Sunday, 21 June 2026
TheStatesTimes

'กนก' เดือด!! อัดยับ!! นักธุรกิจในคราบหมอ กลืนเลือดเหยียดซิโนแวคเป็นวัคซีนเกรดซี พร้อมรวมหัวสื่อเพจร่วมโหมโรง

กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Page ระบุว่า...

เมืองไทยมีคนด่ามากกว่าทำ แล้วด่าคนทำที่เป็นหมอ ที่แย่คือ ด่าในสิ่งที่หมอไม่ได้ทำ

จากกระแสด่า 3 อาจารย์หมอ (หมอยง, หมอทวี, พญ.กุลกัญญา) หาว่าท่านเชียร์ให้รัฐบาลซื้อซิโนแวค...ทั้งที่ท่านไม่ได้เชียร์

ท่านให้ข้อมูลในแง่วิชาการ หลักการฉีดวัคซีนว่า ฉีดอย่างไรจึงปลอดภัย ห่างกันเท่าไหร่ ฯลฯ

ตอนนี้บ้านเมืองของเรา มันมีสื่อบางช่อง ร่วมกับหลายเพจ มักนำเสนอด้อยค่าซิโนแวค ชวนให้คนเข้าใจรัฐบาลผิดว่า ไม่เอาวัคซีนเกรดเอ มาฉีดให้คนไทย

ล่าสุดก็หมอชื่อธัมมะธัมโมคนหนึ่ง ไปออกสื่อว่ารัฐกันท่า จนเขายังไม่ได้วัคซีนทางเลือกมาหากิน รู้ทั้งรู้ว่า เจ้าของวัคซีน จะขายให้ผ่านหน่วยงานรัฐเท่านั้น

รัฐก็ไม่ได้กีดกัน ทางบริษัทวัคซีนเองต่างหาก ไม่มีของ เหมือนอินโดฯ สั่ง 50 ล้านโดส..ยังไม่ได้สักโดส, มาเลย์สั่ง 50 ล้านโดส...ได้มา 4 ล้าน

ฟิลิปปินส์สั่ง 40 ล้าน ไทยสั่ง 20 ล้าน...ยังไม่ได้เหมือนกัน

หมอคนนี้ พูดเหยียดวัคซีนซิโนแวค เป็นวัคซีนเกรดซี ทั้งที่เมื่อเดือนมกราคม ปีนี้ ตอนที่เรายังไม่เริ่มฉีดสักโดส หมอชื่อดีคนเดียวกันนี่แหละ...ไปออกสื่อย่านบางนา ยกยอซิโนแวคว่า 'เลิศเลอเพอร์เฟค' เป็นวัคซีนเกรดเอ เพราะจีนทุ่มทุนมหาศาล

คือตอนนั้น เขาบอกเองว่า ติดต่อทางจีนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว กะสั่งมาฉีดผ่าน รพ.ของตน พอรัฐบาลเอาซิโนแวคมาฉีดให้ประชาชนฟรี ๆ ตัวเองก็เลยต้องยอมกลืนเสลด หันไปบิ้วตัวอื่นแทน แล้วเหยียดซิโนแวคเป็นวัคซีนเกรดซี

นี่แหละ นักธุรกิจในคราบหมอ !!

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=359730265521826&id=100044545655669

https://www.thaipost.net/main/detail/108764


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ปทุมธานี - พิธีเปิด "ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย" จังหวัดปทุมธานี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงห่วงใยและทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงพระราชทานพระราชานุญาตให้สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ จัดตั้ง "ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย" ณ ศูนย์คหกรรมศาสตร์ช่อพวงชมพู คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในระหว่างวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2564

เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่สำหรับนำไปมอบให้แก่ประชาชนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการจัดตั้งครัวพระราชทานฯ แห่งที่ 13 นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19โดยในวันนี้ (7 กรกฎาคม 2564) เวลา 10.00 น. นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด "ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย" พร้อมมอบอาหารพระราชทานให้แก่ผู้แทนจากอำเภอต่าง ฯ จำนวน 3,000 ชุด ณ ศูนย์คหกรรมศาสตร์ช่อพวงชมพู คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โดยเมนูอาหารพระราชทานในวันนี้ ประกอบด้วย ข้าวสวยไก่กระเทียม น้ำพริก ผักสุด จากนั้น ประธานและคณะได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้สูงอายุและผู้ป่วยยากไร้ จำนวน 3 รายในพื้นที่ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง พร้อมมอบอาหารพระราชทาน น้ำดื่ม และชุดธารน้ำใจกู้ชีวิตฝ่าวิกฤติโควิด-19 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ยังความปลาบปลื้มแก่ประชาชนที่ได้รับอาหารพระราชทานและต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

อาหารปรุงสุกใหม่จากครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย จะแจกจ่ายไปยังประชาชนในพื้นที่ 7 อำเภอ ของจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอคลองหลวง อำเภอธัญบุรี อำเภอลำลูกกา อำเภอสามโคก อำเภอลาดหลุมแก้ว และอำเภอหนองเสือ โดยคำนึงถึงการบริหารจัดการครัวที่เน้นความสะอาด ถูกสุขลักษณะ ประกอบหารปรุงสดใหม่ สะอาด โดยเน้นให้ผู้ประกอบอาหารแต่งกายตามมาตรฐาน คือ สวมหมวกคลุมผม สวมผ้ากันเปื้อน สวมหน้ากากอนามัย และสวมถุงมือ รวมถึงการแจกจ่ายอาหารพระราชทานที่มีการจัดระเบียบการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 3 ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ได้ผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน และมอบให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ และตรัง ไปแล้วรวมจำนวน 145,104 ชุด และยังคงให้ความช่วยเหลือในจังหวัดอื่น ๆ ต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเงิน 99 บาท ในโครงการ "พลังใจ 99 บาท ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19" เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องกักกันตน ผู้สูงวัยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และไร้ที่พึ่ง เพื่อลดความเสี่ยง ป้องกัน และเยียวยาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านการดำเนินงานของสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สถานีกาชาด เหล่ากาขาดจังหวัด และกิ่งกาชาดอำเภอ ด้วยการสแกน QR CODE ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารในระบบ E-DONATION หรือโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักสีลม ชื่อบัญชี "สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ" ประเภทบัญชี "กระแสรายวัน" เลขที่ 001-1-34567-0 หรือธนาคารกรุงไทย สาขาสุรวงศ์ ชื่อบัญชี "สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย" ประเภทบัญชี "กระแสรายวัน" เลขที่ 023-6-06799-0 สอบถามเพิ่มเติม โทร.1664


ภาพ/ข่าว  ประภาพรรณ ขาวขำ/รายงาน

เชียงใหม่ - อบจ.เชียงใหม่ มอบถุงยังชีพประชาชน 25 อำเภอ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่และ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนชาวเชียงใหม่ ณ วัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า อบจ.เชียงใหม่ มีความตั้งใจที่ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในขณะนี้ โดยได้จัดสรรงบประมาณและมอบหมายให้ส่วนงานที่รับผิดชอบ จัดทำถุงยังชีพ จำพวกข้าวสารอาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง ประมาณ 40,000 ชุด เพื่อกระจายไปช่วยเหลือประชาชน 25 อำเภอทั่วจังหวัดเชียงใหม่ ตามสัดส่วนครัวเรือนที่ร้องขอมา จากการสำรวจความต้องการของ อปท.ในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน

นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยวันนี้ ได้ส่งมอบถุงยังชีพ จำนวน 2,380 ชุด ให้แก่ผู้นำชุมชน 97 ชุมชน ทั้ง 4 แขวง ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากCOVID-19

นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบถุงยังชีพอีกประมาณกว่า 35,000 ชุดผ่าน สจ.เขตทุกเขตเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน 25 อำเภอ ทั่วจังหวัดเชียงใหม่อย่างทั่วถึงต่อไปด้วย

ซึ่งหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้บ้าง อย่างไรก็ตามทางอบจ. จะได้หาแนวทางช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมเป็นระยะ ๆ ต่อไป


ภาพ/ข่าว  วิภาดา / เชียงใหม่

ส่วนราชการเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดโรงงานหมิงตี้ฯ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทุกส่วนราชการได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโรงงานหมิงตี้ เคมิคอล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระเบิด ตามบัญชาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงการเฝ้าระวังในพื้นที่อีกระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้ไม่ให้เกิดซ้ำ พร้อมยืนยันจะให้การดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและความเสียหายตามสิทธิ รวมทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งค้นหาสาเหตุ เพื่อป้องกันไม่ได้เกิดเหตุขึ้นอีกในอนาคต   

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือจากส่วนราชการ อาทิ กระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคมจะได้ตรวจสอบสถานะความเป็นผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บทั้งผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 38  มาตรา 39 และมาตรา 40 ให้เข้ารับการรักษาพยาบาลตามสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการรักษาพยาบาล และสิทธิอื่น ๆ ที่พึงได้ โดยแยกเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ซึ่งมีสิทธิได้รับสิทธิความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เป็นค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น และค่าทดแทนกรณีหยุดพักรักษาตัว ร้อยละ70 ของค่าจ้างรายเดือน กรณีลูกจ้างสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย จะจ่ายร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดแต่ไม่เกิน 10 ปี ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ให้เงินช่วยเหลือสำหรับการย้ายบ้านชั่วคราว จากไม่สามารถอยู่อาศัยในที่พักเดิมได้ ครอบครัวละ 18,000 บาท การเคหะแห่งชาติ จัดหาโรงแรม/ห้องพักราคาถูก สำหรับผู้ต้องการที่อยู่อาศัยเร่งด่วน หากไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่าย การเคหะแห่งชาติจะจัดสรรห้องพักเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป โดยติดต่อที่สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการ 24 ชั่วโมง สำหรับกระทรวงศึกษาธิการจัดหาที่พักให้ครู บุคลากร และครอบครัว ของโรงเรียนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย บูรณาการร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัย ตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านประกันภัยอย่างเร่งด่วน เพื่อบูรณาการการจ่ายสินไหมทดแทนให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ สำหรับรายที่ไม่ได้ทำประกันภัยครอบคลุมความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นไว้ จะได้รับการชดใช้จากการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งโรงงานได้ทำประกันภัยดังกล่าวรองรับไว้ด้วยวงเงินเอาประกันภัย 20 ล้านบาท 

“หน่วยงานยังมีการเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อไม่เกิดเหตุซ้ำรวมทั้งหาทางกำจัดสารเคมีที่เหลืออยู่ และหลังจากนี้ จังหวัดสมุทรปราการจะร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสำรวจความเสียหายและผลกระทบกับประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย เพื่อให้การเยียวยาตามระเบียบหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว 

“ธีรรัตน์” จี้ รัฐเร่งชดเชยผู้ประสบภัยเหตุโรงงานกิ่งแก้วระเบิด เหน็บอย่าทำงานแบบผักชีโรยหน้า ขอให้ดูสถานการณ์จริง เตรียมลงพท.โรงงานน้ำหอมไฟไหม้

ที่รัฐสภา น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล จำกัด อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ว่า สำหรับพื้นที่เขตลาดกระบังมีวัดหลายแห่งที่รับช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งตนได้รับการประสานนำข้าว อาหาร น้ำ และเครื่องนุ่งห่ม เข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากยังขาดแคลนอยู่ และจากการลงพื้นที่ก็ยังไม่เห็นการดำเนินการใดที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐเลย ทั้งการเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุ การชดเชยผู้ประสบภัยและผู้อพยพ ดังนั้น อยากให้รัฐเร่งดำเนินการชดเชยผู้ประสบภัยหรือดำเนินการด้านกฎหมาย และสอบถามข้อเท็จจริงว่าเหตุใดโรงงานจึงตั้งอยู่เขตพื้นที่ชุมชนหรือถ้าโรงงานก่อตั้งมาก่อนเหตุใดจึงปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ เพื่อป้องกันเกิดปัญหาเช่นนี้อีก รัฐต้องมาทำงานอย่างจริงจัง 

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหามลพิษส่วนตัวมีความกังวล รัฐอย่าทำงานแบบผักชีโรยหน้าหรือลูบหน้า ปากจมูก แต่ขอให้มาดูสถานการณ์จริงและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ทำให้ได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือจากภาคประชาชนด้วยกันเอง ส่วนเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานน้ำหอมที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังนั้น ตนจะลงพื้นที่ไปมอบหน้าหากอนามัยให้แก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง 

นราธิวาส – ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาลพร้อมคณะลงพื้นที่ เยี่ยมเยือนให้กำลังใจชาวบ้านที่ทางจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งให้ปิดหมู่บ้านและอยู่ระหว่างรอดูอาการ 14 วันจากสถานณ์โควิค

นายธนาธิป พรหมชื่นทีปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล นายอนิรุทร บัวอ่อน นายอำเภอสุไหงปาดี จ.นราธิวาส นายเพียร มะโนภักดิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสุไหงปาดีพร้อมด้วยทีมงาน สท.3 สหาย นราธิวาส ลงพื้นที่จุดคัดกรองหน้าโรงเรียนราชภักดี ม.7 บ้านปิเหล็ง เขตบ้านโคกสะตอ ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 8 พฎษภาคม 2564 เวลา 10.00 น.

เพื่อพบปะให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่พร้อมมอบปลาโอสด 150 กก. ไก่สด 50 ตัว ไข่ไก่ 1,500 ฟอง น้ำดื่มสะอาด 1,200  ขวด น้ำดีโด้ 50 แพ็ก และขนมกินเล่น 50 ถุง ให้กับครอบครัวชาวบ้านโคกสะตอที่ถูกปิดหมู่บ้าน ตามประกาศจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2564  เนื่องจากตรวจพบเป็นพื้นที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมีนายอันนูวา กาเซ็ง ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้รับมอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง อสม.ชรบ.ในพื้นที่ 

สำหรับบ้านโคกสะตอ มีประชากร 50 ครัวเรือน จำนวน 437 คน ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จำนวน 10 คน จำนวนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 10 คน ซึ่งขณะนี้ทาง รพ.สต.สุไหงปาดีได้ส่งตัวไปอยู่ที LQ. ปาดีค็อมแพ็คกักตัวเป็นเวลา 14 วันเพื่อดูอาการ      

หลังจากนั้นคณะได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสุไหงปาดี เพื่อมอบน้ำดืมสะอาดจำนวน 2,400 ขวด ให้กับแพทย์และทีมงานพยาบาลเพื่อไว้บริการสำหรับผู้มาฉีดวัคซีนป้องกัน Covid -19 ณ โรงพยาบาลสุไหงปาดี จ.นราธิวาส อีกด้วย


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

“ศรีสุวรรณ” ยื่น “ปลัดสปน.” ตรวจสอบองค์กรผู้บริโภคทิพย์

ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนกลาง ตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 หลังจากที่มีเครือข่ายสื่อมวลชนปกป้องผลประโยชน์ชาติ ได้นำข้อมูลการจัดตั้งองค์กรผู้บริโภคจังหวัดต่าง ๆ 16 องค์กรมาให้เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เป็นที่ตั้งข้อสังเกตถึงองค์กรเหล่านี้อาจถูกจัดตั้งขึ้นมาลอย ๆ หรือไม่ เพื่อให้ครบตามจำนวนและจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคได้ จึงได้ทำการสุ่มตรวจสอบองค์กรผู้บริโภคตามบัญชีรายชื่อที่ สปน.ประกาศในระดับจังหวัด พบว่าองค์กรผู้บริโภคที่แจ้งไว้กับทางราชการนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อเลย และเมื่อตรวจสอบเชิงลึกโดยการพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้าน พบว่าหลายองค์กรไม่มีที่ตั้งตามที่แจ้งไว้ หรือไม่มีการทำกิจกรรมตามที่จดแจ้ง ชาวบ้านในพื้นที่ไม่รู้จักเลย ซ้ำร้ายกว่านั้นที่อยู่ที่จดแจ้ง ในทะเบียนราษฎร์ไม่มีเลขที่นี้ในสารบบเลย บางองค์กรไม่มีที่ตั้ง ไม่มีคนที่อ้างว่าเป็นประธานเครือข่ายอยู่ในพื้นที่เลย อาจถือได้ว่ามีคุณลักษณะไม่เป็นไปตาม ม.6 ประกอบ ม.5 ของกฎหมายข้างต้น จึงได้ทำบันทึก เก็บหลักฐานทั้งหมดมามอบให้นายทะเบียนกลาง หรือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในวันนี้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตาม ม.8 แห่ง พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคฯ กำหนดไว้ว่า ผู้ใดเห็นว่าองค์กรของผู้บริโภคที่ได้แจ้งไว้ตาม ม.6 มีลักษณะไม่ถูกต้อง ตาม ม.5 ให้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านพร้อมทั้งหลักฐานต่อนายทะเบียนกลางได้ เมื่อนายทะเบียนกลางได้รับคำคัดค้านแล้ว ต้องดำเนินการสอบข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยโดยเร็ว ในกรณีที่เห็นว่าองค์กรของผู้บริโภคนั้นมีลักษณะไม่ถูกต้องตาม ม.5 ให้เพิกถอนการรับแจ้ง พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ร้องและองค์กรของผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องทราบ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า หากการสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยองค์กรผู้บริโภคเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะตามที่กฎหมายบัญญัติ ผู้ที่ร่วมจัดตั้งย่อมเข้าข่าย “แจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่รัฐ” ตาม ป.อ.มาตรา 137 ที่บัญญัติไว้ความว่า “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” สมาคมฯ จึงขอให้นายทะเบียนกลางดำเนินการเอาผิดบุคคลและหรือองค์กรผู้บริโภคนั้น ๆ ตามกฎหมายข้างต้นหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไปด้วย และถือเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคที่ผ่านมาไม่สมบูรณ์ อาจถือเป็น “โมฆะ” ตามกฎหมาย การทำนิติกรรมใดๆขององค์กรดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะและจะกระทำมิได้ด้วย

กรุงเทพฯ - “มูลนิธิมาดามแป้ง” เยียวยาครอบครัวอาสาดับเพลิงเสียชีวิต-เจ็บสาหัส พร้อมตั้งครัวช่วยผู้ประสบภัย โรงงานกิ่งแก้วระเบิด

“มูลนิธิมาดามแป้ง” ยื่นมือช่วยเหลือครอบครัวอาสาดับเพลิงที่เสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัส พร้อมตั้งครัวมาดาม ส่งอาหารบรรเทาความเดือนร้อนผู้อพยพ และเจ้าหน้าที่ เหตุโรงงานระเบิด ซอยกิ่งแก้ว 21 ตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบัน

จากเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถ.กิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จนมีอาสาดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย อีกทั้ง พื้นที่โดยรอบยังถูกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องอพยพประชาชนโดยรอบออกจากพื้นที่จำนวนมาก

“มูลนิธิมาดามแป้ง” โดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ซีอีโอ เมืองไทยประกันภัย ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งเห็นถึงความยากลำบากและความเสียสละของคนทำงานอาสายามเกิดภัย จึงตั้งใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ นายกรสิทธิ์ ลาวพันธ์ หรือ น้องพอส อาสาสมัครดับเพลิงวัย 19 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากการทำหน้าที่ จำนวน 50,000 บาท อีกทั้งมอบเงินช่วยเหลืออาสาดับเพลิงที่บาดเจ็บสาหัส 2 รายที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล คือ นายกฤษณะ นุชสุวรรณ และ นายนันทปรีชา มีแสง คนละ 20,000 บาท รวม 40,000 บาท รวมเป็นเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 90,000 บาท

ด้าน "มาดามแป้ง" กล่าวว่า “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่ครอบครัวน้องพอส รวมถึงผู้ที่บาดเจ็บทุกท่าน บ่อยครั้งที่เราต้องสูญเสียผู้ที่มีหัวใจอาสาแบบนี้ไปอย่างน่าเสียใจ มูลนิธิฯ เล็ก ๆ ของเราขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวน้องพอส เงินจำนวนนี้คงเทียบไม่ได้กับชีวิตที่สูญเสีย แต่ขอให้รู้ว่าน้องคือผู้เสียสละที่แท้จริง และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และคนในพื้นที่ให้ผ่านเหตุการณ์ไปโดยเร็ว ทุกอย่างมาจากความตั้งใจของเราทุกคน ที่อยากให้สถานการณ์นี้ผ่านไปได้โดยเร็ว”

นอกจากนี้ มูลนิธิมาดามแป้ง ยังตั้ง "ครัวมาดาม" ทันทีตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบัน เพื่อส่งมอบข้าวกล่องพร้อมสิ่งของที่จำเป็น บรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนแก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ วัดบางพลีใหญ่ใน, อบต.บางพลีใหญ่, รร.เตรียมปริญญานุสรณ์, รร.คลองบางกระบือ และวัดบางโฉลงใน กว่า 1,500 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ณ ศูนย์บัญชาการกลาง ทั้งนี้ มูลนิธิมาดามแป้งยังมีแผนสนับสนุนความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ตามสถานการณ์ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่เกิดเหตุต่อไป เพื่อส่งต่อน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน

ขอนแก่น - เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น “โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน 1 จังหวัด 1 ถนน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ” ระยะทาง 832 เมตร กฟภ. สนับสนุนงบกว่า 34 ล้านบาท แล้วเสร็จใน 300 วัน

ขอนแก่นได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 จังหวัดของไทย ได้โครงการนำสายสื่อสารลงดินเทิดพระเกียรติในหลวง ประจำปี 64 ถนนนิกรสำราญ ระยะทาง 832 เมตร กฟภ. สนับสนุนงบกว่า 34 ล้านบาท แล้วเสร็จใน 300 วัน

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ณ บริเวณด้านหลังเจ้าปู่ครูเย็น (ภายในบริเวณศาลเจ้าปึงเถ่ากงม่าขอนแก่น) ได้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่มีต่อ “โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน 1 จังหวัด 1 ถนน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ” โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับ สำนักการช่างเทศบาลนครขอนแก่น และประชาชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จำนวนประมาณ 120 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

นายทูล หาวิชา ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่า โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรตินั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากกระทรวงมหาดไทยต้องการขับเคลื่อนโครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการสนับสนุนตามภารกิจของหน่วยงาน โดยจัดระเบียบสายสื่อสาร นำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน รวมถึงเป็นการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม

ซึ่งจังหวัดขอนแก่นได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 จังหวัดของประเทศไทย ที่ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ และจังหวัดขอนแก่นได้คัดเลือกให้เส้นทางของถนนนิกรสำราญ (สี่แยกโรงเรียนสวนสนุก) ถึง ถนนโพธิสาร (ปากทางเข้าชุมชนโนนทัน) ระยะทางทั้งสิ้น 832 เมตร ด้วยเหตุผลเพราะเป็นเส้นทางที่ผ่านสถานที่สำคัญและสถานที่ท่องเที่ยว เช่น บึงแก่นนคร โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น สำนักประชาสัมพันธ์เขต 1 ขอนแก่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อนุสาวรีย์พระนครศรีบริรักษ์ พ่อเมืองคนแรกของจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงเป็นเส้นทางที่มีการจัดกิจกรรมบ่อย

นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผยว่า สภาเมืองขอนแก่น มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์กับโครงการนี้ และขั้นตอนต่อไป คือ เทศบาลนครขอนแก่นจะได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับการไฟฟ้าส่วนหน่วยงานภูมิภาคจังหวัดขอนแก่นเพื่อดำเนินการตามแผนงานก่อสร้าง โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะได้ทำการรื้อถอนระบบไฟฟ้า สายสื่อสาร และสายสัญญาณต่าง ๆ ที่ติดตั้งบนเสาไฟ ให้อยู่ในเคเบิลด้านในลงใต้ดิน ในส่วนของเทศบาลนครขอนแก่นจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องไฟฟ้าแสงสว่าง

โดยใช้งบประมาณของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้งสิ้น 34,566,445 บาท เมื่อนำสายเคเบิลลงดินแล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับก็คือการปรับปรุงทัศนียภาพให้สวยงาม รักษาสภาพสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจ่ายไฟฟ้าให้สามารถรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นภายในเทศบาลนครขอนแก่น โดยจะใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างทั้งสิ้นจำนวน 300 วัน (เดือนกรกฎาคม 2564 – เดือนพฤษภาคม 2565) และผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับในช่วงก่อสร้างคือ การจราจร เนื่องจากแนวท่อร้อยสายและบ่อพักจะอยู่บนผิวจราจรจึงจำเป็นต้อง มีการปิดการจราจรช่องทางในบางช่วง , เสียงรบกวนซึ่งจากการก่อสร้างซึ่งแต่จะไม่เกินระดับความดังของเสียงตามที่กฎหมายกำหนด และฝุ่นละออง ซึ่งเกิดขึ้นจากการก่อสร้างซึ่งจะได้มีการควบคุมอย่างใกล้ชิดในระหว่างก่อสร้าง

นายกไก่ควงผู้ว่าฯ ดูสถานที่จัดทำโรงพยาบาลสนาม อำเภอบ้านโพธิ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิด-19

วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 เวลา 9.30 น. นายกไก่ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ร่วมกับ นายไมตรี ไตรติลานันทน์ผวจ.ฉะเชิงเทรา พร้อมคณะทำงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของสถานที่จัดทำโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 3 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา 

โรงพยาบาลสนามซึ่งมีขนาดพื้นที่ประมาณ 12,000 ตารางเมตร อยู่ห่างจากชุมชน สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 500-1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่คาดว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดในกลุ่มสถานประกอบการ ชุมชน และแคมป์คนงาน     

ทั้งนี้ ได้ทำการสำรวจสถานที่เพื่อเตรียมการติดตั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา ห้องน้ำ และระบบการสื่อสาร ซึ่งในส่วนของการปรับปรุงพื้นที่ องค์การบริการส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราให้การสนับสนุนเครื่องจักรกล คนงาน และงบประมาณ สำหรับระบบสาธารณูปโภค ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฉะเชิงเทรา การประปาฉะเชิงเทรา องค์การโทรศัพท์ฉะเชิงเทรา รวมทั้งการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชน


ภาพ/ข่าว  สัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ / ฉะเชิงเทรา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top