Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

พท.ถามสูตรวัคซีนใหม่ หากผิดพลาดใครรับผิดชอบ ย้ำ ปชช.ไม่ใช่หนูทดลอง จี้รัฐควรเร่งแจก Rapid test

น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่รัฐมีแนวคิดฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับชนิดเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค เข็มที่ 2 เป็นแอสตราเซเนกาว่า หากรัฐตัดสินใจใช้วิธีการนี้ ถ้ามีผลข้างเคียงเกิดขึ้นกับประชาชนรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร  เพราะประชาชนไม่ใช่หนูทดลองของพวกท่าน หากรัฐปรับการฉีดตามวิธีการนี้ เท่ากับว่ารัฐบาลยอมรับว่า วัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะป้องกันเชื้อโควิด -19 ได้ แต่รัฐบาลไม่ระงับการสั่งซื้อ กลับเพิ่มจำนวนวัคซีนดังกล่าวทำให้ประเทศต้องสูญเงินไปอีกกว่า 6 พันล้านบาท ส่วนกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้ประชาชนใช้ชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง( Rapid Antigen Test ) ถือเป็นข่าวดีบนข่าวร้ายของประชาชนที่จะสามารถเข้าถึงชุดตรวจได้ แต่ปัจจุบันราคาขายปลีกชุดตรวจดังกล่าวในท้องตลาดสูงมากเกือบชุดละ 500 บาท ประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยากซึ่งไม่มีเงินแม้จะประทังชีวิตคงไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงอยากให้ ศบค. นำงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ในส่วนของการใช้จ่ายเพื่ออุปกรณ์การแพทย์ มาจัดซื้อชุดตรวจโควิดด้วยตนเองและส่งให้ประชาชนถึงบ้าน โดยใช้ระบบการส่งไปรษณีย์ของไทยที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงรับเชื้อจากการต่อคิว เพื่อเข้ารับการตรวจเชื้อตามภาพที่ปรากฏในสื่ออย่างที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้

น.ส.อรุณี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้หากรัฐจะอนุญาตให้เอกชนขาย Rapid antigen test ในเชิงพาณิชย์  กระทรวงพาณิชย์ควรใช้กลไกของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ออกประกาศกำหนดเพดานราคาจำหน่ายชุดตรวจเชื้อด้วยตัวเองอย่างเร่งด่วนและให้มีผลทันที หรือลดภาษีการนำเข้าชุดตรวจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่ายได้ในราคาที่เป็นธรรม เอื้อต่อการตรวจหาเชื้อที่ครอบคลุมมากที่สุด โดยอย่าปล่อยให้มีใครฉกฉวยโอกาสนี้หากินบนความเดือดร้อน บนความเป็นความตายของพี่น้องประชาชน อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นในยุคพล.อ.ประยุทธ์ วัคซีนถูกตั้งคำถาม ชุดตรวจฟรีเข้าถึงยาก อย่าให้วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นโอกาสของการทำนาบนหลังคน สงสารประชาชนเถอะ

ขอนแก่น – จัดให้เปิดโรงแรมกักตัวคนกลับจากพื้นที่กลุ่มเสี่ยง ขอเพียงส่งเสียงมา !! เทศบาลฯพร้อมทันทีด้วยระบบการบริการสาธารณสุขอย่างเข้มงวด ใครดื้อส่งต่อกองร้อย อส.ทั้งครอบครัว

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 14 ก.ค.2564 นายพงศ์ธร  พิศาพิทักษ์กุล นายกเทศมนตรีตำบลพระลับ พร้อมด้วย นายวินัย  ทองทัพ กำนัน ต.พระลับ ,พ.ต.ท.จิรัฐเกรียติ  ศรวิเศษ หัวหน้า สภ.ย่อยพระลับ และนายปัญญา  พระวงศ์  ผอ.รพ.สต.ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง,เทศาล,ตำรวจ และ อสม. ในเขต ต.พระลับ เข้าทำการตรวจเยี่ยมผู้ที่เข้ารับการกักตัวที่โรงแรมฮอไรซั่น ซึ่งตั้งอยู่ ริม ถ.เลี่ยงเมืองสายขอนแก่น-กาฬสินธุ์ ปากทางเข้า บ.ผือ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ภายหลังจากเทศบาลฯได้กำหนดให้โรงแรมแห่งนี้เป็นสถานที่กักตัว 14 วัน ของคนที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ 10 จังหวัดสีแดงเข้ม ตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระดับพื้นที่โดยที่ขณะนี้มีผู้ทีเดินทางกลับมาจากพื้นที่ 10 จังหวัดสีแดงเข้มและเข้าสู่การกักตัวของเทศบาลฯแล้วรวม 5 ราย

นายพงศ์ธร พิศาพิทักษ์กุล นายกเทศมนตรีตำบลพระลับ กล่าวว่า ขณะนี้เทศบาลฯได้ขานรับนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและทางจังหวัดในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง,รพ.สต.ตำรวจ และ เทศบาลฯ ในการจัดระบบด้านสาธารณสุขจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งวันนี้ได้ทำทันที ด้วยการให้บุคลากรด่านหน้าใช้อำนาจตาม พรบ.ควบคุมโรคติดต่อ และประกาศของจังหวัด ในการกักตัวคนที่เข้ามาจากพื้นที่เสี่ยงสีแดงเข้ม 14 วัน ซึ่งคนพระลับ จากนี้ไปหากจะเดินทางกลับมาที่บ้านจะต้องรายงานให้กับครอบครัวได้รับทราบ และให้ครอบครัวแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หรือ เทศบาลฯในการเข้าสู่ระบบส่งต่อด้านสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการกักตัว โดยขอย้ำว่าเป็นการกักตัวไม่ใช่การรักษาตัว

“ขณะนี้คนในชุมชนเข้าใจและรับทราบถึงแนวทางที่เทศบาลฯได้จัดทำขึ้นแล้ว โดยเป็นการกักตัว ไม่ใช่การรักษาตัว ซึ่งในการรักษาตัวนั้นหากคนในครอบครัวยืนยันติดเชื้อจากพื้นที่ใดและต้องการกลับบ้านมารักษาตัวที่ขอนแก่น ขอให้แจ้งผ่านระบบสาธารณสุขและ โรงพยาบาลให้ถูกต้อง ขณะที่คนที่จะเดินทางกลับมาที่บ้าน โดยเดินทางมาจากกลุ่มเสี่ยง นั้นขณะนี้เทศบาลฯได้ปรานงานร่วมโรงแรมฮอไรซั่น ในการกำหนดให้ห้องพัก 13 ห้อง เป็นห้องพักสำหรับการกักตัว 14 วัน สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในระบบสาธารณสุขของเทศบาลฯ โดยในการกักตัว 14 วันนั้นเทศบาลฯจะดูแลอาหาร 3 มื้อ รวมไปถึงการจัดรถรับและส่ง อีกทั้ง รพ.สต.จะจัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม.มาประจำเพื่อตรวจติดตามอาการ และมีกำลังตำรวจและ อปพร.เฝ้าประจำเพื่อป้องกันไม่ให้ออกจากสถานที่กักตัวเด็ดขาด โดยงบประมาณดังกล่าวนั้นเบิกจ่ายตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ดีในระยะที่ 1 เราได้ใช้โรงแรมเป็นสถานที่กักตัวเพื่อแสดงให้เห็นว่าคนพระลับพร้อมรับคนพระลับด้วยกันเข้าสู่ระบบกักตัวอย่างถูกต้อง สะดวก สบาย ปลอดภัยและใกล้บ้าน”

ขณะที่นายวินัย ทองทัพ กำนัน ต.พระลับ กล่า;ว่า ในระยะที่ 1 ได้กำหนดไว้ที่ 13 ห้องของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งหากมีคนต้องเข้ารับการกักตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ชุมชนได้กำหนดพื้นที่รองรับเพิ่มเติมอีกหลายจุด ประกอบด้วยที่ ศาลาการเปรียญวัดบ้านสว่างหนองไฮ ซึ่งรับคนได้ 20 คน,วัดป่าแสงอรุณ รับคนได้ 15 คน,ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ.โนนสวรรค์ รับคนได้ 10 คน และ ที่โรงเรียนบ้านผือ รับคนได้ 15 คน โดยทุกจุดได้ผ่านการประชาคมและเข้าสู่ขั้นตอนของการเตรียมการในด้านต่าง ๆ ไว้ในภาพรวมแล้ว อย่างไรก็ตามขอให้คนพระลับ ดำเนินการอย่างถูกต้องเพื่อเข้าสู่การกักตัวตามระบบที่วางเอาไว้ หากตรวจพบว่าลักลอบเข้าพื้นที่โดยไม่แจ้งให้รับทราบ ทางเจ้าหน้าที่จะเชิญตัวส่งต่อไปยัง กองร้อย อส.ขอนแก่น สถานที่ที่จังหวัดกำหนดเป็นจุดกักตัวกลางของจังหวัดตามขั้นตอนต่อไปและในการส่งต่อนั้นจะต้องไปทั้งครอบครัวเนื่องจากทุกคนมีการสัมผัสและจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดแล้ว

โฆษกทัพฟ้า แจงปมญาติพลทหารติดโควิด ร้องสื่อ นอนโรงอาหาร ไร้เตียง อาหารไม่เพียงพอ  ชี้ เป็นภาพเก่า ช่วงคัดกรอง ยัน ปรับพื้นที่ ย้ายผู้ป่วย-ผู้ต้องกัก ขึ้นอาคารหน่วยทหาร  พร้อมสั่ง หน.หน่วย เร่งทำความเข้าใจญาติ

พล.อ.ท.ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ  ชี้แจงกรณี ญาติพลทหารติดโควิด-19 ร้องสื่อ ติดโควิด-19 กักตัวในโรงอาหาร ไม่มีเตียง อาหารไม่เพียงพอว่า  ข้อเท็จจริง ภาพที่แชร์ออกมา เป็นภาพเก่า ช่วงวันที่ 9-10 ก.ค. 2564  ที่กองทัพอากาศได้จัดให้มีการตรวจค้นหาเชิงรุกกับพลทหาร ซึ่งเป็นช่วงของการคัดกรอง และยืนยันว่าขณะนี้ ได้ปรับพื้นที่  และแยกตัวผู้ป่วย กับผู้กักตัว ขึ้นไปยังบนอาคารของหน่วย  มีเตียง และสิ่งอำนวยความสะดวก ครบถ้วน ไม่ใช่ให้นอนที่โรงอาหาร  รวมถึงเรื่องอาหาร เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ ย้ำดูแลอย่างดี 

ส่วนได้ชี้แจงกับญาติ และครอบครัว ของพลทหาร ที่ยังติดใจถึงความเป็นอยู่หรือไม่อย่างไรนั้น  โฆษกกองทัพอากาศ ระบุเป็นเรื่องที่หัวหน้าหน่วยจะได้ประสานชี้แจงกับทางญาติ 

ชลบุรี - สวนนงนุชพัทยา ประกอบพิธีเปลี่ยน “ธงมนตรา” 9 ผืน จากประเทศภูฏาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ

วันนี้ (14 ก.ค. 64)  เวลา 09.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมด้วยผู้บริหารสวนนงนุชพัทยา ได้ร่วมกันประกอบพิธีเปลี่ยน “ธงมนตรา” จากประเทศภูฎาน จำนวน 9 ผืน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ

นายกัมพล กล่าวว่า ที่ได้รับมอบธงมนตรามาจากสถานทูตภูฎาน ประจำประเทศไทย “เมื่อปี พ.ศ.2561” อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณ สถานทูตภูฎาน ประจำประเทศไทย ที่มอบธงมนตราและจะทำการเปลี่ยนธงตามอายุการใช้งาน สำหรับธงมนตรา ของประเทศภูฎาน ถือเป็นธงแห่งโชคลาภ โบกสะบัดปัดสิ่งที่ดีให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในสวนนงนุชพัทยา

ธงมนตรา เป็นธงที่จารึก บทสวดมนต์ไว้บนธง ธง 5 สี หมายถึง 5 ธาตุ ซึ่งจะพัดผ่านสายลม นำสิ่งดี ๆ มาสู่ชีวิต ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเข้ามาท่องเที่ยว ณ สวนนงนุชพัทยา นอกจากจะได้เข้าชมความสวยงามของสวนนงนุชพัทยาอย่างหลากหลายแล้ว  

ทั้งนี้ จากการที่สวนนงนุชพัทยา ทำการเปลี่ยนธงมนตราในวันนี้ เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศแล้ว สวนนงนุชพัทยา ยังคงพัฒนาสวนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับเยาวชนและบุคคลที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชมอีกด้วย

“กองทัพเรือ” เร่งแก้ปัญหาบริการไฟฟ้าพื้นที่อำเภอสัตหีบ แจงการดำเนินการกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ เป็นส่วนหนึ่งความมั่นคงทางทหาร เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ที่ถือเป็นยุทธปัจจัย

พลเรือเอก เชษฐา โฆษกกองทัพเรือ  ชี้แจงกรณีที่ ผู้ใช้บริการไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ร้องเรียนถึงกรณีการเกิดปัญหา ไฟตกและไฟดับบ่อยครั้ง ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย ของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ มีการปรับปรุงแก้ไข โดยเรียกร้องให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้ามาดำเนินกิจการแทนผู้ให้บริการรายเดิม โฆษกกองทัพเรือ ได้ชี้แจงว่า 
        
ปัจจุบัน หน่วยงานที่ให้บริการไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี คือ กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ซึ่งก่อตั้งด้วยเหตุผลความจำเป็นทางยุทธปัจจัยด้านปิโตรเลียม พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่ทุกฐานทัพ หรือเขตปลอดภัยทางทหารของเกือบทุกชาติในโลก ต่างต้องดำรงความพร้อมให้แก่กำลังทหารและยุทโธปกรณ์ โดยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2483   เริ่มต้นได้สร้างเป็นโรงกำเนิดไฟฟ้า ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่องๆ ละ 275 กิโลวัตต์ เดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าให้กับหน่วยราชการทหาร  ฐานทัพเรือ ตลอดจนหน่วยราชการฝ่ายพลเรือน และตลาดสัตหีบ ซึ่งในขณะนั้น บ้านเรือนราษฎรยังเบาบาง มีเฉพาะหน่วยงานทางทหารเป็นส่วนใหญ่ และในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีไฟฟ้าใช้  อยู่ในสภาวะกันดารด้วยเหตุที่การไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง 
        
ต่อมาในปี พ.ศ.2509 Officer Incharge Construction Center (O.I.C.C.) ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาช่วยเหลือด้านกิจการทหารของประเทศไทย โดยได้เพิ่มขีดความสามารถในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ทำให้ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ บริการกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในตำบลสัตหีบได้เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ.2510 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้ามาถึงอำเภอสัตหีบ โดยได้ตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยที่ 1 ขึ้นที่ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กองทัพเรือ จึงได้ยกเลิก การเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และได้ซื้อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มาใช้ในหน่วยราชการทหาร และจำหน่ายให้แก่ประชาชนบริเวณใกล้เคียงที่มาร้องขอใช้บริการ 
        
ทั้งนี้ กองทัพเรือ ได้รับสัมปทานให้ประกอบกิจการไฟฟ้าในการดำเนินการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2514 เป็นต้นมา มีการต่ออายุสัมปทานมาแล้วจำนวน 4 ครั้งๆ ละ 10 ปี โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไขตามสัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้าซึ่ง กองทัพเรือ ได้รับจากกระทรวงกระทรวงมหาดไทยให้สัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้า จำนวน 4 ครั้ง ในปี พ.ศ.2513, 2524, 2533 และ2541 และกระทรวงพลังงานให้สัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้า จำนวน 1 ครั้ง ในปี พ.ศ.2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแทน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในเขตปลอดภัยในราชการทหารของฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ และประชาชน ในเขตที่ได้รับสัมปทาน โดยมีอาณาเขต ดังนี้ ทิศเหนือจรดเขตบ้านอำเภอ  ทิศใต้จรดกรมปืนต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ทิศตะวันออกจรดเขตคลองบางไผ่ ทิศตะวันตกจรดเขตฝั่งตะวันออกทั้งหมด    
         
การดำเนินการของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ   มีวัตถุประสงค์เป็นตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชน ได้มีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง และถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการไฟฟ้า พ.ศ.2558 และเรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ พ.ศ.2561 ซึ่งในประกาศดังกล่าวได้ให้นิยาม   ผู้ให้บริการไฟฟ้าว่า หมายถึง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัตหีบ) ผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนหรือผู้รับใบอนุญาตอื่นที่ กกพ. กำหนด 
    
โฆษกกองทัพเรือกล่าวต่อไปว่า สำหรับ กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าและใบอนุญาตระบบจำหน่ายไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยกองทัพเรือยังคงมีความจำเป็นในการดำเนินการคือการไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในราชการทหาร  เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิง หรือการปิโตรเลียมและสาธารณูปโภคที่สำคัญอื่นๆอีกโดยเฉพาะในเขต ฐานทัพ ท่าเรือ  และเนื่องจากเขตอำเภอสัตหีบเป็นเขตปลอดภัยในราชการทหาร ตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพเรือ ในท้องที่อำเภอบ้านค่าย อำเภอบ้านฉาง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และ อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2536 โดย กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ  มีฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบ  
          
นอกจากที่กล่าวแล้วปัจจุบันยังมีภารกิจที่กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสำหรับการเตรียมการรองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ต้องดูแลสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาซึ่งเป็นทั้งสนามบินเชิงพาณิชย์และสนามบินทางทหารในพื้นที่เดียวกัน และท่าเรือจุกเสม็ดที่เป็นทั้งท่าเรือพาณิชย์และท่าเรือทางทหารที่สำคัญอีกด้วยซึ่งจะทำให้ยิ่งต้องเพิ่มมาตรการต่าง ๆ ในเขตปลอดภัยทางทหาร ที่กองทัพเรือดูแลและถือเป็นพื้นที่ทางความมั่นคงทางทหารที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก เป็นที่ตั้งของหลายๆหน่วยขนาดใหญ่  ทั้งหน่วยกำลังรบและหน่วยสนับสนุนต่างๆอันได้แก่ กองเรือยุทธการ ฐานทัพเรือสัตหีบ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กรมสรรพาวุธทหารเรือ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กรมอู่ทหารเรือ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งรับผิดชอบทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ อากาศยาน ตลอดจนยุทโธปกรณ์พาหนะ และเครื่องมืออุปกรณ์รวมถึงการส่งกำลังบำรุงต่าง ๆ 

อีกทั้งเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ  ไม่ใช่เพียงการมีขีดความสามารถทางความมั่นคงด้านไฟฟ้านี้ไว้สำหรับหน่วยขนาดเล็กๆ โดยการไฟฟ้า นับได้ว่าเป็นอีกยุทธปัจจัยหนึ่งที่กองทัพเรือต้องควบคุมให้ดำรงไว้ให้มีใช้ได้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญด้านความมั่นคง พื้นที่ปลอดภัยทางทหารของกองทัพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตที่เป็นฐานทัพ  และทั้งนี้ กองทัพเรือโดยกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือได้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบจำหน่าย การบริหารจัดการและการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายกำหนด
       
จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้ผู้รับบริการไฟฟ้าในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนนั้น โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือเร่งแก้ไขและ ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  พร้อมทั้งได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ เพื่อปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีความชำรุด รวมถึงได้ทำการวิเคราะห์ หาสาเหตุของไฟฟ้าขัดข้องจากอุปกรณ์ตรวจจับที่มีความทันสมัย
    
สำหรับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างติดต่อกันเมื่อช่วงวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2564  บริเวณซอยจามจุรี ถึงกิโลเมตรที่ 6 ในพื้นที่อำเภอสัตหีบนั้น มีสาเหตุมาจากเหตุฝนฟ้าคะนอง ทำให้อุปกรณ์ชำรุด อีกทั้งระบบจำหน่ายบริเวณดังกล่าว เป็นพื้นที่ต้นไม้ชุกทำให้กระทบกับอุปกรณ์แรงสูงและช่วงเวลาฝนตกทำให้มีความเสี่ยงในการดำเนินการ และระบบตรวจจับไม่สามารถ แจ้งพิกัดได้ เนื่องจากสายไฟฟ้าไม่ได้ขาดออกจากกัน ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องทำการวิเคราะห์ และกำหนดตำแหน่งเข้าตรวจสอบ จึงไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบสาเหตุไฟฟ้าดับบริเวณดังกล่าวได้ และเมื่อวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 กิจการไฟฟ้าฯ ได้ดำเนินการ ตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าบริเวณดังกล่าว พบว่าบริเวณดังกล่าวต้นไม้ชุกและส่งผลกับอุปกรณ์แรงสูง อีกทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงมีอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงชำรุดจึงได้เร่งดำเนินการแก้ไข และมีความจำเป็นต้องดับไฟในบางส่วนเป็นการชั่วคราว   ทั้งนี้จะดำเนินการดับไฟอีกครั้งในวันพุธที่ 14  กรกฎาคม 2564 ระหว่างเวลา 12.00 -  13.00 น.  เพื่อซ่อมทำอุปกรณ์แรงสูงที่ชำรุดบริเวณสถานีไฟฟ้าแรงสูง พร้อมทั้งได้มีการแจ้งกับผู้ใช้บริการในพื้นที่แล้ว ในการนี้กิจการไฟฟ้าฯ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการและพัฒนาศักยภาพของกิจการไฟฟ้าฯ ในทุกรูปแบบเพื่อสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่พี่น้องประชาชน  โดยคำนึงถึง ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ  โดยกองทัพเรือได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าในพื้นที่สัตหีบให้มีเสถียรภาพมาอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 3  พร้อมทั้งปรับปรุงสถานีที่1และ2ในปี 2561 - 2563 และจะดำเนินการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง4 เชื่อมกันทุกสถานีให้แล้วเสร็จในปี 2566

ชลบุรี - กองทัพเรือเร่งแก้ไขปัญหาการให้บริการไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอสัตหีบ แจงดำเนินการของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางทหาร เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ที่ถือเป็นยุทธปัจจัย

วันนี้ (14 กรกฎาคม 2564) พลเรือเอก เชษฐา โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีที่ ผู้ใช้บริการไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ร้องเรียนถึงกรณีการเกิดปัญหา ไฟตกและไฟดับบ่อยครั้ง ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย ของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ มีการปรับปรุงแก้ไข โดยเรียกร้องให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้ามาดำเนินกิจการแทน ผู้ให้บริการรายเดิมนั้น โฆษกกองทัพเรือได้ชี้แจงว่า

ปัจจุบัน หน่วยงานที่ให้บริการไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี คือ กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ซึ่งก่อตั้งด้วยเหตุผลความจำเป็นทางยุทธปัจจัยด้านปิโตรเลียม พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่ทุกฐานทัพ หรือเขตปลอดภัยทางทหารของเกือบทุกชาติในโลก ต่างต้องดำรงความพร้อมให้แก่กำลังทหารและยุทโธปกรณ์ โดยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2483   เริ่มต้นได้สร้างเป็นโรงกำเนิดไฟฟ้า ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง เครื่องละ 275 กิโลวัตต์ เดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าให้กับหน่วยราชการทหาร ฐานทัพเรือ ตลอดจนหน่วยราชการฝ่ายพลเรือน และตลาดสัตหีบ ซึ่งในขณะนั้น บ้านเรือนราษฎรยังเบาบาง มีเฉพาะหน่วยงานทางทหารเป็นส่วนใหญ่ และในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีไฟฟ้าใช้ อยู่ในสภาวะกันดารด้วยเหตุที่การไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 Officer Incharge Construction Center (O.I.C.C.) ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาช่วยเหลือด้านกิจการทหารของประเทศไทย โดยได้เพิ่มขีดความสามารถในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ทำให้ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ บริการกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในตำบลสัตหีบได้เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ.2510 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้ามาถึงอำเภอสัตหีบ โดยได้ตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยที่ 1 ขึ้นที่ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กองทัพเรือ จึงได้ยกเลิก การเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และได้ซื้อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มาใช้ในหน่วยราชการทหาร และจำหน่ายให้แก่ประชาชนบริเวณใกล้เคียงที่มาร้องขอใช้บริการ

ทั้งนี้ กองทัพเรือ ได้รับสัมปทานให้ประกอบกิจการไฟฟ้าในการดำเนินการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2514 เป็นต้นมา มีการต่ออายุสัมปทานมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไขตามสัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้าซึ่ง กองทัพเรือ ได้รับจากกระทรวงกระทรวงมหาดไทยให้สัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้า จำนวน 4 ครั้ง ในปี พ.ศ.2513, 2524, 2533 และ2541 และกระทรวงพลังงานให้สัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้า จำนวน 1 ครั้ง ในปี พ.ศ.2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแทน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในเขตปลอดภัยในราชการทหารของฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ และประชาชน ในเขตที่ได้รับสัมปทาน โดยมีอาณาเขต ดังนี้ ทิศเหนือจรดเขตบ้านอำเภอ ทิศใต้จรดกรมปืนต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ทิศตะวันออกจรดเขตคลองบางไผ่ ทิศตะวันตกจรดเขตฝั่งตะวันออกทั้งหมด   

การดำเนินการของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ มีวัตถุประสงค์เป็นตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชน ได้มีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง และถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการไฟฟ้า พ.ศ.2558 และเรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ พ.ศ.2561 ซึ่งในประกาศดังกล่าวได้ให้นิยาม ผู้ให้บริการไฟฟ้าว่า หมายถึง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัตหีบ) ผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนหรือผู้รับใบอนุญาตอื่นที่ กกพ. กำหนด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวต่อไปว่า สำหรับ กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าและใบอนุญาตระบบจำหน่ายไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยกองทัพเรือยังคงมีความจำเป็นในการดำเนินการคือการไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในราชการทหาร เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิง หรือการปิโตรเลียมและสาธารณูปโภคที่สำคัญอื่น ๆ อีก โดยเฉพาะในเขตฐานทัพ ท่าเรือ และเนื่องจากเขตอำเภอสัตหีบเป็นเขตปลอดภัยในราชการทหาร ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพเรือ ในท้องที่อำเภอบ้านค่าย อำเภอบ้านฉาง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และอำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2536 โดย กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ มีฐานทัพเรือสัตหีบเป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบ 

นอกจากที่กล่าวแล้วปัจจุบันยังมีภารกิจที่กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสำหรับการเตรียมการรองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ต้องดูแลสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาซึ่งเป็นทั้งสนามบินเชิงพาณิชย์และสนามบินทางทหารในพื้นที่เดียวกัน และท่าเรือจุกเสม็ดที่เป็นทั้งท่าเรือพาณิชย์และท่าเรือทางทหารที่สำคัญอีกด้วยซึ่งจะทำให้ยิ่งต้องเพิ่มมาตรการต่าง ๆ ในเขตปลอดภัยทางทหาร ที่กองทัพเรือดูแลและถือเป็นพื้นที่ทางความมั่นคงทางทหารที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก เป็นที่ตั้งของหลาย ๆ หน่วยขนาดใหญ่  ทั้งหน่วยกำลังรบและหน่วยสนับสนุนต่าง ๆ อันได้แก่ กองเรือยุทธการ ฐานทัพเรือสัตหีบ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กรมสรรพาวุธทหารเรือ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กรมอู่ทหารเรือ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งรับผิดชอบทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ อากาศยาน ตลอดจนยุทโธปกรณ์พาหนะ และเครื่องมืออุปกรณ์รวมถึงการส่งกำลังบำรุงต่าง ๆ และเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ  ไม่ใช่เพียงการมีขีดความสามารถทางความมั่นคงด้านไฟฟ้านี้ไว้สำหรับหน่วยขนาดเล็กๆ โดยการไฟฟ้า นับได้ว่าเป็นอีกยุทธปัจจัยหนึ่งที่กองทัพเรือต้องควบคุมให้ดำรงไว้ให้มีใช้ได้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญด้านความมั่นคง พื้นที่ปลอดภัยทางทหารของกองทัพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตที่เป็นฐานทัพ  และทั้งนี้ กองทัพเรือโดยกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือได้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบจำหน่าย   การบริหารจัดการและการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายกำหนด

จากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้ผู้รับบริการไฟฟ้าในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนนั้น โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือเร่งแก้ไขและ ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  พร้อมทั้งได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ เพื่อปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีความชำรุด รวมถึงได้ทำการวิเคราะห์ หาสาเหตุของไฟฟ้าขัดข้องจากอุปกรณ์ตรวจจับที่มีความทันสมัย

สำหรับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างติดต่อกันเมื่อช่วงวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2564 บริเวณซอยจามจุรี ถึงกิโลเมตรที่ 6 ในพื้นที่อำเภอสัตหีบนั้น มีสาเหตุมาจากเหตุฝนฟ้าคะนอง ทำให้อุปกรณ์ชำรุด อีกทั้งระบบจำหน่ายบริเวณดังกล่าว เป็นพื้นที่ต้นไม้ชุกทำให้กระทบกับอุปกรณ์แรงสูงและช่วงเวลาฝนตกทำให้มีความเสี่ยงในการดำเนินการ และระบบตรวจจับไม่สามารถ แจ้งพิกัดได้ เนื่องจากสายไฟฟ้าไม่ได้ขาดออกจากกัน ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องทำการวิเคราะห์ และกำหนดตำแหน่งเข้าตรวจสอบ จึงไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบสาเหตุไฟฟ้าดับบริเวณดังกล่าวได้ และเมื่อวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 กิจการไฟฟ้าฯ ได้ดำเนินการ ตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าบริเวณดังกล่าว พบว่าบริเวณดังกล่าวต้นไม้ชุกและส่งผลกับอุปกรณ์แรงสูง อีกทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงมีอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงชำรุดจึงได้เร่งดำเนินการแก้ไข และมีความจำเป็นต้องดับไฟในบางส่วนเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้จะดำเนินการดับไฟอีกครั้งในวันพุธที่ 14  กรกฎาคม 2564 ระหว่างเวลา 12.00 -  13.00 น.  เพื่อซ่อมทำอุปกรณ์แรงสูงที่ชำรุดบริเวณสถานีไฟฟ้าแรงสูง พร้อมทั้งได้มีการแจ้งกับผู้ใช้บริการในพื้นที่แล้ว ในการนี้กิจการไฟฟ้าฯ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการและพัฒนาศักยภาพของกิจการไฟฟ้าฯ ในทุกรูปแบบเพื่อสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่พี่น้องประชาชน  โดยคำนึงถึง ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ โดยกองทัพเรือได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าในพื้นที่สัตหีบให้มีเสถียรภาพมาอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 3 พร้อมทั้งปรับปรุงสถานีที่ 1และ 2 ในปี 2561 - 2563 และจะดำเนินการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง4 เชื่อมกันทุกสถานีให้แล้วเสร็จในปี 2566


ภาพ/ข่าว  สมนึก เชื้อสนุก

สุโขทัย – ไม่ทอดทิ้ง อบจ.สุโขทัย ร่วมใจธอส. ส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ด้อยโอกาส อยู่ดีมีสุข

นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย พร้อมด้วยนายสมพร นกหงส์ สมาชิกสภา อบจ.สุโขทัย อ.เมืองสุโขทัย เขต 4 นางกิตติพร ชุ่มชื่น ผอ.กองพัสดุและทรัพย์สิน และบุคลากรในสังกัด อบจ.สุโขทัย ร่วมพิธีส่งมอบบ้าน ตามโครงการ “สร้าง ซ่อม ที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ” ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยประจำปี 2564

โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนงบประมาณจำนวน 204,000 บาท และ อบจ.สุโขทัย เป็นผู้ประสานงานในการก่อสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามโครงการดังกล่าว ให้แก่ นางแฉล้ม อาจวง เนื่องจากบ้านพักอาศัยเดิมมีสภาพเก่าทรุดโทรม อยู่กันหลายคน และไม่มีความปลอดภัย มีความเสี่ยง และไม่คุ้มแดด ลม และฝน เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายคนในครอบครัวได้ และสุขภาพจิตวิตกกังวนของคนในครอบครัว ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย(อบจ.สุโขทัย) โดยนายมนู พุกประเสริฐนายก อบจ.หลังได้ทราบข้อมูลจากพื้นที่ จึงได้ดำเนินการประสานไปยัง ธนาคาร ธอส. เพื่อให้ความช่วยเหลือร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวนี้ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส ที่มีข้อมูล เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย สุขลักษณะ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ณ หมู่12 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย เมื่อ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา


ภาพ/ข่าว  สุริยา ด้วงมา จ.สุโขทัย

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) นำองค์ความรู้ และขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตจรวดสำหรับใช้ในทางทหารมาต่อยอดในการวิจัยและพัฒนาเป็นจรวดดัดแปรสภาพอากาศ

โดยดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาจรวดดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร (ฝล.) โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดความต้องการทางเทคนิคให้สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นผู้ดำเนินการออกแบบและผลิตจรวด สำหรับบรรจุสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ใช้ในภารกิจยับยั้งพายุลูกเห็บหรือทดลองทำฝนจากเมฆเย็นในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกในการสนับสนุนภารกิจการทำฝนเมฆเย็นหรือสลายลูกเห็บ ในกรณีที่สภาพอากาศแปรปรวนเครื่องบินไม่สามารถขึ้นบินได้ 

โดยจรวดที่วิจัยและพัฒนาจะถูกยิงจากพื้นสู่อากาศเข้าสู่ก้อนเมฆที่ระดับความสูงประมาณ 18,000-24,000 ฟุต เพื่อปล่อยสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ลงในเมฆเย็น และมีระบบร่มนิรภัยสำหรับลดความเร็วของชิ้นส่วนจรวดให้ตกลงสู่พื้น เพื่อความปลอดภัยในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ โดยในเบื้องต้นกำหนดพื้นที่ทดลองปฏิบัติการเป็นพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำและเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยจากชุมชน เหมาะสำหรับทำให้เมฆเย็นตกลงมาเป็นฝน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง และยังช่วยทำให้กลุ่มเมฆที่กำลังจะก่อตัวขึ้นเป็นลูกเห็บขนาดใหญ่มีขนาดเล็กลงจนกลายเป็นฝน เป็นการบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากลูกเห็บให้กับพี่น้องประชาชน บ้านเรือน และผลผลิตทางการเกษตรไม่ให้ได้รับความเสียหาย

ยะลา - เบตง เทศบาลเมืองเบตง เปิดจองคิวฉีดวัคซีนทางเลือก ซิโนฟาร์ม เพื่อจะได้เปิดเมืองทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า ประชาชนจำนวนมากแห่จองคิวฉีด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ก.ค.64 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ประชาชนจำนวนมากได้แห่มายืนคอยต่อแถวตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่ทางเทศบาลเมืองเบตง จะเปิดให้ประชาชนจองคิวฉีดวัคซีนทางเลือก ซิโนฟาร์ม ในเวลา 09.00 น.ทำให้บริเวณรอบอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แน่นไปด้วยผู้คน จนแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้  แต่ก็มีประชาชนบางส่วนที่ผิดหวัง ต้องกลับออกมาก่อน เพราะไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จึงไม่สามารถลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนได้

นายสกุล เล็งลัคน์กุล นายกเทศมนตรีเมืองเบตง เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองเบตง ได้เปิดให้พี่น้องประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จองคิวฉีดวัคซีนทางเลือก ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค.64 ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทางเทศบาลเมืองเบตง สั่งจากทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยส่งผ่านโรงพยาบาลศูนย์ยะลา จากนั้นโรงพยาบาลเบตงก็จะไปนำมาฉีดให้กับพี่น้องประชาชน วัตถุประสงค์ของการจัดหาวัคซีนตัวเลือกในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองเบตงได้รับการฉีดวัคซีนเกินร้อยละ 70 ของประชากร เมืองเบตง เพื่อจะได้เปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยว และทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิลงทะเบียนจองวัคซีนตัวเลือก ต้องเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเบตง ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ที่เคยจอง หรือฉีดวัคซีนหลัก ของทางรัฐบาล ถึงจะสามารถลงทะเบียนจองได้ ผู้ที่เคยจอง หรือฉีดวัคซีนหลัก ของทางรัฐบาลแล้วจะไม่สามารถลงทะเบียนวัคซีนของเทศบาลเมืองเบตงได้  เนื่องจากเทศบาลเมืองเบตง ได้รับความร่วมมือจากทางโรงพยาบาลเบตง ให้ใช้ระบบการลงทะเบียนฉีดวัคซีน (MOPH IC) ของทางโรงพยาบาลเบตง เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนสำหรับกลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน สามารถส่งตัวแทนมาลงทะเบียนได้ โดยแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของแต่ละบุคคลมาด้วย เพื่อลดความแออัดตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ส่วนขั้นตอนการลงทะเบียนจองนั้น หลังจากรับบัตรคิวแล้ว ให้นำบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสิทธิการลงทะเบียนในระบบ MOPH IC และแจ้งผลการตรวจสอบสิทธิ กรณีมีสิทธิ จะได้รับการกรอกเอกสารลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนทันที

ทั้งนี้จะสามารถฉีดวัคซีนได้เมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับการจัดส่งวัคซีนของทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หากส่งวัคซีนมาให้ไว ทางเทศบาลก็จะเร่งรีบฉีดให้พี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยทางเทศบาลเมืองเบตงจะแจ้งให้ประชาชนทราบอีกครั้ง

“ปีย์ มาลากุล” ผู้เคยถูกกล่าวหาวางแผนล้มทักษิณ ปี 49 แชร์โพสต์หมอถึงนายกฯ อย่าเสียเวลายุบสภา เลือกตั้งใหม่ จะทำอะไรก็ทำเลย “ดร.นิว” บี้หนีแล้วใช่ไหม? ข่าวหลุด “ปิยบุตร” บินไปฝรั่งเศส

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH โพสต์ประเด็น “ปีย์ มาลากุล” แชร์โพสต์หมอถึงนายกฯ อย่าเสียเวลายุบสภา เลือกตั้งใหม่ ลั่นจะทำอะไรก็ทำเลย”

โดยเนื้อหาระบุว่า จากกรณี นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการเครือแปซิฟิก ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ที่นายกรัฐมนตรีกำลังเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้าม โดยระบุข้อความว่า ต้องขอบพระคุณ ที่คุณหมอส่งมาครับ อยาก post จริง ๆ ครับ ให้เพื่อน ๆ ลองอ่านดูครับ จากผม คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 83 ปี ทำใจร่ม ๆ น้าาา……

แต่คนไทยบางคน

ไม่ปิดก็อยากให้ปิด..

พอปิดก็บอกว่าจะไม่มีกิน..

พอแจกเงินก็บอกใช้เงินภาษีมั่ว..

พอไม่แจกก็บอกว่าจะเยียวยากันยังไง..

พอไม่หยุดสงกรานต์ ก็บอกว่า ถูกห้ามไม่ให้ไปเยี่ยมญาติ

พอให้เดินทางไปเยี่ยมญาติแต่ต้องกัก 14 วัน ก็โมโห

พอให้อยู่บ้านก็บอกไม่สะดวก ..

พอให้ออกมาได้ก็บอกเราต้องยอมเจ็บแต่จบ

พอไม่มียาก็บอกไม่รู้จักสต๊อกไว้

พอมียาก็บอกแค่นี้จะพอมั้ย

พอออกประกาศเยอะ ก็บอกไม่ชัดเจน สับสน

พอประกาศน้อยก็บอกตกประชาสัมพันธ์

พอตัวเลขคนติดน้อยก็บอกปิดบัง

พอตัวเลขเยอะก็บอกไร้ประสิทธิภาพล้มเหลว

พอจะทำแบบจีน ก็บอกเผด็จการ

พอจะทำแบบอังกฤษก็บอกว่าทำไมไม่ทำแบบจีน

พอมีหน้ากากบอกทำไมต้องใส่

พอบอกต้องใส่บอกไม่มี !!!

พอไม่ให้กักตุนอาหาร ก็อยากกักตุนเพราะกลัวขาดแคลน

พอไม่ห้ามกักตุนก็บอกส่งสัญญาณว่าเอาไม่อยู่เละแน่

สรุป…

#ไม่มีอะไรถูกใจคนไทยจริงๆ …เราติได้ทุกเรื่อง!!!

ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ยามประเทศชาติมีปัญหา รัฐบาลและฝ่ายค้านเขาสามัคคีกันร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้ชาติรอดปลอดภัย แต่ประเทศไทยยามมีปัญหา…เราจะเห็นฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลรุมกันกระทืบรัฐบาลเสียเอง

เราจะเห็นพรรคงูเห่าที่เคยทรยศหักหลังทุกพรรคที่ตนเคยร่วมรัฐบาลกลับกลายสภาพเป็น, #งูเห่าตัวเดิมที่พร้อมจะแว้งฉกกัดรัฐบาลทุกเมื่อ แม้แต่พรรคเก่าแก่ ก็เช่นเดียวกัน ได้จังหวะนายกฯ ดวงตก คนในพรรคก็กระทืบซ้ำหยามหยันทันที #เศร้าใจครับกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวรในหมู่นักการเมือง…

อย่าเสียเวลายุบสภาแล้วเลือกตั้งให้เปลืองงบประมาณเลยครับ (เพราะจะวนเวียนอยู่ในน้ำเน่าเดิม ๆ ไม่สิ้นสุด) ทำไงก็ทำเถอะครับ เอาเลย…!!!! ขอรับประกันว่าจะแก้ปัญหาโควิดได้ไวขึ้น และประเทศชาติสงบสุขแน่นอน!!!...

สำหรับ “ปีย์ มาลากุล” เคยถูกตั้งข้อสงสัยเมื่อปี 2549 ว่าเป็นคนวางแผนในการยึดอำนาจนายทักษิณ ชินวัตร โดยทักษิณออกมาพูดถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 49 ทักษิณ อยู่ระหว่างหนีโทษจำคุกอยู่ต่างประเทศได้กล่าวปราศรัยผ่านระบบวิดีโอลิงก์กับคนเสื้อแดงที่ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า มีกระบวนการวางแผนยึดอำนาจเขาในปี 2549 โดยมีการประชุมวางแผนที่บ้านพักถนนสุขุมวิท ซึ่งทักษิณ อ้างว่า ได้ข้อมูลมาจาก พล.อ.พัลลภ

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 49 ทักษิณ ปราศรัยผ่านระบบวิดีโอลิงก์กับคนเสื้อแดงอีกครั้งที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ระบุชื่อเจ้าของบ้านที่ถนนสุขุมวิทว่า คือ นายปีย์ มาลากุล โดยเชื่อมโยงขบวนการดังกล่าวไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งทักษิณ อ้างว่า เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่ขัดขวางการทำงานของเขาตลอดในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อ้างว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนการประชุมหารือกันที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งมีตนกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายปีย์ มาลากุล นั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกภายในบ้าน นายปีย์ ได้ถามตนว่า ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หายไปได้หรือไม่ ตนก็เลยตอบไปว่า ทำไม่ได้ เพราะมี รปภ.จำนวนมากคงจะต้องยิงกันเละจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่สามารถทำให้ตายได้ ทุกคนก็เงียบไม่พูดอะไร ขณะนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ นิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งเฉย ๆ ไม่ได้ออกความเห็นอะไร

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า การหารือในการล้ม ทักษิณ เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น จะมาพูดเล่น ๆ ได้อย่างไร เพราะมีการกินข้าวหารือกันถึง 7 คน พูดกันว่า จะต้องเล่นทักษิณทางกฎหมาย โดยมีนักกฎหมายเข้ามาร่วมประชุมด้วยในเรื่องของ กกต. ซึ่งเมื่อ กกต. ล้มการเลือกตั้งไม่สำเร็จ ก็มีการพูดถึงการรัฐประหาร

ซึ่งการกล่าวหาของ พล.อ.พัลลภ และทักษิณ ทำให้นายปีย์ต้องออกมาปฏิเสธ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ว่า การเชิญเพื่อนและคนที่มีความสนิทสนมมารับประทานอาหารเย็นที่บ้านเป็นประจำอยู่ ก็เพื่อให้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง เพราะต้องการทันสถานการณ์ เนื่องจากมีอาชีพเป็นนักข่าว

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสกับตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 49 เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง จึงได้เชิญนายอักขราทร ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ รวมทั้ง นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) มารับประทานอาหารที่บ้านในวันที่ 6 พ.ค. 49 เพื่อคุยว่า จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร ตามที่ทรงมีพระราชดำรัส จากนั้นได้โทรศัพท์ชวน พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.พัลลภ และนายปราโมทย์ ซึ่งมีความสนิทสนมกันอยู่แล้ว

ยืนยันว่า ไม่มีการพูดเรื่องปฏิวัติ หรือพูดเรื่องตำแหน่ง ไม่มีทหารอยู่สักคนจะพูดเรื่องปฏิวัติได้อย่างไร และทักษิณ ก็เคยมารับประทานอาหารที่บ้านหลายครั้ง เพราะเคยสนิทสนมกัน ในช่วงก่อนที่จะเป็นนายกฯ ส่วนช่วงเป็นนายกฯ ไม่ได้มา อาจจะเป็นเพราะไม่มีเวลา แต่หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และกลับจากต่างประเทศมา 2 ครั้ง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มา 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม บทบาทของนายปีย์ ที่ออกมาหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ ก็ทำให้ประเด็นที่ถูกโจมตีว่า เป็นผู้วางแผนยึดอำนาจทักษิณกลับมามีการพูดถึงอีกครั้ง ซึ่งทีมข่าว THE TRUTH ได้ตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง ที่นายปีย์ถูกกล่าวหาเมื่อปี 49 และในการออกมาหนุน พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะแค่อยากออกมามีบทบาทเท่านั้น

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน THE TRUTH ยังโพสต์ประเด็น ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล โดยได้แชร์โพสต์ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ที่โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “ปิยบุตรบินไปฝรั่งเศสแล้ว?”

โดยระบุว่า เพื่อนสนิทคนหนึ่งของปิยบุตรที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน เขาเอือมระอากับปิยบุตรมาก ๆ จึงแฉปิยบุตรให้ฟังหลังไมค์

เพื่อนปิยบุตรคนนี้ยอมรับว่า ตัวเองชูสามนิ้ว แต่เขาไม่เคยมองสถาบันฯ ในแง่ร้าย อีกทั้งคนชูสามนิ้วที่ยังรักสถาบันฯ ก็มีมาก แต่ถูกปั่นทางโซเชียลมีเดียให้ดูเป็นล้มเจ้าไปเสียหมด เขารับไม่ได้ที่ปิยบุตรเล่นสกปรก ไม่ว่าอะไรก็โยงไปบิดเบือนให้ร้ายสถาบันฯ อยู่ตลอด จนทำให้สูญเสียทั้งความสร้างสรรค์และแนวร่วมอีกจำนวนมากในการเคลื่อนไหว

ปิยบุตรแค่หลอกใช้คนชูสามนิ้วเพื่อยั่วยุไปสู่การล้มสถาบันฯ แต่เขาไม่เห็นด้วยและมองว่ามันจะไม่มีอะไรดีขึ้นตราบใดที่ไม่แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองโกงทั้งหลาย การดึงสถาบันฯ มาเกี่ยวแบบมั่ว ๆ มีแต่จะทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนและสงครามกลางเมือง โดยที่ปิยบุตรจอมขี้ขลาดไม่มีวันออกมานำเองแน่ ๆ เพราะปิยบุตรเป็นคนใจปลาซิวมาก เขาย้ำว่า ปิยบุตรเป็นคนใจ...ได้แต่ยั่วยุให้คนอื่นเกลียดชังสถาบันฯ แล้วไม่กล้าลงมือเองเพราะกลัวติดคุกมาก แถมยังมองคนชูสามนิ้วคนอื่น ๆ เป็นเพียงแค่ตัวหมากบนกระดานของเขา

หลาย ๆ ครั้งที่ปิยบุตรโพสต์ชี้นำในลักษณะยั่วยุ แล้วให้เพจใหญ่ ๆ ของม็อบที่ปิยบุตรควบคุมอยู่ปั่นต่อจนกลายเป็นกระแส และมีคนลุกขึ้นมาต่อต้านสถาบันฯ ด้วยการลงมือกระทำผิดกฎหมายจริง ปิยบุตรจะรู้สึกภาคภูมิใจและดูมีความสุขมาก ซึ่งแสดงออกผ่านทางสีหน้า แววตา และรอยยิ้ม

เขากล่าวว่า หลายครั้งที่ม็อบจุดติด ภรรยาชาวฝรั่งเศสของปิยบุตร หรือ เออเชนี เมรีโอ แอบย่องกลับไทยทุกครั้ง โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2563 หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนที่จะรีบกลับออกไป เพราะมีล็อกดาวน์ แล้วภรรยาปิยบุตรก็กลับมาไทยอีกครั้ง ช่วงที่ม็อบราษฎรจุดติดราวเดือนสิงหาคม 2563 จนถึงต้นปี 2564 ช่วงเวลานั้นภรรยาปิยบุตรอยู่ที่ไทยตลอด ก่อนบินออกไปอีกครั้งช่วงเดือนมกราคม 2564

จนเขาเองแอบสงสัยว่า ผู้หญิงคนนี้จริง ๆ แล้วมีบทบาทสำคัญต่อเบื้องหลังของม็อบอย่างไรกันแน่ ซึ่งอันที่จริงเขาก็พอจะรู้อยู่บ้าง เพียงแต่ไม่กล้าฟันธง

ตอนนี้เขาอ้างว่า ปิยบุตรไม่ได้อยู่ในประเทศไทย โดยคาดว่าบินไปฝรั่งเศส เขาไม่แน่ใจว่าปิยบุตรมีแผนชั่วอะไรอีก แต่คงมีความพยายามในการยุยงปลุกปั่นผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เกิดม็อบแล้วชี้นำไปสู่ความรุนแรงอย่างแน่นอน เพราะปิยบุตรเป็นหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกม็อบ แล้วคอยชี้นำทิศทางของม็อบไปในทางโจมตีให้ร้ายสถาบันฯ ซึ่งทำให้การชูสามนิ้วล้มเหลว เสียแนวร่วมจำนวนมาก จนไม่สามารถไล่ประยุทธ์ได้สำเร็จ

สุดท้ายเขายังย้ำกับผมว่า ปิยบุตรกับภรรยาคือความล้มเหลวของคนชูสามนิ้ว ถ้าปิยบุตรกับภรรยาไม่โยงสถาบันฯ มาเกี่ยวข้อง ป่านนี้คงล้มประยุทธ์ได้สำเร็จตั้งนานแล้ว เขาบอกว่าเขาพูดความจริงทุกอย่าง ถ้าไม่เชื่อก็ลองเช็กดูได้เลยว่า ตอนนี้ปิยบุตรไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ลองเช็กกันดูเองนะครับว่า ตอนนี้ปิยบุตรบินไปต่างประเทศแล้วจริงหรือไม่?

แน่นอน ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ การที่อยู่ ๆ “ปีย์ มาลากุล” ผู้เคยถูกกล่าวหาวางแผนล้มทักษิณ ปี 49 ก็โผล่ออกมาส่งสัญญาณ อะไรสักอย่าง นัยว่าเป็นการชี้แนะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ตัดสินใจอะไรสักอย่าง

พอเป็นเช่นนี้ ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า หรือบทบาทที่ถูกกล่าวหาในอดีตจะย้อนกลับมาอีกครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ แม้อาจไม่มีอะไรในกอไผ่ก็ตาม

ยิ่งกว่านั้น ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่กำลังถาโถมโรมรัน พล.อ.ประยุทธ์ อยู่เวลานี้ เป็นปัญหาวาระซ่อนเร้นมากมาย มิใช่ปัญหาการเมืองปกติ ที่แก้ได้ด้วยการเมือง มิใช่ความไม่พอใจ “ประยุทธ์” ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่มันสื่อให้เห็นมากกว่านั้น

มิใช่แค่ความต้องการเรียกร้องให้แก้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ให้สำเร็จโดยเร็ว และเรียกร้องให้รัฐบาลหาวัคซีนที่ดีมาให้ประชาชนอย่างที่กล่าวอ้าง แต่ต้องการโจมตีวัคซีนที่เชื่อว่า มีอภิสิทธิ์ชนผูกขาด

ประชาชนถูกทำสงครามแบ่งแยก สถาบันหลักของประเทศ ถูกทำให้ขัดแย้งกับคนรุ่นใหม่ และชูคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหนังหน้าไฟ คือ หุ่นเชิดทางออกของประเทศ

ดังนั้น ไม่แปลก และง่ายที่จะโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ทำอะไรก็ผิด เพราะเป็นผู้รองรับ ไม่มีความหมายในทางยุทธศาสตร์ ทางออกของเรื่องทั้งหมด คือ การเปลี่ยนแปลงตามยุทธศาสตร์การต่อสู้ของคนบางกลุ่ม ตราบใดที่ยังไม่สำเร็จ ตราบนั้นประเทศไทย ก็จะไม่มีทางแก้ปัญหาทางการเมืองได้ นี่คือ ประเด็น

แต่มันไม่ง่ายอย่างแน่นอน ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะทำอะไรก็ทำ? โดยไม่ต้องยุบสภา เว้นแต่ยอมลาออกแต่โดยดี ไม่เชื่อก็ลองดู!!!


ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9640000068361

https://www.facebook.com/photo?fbid=1161056384406326&set=a.155611208284187


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top