Sunday, 21 June 2026
TheStatesTimes

สุโขทัย – ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสุโขทัย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2564) เวลา 10.30 น. ที่อาคารชวนชม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วยนายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย นพ.มาโนช อู่วุฒิพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุโขทัย บุคลากรทางการแพทย์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานที่โรงพยาบาลสนามของจังหวัดสุโขทัย ที่อาคารชวนชม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย ซึ่งเป็นตึก 4 ชั้น และสามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 สีเขียว ได้สูงสุด 120 ราย โดยเบื้องต้นขณะนี้อาคารชวนชมมีผู้ป่วยโควิด-19 เข้ารับการรักษาอยู่จำนวน 2 รายด้วยกัน

นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยกล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัยได้โทรประสานขอกลับมารักษาตัวที่จังหวัดสุโขทัย ทั้งนี้อยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนที่ประสงค์จะขอกลับเข้ามารักษา ให้โทรประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ก่อนที่จะเดินมาเข้ามาในพื้นที่ของจังหวัดสุโขทัยด้วย


ภาพ/ข่าว  สุริยา ด้วงมา จ.สุโขทัย

'ดีพร้อม' จับมือ มหาวิทยาลัยรังสิต ปั้นนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ สู้ภัยโควิด-19 อวดโฉมเครื่องมือแพทย์ฝีมือคนไทย รับมือสถานการณ์ปัจจุบัน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยผลความสำเร็จการดำเนินงานระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน อาทิ ตู้แรงดันบวก อุปกรณ์จ่ายอากาศแบบต่อเนื่อง (PAPR), เครื่อง Contactless Self Service Body Check up, ระบบปรึกษาข้อมูลสุขภาพทางไกล Tele-Health เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเปิดให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป จำนวน 50,000 คน หรือ 100,000 โดส

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ห่วงใยประชาชนและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งขับเคลื่อนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ดังนั้น ดีพร้อม (DIPROM) จึงผลักดันมาตรการเร่งด่วน เพื่อเตรียมความพร้อมในภาคอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่จะเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนนี้ คือการส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการร่วมดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเครื่องมือแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 25% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริมนั้นจะสามารถรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้

ทั้งนี้ จากการเยี่ยมชมการดำเนินงานของทางมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีการจัดระบบการให้บริการคัดกรองและการให้บริการฉีดวัคซีน โดยแยกพื้นที่อย่างชัดเจน ทำให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการให้บริการประชาชนด้านต่าง ๆ จึงได้นำต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริมจากดีพร้อมมาใช้งานจริง ณ จุดบริการ ทั้งคลินิกเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต และศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 มหาวิทยาลัยรังสิต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ตู้แรงดันบวก สำหรับตรวจคัดกรอง (Swab Test) เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถอยู่ภายในตู้ระหว่างการตรวจคัดกรองเชื้อจากประชาชนที่อยู่ภายนอกได้อย่างสะดวกและปลอดภัย อุปกรณ์จ่ายอากาศแบบต่อเนื่อง PAPR สำหรับป้องกันระบบทางเดินหายใจแบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เครื่อง Contactless Self Service Body Check up เครื่องตรวจสุขภาพเบื้องต้น แบบลดการสัมผัส ระบบปรึกษาข้อมูลสุขภาพทางไกล Tele-Health สำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพและระบบหุ่นยนต์ตรวจสุขภาพใช้ในการวัดความดันโลหิตและติดต่อแพทย์เฉพาะทางสำหรับปรึกษาอาการเบื้องต้น

โดยต้นแบบผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถนำไปขยายผลสำหรับใช้ในการป้องกันและการตรวจคัดกรองบุคลากรในสถานประกอบการและภาคอุตสาหกรรม นอกเหนือจากต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 แล้ว กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทย ยังได้มีการต่อยอดต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์อื่น ๆ อาทิ เครื่อง Auto CPR, ชุด Smart Infusion Pump, ระบบ AI ในการวิเคราะห์โรคปอด, เครื่องช่วยพยุงผู้สูงอายุ สำหรับการใช้งานในสถานพยาบาล หรือสถานที่อื่น ๆ รวมทั้งชุมชน ซึ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย โดยมีผู้ประกอบการที่มีความสามารถและพร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดผลิตในเชิงพาณิชย์โดยไม่มีลิขสิทธิ์ต้นแบบอีกด้วย นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติม

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรังสิต รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง และได้เล็งเห็นถึงความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ จึงได้มุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์มาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้สามารถรองรับกับความต้องการใช้งานที่หลากหลายได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิต โดยวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์และวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพสู่เชิงพาณิชย์ ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมาโดยตลอด โดยครั้งนี้ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ผลงานจากความร่วมมือกันได้ถูกนำมาใช้งานจริง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการประชาชนในมิติที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

รวมทั้ง ยังสามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ณ คลินิกเทคนิคการแพทย์ อาคารวิทยาศาสตร์ 4 มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาคารนันทนาการ 14 มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป จำนวน 50,000 คน หรือ 100,000 โดส ภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมีความพร้อมให้บริการตามเป้าหมาย

โดยปัจจุบันได้มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วประมาณ 15,000 คน ส่งผลให้ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งเพิ่มความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยทั้งด้านอุปโภคและบริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากถึงกว่า 300 ล้านบาทต่อเดือน และจะสูงถึงกว่า 700 ล้านบาทต่อเดือนเมื่อฉีดวัคซีนได้ครบตามเป้าหมาย 50,000 คน นายอาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ชัยภูมิ – เลขาฯ นายก อบจ.ชัยภูมิ พร้อมชุดเฉพาะกิจนายก อบจ.ชัยภูมิ ลงพื้นที่ติดตามการขุดลอกสระสาธารณะกำจัดวัชพืช กักเก็บน้ำสำหรับใช้ทำน้ำประปา และเพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ในการทำการเกษตร

6 กรกฏาคม 2564 นายอร่าม โล่ห์วีระ นายก อบจ.ชัยภูมิ มอบหมายให้นายพงค์ศักดิ์ มังสังข์ เลขานุการนายก อบจ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจ นายก อบจ.ชัยภูมิ ลงพื้นที่ติดตามการขุดลอกสระสาธารณะเพื่อกำจัดวัชพืชลำน้ำก่ำ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณ บริเวณศาลเจ้าพ่อหมื่นแสน ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับใช้ทำน้ำประปาและเพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ในการทำการเกษตรต่อไป


ภาพ/ข่าว  อรรถดิษฐ์ จันตะเสน จ.ชัยภูมิ

สมุทรปราการ - นิพนธ์ ขอบคุณ ทุกฝ่ายปฏิบัติการดับเพลิงโรงงานกิ่งแก้ว จนเสร็จสิ้น แสดงความเสียใจ จนท. เสียชีวิต 1 ราย มีผู้บาดเจ็บกว่า 40 ราย ยืนยัน รัฐบาลพร้อมดูแลเยียวยาความเสียหาย

เมื่อเวลา 14.00 น. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564  นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่เหตุโรงงานไฟไหม้โรงงานกิ่งแก้ว (บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามตรวจความเสียหาย และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ว่า ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงงานสารเคมี บริษัทหมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์  ที่มูลนิธิร่วมกตัญญู สมุทรปราการ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีบ้านเรือนประชาชนเสียหาย 100 หลัง ผู้บาดเจ็บ 40 ราย ผู้เสียชีวิต 1 รายเป็นเจ้าหน้าที่ ในส่วนเรื่องความเสียหายของโรงงานหรือโครงสร้างอาคาร ต้องรอทางจังหวัดสมุทรปราการประชุมสรุปผลอีกครั้ง ขณะนี้เพลิงสงบแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังการปะทุของไฟอย่างต่อเนื่อง

นายนิพนธ์ กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะเร่งด่วน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ กระทรวงมหาดไทย มีหลักเกณฑ์การช่วยเหลืออยู่แล้ว เมื่อจังหวัดได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน จังหวัดก็สามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของผู้ประสบภัย หากงบไม่พอสามารถขยายต่อได้ครั้งละ 20 ล้านบาท

“การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด ต้องเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียด้วย ทางภาครัฐก็มีหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือด้วยและต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการดับเพลิงครั้งนี้ ตั้งแต่อาสาสมัคร พนักงานดับเพลิง เจ้าหน้าที่กู้ภัย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย “ นายนิพนธ์กล่าว

 

จากนั้นได้เดินทางไปยังจุดอพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ ณ วัดบางพลีใหญ่ใน ซึ่งมีประชาชนพักอาศัยอยู่กว่า 300 คน โดยได้ร่วมมอบของบรรเทาทุกข์ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยนำน้ำดื่ม เจลแอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัย มอบความช่วยเหลือเบื้องต้นไปสมทบช่วยประชาชน เพื่อมอบให้กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่บริหารจัดการกระจายตามจุดต่างๆตามความเหมาะสมต่อไป


ภาพ/ข่าว  นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

“บิ๊กตู่” สั่งเร่งเยียวยาผลกระทบเหตุโรงงานแคมีระเบิด สั่งทุกกระทรวงช่วยเหลือไม่ใช่โยคแค่ มท. เชื่อหน้างานดูแลเหมาะสมตามสถานการณ์แล้วหลังก้าวไกลกระพือล็อกแคมป์ รับคิดทำบุญประเทศหลังหลายเรื่องถาโถม 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ ตอบคำถามแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ถึงมาตรการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานสารเคมีที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการว่า นายกฯสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาในแง่กฎหมายทั้งหมดที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้พิจารณาอย่างเร่งด่วนเพราะทราบดีว่าประชาชนเดือดร้อน รวมถึงให้ไปดูวงเงินประกันที่บริษัทมีอยู่ว่าจะเพิ่มเติมอย่างไร และจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมส่วนนั้นอย่างไรได้บ้าง อย่างไรก็ตามในส่วนรัฐบาลจะเข้าไปดำเนินการเช่นเดียวกัน เมื่อถามว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวรัฐบาลจะพิจารณารือระบบการวางผังเมืองหรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ชุมชนเข้าไปอยู่ใกล้โรงงาน นายอนุชา กล่าวว่า การจัดทำผังเมืองต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากอนาคตต้องทำประชาพิจารณ์ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนมีครวามสำคัญ แต่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการมาก่อนแล้วต่อมีมีชุมชนที่พักอาศัยมารายล้อม ก็ต้องร่วมมือกันและรับฟังความคิดเห็นทั้งในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงอื่นที่ที่เกี่ยวกับการเป็นอยู่ของประชาชน ที่จะต้องร่วมกันพิจารณา และรัฐบาลจะได้ออกเป็นกฎหมายต่อเนื่องต่อไป โดยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
 
เมื่อถามว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้พูดคุยถึงกรณีแคมป์คนงานในพื้นที่ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฟ้ามเคลื่อนย้ายคนงานตามข้อกำหนดศบค. ไม่สามารถอพยพคนงานได้หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้เนื่องจากทหารที่ดูแลแคมป์อยู่ไม่ยินยอม นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลโดยเฉพาะหากมีผู้ได้รับความเดือดร้อนอะไรก็ขอให้เข้าไปเร่งดูและหากมีความจำเป็นที่จะต้องเยียวยาก็ขอให้ไปดูเรื่องของกฎหมาย ส่วนเรื่องการเคลื่อนย้ายคนงานนั้นในที่ประชุมไม่ได้พูดคุยในรายละเอียดแต่เรื่องดังกล่าวทางผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการคงได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าควรจะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รัสมี 5 กิโลเมตรอย่างไรและเชื่อว่าคงดำเนินการอย่างเหมาะสมไม่เป็นประเด็นปัญหาอะไร จนถึงขณะนี้ก็เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ การเยียวยาดูแลผู้อพยพต่างๆก็เดินหน้ากันต่อไป โดยนายกฯสั่งการให้ทุกกระทรวงไปดำเนินการช่วยเหลือไม่ใช่เฉพาะแค่กระทรวงมหาดไทยเท่านั้น เมื่อถามย้ำว่าส.ส.พรรคก้าวไกลยืนยันว่ามี 3 แคมป์ที่คนงานไม่สามารถออกมาได้ นายอนุชา กล่าวว่า เชื่อว่าศูนย์บริหารซึ่งเป็นส่วนหน้างานในพื้นที่ได้พิจารณาอย่างเหมาะสมแล้วเพราะการดำเนินการต่างๆต้องดูสถานการณ์ในพื้นที่ด้วย ทางผู้ว่าสมุทรปราการน่าจะมีคำตอบที่ดี  

“อนุชา” ฟุ้ง วัคซีนมี 3 แพลตฟอร์ม หวังปชช.มั่นใจ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ ตอบคำถามแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ถึงกรณีกลุ่มคณะแพทย์เตรียมยื่นรายชื่อ 2,200 รายชื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนวัคซีนหลักของประเทศเป็นชนิด Mrna ว่าในคณะรัฐมนตรีวันเดียวกันนี้ได้พูดคุยในเรื่องดังกล่าว โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดหาวัคซีนเข้ามาให้ประชาชน ซึ่งปัจจุบันเรามีวัคซีนหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง วัคซีนเชื้อตายที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ทั้งชิโนแวดและชิโนฟาร์ม นอกจากนั้นก็ยังมีวัคซีนที่เป็นเทคโนโลยี เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ คือ แอสตราเซเนกา และเทคโนโลยี Mrna วันนี้ก็ได้พิจารณาเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการลงนามสัญญาไฟเซอร์ 20 ล้านโดส และจำนวนวัคซีนบางส่วนที่ได้รับบริจาคมาจากสหรัฐอเมริกาด้วย ถือว่าเรามีถึง 3 แพลตฟอร์ม หวังว่าประชาชนจะมีความมั่นใจเกี่ยวกับวัคซีนที่มีอยู่ เมื่อถามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเชิงรุกอย่างไรที่จะไม่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นรายวันลดลงภายใน 1 เดือน นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาทั้งในส่วนของเศรษฐกิจและสาธารณสุขควบคู่กัน รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบซึ่งวันนี้ก็ได้มีออกมาด้วยเช่นกัน ถ้ามีมาตรการอะไรออกมาอีกก็จะพิจารณาการเยียวยาควบคู่กันไป 

ครม.ไฟเขียว แก้ระเบียบฯ จ่ายค่าตอบแทนนำจับยาเสพติด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับภารกิจ-การปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ- ขยายผลผู้บงการ

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เห็นชอบแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ เงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด พ.ศ.2561 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยแก้ไขปรับปรุงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานยาเสพติด กรณียึดได้แต่ยาเสพติด รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาการยื่นคำขอรับเงินค่าตอบแทน เพื่อให้การจ่ายค่าตอบแทนเกิดความเหมาะสมกับภารกิจ ส่งผลให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งเน้นให้เกิดการสืบสวนขยายผลไปยังเจ้าของยาเสพติด เครือข่ายนายทุน หรือผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งร่างระเบียบมีสาระสำคัญดังนี้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า กำหนดให้จ่ายเงินค่าตอบแทน เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการจนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดและพนักงานอัยการสั่งฟ้อง หรือศาลออกหมายจับและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยให้จ่ายค่าตอบแทนร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่คำนวณได้จากปริมาณยาเสพติด จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินค่าตอบแทนร้อยละ 25 ของจำนวนเงินที่คำนวณได้จากปริมาณยาเสพติด เมื่อพนักงานอัยการสั่งงดการสอบสวน สั่งไม่ฟ้อง หรือมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า กำหนดระยะเวลาการยื่นคำขอรับเงินค่าตอบแทนภายใน 180 วัน เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเกี่ยวกับคดี หากเป็นกรณีศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดและเลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ยื่นคำขอภายใน 180 วัน นับแต่ศาลออกหมายจับและเลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สิน จากเดิมที่ให้ยื่นคำขอเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเกี่ยวกับคดี หรือภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

ทบ.คงกำลังและยุทโธปกรณ์ สนับสนุนดับไฟโรงงานสารเคมี จ.สมุทรปราการ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยวาา ตลอดวันนี้ปฏิบัติการดับไฟในโรงงานสารเคมี จ.สมุทรปราการ ทุกภาคส่วนยังคงบูรณาการร่วมกันดับไฟอย่างเต็มศักยภาพ สำหรับในส่วนของกองทัพบกได้ส่งกำลังพล 265 นาย ยานพาหนะ 
30 คัน จากกองพันทหารราบหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และกองพลทหารราบที่ 11  เข้าช่วยงานบริการโดยรอบพื้นที่เกิดเหตุ ด้วยการอพยพประชาชนไปยังศูนย์อพยพ อบต.บางพลีใหญ่ และนำสิ่งของพระราชทาน, เครื่องอุปโภคบริโภค, เครื่องมือจำเป็นทางการแพทย์เข้าแจกจ่าย ตลอดจนส่งเจ้าหน้าที่ เข้าสนับสนุนการตรวจเชื้อ COVID-19 ที่ศูนย์อพยพดังกล่าว พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขณะเดียวกันในเรื่องการดับไฟ กองทัพบกได้สนับสนุนน้ำยาโฟมเพื่อใช้ในการดับเพลิง 26,860 ลิตร พร้อมนำชุดปฏิบัติการวิทยาศาสตร์จากกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ร่วมประเมินสารพิษและตรวจสอบคุณภาพร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และเตรียมการเกี่ยวกับการชำระล้างสารเคมีที่อาจการรั่วไหลในที่เกิดเหตุ 

สำหรับปฏิบัติการดับไฟทางอากาศ ตลอดระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมา นักบินจากกองพันซ่อมบำรุงอากาศศูนย์การบินทหารบก ได้นำเฮลิคอปเตอร์ KA-32 จำนวน 2 ลำ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นบินโปรยสารเคมีโฟมและน้ำ เพื่อควบคุมไฟรวม 47 เที่ยวบิน  ส่วนการปฏิบัติในภาคพื้นดินกองทัพบกได้นำรถฉีดโฟมดับเพลิงจากกองพลพัฒนาที่ 1 เข้าสนับสนุนภารกิจด้วย ทั้งนี้ พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกำชับให้เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือสนับสนุนการดับไฟและควบคุมเหตุการณ์อย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนภาคส่วนและกำลังพลจิตอาสาในการดูแลช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในระยะเร่งด่วน 

โดยตลอดวันนี้ มีการประเมินสถานการณ์ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อควบคุมการปะทุขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินและควบคุมเหตุการณ์ต่อเนื่อง ซึ่ง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกได้แจ้งเตือนให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก เตรียมการสนับสนุนอื่นๆ อาทิ อากาศยาน การเตรียมจัดตั้ง รพ.สนาม เมื่อได้รับการร้องขอ พร้อมคงกำลังพลร่วมปฏิบัติการในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะยุติ ส่วนการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์สงบจะได้เตรียมสนับสนุนการสำรวจความเสียหาย การกลับคืนภูมิลำเนาของประชาชน การฟื้นฟูสถานที่และบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไป

กอ.รมน.แจง ไม่อพยพ 2 แคมป์แรงงาน ชี้ อยู่ห่างรัศมี เหตุไฟไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว ป้องกันโควิด-19

พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริเวณซอยกิ่งแก้ว 21 อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ระเบิดและมีเพลิงไหม้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย และบ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 70 หลังคาเรือนนั้น

จากเหตุการณ์การดังกล่าวได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยการช่วยเหลือในขั้นต้น กอ.รมน.จังหวัด สมุทรปราการ ได้ประสานขอกำลังพลชุดเคลื่อนที่เร็วจาก กองพลทหารราบที่ 11 เข้าช่วยเหลือและดูแลประชาชนโดยรอบพื้นที่เกิดเหตุ และดำเนินการอพยพประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมี 5 กม. ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีคำสั่งให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งได้จัดการจราจรในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพเคลื่อนย้าย และ รปภ. แก่ผู้ที่สัญจรผ่านเส้นทางที่กำหนด รวมทั้งการประชาสัมพันธ์กระจายข่าวสารตามประกาศของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยง ต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมกลิ่นควันไฟที่เกิดจากการระเบิดของโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติกดังกล่าว

ในห้วงวันเดียวกัน ได้มีกำลังพลจาก กองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยส่วนหน้า และกำลังพลชุดเคลื่อนที่เร็ว กองพลทหารราบที่ 11 โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้เข้าร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภายใต้การอำนวยการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็น ผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ 

โดยมีภารกิจสนับสนุนการเคลื่อนย้ายและอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ไปยังศูนย์อพยพที่ได้จัดเตรียมไว้ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนเตรียมปริญญานุสรณ์ 2.องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ และ 3.วัดสลุด อ.บางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ นอกจากนี้กำลังพลของกองทัพบกบางส่วน ยังได้เตรียมการเข้าประจำจุดที่กำหนดหากกรณีมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่เกิดเหตุอีก 

สำหรับการดำเนินการตามข้างต้นนั้นได้มีการปฏิบัติเป็นไปตามขั้นตอนของการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยภายใต้การอำนวยการและกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ในพื้นที่ และจากการนำเสนอข่าวกรณีมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ควบคุมมิให้แรงงานภายในแคมป์ก่อสร้างอพยพออกมายังพื้นที่ด้านนอกในขณะนั้น เนื่องจากนายอำเภอบางพลี ผู้บัญชาการเหตุการณ์ในระดับอำเภอ ได้ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าทั้ง 2 แคมป์คนงานได้แก่ แกรนด์ เพอร์เฟค และ เล็ค เลเจนท์ ตั้งอยู่ในซอย ลาดกระบัง 20/3 ต.ราชาเทวะ มีระยะห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กิโลเมตร ยังมีความปลอดภัยอยู่ในขณะนั้น 

ประกอบกับ อยู่ในห้วงมาตรการป้องกันอันตรายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 รวมทั้งแคมป์ได้มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่  โล่งแจ้งมีความปลอดภัยจากแรงระเบิดและกลุ่มควันจากสารเคมีในระดับหนึ่ง หากมีการประเมินสถานการณ์พิจารณาแล้วพบว่ามีการขยายวงกว้างของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จะดำเนินการเคลื่อนย้ายโดยใช้มาตรการการป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด - 19 อย่างเร่งด่วนทันที ทั้งนี้ กอ.รมน. มิได้นิ่งนอนใจได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรวมทั้งอำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ศธ. ปรับการวัดและประเมินผลใหม่ สั่งครูลดการบ้านและเนื้อหาวิชาการ ยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียน หลังพบเด็กเครียดจากการเรียนออนไลน์

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารองค์กรหลัก เพื่อรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้กระทรวงศึกษาธิการจะออกแบบการเรียนรู้ไว้ 5 รูปแบบ คือ On-site, On-air, On-demand, Online และ On-hand ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทำให้เด็กได้ความรู้อย่างเต็มที่ เหมือนกับเรียนในสถานการณ์ปกติ 

จึงมีข้อสรุปว่าจะปรับการวัดและประเมินผลนักเรียนใหม่ โดยจะปรับตัวชี้วัดต้องรู้ ควรจะรู้และน่าจะรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้เหลือแค่ตัวชี้วัดต้องรู้เท่านั้น ส่วนกิจกรรมที่มีการรวมตัวกัน หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อก็ให้ยกเลิกทั้งหมด

นอกจากนี้ ขอให้ครูให้การบ้านเด็กน้อยลง โดยขอให้โรงเรียนและครูมาหารือร่วมกันว่าใน 1 สัปดาห์ เด็กควรจะได้การบ้านมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ผู้เรียนไม่เกิดความเครียด และการเรียนออนไลน์นี้ต้องยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียนมากขึ้น โดยขอให้ลดการสอนเนื้อหาวิชาการ และเน้นให้เด็กลงมือปฏิบัติ

ในเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการจะออกแนวปฏิบัติเรื่องการวัดและประเมินผลที่เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ โดยสถานศึกษาจะเป็นผู้คัดเลือกว่าสิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนเด็กควรรู้

เมื่อการประเมินและปรับตัวชี้วัดนักเรียนใหม่แล้ว การวัดและประเมินผลครูต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยมอบหมายให้ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปปรับการวัดและประเมินครูใหม่ รวมทั้งปรับระบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สำหรับนักศึกษาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ด้วย เพราะปัจจุบันนักศึกษาเหล่านี้ไม่สามารถฝึกปฏิบัติการสอนในโรงเรียนได้ โดยอาจจะปรับแก้หลักเกณฑ์ให้นักศึกษาเข้ามาช่วยสอนนักเรียนในชุมชน เป็นต้น ซึ่งทาง ก.ค.ศ. จะหารือกับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทปคศ.) และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ต่อไป.


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2128050


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top