Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

คนแห่ซื้อสมุนไพร “ขิง-กระชาย ฟ้าทะลายโจร” ขาดตลาด 

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า หลังจากมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกใหม่นี้ ทำให้ประชาชนมีความเชื่อว่ากระชายสด และขิง มีสรรพคุณในการป้องกันและต้านไวรัสโควิดได้ จึงหาซื้อไปต้มเป็นน้ำสมุนไพรบริโภคจำนวนมาก ทำให้ตอนนี้มีประชาชนร้องเรียนจำนวนมากว่า ผักสด และยารักษาโรคบางชนิดมีราคาแพงและขาดแคลน โดยเฉพาะกระชายสดราคาพุ่งไปถึง กก.ละ 150-200 บาท จากปกติกก.ละ 30-50 บาท รวมถึงขิงแก่ราคาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจาก กก. 30-40 บาท เป็น 70-80 บาท อีกทั้งยังหาซื้อยากในหลายพื้นที่ 
 
ทั้งนี้ ยังได้รับแจ้งอีกว่ายาแพทย์แผนไทยหลายชนิดที่มีสรรพคุณป้องกัน รักษาโรคโควิดก็ขาดตลาดอย่างหนัก เช่น ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร ราคากระปุกละ 140-200 บาท ยาแคปซูลสกัดจากกระชายขาว 200-300 บาท วิตามินบำรุงร่างกายประเภทต่างๆ รวมถึงยาเขียวที่มีสรรพคุณขับสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งขาดตลาดมาร่วม3-4 สัปดาห์ หลังประชาชนแห่ไปซื้อกักตุนจนเกลี้ยงห้างขายยา และร้านสะดวกซื้อ

“คนส่วนใหญ่ที่แห่ซื้อ กระชาย ขิง รวมถึงยารักษาโรค ระบุว่าต้องการหาทางช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวไว้ก่อน หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดทวีความแรงขึ้นเรื่อย ๆ มียอดผู้ติดเชื้อใหม่เฉียดวันละ 1 หมื่นคน อีกทั้งบางส่วนไม่เชื่อมั่นการบริหารของรัฐบาล เห็นได้จากคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย” 

เปิดมุมมองการลงทุนอย่างยั่งยืน ในโลก ‘การเงินสีเขียว’

ในมุมมองของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อสังคม การตัดสินใจลงทุนและการพิจารณาผลตอบแทนที่ต้องการจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในรูปของตัวเงินและความมั่งคั่งสูงสุดเท่านั้น หากแต่มีวัตถุประสงค์ของการลงทุนเพื่อผลตอบแทนในระยะยาวและสร้างผลกระทบเชิงบวก หรือลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ด้วยการลงทุนตามแนวคิดการลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainable Investment) ผ่านการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ หุ้นกู้สีเขียว หรือ กรีนบอนด์ (Green Bond) 

ตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นตราสารทางการเงินที่มุ่งเน้นระดมเงินทุนเพื่อใช้ในโครงการที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การส่งเสริมจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 

(1) ลดและแก้ไขปัญหามลภาวะ 

(2) ส่งเสริมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 

(3) ลดและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ 

โดยมีมาตรฐานตราสารหนี้ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.0 (Climate Bond Standard) เพื่อรับรองว่าตราสารหนี้จะให้เงินทุนสำหรับโครงการที่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกันโดยสมบูรณ์กับหลักการตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond Principles)

ประเภทของกรีนบอนด์ ประกอบด้วย 

1.) Standard Green Bond ได้แก่ Green Bond ที่มุ่งตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ถือตราสารหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ออกตราสารหนี้ชําระหนี้และจ่ายผลตอบแทนตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกัน

2.) Green Revenue Bond ได้แก่ Green Bond ที่มีกระแสเงินสดเป็นหลักประกันการชําระหนี้ เช่น รายได้ ค่าธรรมเนียม ภาษีจากโครงการเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เงินที่จะได้รับจากการออกตราสารหนี้ลักษณะนี้จะนําไปใช้ในโครงการที่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดนั้นเองหรือโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นด้วยก็ได้

3.) Green Project Bond ได้แก่ Green Bond ที่ออกเพื่อระดมทุนให้แก่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะโครงการเดียวหรือหลายโครงการซึ่งผู้ลงทุนเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยตรงในผลสำเร็จของโครงการนั้น

4.) Green Securitized Bond ได้แก่ Green Bond ที่มีการนําโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมโครงการเดียว หรือหลายโครงการมาเป็นหลักประกัน เช่น Covered Bonds Asset-Backed Securities และ Mortgage-Backed Securities โดยการออกตราสารหนี้ดังกล่าวนั้นต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่มุ่งตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมด้วย

ตลาดกรีนบอนด์ในไทยในปีนับจากปี 2562 มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านบริษัทมหาชนจำกัดที่ประสบความสำเร็จจากการจำหน่ายกรีนบอนด์ อาทิเช่น 

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ออกและเสนอขายกรีนบอนด์ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ลงทุนในโครงการเพื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดภาวะโลกร้อน เพื่อดูแลป่าในระยะยาว และศูนย์เรียนรู้ของสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. 

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ออกและเสนอขายกรีนบอนด์ ชนิดไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มูลค่าของหุ้นกู้ที่จะเสนอขายรวม 5,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ในพัฒนาโครงการไฟฟ้าสะอาดสู่ความยั่งยืน ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการบริหารจัดการขยะครบวงจร (Waste-to-Energy) 

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ออกและเสนอขายกรีนบอนด์ 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไป ใช้ลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนด้วยพลังงานไฟฟ้า ลดการใช้รถยนต์ และจะช่วยลดการปล่อยมลภาวะในเขตกรุงเทพมหานคร

โดยการประเมินผลตอบแทนในกรีนบอนด์ จะคำนึงถึง “Greenium” (การผสมคำระหว่าง Green และ Premium) หรือผลต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) กับตราสารหนี้ทั่วไป (Conventional Bond) ทั้งนี้ผลจากศึกษาที่ผ่านมา พบว่ามีทั้งในกรณีที่ที่สูงกว่า และ ต่ำกว่า) ตราสารหนี้ทั่วไป


ข้อมูลอ้างอิง 

https://www.setsustainability.com/page/sustainable-investment

http://www.pddf.or.th/upload/article/file_200921095754.pdf


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ระวังตัว! อย่าตกเป็นเหยื่อ รู้ทันภัยการเงินในยุคข้าวยากหมากแพง!

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของคนเรามากขึ้น ส่งผลให้เกิดการหลอกลวงเหยื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า 3 ผลิตภัณฑ์ที่ถูกแอบอ้างเพื่อหลอกลวงประชาชนมากที่สุด คือ เงินฝาก/เงินโอน/เช็ค รองลงมา คือ ปลอมแปลงบัตรเครดิต หรือนำเงินไปใช้จ่าย และหลอกให้โอนเงินเพื่อช่วยให้ได้สินเชื่อ

ส่วนลักษณะการหลอกประชาชน พบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นคือช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Line, E-mail ในขณะที่ช่องทางโทรศัพท์มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากพฤติกรรมการสื่อสารในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นใช้ทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งภัยทางการเงินหลักที่พบคือ

1.) หลอกให้ลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง ในรูปแบบการลงทุนต่าง ๆ เช่น Forex, เงินดิจิทัล, แชร์ลูกโซ่ออนไลน์, กลุ่ม Line ที่คล้ายลักษณะการตั้งวงแชร์, บริษัทซื้อขายทองคำ, บริษัทขายตรง, โดยในบางกรณีมีการแอบอ้างชื่อ ธปท.

2.) หลอกว่าสามารถช่วยให้ได้สินเชื่อ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เงินกู้จาก Facebook Line บัตรเครดิต แล้วให้โอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าจัดการขอสินเชื่อให้

3.) หลอกจีบให้ตายใจ แล้วขอให้โอนเงินให้

4. หลอกให้โอนเงินให้ โดยอ้างว่าจะได้รับเงินก้อนใหญ่หรือพัสดุที่มีมูลค่าสูง จากมิจฉาชีพต่างชาติที่ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหลอกให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียมหรือภาษี

5.) หลอกให้ชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้าหรือบริการนั้น เช่น กล้องถ่ายรูป แพ็กเกจเสริมความงาม แลกเงินตราต่างประเทศในอัตราที่ถูกกว่าท้องตลาด บริการหางาน

6.) หลอกว่าโอนเงินให้แล้วพร้อมส่งหลักฐานการโอน เพื่อให้ส่งสินค้าให้ แต่ไม่มีการโอนเงินจริง

7.) หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล/ขโมยข้อมูล เช่น รหัสผ่าน OTP รหัส ATM รหัส CCV เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น นำไปใช้โอนเงิน หรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก นำข้อมูลบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าออนไลน์ โดยผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น หลอกว่าจะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเพิ่มวงเงินสินเชื่อแล้วให้กรอกข้อมูลส่วนตัว หลอกให้กรอกข้อมูลใน E-mail, Website, Application ปลอมของสถาบันการเงิน

8.) ขโมยบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เพื่อนำไปชำระค่าสินค้า

9.) ปลอมแปลงข้อมูล หรือเอกสาร เช่น ปลอม Facebook Line เพื่อแอบอ้างว่าเป็นญาติ หรือคนรู้จัก และต้องการใช้เงินด่วนให้โอนเงินให้


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘เปิดหัวใจธุรกิจรุ่นใหม่ จาก CEO วัย 23 ที่ผ่านธุรกิจมาแล้ว 9 ธุรกิจ’ กับ ‘ปั้นจั่น ปัญญธร วรดี' | คุยกับระนาด EP.7

???? พลาดไม่ได้ !! ชวนคุยกับเถ้าแก่วัยใส แต่หัวใจสุดยิ่งใหญ่
????แกะรอยความสำเร็จ ของ CEO อายุน้อย วัย 23 กับธุรกิจรุ่นใหม่

กับ ‘ปั้นจั่น ปัญญธร วรดี’ 
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด
และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิน กิน กิน คอร์ปอเรชัน

???? ในหัวข้อ : ‘เปิดหัวใจธุรกิจรุ่นใหม่ จาก CEO วัย 23 ที่ผ่านธุรกิจมาแล้ว 9 ธุรกิจ’
ในรายการ 'คุยกับระนาด'
สอนผมหน่อยเหอะ เพราะคุณ! เก่งมาก!! 

ดำเนินรายการโดย คุณระนาด ณัฐชนน กำเนิดมณี

.

.


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ดิสนีย์แลนด์’ สวนสนุกแห่งความฝัน เปิดให้บริการเป็นครั้งแรก เมื่อ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 ที่เมืองแอนาเฮม รัฐแคลิฟอร์เนีย

ดิสนีย์แลนด์พาร์กหรือดิสนีย์แลนด์ สวนสนุกแห่งความฝัน ที่สร้างความสุขให้กับคนทั่วโลก โดยเมื่อ 66 ปีก่อน ดิสนีย์แลนด์แห่งแรกของโลก ได้เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกเมื่อ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 หรือปี ค.ศ. 1955 ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแอนาเฮม รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

โดยสวนสนุกแห่งนี้เป็นสวนสนุกดิสนีย์แลนด์เพียงแห่งเดียวที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของวอลต์ ดิสนีย์ นักสร้างการ์ตูนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

วอลต์ ดิสนีย์ ได้นำเสนอแนวคิดดิสนีย์แลนด์หลังจากไปเที่ยวสวนสนุกที่ต่าง ๆ พร้อมกับลูกสาวของเขาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 และ 1940 เขาจินตนาการถึงการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ติดกับสตูดิโอของเขาในเบอร์แบงก์เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับแฟน ๆ ที่อยากไปเยี่ยมชม

แต่อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักว่าขนาดเนื้อที่ ที่เสนอไปนั้นมีขนาดเล็กเกินไป ดิสนีย์จึงได้ซื้อพื้นที่ 160 เอเคอร์ หรือ ประมาณ 409 ไร่ ในเมืองแอนาเฮม รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เริ่มก่อสร้างโครงการสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ขึ้นโดยมีความตั้งใจให้สวนสนุกนี้เป็นสถานที่ที่ให้ทั้งความสุขและความรู้กับเด็กและผู้ใหญ่ที่เข้ามาเยี่ยมชม

และแล้วโครงการสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ก็ได้เปิดให้บริการในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชื่นชมเหล่าตัวการ์ตูน เครื่องเล่นและบรรยากาศความยิ่งใหญ่อลังการณ์ที่พร้อมจะมอบความสุข ให้กลับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าความสุขจะไม่ได้มาโดยง่ายขนาดนั้น เพราะในวันเปิดสวนสนุกวอลต์และทีมงานก็ได้พบกับปัญหา เพราะว่าดินแดนแห่งความฝันของพวกเขานั้นยังสร้างไม่เสร็จ แม้แต่ยางมะตอยที่ถนนก็ยังแห้งไม่สนิท อีกทั้งอาหารและเครื่องดื่มหมดในเวลาอันรวดเร็ว เรือล่องน้ำชมวิวก็เกือบจะล่มเพราะผู้โดยสารเยอะเกินไป และที่แย่ที่สุดคือ พบว่าคนที่เข้ามาเล่นในสวนสนุกหลายพันคนใช้ตั๋วปลอม ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ดิสนีย์แลนด์ต้องขาดทุน

หลังจากนั้น สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ก็ได้รับการฟื้นฟูปรับปรุงจนกลายมาเป็นดินแดนในฝันของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลกตามความต้องการของวอลต์ ดิสนีย์ และแม้ว่าวอลต์จะเสียชีวิตใน พ.ศ. 2509 แต่สวนสนุกในชื่อของเขาก็ยังคงทำหน้าที่เติมเต็มความสุขและความหวังของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่อไป


ที่มา: https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_18440


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ‘สมาน ส.จาตุรงค์’ คว้าแชมป์จากสภามวยโลก (WBC) และสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) นับว่าเป็นชาวเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์โลกสองสถาบัน

ในวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ตามเวลาประเทศไทย ได้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บนสังเวียนผ้าใบ ที่สร้างความตกตะลึงไปทั้งโลก ซึ่งเหตุการณ์นี้ ‘สมาน ส. จาตุรงค์’ ได้ขึ้นท้าชิงแชมป์กับ ฮุมเบอร์โต้ กอนซาเลซ นักชกชาวเม็กซิกัน ผู้เป็นเจ้าของแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวต 2 สถาบัน (WBC & IBF) ซึ่งถือได้ว่าเขาคนนี้เป็นนักมวยระดับโลกเลยก็ว่าได้

โดยก่อนขึ้นชก บรรดาผู้เชี่ยวชาญในวงการมวยโลกต่างฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า กอนซาเลซจะป้องกันตำแหน่งไว้ได้อย่างแน่นอนเพราะผลงานที่ผ่านมาถือว่ายอดเยี่ยมมาตลอด อีกทั้งกอนซาเลซเอง ถือได้ว่าเป็นนักมวยระดับโลกในขณะนั้น  

ซึ่งในฝั่งของ ‘สมาน’ เวลานั้นแทบไม่มีใครรู้จัก เรียกได้ว่าในการขึ้นชกครั้งนี้ ทุกคนต่างคาดว่า สมาน ไม่สามารถมีชัยชนะเหนือ กอนซาเลซ ได้อย่างแน่นอน มีเพียงแค่จะแพ้น็อกหรือแพ้คะแนนเท่านั้น ซึ่งการแข่งขันในไฟต์นี้ สมานต้องเจอกับความกดดัน จากการเดินทางไปแข่งขันที่ต่างแดนถึงอเมริกาที่แฟนมวยรอบสังเวียนต่างมาเพื่อเชียร์คู่ท้าชิงอย่างกอนซาเลซ 

แต่เมื่อถึงยกที่ 2 แฟนมวยรอบสนามก็ตกอยู่ในความเงียบ เพราะสมานสามารถทำให้กอนซาเลซ ลงไปกองอยู่กับพื้นให้กรรมการนับ 8 ได้ ด้วยหมัดขวาที่สวนเข้าไปโดนลำตัวแชมป์โลกอย่างจัง ซึ่งจากการถูกนับครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะทำให้ กอนซาเลซ ยิ่งเดินหน้าเข้าใส่สมานหนักขึ้น 

จนสมานกลายเป็นฝ่ายเสียที ถูกแชมป์โลกสวนหมัดลงไปกองกับพื้นให้กรรมการนับ ถึงสองครั้งในยกที่ 5 และยกที่ 6 
ซึ่งสภาพของ สมาน ตอนนี้เรียกได้ว่าย่ำแย่เป็นอย่างมาก ตาปวมปิดจนแทบจะมองไม่เห็น ทำได้เพียงชกกะระยะ อย่างที่เคยฝึกซ้อมมาเพียงเท่านั้น

ทำให้เมื่อเข้าสู่ยกที่ 7 สมานต้องเดินหน้าแลกหมัดบ้างไม่เช่นนั้นจะถูกจับแพ้แน่นอน โดยในระหว่างที่แลกหมัดกันอยู่นั้น สมานได้จังหวะปล่อยหมัดขวาเข้าเต็มใบหน้าของกอนซาเลซจนลงไปนอนให้กรรมการนับ 8 ได้อีกครั้ง และแม้กอนซาเลซจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ แต่ด้วยบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณคิ้ว รวมทั้งสมานที่ได้ที จึงเข้าใส่ผู้ท้าชิงแบบไม่ยั้ง ทำให้สุดท้ายกรรมการตัดสินยุติการชกไปในที่สุด

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เองที่เรียกได้ว่าพลิกล็อกแฟนมวยทั่วโลก จากนักชกที่ไม่มีใครรู้จักในตอนแรก กลับเป็นผู้มีชัยชนะเหนืออดีตแชมป์โลกอย่างกอนซาเลซได้ โดย ‘สมาน ส.จาตุรงค์’ ก็ได้กลายเป็นผู้คว้าแชมป์โลกไลท์ฟลายเวต 2 สถาบันคนใหม่และนับเป็นนักมวยชาวไทยที่ไปสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถึงแผ่นดินสหรัฐฯ


ที่มา: https://www.komchadluek.net/news/sport/287590


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“จรัล ดิษฐาอภิชัย” แกนนำแดงลี้ภัยฝรั่งเศส โพสต์ภาพคู่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้าที่ประเทศฝรั่งเศส เจ้าตัวโต้หนีม็อบ แจงไปหาภรรยา ไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เดือน ยืนยันกลับไทยแน่ ก.ย.นี้

เฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ของนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน โพสต์ภาพคู่กับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า “มิตรภาพสู้รบ วัยอาวุโส-วัยกลางคน”

ภาพดังกล่าวเป็นที่วิจารณ์ในโลกโซเชียลฯ ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่า นายปิยบุตรหนีม็อบราษฎรมาปักหลักที่ประเทศฝรั่งเศสหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุใจความได้ว่า นายปิยบุตรเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 4 ก.ค. โดยสายการบินแอร์ฟรานซ์ ถึงสนามบินชาร์ล เดอ โกล เมื่อวันที่ 5 ก.ค. เพื่อไปหาภรรยา ที่ทำงานอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส พร้อมกับเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา และรอการเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 3 ส.ค. โดยจะอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 เดือน และยืนยันว่าเดือน ก.ย.จะกลับประเทศไทยแน่นอน


ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=3895997803842460&set=a.287476558027954

https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'เฉลิมชัย'​ เดินหน้าโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) ฝ่าวิกฤตโควิด19 ผนึก 'พาณิชย์'​ เติมทรัพย์สินประชาชนเพิ่มสินเชื่อช่องทางใหม่ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เริ่มขับเคลื่อน​ 15​ ก.ค.64

'เฉลิมชัย'​ เดินหน้าโครงการธนาคารสีเขียว  (Green Bank) ฝ่าวิกฤตโควิด19 ผนึก 'พาณิชย์'​ เติมทรัพย์สินประชาชนเพิ่มสินเชื่อช่องทางใหม่ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เริ่มขับเคลื่อน​ 15​ ก.ค.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน​ (Sustainable Agriculture) แถลงวันนี้​ (14​ ก.ค.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ​ ประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และทุกภาคีภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงการธนาคารสีเขียว​ (Green Bank) ภายใต้นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนบนแนวทางศาสตร์พระราชาและโมเดลเศรษฐกิจ​ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อต่อยอดขยายผลนโยบายของรัฐบาลภายใต้วิกฤตโควิด19​ ในการสร้างโอกาสใหม่ๆ​ ให้กับประชาชนและประเทศชาติและเป็นการสร้างแรงจูงใจในการปลูกไม้เศรษฐกิจตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน   

โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ6ประการ ได้แก่... 

1.เพื่อเพิ่มสินเชื่อช่องทางใหม่โดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน 

2.เพื่อเพิ่มทรัพย์สิน รายได้ อาชีพและธุรกิจใหม่ๆให้กับประชาชน

3.เพื่อลดปัญหาหนี้นอกระบบ

4.เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในเมืองและนอกเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชนและเมือง แก้ปัญหา​ PM 2.5

5.เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน(Global Warming)และเพิ่มคาร์บอนเครดิตของประเทศ

6.เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ​ (SDG) และยุทธศาสตร์ชาติรวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การเกษตรและเศรษฐกิจ

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลของกองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์รายงาน (ณ วันที่ 5 ก.ค. 2564) ว่าตั้งแต่ปี​ 2562​ ถึงปัจจุบันมีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 87​ สัญญา จำนวน 119,498 ต้น วงเงิน​ 134,375,912.00 บาทโดยแบ่งเป็นกลุ่มให้สินเชื่อรายย่อย​ (พิโกไฟแนนซ์ ปล่อยสินเชื่อวงเงิน​5​หมื่นถึง​ 1​ แสนบาท) 80 สัญญา คิดเป็น 92%ของสัญญารวมวงเงินค้ำประกัน​ 4​ ล้านบาท กลุ่มสถาบันการเงิน​ (ธนาคารกรุงไทยและธกส.) 7​สัญญา คิดเป็น 8 %ของสัญญา รวมวงเงินค้ำประกัน 130 ล้านบาท

ซึ่งแสดงว่าระบบการให้สินเชื่อโดยสถาบันการเงินได้ทำงานแล้วและมีโอกาสในการขยายสินเชื่อโดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้อีกมาก​ เพราะที่ผ่านมายังดำเนินการได้ไม่มากนัก​ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมองเห็นโอกาสที่จะต่อยอดขยายผลให้เร่งขับเคลื่อน​ จึงให้กระทรวงเกษตรฯ​ เป็นแกนกลางในการเร่งส่งเสริมปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจบนที่ดินตนเอง สร้างหลักประกัน ให้กับครอบครัว และความมั่นคงในอนาคตควบคู่ไปกับการใช้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินและเป็นหลักประกันสินเชื่อในการเข้าถึงแหล่งเงินทั้งรายย่อยและรายใหญ่

โดยเกษตรกร ประชาชนและผู้ประกอบการจะได้รับวงเงินสินเชื่อรายย่อย​ 50,000-100,000 บาทต่อรายและวงเงินสินเชื่อรายใหญ่จากสถาบันการเงินเช่นธนาคารเป็นต้น

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะผนึกความร่วมมือในการขับเคลื่อนขยายผลต่อยอดโครงการนี้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงไทย, กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ การยางแห่งประเทศไทย​ (กยท.) ภาคการวิจัย เช่นสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สวก. ภาควิชาการเช่นสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม​ (AIC) ภาคเอกชนเช่นหอการค้า, สภาอุตสาหกรรม, สมาคมธนาคาร, สภาเอสเอ็มอี, ภาคเกษตรกรเช่นสภาเกษตรกรแห่งชาติ, สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, สมาคมเกษตรกร, กลุ่มเกษตรกร, เกษตรกรภาคท้องถิ่นเช่นอบจ. เทศบาล, อบต. กทม. เมืองพัทยา ภาคีเครือข่ายมูลนิธิ องค์กรเอกชนตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

โดยในวันพรุ่งนี้​ (15ก.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขับเคลื่อนโครงการธนาคารสีเขียวทันที

ก่อนหน้านี้​ เมื่อวันที่​ 7 ก.ค.​ 64​ ที่ผ่านมานายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและประธานคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองได้จัดประชุมหารือกับ​ นางสาวจรรยา ชื่นสิริพัฒนกุล ผู้อำนวยการกองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์, นายจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายจิรพันธ์ ศรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน 12 สำนักงานโครงการบริหารจัดการหนี้นอกระบบ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), นายสมเกียรติ จตุราบัณฑิต นายกสมาคมพิโกไฟแนนซ์ประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการด้านการเงินและสินเชื่อ​ โดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันรวมทั้ง ประเด็นการกำหนดมาตรฐานผู้ประเมินหลักทรัพย์ (ไม้ยืนต้น) การกำหนดมูลค่ามาตรฐานของหลักทรัพย์​ (ไม้ยืนต้น) และประเด็นพันธบัตรต้นไม้รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต​ (Carbon Credit)

สำหรับเรื่องนี้​ ด้าน​ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน​ ได้เตรียมการล่วงหน้าโดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง (Sustainable Urban Agriculture Development Project) ต่อยอดนโยบาย Green City เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาเกษตรกรรมในเมืองภายใต้ 5 แนวทางของเกษตรยั่งยืนได้แก่วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งเป็นการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างและระบบครอบคลุม 77 จังหวัด​ ซึ่งเป็นอีกกลไกหลักอีกกลไกหนึ่ง รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ​ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำฐานข้อมูลทะเบียนไม้ยืนต้นของเกษตรกรทั่วประเทศไว้แล้ว​ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารโครงการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงร่วมกับทุกภาคีภาคส่วนต่อไป

“ปัจจุบันรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายป่าไม้มาตรา​ 7​ โดยยกเลิกไม้หวงห้ามบนที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน สามารถปลูกและตัดไม้เศรษฐกิจได้เหมือนการปลูกพืชเกษตรทั่วไป ทำให้เป็นโอกาสของประชาชนโดยมีไม้เศรษฐกิจทั้งไม้กลุ่มผลไม้กลุ่มสมุนไพรไม้กลุ่มยางไม้ตระกูลกลุ่มไผ่และไม้ยืนต้นอื่นๆ​ เช่น... 

1.สัก 2.พะยูง 3.ชิงชัน 4.กระซิก 5.กระพี้เขาควาย 6.สาธร 7.แดง 8.ประดู่ป่า 9.ประดู่บ้าน 10.มะค่าโมง 11.มะค่าแต้ 12.เคี่ยม 13.เคี่ยมคะนอง 14.เต็ง 15.รัง 16.พะยอม 17.ตะเคียนทอง 18.ตะเคียนหิน 19.ตะเคียนชันตาแมว 20. ไม้สกุลยาง 21.สะเดา 22.สะเดาเทียม 23.ตะกู 24.ยมหิน 25.ยมหอม 26. นางพญาเสือโคร่ง 27.นนทรี 28.สัตบรรณ 29.ตีนเป็ดทะเล 30.พฤกษ์

31.ปีบ 32.ตะแบกนา 33.เสลา 34.อินทนิลน้ำ 35.ตะแบกเลือด 36.นากบุด 37.ไม้สกุลจำปี 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45.หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กระทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53.เทพทาโร 54.ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56.ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน 58.มะขาม ฯลฯ​ 

โดยสามารถนำไม้ยืนต้นมาใช้ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้รวมถึงการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ" นายอลงกรณ์​ กล่าวในตอนท้าย

'ศิริกัญญา' อัด จัดการล้มเหลว ปล่อยลัดคิววัคซีน-เบิกจ่ายงบเครื่องมือแพทย์ล่าช้า แนะนายกฯ ทุบโต๊ะให้เบิกจ่ายเร็วขึ้น ด้าน 'วรรณวรี' ตั้งคำถาม ทำไมวัคซีนไทยจึงยังวนเวียนอยู่แค่ 2 ยี่ห้อ

นางสาว ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้ตั้งคำถามต่อกระทรวงสาธารณสุข ถึงเรื่องประสิทธิภาพในการจัดการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 โดยกล่าวว่า การกระจายวัคซีนบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามลำดับความสำคัญตามยุทธศาสตร์ มีบางจังหวัดที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามเกณฑ์ใด ๆ เลย แต่กลับได้รับวัคซีนสูงที่สุดเป็นอันดับ 11 ของประเทศ คือจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปัญหาที่วนเป็นงูกินหาง หลายคนยังไม่ได้วัคซีน โดนยกเลิกแล้ว ยกเลิกอีก แต่กลับมีคนบางกลุ่มได้รับวัคซีนก่อน รวมทั้งมีการลัดคิวฉีดวัคซีนจำนวนมาก โดยใช้เส้นสายของผู้บริหารโรงพยาบาลและนักการเมือง ทำให้ผู้ที่ต้องการวัคซีนจริง ๆ ได้รับการฉีดวัคซีนน้อย และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับวัคซีน

"จากตัวเลขที่เปิดเผยมาพบว่าผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 โรคได้รับวัคซีนเพียง 3.5% และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีน เพียงแค่ 0.9% เท่านั้น"

อีกเรื่องที่มีความสำคัญกับการรับมือกับโควิด-19 คือ Rapid Antigen Test ซึ่งในต่างประเทศมีราคาที่แตกต่างหลากหลาย บางประเทศแจกฟรี และหลายประเทศมีราคาถูกกว่าเรา ทั้งที่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้ว ค่าครองชีพของประเทศเขาสูงกว่าเรามาก

"โอกาสที่จะได้รับการตรวจของคนไทย ต้องแลกมาด้วยการเอารองเท้าไปต่อคิว เอาขวดน้ำไปต่อคิว ก็ต้องขอให้ท่านช่วยอุดหนุนราคา และควบคุมราคา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้มากขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับการรักษาชีวิตพวกเขา"

นอกจากนี้ ศิริกัญญา ยังตั้งคำถามถึงการเบิกจ่ายเงินกู้ก้อนแรกจาก พ.ร.ก. 1 ล้านล้าน ที่อนุมัติไปหมดแล้ว แต่เพิ่งเบิกจ่ายไปได้ 1.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น สำหรับสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อดูการเบิกจ่ายยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์มีการอนุมัติไปตั้งแต่ พ.ย. 63 และ ม.ค. 64 มาถึงเดือน ก.ค. มีเบิกจ่าย และ PO รวมกันเพียง 26% เท่านั้น

"เมื่อไปเช็คใน ThaiMe แผนที่จะจัดซื้อเครื่องมือแพทย์บอกว่าจะทำไม่เกินเดือนเมษายน และรายการทั้งหมดมีความสำคัญกับการรอดชีวิต แต่ผ่านมาจนถึงเดือนกรกฎาคมแล้วยังกลับเบิกจ่ายได้อย่างล่าช้า ไม่ได้คุยเพื่อมาชี้นิ้วหาคนผิด แต่เรามาคุยกันเพื่อหาทางออกว่ามีวิธีไหนทำให้ดีกว่านี้ไหม"

"ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อ 2560 มีข้อยกเว้นมากมายสำหรับกรณีโรคระบาดให้สามารถจัดซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ ก็ต้องขอ สตง. ว่าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดซื้อเหล่านี้ได้หรือไม่ หรือต้องการให้มีรัฐมนตรีมาทุบโต๊ะสั่งการ ถึงจะสามารถดำเนินการได้เร็วกว่านี้"

ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า เมื่อดูของกรมการแพทย์ ก็ปรากฎว่ามีโครงการที่ประมูลเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ในปัจจุบันก็ยังเบิกจ่ายไม่ได้ สำหรับกรมสุขภาพจิต โครงการจัดซื้อต่าง ๆ อนุมัติไปตั้งแต่เดือนเมษายน แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีการ PO หรือเบิกจ่าย เข้าใจว่ากรมสุขภาพจิตวางแผนการเบิกจ่ายไว้ในเดือนสิงหาคม แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์โรคระบาด ควรจะวางแผนการจัดซื้อและอนุมัติให้รวดเร็วกว่านี้หรือไม่

ศิริกัญญา ยังได้ถามถึง มติ ครม. ที่จัดซื้อวัคซีน Sinovac เนื่องจากได้สืบค้นจากเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว พบเพียงแค่ 2.5 ล้านโดส ที่มีมติ ครม. รองรับ แต่อีก 6 ล้านโดสไม่มี ปกติถ้าเป็นแบบนี้เป็นเพราะเป็นวาระที่ติดชั้นความลับ เป็นความจริงหรือไม่ ถึงจะลับก็ขอเอกสารแล้วตีลับมาก็ได้

นอกจากนี้ ศิริกัญญา ยังได้ถามว่ากรมควบคุมโรคได้เซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไฟเซอร์ไปแล้วหรือยัง และองค์การเภสัชได้เซ็นสัญญาจัดซื้อโมเดอร์นาไปแล้วหรือยัง รวมทั้ง ขอทราบสต็อกออกซิเจน ว่ายังมีเพียงพอหรือไม่ และสต็อกยาฟาวิพิราเวีย และมีแนวทางจะใช้ยาตัวอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 บ้างหรือไม่ เช่น monoclonal antibody เป็นต้น

ด้าน วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน โดยกล่าวว่า ตนเองได้รับวัคซีน Sinovac 2 เข็มแล้ว ไปตรวจที่โรงพยาบาลพบว่าภูมิขึ้นเพียง 41 U/ml เท่านั้น โดยแพทย์บอกว่าถ้าฉีดแอสตร้าเซนเนกาภูมิจะขึ้นหลักร้อย ถ้าฉีดไฟเซอร์ภูมิจะขึ้นหลักพัน เมื่อเห็นตัวเลขนี้แล้วทำให้ตนต้องระมัดระะวังในการลงพื้นที่มากขึ้น ไม่สามารถมั่นใจได้อย่างเต็มที่

"ดิฉันตั้งคำถามว่าทำไมประเทศเราถึงมีวัคซีนวนเวียนอยู่แค่ 2 ยี่ห้อ นี้เท่านั้น สำหรับคนมีเงินอาจสามารถฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็ม 3 ได้ แต่ประชาชนที่ไม่มีเงินจะทำอย่างไร"

นอกจากนี้ วรรณวรี ยังเรียกร้องให้นำผลตรวจที่เป็นบวกจาก Rapid Antigen Test ไปรับการตรวจ RT-PCR เพิ่มเติมได้ เพราะจะมีผลกับการแอดมิดและหาเตียง


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

หากประเทศไทยผลิต ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ได้เอง จะเกิดผลดีอย่างไร?

เมื่อวานมีข่าวดี รัฐบาลออกมาอัปเดตความคืบหน้าในการผลิต ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ขึ้นเองในประเทศไทย โดยเป็นความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ บริษัท ปตท. ที่ได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารตั้งต้น (Active Pharmaceutical Ingredients : API) ของการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ โดยล่าสุดสามารถสังเคราะห์สารตั้งต้นที่มีความบริสุทธิ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานแล้ว

สเต็ปต่อมา คาดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ จะผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และต่อจากนั้น จะเป็นการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ป่วยโควิด-19 ภายในประเทศ ได้ใช้ในการรักษาต่อไป

ถือเป็นความสำเร็จ และเป็นข่าวดี ท่ามกลางสภาวะที่มียอดผู้ป่วยโควิด-19 มากขึ้นทุกวัน โดยปัจจุบัน ยาฟาวิพิราเวียร์ ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำหน้าที่ขจัดเชื้อไวรัสออกไปจากร่างกาย ช่วยป้องกันอาการเชื้อลงปอดและภาวะอักเสบ แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่โดยรวมถือเป็นยาที่มีความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ในเวลานี้

THE STATES TIMES ไปรวบรวม ‘ข้อดี’ หากว่า ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ จะได้รับการผลิตขึ้นเองภายในประเทศ มาบอกกัน...


อ้างอิง : https://www.gpo.or.th/view/425, https://www.thaihealth.or.th/Content/54569

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_6506350


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top