Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

รองโฆษกอัยการเผย ยื่นฟ้อง 11 ผตห.เยาวชนปลดเเอก ผิด 116 ศาลอาญา ส่วนอีก 3 รายที่ไม่มาศาลเเยกฟ้องเตรียมประสาน ตร.ตามภานุมาศ-ทัดเทพ หลังเบี้ยวนัด

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า วันนี้พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง14 ราย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ,ฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินฯเเบะความผิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เเต่วันนี้มีผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางมาตามนัดอัยการ 5 รายประกอบด้วย นายพริษฐ์ ,นายณัฐวุฒิ  ซึ่งอยู่ระหว่างกักตัวโควิด

เเละนายภาณุพงศ์ ติดรายงานตัวรับทราบคำสั่งอัยการที่ จ.ระยอง ส่วน นายภานุมาศ  เเละ นายทัตเทพ ไม่สามารถติดต่อได้จากนี้ก็จะประสานพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามมายื่นฟ้องต่อศาลต่อไป โดยวันนี้ทางพนักงานจะยื่นฟ้อง ผู้ต้องหาจำนวน 11 คนก่อนประกอบด้วยผู้ต้องหาที่มารายงานตัวกับ นายพริษฐ์เเละนายภาณุพงศ์ เนื่องจากตัวอยู่ในอำนาจศาลในคดีอื่น ส่วนอีก3 คนจะเเยกฟ้องในวันอื่นต่อไป

เพจ เยอรมันอินไซต์ - Germany Insights โดย ‘อินทรีล่าสาร’ โพสต์ข้อมูลเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการเจรจาจัดซื้อวัคซีน BioNTech/Pfizer ระหว่างเครือ Healthcare เอกชนไทยกับบริษัท ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ ในรายละเอียดระบุถึงคำตอบจากทางบริษัท BioNTech ด้วย

เพจเฟซบุ๊ก เยอรมันอินไซต์ - Germany Insights โดย ‘อินทรีล่าสาร’ ได้โพสต์ข้อมูลเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการเจรจาจัดซื้อวัคซีน BioNTech/Pfizer ระหว่างเครือ Healthcare เอกชนไทยกับบริษัท ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ ซึ่งในรายละเอียดมีการระบุถึงคำตอบตรงที่ได้รับจากทางบริษัท BioNTech ด้วยว่า...

ตามล่าหาความจริง - มีการเจรจาเรื่องจัดซื้อวัคซีน BioNTech/Pfizer ระหว่างเครือ Healthcare เอกชนไทยกับบริษัท ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ จริงหรือ? แล้วทางบริษัท BioNTech ว่าอย่างไรในเรื่องนี้?

รอบนี้ไม่มีลูกเพจมาถามหรอก มีแต่แอดมินแบบผมเนี่ยสงสัยเอง จากการที่เห็นข่าวที่แชร์กันมาว่า มีเครือ Healthcare ที่ไทย กำลังทำการเจรจากับ “ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย” โดยอ้างว่า เยอรมันกับจีนทำอยู่ >> “จะซื้อ 2 ยี่ห้อคือ ‘BioNTech ของเยอรมัน’ ชนิด mRNA เป็นตัวเดียวกับ ‘ไฟเซอร์’ อีกตัวคือ โนวาแวกซ์ของอเมริกา”

ตอนที่อ่านเนี่ย ก็ทำให้ผมสงสัยเองเป็นอันมาก เพราะผมทราบว่า BioNTech เค้ามีการทำสัญญากับ Pfizer ว่า...

>> BioNTech will hold the regulatory authorization in the U.K., and, if granted, in the U.S., the EU, Canada and other countries. Pfizer will have the commercialization right worldwide with the exception of China, Germany and Turkey.

แปลได้ว่า…

>> BioNTech เป็นเจ้าของการอนุมัติวัคซีนในประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับอนุญาตในสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, แคนาดา และประเทศอื่น ๆ

>> ส่วนบริษัทไฟเซอร์จะมีสิทธิ์ในเชิงพาณิชย์ทั่วโลก ยกเว้น 3 ประเทศ คือ จีน, เยอรมนี และตุรกี ซึ่งจากข่าวของเยอรมันเองนั้นเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า BioNTech ได้สงวนลิขสิทธิ์ทางการตลาดไว้เองสำหรับประเทศเยอรมนี และประเทศตุรกี ส่วนจีนนั้น BioNTech ได้ร่วมมือกับบริษัทจีน Fosun Pharma ที่พึ่งจะขายวัคซีนให้กับ 2 บริษัทไต้หวัน เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลไต้หวันต่อไป

>> Link ซึ่งนี่เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ Pfizer และ Biontech เอง

https://www.pfizer.com/news/press-release/press-release-detail/pfizer-and-biontech-receive-authorization-european-union

https://investors.biontech.de/news-releases/news-release-details/pfizer-and-biontech-receive-authorization-european-union-covid/

>> Link ส่วนนี่เป็นการร่วมมือกับ Fosun Pharma :

https://investors.biontech.de/news-releases/news-release-details/biontech-and-fosun-pharma-form-covid-19-vaccine-strategic/

สรุปง่าย ๆ ก็คือ แบ่งการรับผิดชอบการขายวัคซีนกันรอบโลกดังนี้...

BioNTech - เยอรมนี, ตุรกี

Fosun Pharma - จีน (ซึ่งสำหรับจีน รวมฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวันเข้าไปด้วย)

Pfizer - ทุกประเทศนอกเหนือจาก 3 ประเทศบนที่ว่ามา

และผมก็แวะไปดูของเว็บไซต์ BioNTech มาอีก สาขาที่จะเปิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ ยังอยู่ในระยะวางแผนอยู่เลยนะครับ ยังไม่ได้เปิดเลย แถม BioNTech เขียนในเว็บเองด้วยว่า วางแผนจะเริ่มเปิดออฟฟิศในปี 2021 และค่อยเริ่มสร้างโรงงานผลิตในปีเดียวกัน และขึ้นอยู่กับขั้นตอนการอนุมัติของทางการ และโรงงานจะเปิดตัวได้เร็วสุดในปี 2023 ตามนี้เลย...

????????????????????????????ℎ ???????????????????? ???????? ???????????????? ???????????? ???????????????????????????????????? ???????????????????????? ???????????? ???????????????????????????????? ???????????????????????????????????????????????? ???????? ????ℎ???? ???????????????????????????????????????????????????? ???????????????????????????????? ???????? 2021, ???????????????????????????? ???????? ???????????????????????????????? ????????????????????????????????. ????ℎ???? ???????????????????????????? ???????????????????????????????????????????? ????ℎ???????? ????ℎ???? ???????????????? ???????????????????? ???????? ???????????????????????????????????????????? ???????? ???????????????????? ???????? 2023 ???????????? ???????????????? ???????????????????????? ???????? ???????? 80 ???????????????? ???????? ????????????????????????????????????.

>> Link ประกาศข่าวเป็นทางการในเรื่องนี้ของ BioNTech:

https://investors.biontech.de/news-releases/news-release-details/biontech-establish-regional-headquarters-south-east-asia-and/

***เพิ่มเติมอีกว่า ในเว็บทางการของ BioNTech ที่บอกถึงสาขาบริษัทต่าง ๆ ในโลก ไม่มี ‘BioNTech Southeast Asia’ นะครับ สาขา BioNTech ที่อยู่นอกยุโรปมี 2 แห่ง คือ ใน Cambridge และ San Diego เข้าไปดูได้ที่เว็บทางการของบริษัทได้เช่นเคย >> https://biontech.de/our-dna/locations

แต่ผมก็ยังคิดว่า เอาน่ะ!! มันอาจจะมีการตกลงใหม่แบบที่เราไม่รู้ก็เป็นได้ (ถึงจะเป็นไปได้น้อยมาก เพราะ BioNTech เป็นบริษัทเยอรมัน ข่าวจาก BioNTech ก็ออกจาก HQ ที่อยู่ในเมือง Mainz และแน่นอนว่า ออกสื่อเยอรมันก่อนสื่อรอบโลกเสมอ) ผมก็เลยลองทดลองอะไรบางอย่างดู….

>> ผมเมล์หาบริษัท BioNTech ด้วยตัวเอง ซึ่งเนื้อหาที่ผมเขียนไปโดยสรุปก็คือ...

“ผมทำเพจเฟซบุ๊กให้ข้อมูลคนไทย และอยากจะเช็กข่าวว่า ‘จริง’ หรือ ‘Fake news’ ที่ตอนนี้มีข่าวที่ไทยออกเต็มไปหมดว่า มีเครือ Healthcare กำลังเจรจากับ ‘ BioNTech Southeast Asia’ โดยอ้างว่า อาจจะสามารถได้รับวัคซีนล็อตแรกภายในเดือนนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่? และอ้างไปอีกว่า เท่าที่ผมทราบทาง Pfizer ได้มีการทำสัญญากับรัฐบาลไทยไปแล้ว และวัคซีนล็อตแรกควรจะถูกนำส่งภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงผมก็ก๊อปจากในแผนกข่าวของ BioNTech ด้านบนไปนั่นแหละ แล้วจึงต่อไปว่า ผมเองก็คิดว่า Pfizer เป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์ในการขายวัคซีนในทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นเยอรมนี, จีน และตุรกี อยากจะไขข้อสงสัยนี้เป็นอันมาก ขอความกรุณาบริษัทช่วยไขข้อข้องใจผมหน่อย เนื่องจากตอนนี้ประเทศไทย Fake News สะพัดมาก ๆ ผมจึงอยากจะขอยืนยันข้อมูลหน่อย”

โดยตอนที่ผมส่งเมล์ไป ผมไม่ได้คาดคิดว่าจะได้คำตอบกลับมาหรอกครับ ก็คิดว่าเสี่ยงดวงเล่น ๆ ดู ไม่มีอะไรเสียหาย มากสุดก็แค่ไม่ได้คำตอบ...ปรากฏว่า ไม่ถึง 2 ชั่วโมง BioNTech ตอบครับ และเป็นการตอบที่ชาญฉลาดเป็นอันมาก โดยตอบผมมาว่า...

“เรียน คุณ xx

ขอบคุณสำหรับคำถามของคุณเกี่ยวกับภูมิภาคประเทศไทย

BioNTech ไม่สามารถช่วยคุณตามคำขอของคุณได้

ประเทศที่คุณเรียกร้องขอข้อมูลถึงนั้นให้บริการโดย Pfizer, Inc. ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา

เราขอแนะนำให้คุณติดต่อสำนักงานของ Pfizer, Inc. ในประเทศของคุณหรือโทรติดต่อสำนักงานใหญ่ของ Pfizer Global ในนิวยอร์กซิตี้ที่ +1 (212) 733-2323

สามารถดูข้อมูลการติดต่อได้ที่: Pfizer.com/contact

นอกจากนี้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเป็นประจำที่ www.biontech.de เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด

We wish you all the best! (ไม่รู้จะแปลให้ยังไง)

หากคุณมีคำถามใด ๆ โปรดติดต่อ [email protected] พร้อมหมายเลขตั๋ว # xxxxxx

ด้วยความนับถือ,

ทีมงาน BioNTech ของคุณ”

อ่านแวบแรกเหมือนจะไม่ให้คำตอบ อ่านต่อไปก็ชัดเจนว่า >> “คำตอบชัดเจนกว่านี้ไม่มีแล้ว” เพราะ BioNTech เค้าก็ยืนยันที่ผมถามนั่นแหละว่า วัคซีน Comirnaty ของบริษัท BioNTech / Pfizer สำหรับประเทศไทยนั้น เฉพาะบริษัท Pfizer, Inc. เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการขาย ซึ่งรัฐบาลไทยก็ทำสัญญาไปแล้วไม่ใช่หรือเท่าที่ผมทราบ

ด้วยเหตุนี้รบกวนลูกเพจที่ไทยและสื่อไทยที่ตามเพจช่วยไปหาคำตอบแทนหน่อยนะครับว่า

ใครคือ ‘BioNTech Southeast Asia’ ที่ว่ามาเอ่ย? ในเมื่อ BioNTech ใน South East Asia จะยังไม่เปิดทำการ โรงงานก็ยังไม่เสร็จ จนกว่าจะปี 2023 ที่สิงคโปร์ ในเว็บทางการของ BioNTech ก็ไม่มีบริษัทนี้

วัคซีนที่ว่าของ mRNA จาก BioNTech คือของใคร? ที่บอกเจรจาตั้งแต่ตุลาคมนี่กับบริษัทไหน เพราะไม่ใช่ BioNTech แน่ ๆ ล่ะ?

และต่อให้บอกว่า ร่วมมืออะไรกับจีนนั่น ก็จะบอกว่า บริษัทจีน ชื่อ Fosun Pharma บริษัทนี้ก็มีสิทธิ์ขายเพียงแค่ในขอบเขตแถวจีนเท่านั้น แล้ววัคซีนที่ว่าจะมาในเดือนนี้ให้ไทย งั้นจะมาจากไหนครับ?

>> ก๊อป Quote มาตรง ๆ เลย (บทสัมภาษณ์)

--“วัคซีนทางเลือกที่ผมเป็นกรรมการ จริง ๆ เราติดต่อทั้ง ‘โมเดอร์นา’ และ ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ ซึ่งเยอรมันกับจีน เขาทำอยู่

เตรียมนำเข้าวัคซีนอีก 2 ยี่ห้อ!!

ต่อมา พิธีกร ได้สอบถามว่า อยากให้ช่วยขยายความการซื้อวัคซีน ที่จะทำคล้าย ๆ กับ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำเข้าซิโนฟาร์มนั้น นพ.บุญ กล่าวว่า จะซื้อ 2 ยี่ห้อ คือ ไบออนเทค ของเยอรมัน ชนิด mRNA เป็นตัวเดียวกับไฟเซอร์ อีกตัวคือ โนวาแวกซ์ของอเมริกา แต่ยังไม่ผ่าน FDA ในอเมริกา แต่ตอนนั้นเราจดซิโนแวค โดยยังไม่มีใครรับรองเลย ก็คิดว่าน่าจะทำได้” (ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/news_2824988)

เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่บอกผมว่า นายแพทย์ผู้พูดอาจจะเข้าใจผิด ขอให้เข้าไปอ่านดูที่สัมภาษณ์กับทางหนังสือพิมพ์มติชนครับ เอ่ยเองชัดเจนว่า “เป็นตัวเดียวกับไฟเซอร์” เพราะฉะนั้นก็ไม่เข้าใจผิดสิครับ ก็แสดงว่า รู้ว่า ทั้ง 2 บริษัท ไม่ใช่บริษัทเดียวกัน แต่เป็นวัคซีนตัวเดียวกัน จริงหรือไม่?

อีกอย่างที่ผมติดต่อถามไปที่ BioNTech ส่วนตัวผมก็มองว่า สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ? ในเมื่อเอาชื่อ BioNTech เค้ามาอ้างอิงโดยที่บริษัทไม่ทราบ ซึ่งคำตอบที่ BioNTech ตอบผมกลับมาก็เขียนชัดเจน ผมเลยไม่เห็นความจำเป็นจะต้องติดต่อถามยืนยันกับทาง Pfizer อีกครั้งครับ ในเมื่อทาง Pfizer ไม่ได้ถูกยกมาอ้างอิงถึงว่ามีการติดต่อแต่อย่างใด

ผมไม่ใช่สื่อไทยนะ ผมเป็นแค่ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในเยอรมนี หน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อมูลก่อนจะลงข่าว คือ หน้าที่ของสื่อครับ ไม่ว่าจะประเทศใด เพราะฉะนั้นอย่าขอให้ผมต้องไปติดต่อถาม Pfizer อีกรอบเลย เชิญสื่อไทยจัดการกันต่อเองตามสมควรครับ ผมชี้แจงในส่วนบริษัทในประเทศผม ก็เพราะผมไม่อยากให้ BioNTech เค้าต้องด่างพร้อยโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรครับ

ปล. : ต้องขออภัยในความอยากรู้อยากเห็นของผมด้วย ไม่ได้อยากจะดราม่าแต่อย่างใด แต่ไม่อยากให้คนไทยต้องมานั่งหวังลม ๆ แล้ง ๆ แล้วอกหักกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ข้อมูลก็อยากจะให้ได้ข้อมูลจริงที่มันถูก ๆ กัน Fake News ปลิวว่อนเหลือเกิน

อีกอย่างผมในฐานะประชาชนเยอรมัน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด หากวันนึงไม่ได้วัคซีนกันที่ไทย แล้วกลับกลายเป็นคนไทยจะมาด่าบริษัท BioNTech เอาได้ เพราะชัด ๆ ว่า บริษัทเจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องเลยแต่อย่างใด ตามอีเมล์ที่ตอบผมลงรูปมานั่นแหละเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

ส่วนเมล์ผมที่เขียนไปหา BioNTech เพื่อความโปร่งใส ผมก็ได้ก๊อปมาลงให้ในคอมเมนท์แล้ว ส่วนรูปที่ผมแนบเป็นรูปจากอีเมล์ส่วนตัวผมนะครับ ซึ่งผมไปใส่ลายน้ำมา แล้วก็ใส่โลโก้ ใส่ชื่อผมอีกรอบ และลงอีกที สรุปแล้ว ก็คือ ลิขสิทธิ์ส่วนตัวของผม ใครที่อยากจะเอารูปผมไปใช้ ขอให้ติดต่อมาขอผมก่อน ขอความกรุณาอย่าขโมยรูปผมไปใช้โดยไม่ได้รับคำอนุญาตจากผม ขอบคุณครับ >> (Link ภาพ : https://www.facebook.com/GermanyInsights)


ที่มา : https://www.facebook.com/GermanyInsights


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมาชิกวุฒิสภา ประธานกรรมาธิการการแรงงานวุฒิสภามอบอุปกรณ์ป้องกันไวรัส Covid 19 ให้ รพ.ตร.

วันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค. 64​ เวลา 09.00 น. ณ มูลนิธิ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานวุฒิสภา ในนามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) มูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และครอบครัวแสงสิงแก้ว ได้มอบอุปกรณ์ป้องกันไวรัส Covid 19 ให้ รพ.ตร.เพื่อแจกจ่ายให้กับอดีตข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประกอบด้วย

หน้ากากอนามัย จำนวน 100,000 ชิ้น และแอลกอฮอล์เจล จำนวน 1,000 ขวด มูลค่ากว่า 300,000 บาท (สามแสนบาท) ที่มูลนิธิ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว โดยมี พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร., พล.ต.ต.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ รองนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นผู้แทนรับมอบเพื่อแจกจ่ายตามวัตถุประสงค์ต่อไป

กสม.แนะ รัฐบาลคุ้มครองสิทธิปชช.ในสถานการณ์โควิด-19 เน้นจัดสรรวัคซีนอย่างโปร่งใสให้ผู้ป่วยหนัก-บุคลากรทางการแพทย์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ตามที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้มีความรุนแรงและขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุข การดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไป นั้น กสม. รับทราบถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลผ่านมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคและมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดยังมีแนวโน้มขยายวงกว้างและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กสม. มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงขอเสนอแนะต่อรัฐบาลในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของประชาชน ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนด้วยการเร่งกระจายการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนให้มากและเร็วที่สุด

2. การจัดสรรและจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนควรทำโดยกระบวนการที่โปร่งใสตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยหนักและเสียชีวิต บุคลากรด่านหน้าด้านสาธารณสุข รวมถึงกลุ่มเปราะบางทั้งหลาย เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ คนไร้บ้าน คนไร้รัฐ และแรงงานนอกระบบ 3. ให้ปรับแผนการจัดหาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ของโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเตรียมความพร้อมแผนการจัดสรรวัคซีนสำหรับการฉีดกระตุ้น (booster dose) ด้วย

4. จัดบริการตรวจเชิงรุกให้ครอบคลุมและทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มประชากรในพื้นที่เสี่ยง อาทิ ชุมชนแออัดใน กทม. และเขตปริมณฑล  และ 5.ให้ติดตามว่าประชาชนที่เดือดร้อนจากมาตรการควบคุมโรคได้รับการเยียวยาจากรัฐอย่างทั่วถึงหรือไม่ โดยอาจพิจารณากำหนดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย และเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ กสม. ตระหนักดีถึงความท้าทายในการบริหารจัดการเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 และขอให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ รวมทั้งขอให้กำลังใจประชาชนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้ายและยากลำบากในครั้งนี้

“ประวิตร”เร่งออกโฉนดที่ดิน จชต.-แก้ภาวะโภชนาการเด็ก ฟื้นคุณภาพชีวิตปชช. มอบ มท-ศธ.-สธ. ดำเนินการ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้(กพต.) ผ่านระบบผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 

โดยที่ประชุมเห็นชอบโครงการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.)ปี 2565-2570พื้นที่จ.ปัตตานีจ.ยะลา จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของจ.สงขลา เพื่อให้ประชาชนได้รับเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน ตามนโยบายของรัฐบาล และเห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาสุขภาวะและภาวะโภชนาการต่ำของเด็กเล็กในพื้นที่ จชต. ปี 2565-2568และสนับสนุนการเสริมทักษะการสื่อสารภาษาไทย ควบคู่กับภาษาอื่นของเด็กเล็ก โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ

นอกจากนั้นรับทราบความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยในพื้นที่จชต.กลับจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)และกระทรวงแรงงาน จัดอบรมให้ความรู้ ฝึกทักษะแนะแนวอาชีพ ะช่วยเหลือให้มีงานทำแล้วมากกว่า 8,000 คน จากเป้าหมาย 10,000 คน ภายในเดือนก.ย.64 และรับทราบการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อ.จะนะ จ.สงขลา รวมทั้งการเร่งช่วยเหลือชาวประมงตามข้อเสนอ ของสมาคมการประมง จ.ปัตตานี ตามโครงการนำเรือออกนอกระบบฯ รองรับมาตรการ IUU Fishing สามารถดำเนินการช่วยเหลือเรือประมงกลุ่มแรก ได้ 101 ลำ และจะดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ ต่อไป

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ให้ศอ.บต. และทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาเป็นแนวทางที่สำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด และนำไปสู่การปฏิบัติ ให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจ และนำมาซึ่งสันติสุขในพื้นที่ จชต.อย่างยั่งยืน พร้อมกำชับ ศอ.บต. ต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดผลกระทบ จากโควิด-19 ในขณะนี้ อย่างเร่งด่วน

ตำรวจสืบสวนแม่จันร่วมกันสกัดจับ 2 ชาวเขา ลำเลียงยาบ้า 100,000 เม็ด จากชายแดนเตรียมส่งให้ในพื้นที่อำเภอแม่จันได้สารภาพพ้นโทษมา 1 เดือน อยู่ในระหว่างคุมประพฤติและสวมกำไล EM ที่ข้อเท้า

เวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 14 ก.ค.64. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.แม่จัน เชียงราย ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.ทรรศ์ธนสรณ์ จุฑารัตน์ ผกก.สภ.แม่จัน พ.ต.ท.พันชาติ สมตัว รอง ผกก.สส.สภ.แม่จัน นำโดย พ.ต.ต.อนุชาติ วงศ์ปัญญา สว สส.สภ.แม่จัน ร.ต.อ.ผดุง ท้ายเรือนคำ พร้อมกำลังชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันทำการจับกุม นายอาลอง คะหล่า อายุ 34 ปี ชาว ม.6 ต.แม่ไร่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และนายอาเหอะ คะหล่า อายุ 42 ปี ชาว ม.6 ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวนประมาณ 100,000 เม็ด ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีชมพู อีกชั้นห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำและห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง 

ด้วยการจับกุมในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่สืบสวน สภ. แม่จัน สืบทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากชายแดนพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงเพื่อมาส่งมอบให้พื้นที่อำเภอแม่จันทางเจ้าหน้าที่จึงได้ออกติดตามหาข่าวจนกระทั่งพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ สี แดง-ขาว ทะเบียน คตจ 984 เชียงราย มี นายอาลอง คะหล่า ขับขี่มา ที่บริเวณพื้นที่ ถนนซอยข้างโรงงานดอยคำ บ.ป่าห้า ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบพบว่าที่ข้อเท้าซ้ายของนายอาลอง มีกำไร อีเอ็ม สวมอยู่ จึงได้ทำการขอตรวจสอบอย่างละเอียด ระหว่างนั้นได้มี รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ สี น้ำเงิน ทะเบียน 1กล 4593 เชียงราย ที่นายอาเหอะ คะหล่า ขับขี่มา เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กำลังตรวจค้นนายอาลอง ก็แสดงท่าทางมีพิรุธเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวไว้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบยาบ้า ซุกซ่อนอยู่ ภายในถุงพลาสติกใส อยู่ในรถจักรยานยนต์ของนายอาลอง เมื่อเปิดออกพบว่าภายในมียาบ้าของกลางจำนวนประมาณ 100,000 เม็ด 

จากการสอบสวนทราบว่าทั้งสองคนได้ นายอาลอง ให้การว่าได้พึ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาได้ประมาณ 1 เดือนและอยู่ในช่วงคุมประพฤติจึงได้สวมกำไลอีเอ็ม ไว้ที่ข้อเท้า แต่ก็มารับจ้างขนยาบ้าโดยให้การรับสารภาพว่าได้นำยาบ้าดังกล่าวมาจากพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงรายเพื่อมาส่งมอบในพื้นที่อำเภอแม่จันแต่ว่าจะมีคนโทรมาอีกครั้งว่าจะให้นำไปส่งที่ใด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหา "มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” ก่อนจะนำส่งร้อยเวรสอบสวน สภ.แม่จัน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  ณัฐวัตร ลาพิงค์

สื่อนอกรายงานข่าวการไขว้วัคซีนของไทย ทางด้านแอตร้าฯ เผย นโยบายวัคซีนเป็นเรื่องที่แต่ละชาติตัดสินใจเอง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สื่อมวลชนสหรัฐฯ และรอยเตอร์รายงานข่าว กรณีที่นักไวรัสวิทยาและที่ปรึกษาของรัฐบาลไทย เมื่อวันอังคาร (13 ก.ค.) รับรองแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับยี่ห้อระหว่างแอสตร้าเซนเนก้ากับซิโนแวค ท่ามกลางความกังวลของประชาชนบางส่วนต่อการใช้ยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบในวงกว้าง

โดยรายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเผยแพร่การวิจัยอย่างเจาะจงเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไขว้ 2 ชนิด แต่มีประเทศต่าง ๆ มากขึ้นที่กำลังพิจารณาแนวทาง mix-and-match (ฉีดวัคซีนสลับชนิด) เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันที่ดีขึ้นจากตัวกลายพันธุ์ต่าง ๆ ที่แพร่เชื้อได้ง่าย ล่าสุด ได้แก่เวียดนาม

ซีเอ็นเอ็นรายงาน นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยชาญด้านไวรัสวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีประชาชน 1,200 คน ในไทยที่ได้รับวัคซีนสลับยี่ห้อ ซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า ในคำสั่งแพทย์ที่ต่างกันออกไป ส่วนใหญ่สืบเนื่องจากอาการแพ้หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนวัคซีนเข็มที่ 2

"ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ว่ามันมีความปลอดภัยสำหรับการใช้จริง" ซีเอ็นเอ็นอ้างคำแถลงของนายแพทย์ยง

นายแพทย์ยง ระบุว่า ผลเบื้องต้นจากการติดตามผู้ได้รับวัคซีนมากกว่า 40 คน พบว่าการฉีดวัคซีนเชื้อตายซิโนแวค ตามด้วยวัคซีนไวรัสเวคเตอร์ของแอสตร้าเซนเนก้า สร้างแอนติบอดีแก่ผู้รับวัคซีนแบบเดียวกับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ไทยแถลงในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ว่าจะรับรองฉีดวัคซีนโควิดสลับ 2 ยี่ห้อ แต่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ระบุว่ามันเป็นแนวทางที่เสี่ยง "คนไทยไม่ใช่หนูทดลอง" นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าว

ในจังหวัดนนทบุรี ที่อยู่ติดกับกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเขียนบนเฟซบุ๊กเสนอฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้าแก่ประชาชน 20,000 คน แต่มันเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากวก่า 700 ความเห็น จนกระทั่งต้องชะลอแผนดังกล่าวไป

รอยเตอร์อีกหนึ่งสื่อมวชนชื่อดัง ได้ติดต่อสอบถามไปยังซิโนแวคในวันจันทร์ (12 ก.ค.) เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนของไทย แต่ทางซิโนแวคยังไม่ได้ให้คำตอบ ส่วนแอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่า นโยบายวัคซีนเป็นเรื่องที่แต่ละชาติตัดสินใจเอง ตามรายงานของซีเอ็นเอ็น

รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุด้วยว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของไทยเปิดเผยในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ว่าบุคลากรด้านสาธารณสุขจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นของแอสตร้าเซนเนก้าหรือไม่ก็ไฟเซอร์ หลังจากบุคลากรทางการแพทย์ 618 คน จากทั้งหมดกว่า 677,000 รายที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว มีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 618 รายนั้น มีเพียง 2 คนที่อาการสาหัส ในนั้น 1 รายเสียชีวิต


(ที่มา : ซีเอ็นเอ็น)

https://mgronline.com/around/detail/9640000068849


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ปิยะรัฐย์” ชี้หาก “บิ๊กตู่” ยังอยู่เชื่อประเทศไทยล่มสลายแน่ เผยโรงพยาบาลเชียงรายไม่รับตรวจหาเชื้อเหตุไม่เหลือเตียงรักษาแล้ว

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดในพื้นที่เชียงรายรุนแรงมาก ทั้งนี้หากมีการตรวจเชิงรุกเชื่อว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะหลังมาตรการปิดแคมป์ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พบว่าแรงานจำนวนมาก ไหลกลับพื้นที่ทั้งแรงงานคนไทยและแรงงานต่างด้าว เพราะเชียงรายเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจากมาตการดังกล่าวจึงเป็นการปล่อยให้ผู้ติดเชื้อนำเชื้อไปแพร่ในพื้นที่ ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวด้วยว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถตรวจหาเชื้อได้เพราะโรงพยาบาลไม่รับตรวจหาเชื้อ เนื่องจากไม่มีเตียงรักษา ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลสนามก็เต็มไปด้วยผู้ป่วย ดังนั้นหากตรวจเชื้อพบจำเป็นต้องรักษาเป็นไปตามประกาศของรัฐบาล จึงเลือกไม่ตรวจดีกว่า

“พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศแบบไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนไดรับผลประทบในทุกพื้นที่ ทำให้ทุกพื้นที่ของประเทศแปรสภาพจากวิกฤตสู่หายนะ ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ เศรษฐกิจพังทั้งการค้าขายและการท่องเที่ยวเป็นทรุดจนยากจะกู้คืนได้ นอกจากนี้ยังทำลายระบบธารณสุขไทย จากอันดับ 6 ของโลกจนอับดับลดลงไปเรื่อยๆ และหากขืนอยู่ในตำแหน่งต่อไปคงทำลายประเทศอย่างย่าอยยับที่สุด” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว

สุโขทัย - ติดโบว์ประกวดภาพถ่าย "สุโขทัยเมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and folk art)" ภาพสวยในแดนรุ่งอรุณแห่งความสุข

วันนี้ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย นางศศิธร  สุดเจริญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายกสมาคมสื่อฯ ช่างภาพอาวุโส ประธานชมรมช่างภาพฯ ตัวแทนหน่วยงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาคัดเลือกภาพเพื่อตัดสินภาพที่จะได้รับรางวัลในกิจกรรมการประกวดภาพถ่าย "สุโขทัยเมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and folk art)" ภายใตัโครงการพัฒนาจังหวัดสุโขทัยมุ่งสู่จังหวัดนวัตกรรมและสร้างสรรค์ (Creative City)

และจะมีการจัดแสดงภาพถ่ายที่รับรางวัลและภาพที่ได้รับความสนใจ มีจุดเด่น ให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่ชื่นชมได้ชมความสวยของภาพถ่าย ณ จุดแสดงภาพถ่าย ตามกำหนดวันและเวลาให้ทราบอีกครั้งในจังหวัดสุโขทัย

โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้ส่งภาพเข้าประกวดจำนวน 26 คน จากช่างภาพมืออาชีพและสมัครเล่น และผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพในจังหวัดสุโขทัย และจากต่างจังหวัดทั้งจังหวัดสุรินทร์ ,กาฬสินธุ์ ,อุดรธานี ,ชัยภูมิ ,เชียงใหม่ ,นนทบุรี ,พิจิตร ,พิษณุโลก ,กรุงเทพ มีอายุระหว่าง ได้รับความสนใจจากหลายวัย ตั้งแต่อายุ 19 ปี ในระดับเยาวชนถือว่ากิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น รวมถึงวัยเกษียณในวัย 63 ปี ผู้ส่งภาพประกวดมีทั้งชายและหญิง ประกอบอาชีพ ช่างภาพอิสระ ข้าราชการ แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ ครู มัคคุเทศก์ ค้าขาย พนักงานบริษัท รับจ้างและนักเรียนนักศึกษา มีจำนวนภาพที่ส่งถึงสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัยเพื่อคัดและทำการประกวดทั้งสิ้น 151 ภาพ

ผลการประกวดมีดังนี้

   1. รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 20,000.- บาท พร้อมโล่รางวัล

     ชื่อภาพ เส้นสายลายศิลป์ ของ นายเสกสรร เสาวรส

  2. รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 15,000.- บาท พร้อมโล่รางวัล

     ชื่อภาพ ปั้นเครื่องสังคโลกภูมิปัญญาที่ล้ำค่า ของดีศรีสัชนาลัย ของ นางสาวจิรา ชุมศรี

 3. รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 10,000.- บาท พร้อมโล่รางวัล

     ชื่อภาพ อวดลวดลายผ้าตีนจก ของ  นายทศพร สหกูล

 4. รางวัลชมเชย พร้อมเกียรติบัตร จำนวน 3 รางวัลๆ ละ 3,000.- บาท

     ชื่อภาพ จำตาสอนไว้ นกคุ้มสุโขทัย คุ้มภัยลูกหลานร่มเย็น ของ นายนครินทร์ เขื่อนเพชร

     ชื่อภาพ เรือนไทยจำลอง(ใหญ่)  ของ นายชนินทร์ แซ่ฟุ้ง

     ชื่อภาพ รักษาศิลปะวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ ของ นายณภัทร ศรีนามฉ่ำ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย 055612286


ภาพ/ข่าว  สุริยา ด้วงมา จ.สุโขทัย

“มงคลกิตติ์” เดินหน้าเอาผิด รมต.-ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ฐานกำจัดสารสไตรีนโรงงานหมิงตี้ ผิดกฎหมาย ชี้บริษัทกำจัดสารไม่ผ่าน EHIA

ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ แถลงว่า ผ่านมา 21 วันแล้วจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ซ.กิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งตนได้รับทราบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมว่า จะนำสารสไตรีนโมเนอร์เมอร์ ไปกำจัดโดยมีบริษัทอัคคี ปราการ นิคมอุตสาหกรรมที่บางปู เป็นผู้ดำเนินงาน ซึ่งบริษัทยังไม่ผ่าน EHIA เท่ากับยังไม่ได้รับอนุญาต และยังไม่มีอำนาจในการขนย้าย ต้องทำแผนในการดำเนินการเสนอ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ก่อน และการดำเนินงานของบริษัทอัคคี ปราการ สามารถกำจัดสารได้ 8 อย่าง ซึ่งไม่มีสารสไตรีนฯ ฉะนั้นการดำเนินการของกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรมถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และตามขั้นตอนจะต้องแจ้งกรมโรงงานว่ามีสารเคมีหรือกากประเภทใดที่ต้องเอาไปกำจัด และเมื่อจะเอากากออกจากโรงงานผู้ก่อเหตุจะต้องลงรายละเอียดในระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมกับสำนักกากกรมโรงงานว่าจะเอากากออกอย่างไร และกรมโรงงานจะต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่และดูว่าบริษัทมีความสามารถกำจัดและได้รับอนุญาตหรือไม่ และต้องเป็นบริษัทที่จดทำเบียนกับกรมโรงงาน ดังนั้นการที่นำสารดังกล่าวไปกำจัดที่บริษัทอัคคี ปราการ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะมีการประกาศเมื่อปี 2562 เกี่ยวกับการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ดังนั้นการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวก่อนที่จะเผาสไตรีนครั้งนี้ จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผ่าน EHIA แต่ครั้งนี้ยังไม่ได้ทำ
         
นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากทราบว่าทั้งรมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงาน จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายและที่ผ่านมาตนได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กับรองปลัดที่กำกับอุตสาหกรรมจ.สมุทรปราการ รวมทั้งอธิบดีกรมโรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต้องดำเนินคดีในเรื่องของการกำจัดสไตรีนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ตนตรวจสอบถือว่าผิดกฎหมายและกฎหมายไม่ได้ละเว้นหรืองดเว้นให้ดำเนินการได้ ฉะนั้นการกำจัดสารสไตรีนสามารถดำเนินการได้โดยการเผา ฝังกลบ แต่เรื่องการเผาของ บริษัทอัคคี ปราการยังไม่ผ่าน EHIA ซึ่งเป็นเหมือนการนำสารสไตรีนจากอีกที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งสารเหล่านี้มีผลกระทบต่อเลือด หัวใจและลมหายใจของประชาชนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่บริษัทอัคคี ปราการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป และขอเตือนไปยังรมว.อุตสาหกรรมว่าควรทำอะไรให้ถูกต้อง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top