. 6 ล้านโดส

- ก.ค.-พ.ย. เดือนละ 10 ล้านโดส

- ธ.ค. 5 ล้านโดส

ซึ่งเมื่อรวมกับวัคซีน Sinovac / Pfizer / Moderna / Sinopharm ก็จะทำให้ไทยมีปริมาณวัคซีน 105 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้

แต่เมื่อทาง บริษัทแอสตร้า (ประเทศไทย) เดินเครื่องการผลิตภายในประเทศ

เริ่มเดือนมิถุนายน ก็มีเหตุขลุกขลักเล็กน้อย แต่ในที่สุดไทย ก็ได้รับวัคซีนมาจำนวน 6 ล้านโดส

โดยที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนถูกเลื่อนการส่งวัคซีนออกไป

และในขณะนี้ มีข่าวว่า บริษัทแอสตร้า (ประเทศไทย) กำหนดจะส่งวัคซีนให้กับประเทศไทยเฉลี่ยเดือนละ 5-6 ล้านโดส ซึ่งเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของกำลังการผลิต ที่ได้เดือนละ 15 ล้านโดส

นั่นก็หมายความว่าวัคซีนที่ไทยจะได้รับในหกเดือนแรกจำนวน 61 ล้านโดส จะถูกกระจายออกไปเป็นได้รับเดือนละ 5 ล้านโดสเป็นเวลา 12 เดือนแทน

ซึ่งก็จะไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ ทางรัฐบาล จึงได้เตรียมการแก้ปัญหาดังกล่าวสองแนวทางด้วยกัน

>> แนวทางที่หนึ่ง การเจรจา โดยความเข้าอกเข้าใจ และชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นที่ไทยจะต้องได้รับวัคซีนในสิ้นปีนี้จำนวน 61 ล้านโดส แทนที่จะเป็นเฉลี่ย 12 เดือน

>> แนวทางที่สอง ถ้าการเจรจานั้นไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะเป็นการดำเนินการเหมือนที่สหภาพยุโรปและประเทศอินเดีย ได้ดำเนินการแล้ว คือ ใช้กฎหมายในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด

ประเทศไทยเอง ก็ได้มีการเตรียมการกฎหมายดังกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2561 คือ พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561

โดยในมาตรา 18 ระบุว่า…

ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อป้องกัน ควบคุม รักษา หรือลดความรุนแรงของโรค หรือเพื่อความมั่นคงของประเทศ

ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ มีอำนาจประกาศกำหนดเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้

>> (2) สัดส่วนการส่งออกวัคซีนไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ซึ่งต้องเหมาะสมกับสัดส่วนการใช้วัคซีนภายในประเทศ เมื่อเหตุฉุกเฉินหรือเหตุจำเป็นสิ้นสุดลงแล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศนั้น

ทั้งนี้รัฐมนตรีในพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

และคณะกรรมการ หมายถึงคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน และมีผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนเป็นกรรมการและเลขานุการ

มติของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติวันนี้ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติร่วมกับอธิบดีกรมควบคุมโรค ไปทำการพิจารณาทบทวนเนื้อหาร่างประกาศดังกล่าว โดยให้พิจารณา…

1.) ผลกระทบซึ่งจะเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านและบริษัทแอสตร้า (ประเทศไทย)

2.) ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชน

โดยขอให้เน้นการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตอย่างเต็มที่เป็นลำดับแรก แล้วกลับมารายงานถึงผลการเจรจา รวมทั้งร่างประกาศที่จะพิจารณาต่อไป

หวังว่าบริษัทผู้ผลิตคงจะเข้าใจและพยายามยืดหยุ่นการส่งวัคซีนให้ เช่นเดียวกับกรณีของสหภาพยุโรปและอินเดีย ก็ได้ใช้มาตรการเดียวกันนี้ เพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดของประเทศเอาไว้ให้ได้


ที่มา :

https://www.facebook.com/237959479586026/posts/4017685858280017/

https://www.blockdit.com/posts/60eee08194f99a0c8365034f

อ้างอิง:

https://www.prachachat.net/marketing/news-713812

https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2140230

http://www.nvi.go.th/index.php/files/large/ad4b0a607855cf0


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นราธิวาส - ผบ.พล.ร.15 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ น้องสุดท้องของกองทัพบก รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก ป้องกันโควิค-19

พลตรี ไพศาล หนูสังข์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม พร้อมทั้งสังเกตุการณ์การเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรก ป้องกันโควิค-19 ให้กับน้องสุดท้องของกองทัพบก ทหารใหม่ผลัดที่ 1/2564 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 151 และ หน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 151 ณ ค่ายกัลยานิวัฒนา ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส สำหรับการรับทหารกองประจำการผลัด 1/2564 ที่เข้ามารายงานตัวในหน่วยฝึกทหารใหม่ระหว่าง 1-3 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกายภาพ อาคาร สถานที่ หลักสูตรการเรียนการฝึกมาตรการป้องกันโรคการรักษาพยาบาลที่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 รวมทั้งแผนการฉีดวัคซีนให้กับทหารใหม่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยฝึกทหารใหม่ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้กับทหารใหม่

โดยให้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้ทหารใหม่ก่อนเป็นลำดับแรกเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดการแพร่ระบาดหรือการสูญเสียกำลังพลโดยมอบให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ทบ.พิจารณาวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรจากกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลนำไปฉีดให้กับทหารใหม่อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะทหารใหม่ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเข้าประจำการ รวมถึงการจัดสรรวัคซีนสำหรับฉีดให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกทหารใหม่ตามลำดับเพื่อให้ทหารใหม่และครอบครัวมีความมั่นใจว่ากองทัพบกได้ให้การดูแลด้านการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับทหารกองประจำการอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ พลตรี ไพศาล หนูสังข์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 ได้มอบความห่วงใย ให้กำลังใจ แก่น้อง ๆ ทหารใหม่ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณคณะแพทย์ และพยาบาลจากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร ที่ได้เดินทางมาอำนวยความสะดวกในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิค-19 ให้กับหน่วยฝึกทหารใหม่ภายในที่ตั้งหน่วย โดยในวันนี้ ทั้ง 2 กองพัน มียอดผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งสิ้น 249 นาย ซึ่งน้อง ๆ ทหารใหม่ ต้องผ่านกระบวนการในเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิค-19 ได้แก่ 

1.ตรวจสอบเอกสาร และกรอกข้อมูล 

2.คัดกรองวัด สัญญาณชีพ ประเมินความดันไข้ชีพจรรายการหายใจ

3. เจ้าหน้าที่ ซักประวัติกลุ่มเสี่ยง โรคประจำตัวตามเอกสาร และ ให้ผู้รับการฉีดวัคซีนเซ็นเอกสารยินยอมการขอรับการฉีดวัคซีนให้เรียบร้อย กรณีที่คนไข้มีความเสี่ยงเช่นรับประทานยามีโรคประจำตัวอื่น ๆ จะต้องพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำทุกราย

4. จุดบริการวัคซีน จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดให้บริการ พยาบาลจะสอบถามและตรวจสอบเอกสารอีกครั้งพร้อมกับแจ้งชนิดวัคซีนที่จะฉีดให้กับผู้ป่วย และให้บริการฉีดวัคซีนกับคนไข้

5. จุดสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาทีจะต้องสังเกตอาการทุกรายการสังเกตอาการตั้งแต่ระดับความรู้สึกตัว หากไม่รู้สึกตัวหรือรู้สึกไม่สุขสบายหรือมีความผิดปกติให้คนไข้ เรียกเจ้าหน้าที่ ได้ทันทีจะมีเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน คอยให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่ หากเลย 30 นาทีแล้วสัญญาณชีพปกติดี จึงไป จุดถัดไป และ

6. จุดออกบัตรนัด และ ให้คำแนะนำ จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่แจ้งวันนัดในการฉีดวัคซีนในเข็มถัดไป พร้อมออกบัตรนัด รวมถึงการให้คำแนะนำการปฏิบัติตนหลังกลับบ้านไปแล้ว หากมีอาการผิดปกติได้ประสานโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงของน้อง ๆ ทหารใหม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์ได้ทันที


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

เชียงใหม่ - เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ทำโครงการวิจัยอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญและหายากเพื่อการอนุรักษ์

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ในขณะที่ประเทศกำลังกังวลกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่นอกจากการป้องกันความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว และผู้ปฏิบัติงานทุกคนแล้ว ยังได้มีมาตรการต่าง ๆ ในการดูแลสัตว์ทุกชนิด และยังมีแนวทางในการอนุรักษ์วิจัย เพื่อส่งต่อพันธุกรรมของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป

นายเบญจพล นาคประเสริฐ กรรมการบริหาร ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เปิดเผยว่า เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นหนึ่งในแหล่งที่ดูแล รวบรวมสายพันธุ์ของสัตว์ป่าที่สำคัญและหายากไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ของประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งในระดับนานาชาติได้มีการศึกษาวิจัย เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าเหล่านี้อยู่หลายหน่วยงาน เช่น WAZA (The world zoo and aquarium association) ได้กำหนดหน้าที่ของสมาชิกสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในระดับโลก ให้ตระหนักถึงการรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยให้การสนับสนุนความรู้ด้านการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์เชิงบูรณาการอย่างยั่งยืน ตามรายชื่อในบัญชีแดงของ IUCN (IUCN Red list) หรือ SEAZA (South East Asian Zoo Association) โดยมีเป้าหมายในการจัดการประชากรของสายพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ของภูมิภาคในสวนสัตว์อย่างยั่งยืนเพื่อการอนุรักษ์

และปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสัตว์ป่าหลายชนิดที่มีการลดลงอย่างต่อเนื่องในธรรมชาติ เช่น เสือปลา กวางผา เลียงผา เสือดำ/ เสือดาว หมีหมา หมีควาย กระทิง วัวแดง สุนัขจิ้งจอกสีทอง หมาไน ฯลฯ อันเนื่องมาจากมีการบุกรุกของมนุษย์ เช่น การทำลายธรรมชาติ ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย เป็นต้น จึงทำให้จำนวนของสัตว์ป่าบางชนิดมีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ ซึ่งการลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องของสัตว์ป่านั้นไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศทั่วโลกก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นวิธีการที่จะช่วยอนุรักษ์พันธุ์ของสัตว์เหล่านี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป โดยใช้วิธีที่เรียกว่า “เทคโนโลยีช่วยสืบพันธุ์ในสัตว์ป่าหายาก” (Assisted reproductive technology for endangered species) ซึ่งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จึงได้ร่วมกับภาควิชาศัลยศาสตร์และวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพเชียงใหม่ เลือกทำการวิจัยทางด้านการรีดน้ำเชื้อ การตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ และการทำน้ำเชื้อแช่แข็ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้ทั่วโลก มีความปลอดภัยสูงต่อสัตว์ และสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้คงอยู่ได้อย่างสมดุลในธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินโครงการ “คืนม้าเทวดาสู่ยอดดอย” ที่เป็นโครงการต่อเนื่องในการวิจัยและอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ป่าหายากของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงเวลานี้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด โดยนักท่องเที่ยวจะต้องลงทะเบียนจองการเข้าชมในช่องทางออนไลน์ล่วงหน้า ได้ที่ www.chiangmainightsafari.com


ภาพ/ข่าว  นภาพร / เชียงใหม่

สงขลา - รพ.สนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.อ.เร่งปรับพื้นที่รองรับผู้ป่วยเพิ่มเป็น 563 เตียง และเตรียมรับคนไข้กลุ่มสีเหลือง

โรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เร่งปรับพื้นที่รองรับผู้ป่วยเพิ่มเป็น 563 เตียง และลดเวลาในการนอนโรงพยาบาลสนามจาก 14 วัน เหลือ 10 วัน สำหรับคนไข้กลุ่มสีเขียว และเตรียมพื้นที่รองรับคนไข้กลุ่มสีเหลือง จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ นับเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งเดียวของจังหวัดสงขลาที่มีศักยภาพรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลือง

​นายแพทย์บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาคุณภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัย กำลังดำเนินการขยายโรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จากเดิมพื้นที่ห้องอาหารที่รองรับได้ 60 เตียง และห้องประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ที่รองรับได้ 200 เตียง จะขยายไปยังห้องประชุมคอนเวนชั่น สำหรับรองรับคนไข้ชายจำนวน 132 คน  และคนไข้หญิงจำนวน 176 คน  และจะกันพื้นที่เพื่อรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลืองจำนวน 55 คน นับเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งเดียวของจังหวัดสงขลาที่มีศักยภาพรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลืองได้  และจัดการกรองอากาศเพื่อทำลายเชื้อโรค และฝุ่นละอองด้วย HEPA Filter. ตามมาตรฐานที่ใช้ในโรงพยาบาล  รวมทั้งจะฆ่าเชื้อด้วยพลาสมา อากาศที่ออกจากที่นี่จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับชุมชน เชื้อโรคไม่แพร่กระจาย น้ำเสียก็จะได้รับการบำบัด ก่อนปล่อยออกไปเช่นกัน

​ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลา มีคนไข้โควิด-19 จำนวน 200-300 คน เป็นคนไข้สีเหลือง 15 %  และคนไข้กลุ่มสีแดง 1% ที่เหลือเป็นคนไข้กลุ่มสีเขียว คนไข้กลุ่มสีเขียวคือผู้ที่ติดเชื้อไม่มีอาการ ส่วนคนไข้กลุ่มสีเหลือง คือคนไข้ที่เริ่มมีอาการ คนไข้กลุ่มสีเหลืองและสีแดง จะส่งเข้าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลอื่น ๆ ส่วนคนไข้กลุ่มสีเขียวให้เข้าไปอยู่โรงพยาบาลสนามเป็นเวลา 14 วัน จากนี้ไปจะลดเหลือ 10 วัน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข เห็นชอบ

​คนไข้กลุ่มสีเหลืองที่มีจำนวน 15% หากดูแลไม่ทันท่วงที ก็จะกลายเป็นคนไข้กลุ่มสีแดงที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ที่ต้องใช้ทีมแพทย์โรคติดเชื้อ แพทย์โรคปอด แพทย์เวชบำบัดวิกฤต ต้องมีแพทย์และพยาบาลทีมใหญ่ดูแล นอกจากนี้บุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาคนไข้ที่ติดโควิด ถ้าต้องไปกักตัว ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถรับมือได้ เราจึงจำเป็นต้องเตรียมขยายพื้นที่ให้พร้อมรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลืองที่จำเป็นต้องดูแลใกล้ชิด ต้องเอกซเรย์ปอดถี่ขึ้น และกินยาต้านไวรัส รวมทั้งต้องเตรียมสำหรับคนไข้กลุ่มเขียวที่มีอาการแย่ลง มีอาการหายใจหอบเหนื่อย

​โรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.อ.ที่เริ่มรับผู้ป่วยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564  ขณะนี้มีเตียงกระดาษบางส่วนเริ่มชำรุด ที่อยู่ในโซนห้องอาหารเดิม ต้องเปลี่ยนใหม่

​ในช่วงนี้จะเป็นคนไข้กลุ่มครอบครัว อายุ 30-40 ปี สำหรับคนไข้กลุ่มสีเขียว ที่พักรักษาตัว เมื่อออกจากโรงพยาบาลสนาม เราจะมอบผ้าปูที่นอน ปอกหมอน ของคนไข้ให้นำกลับบ้านไปด้วย คนไข้แต่ละคนจะมีไลน์กับพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อแจ้งสิ่งที่ต้องการ เราติดตั้งเครื่องซักผ้าให้บริการคนไข้ชายและหญิงอย่างละ 1 เครื่อง มีโทรทัศน์ให้ดู พร้อมอินเตอร์เน็ต มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแล 24 ชั่วโมง และเจ้าหน้าที่ทหารมาดูแลรักษาความปลอดภัยภายนอกอาคาร โรงพยาบาลสนาม จะให้ความมั่นใจในความปลอดภัยและให้ความสะดวกสบาย

​“ขอให้ทุกคนฉีดวัคซีนให้มากที่สุด หากติดเชื้อโควิด-19 อาการจะไม่รุนแรง ขณะนี้ที่จังหวัดสงขลา ยังเป็นโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ ขอให้ทุกท่านเดินทางน้อยที่สุด หากไม่จำเป็นไม่ต้องเดินทาง การเดินทางข้ามจังหวัดเป็นสาเหตุของวัคซีนกลายพันธุ์ การดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลสนามคาดว่าต้องดูแลถึงสิ้นปี 2564 เมื่อถึงจุดหนึ่งเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโควิด-19 แบบที่เราอยู่กับไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก”นายแพทย์บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา กล่าว

​คุณดารณี ทองประชุม ผู้อำนวยการศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของศูนย์ประชุม ยินดีให้บริการสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลสนาม จากเดิมที่มีผู้มาใช้บริการศูนย์ประชุมฯเฉพาะช่วงกลางวัน เมื่อปรับเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องปรับเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้เย็นเกินไป โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตก ต้องมีการพักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และไฟฟ้าส่องสว่างให้พอดี เดิมเปิดเครื่องปรับอากาศเวลา 9.00 น.และปิดเครื่องปรับอากาศ 03.00 น. เมื่อขยายโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้น จะปรับเปลี่ยนเวลาเปิดมาเป็นเวลา 6.00 น และปิดเครื่องปรับอากาศ 03.00 น. มีเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการอำนวยการหมุนเวียนมาอำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง เมื่อหมดภารกิจโรงพยาบาลสนาม จะดำเนินการฆ่าเชื้อภายในอาคารศูนย์ประชุมฯพร้อมทั้งระบบปรับอากาศ 1-2 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนเปิดให้บริการ

นราธิวาส - ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ร่วมส่งกำลังใจและมอบหน้ากากอนามัย ชุดเครื่องนอน ให้กับโรงพยาบาลสนามในจังหวัดนราธิวาส

วันที่ (14 ก.ค. 64) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นายจำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล และคณะ เดินทางมามอบหน้ากากผ้า และชุดเครื่องนอน ผ่านทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้กับโรงพยาบาลสนามในจังหวัดนราธิวาส โดยมี นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายปรีชา นวลน้อย ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายแพทย์วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นายแพทย์วิชัย วิเชียรวัฒนชัย ผอ.โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ นายกิตติพนธ์ วุฒิวงศ์ หัวหน้าสำนักงาน ปภ.จังหวัดนราธิวาส และผู้บริหารสาธารณสุข  ร่วมรับมอบในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วย ชุดเครื่องนอน 60 ชุด หน้ากากผ้า 200 ชิ้น

ทางด้านนายจำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจาก หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล / รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกับทางหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มาแจกหน้ากากอนามัย และชุดเครื่องนอนให้กับผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลสนามจังหวัดนราธิวาส ไม่เฉพาะในจังหวัดนราธิวาสเท่านั้น แต่จะรวมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ได้กล่าวให้กำลังใจให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ พี่น้องประชาชน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และดูแลตัวเองตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top