Sunday, 21 June 2026
TheStatesTimes

ยะลา - ศปก เบตง เปิดพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน หลังครบ 14 วัน ในการสอบสวนโรคไร้ผู้ป่วยเพิ่มตั้งเป้าเปิดเมือง

ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเบตง เปิดพื้นที่หมู่บ้านและชุมชนที่ปิดตามคำสั่ง ศบค.ยะลา เพื่อผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมภายหลังถูกปิดพื้นที่เสี่ยงเพื่อทำการสอบสวนโรคครบ 14 วัน ไร้ผู้ป่วยเพิ่ม นายอำเภอเบตงกำชับอย่าประมาทให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายภายในเดือนตุลาคมนี้ ประชาชนในพื้นที่ต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 70% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เมืองเบตงในการเตรียเปิดเมืองเพื่อรองรับการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.64 ที่จุดปิดพื้นที่เสี่ยงชุมชนกุนุงจานอง ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตงและผอ.ศปก.อ.เบตง เป็นประธานเปิดหมู่บ้านพื้นที่เสี่ยงหลังปิดครบ 14 วัน เพื่อทำการสอบสวนโรค โดยมี นายสกุล เล็งลัคน์กุล นายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อม สมาชิกสภาเทศบาล คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา สาขาเบตง ผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอเบตง (ศปก.อ.เบตง) ร่วมทำพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอให้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เกิดความสงบสุขและผ่านพ้นภัยจากโรคไวรัสโควิด-19 โดยเร็ว

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง กล่าวว่าสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ ข้อมูล ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยยืนยันสะสม 244 ราย แยกเป็นผู้ป่วยในอำเภอเบตง 242 ราย พบใน state Quarantine 2 ราย กำลังรักษา 108 ราย รักษาหายแล้ว 131 ราย ส่งต่อ 1 ราย และเสียชีวิตสะสม 4 ราย พร้อมทั้งแผนการฉีดวัคซีนทุกกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่อำเภอเบตง เดือนกรกฎาคม 2564 ให้ได้จำนวน 6,582 คน ซึ่งขณะนี้ฉีดวัคซีนไปแล้ว 6,427 คน คิดเป็น 17% จากเป้าหมาย 37,087 คน และตั้งเป้าหมายภายในเดือนตุลาคมนี้ ต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 70% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เมืองเบตงในการเตรียมพร้อมเปิดเมืองรองรับการท่องเที่ยว

ส่วนมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ได้มีการคัดกรองเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่มาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดและพื้นที่อื่น ๆ ณ ด่านตรวจคัดกรอง กม.23 การตรวจคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงระหว่างวันที่ 5-11 กรกฎาคม 2564 ในชุมชนและหมู่บ้านพื้นที่เสี่ยง มาตรการควบคุมดูแลการขนส่งสินค้าเข้า-ออกระหว่างประเทศและการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านด่านพรมแดนเบตง พร้อมกำชับแคมป์ก่อสร้าง โรงงานงดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวในพื้นที่

นอกจากนี้ในวันนี้ได้ทำการเปิดพื้นที่เสี่ยง จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.บ้าน กม.32 ม.2 ต.อัยเยอร์เวง 2.บ้านธารมะลิ ม.4 ต.อัยเยอร์เวง 3.บ้านบาแตตูแง ม.2 ต.ธารน้ำทิพย์ 4.ชุมชนบูเก็ตตักโกร ต.เบตง 5.ชุมชนกือติง ต.เบตง และ 6.ชุมชนกุนุงจนอง ต.เบตง เนื่องจากไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มหลังจากปิดพื้นที่มาแล้วกว่า 14 วัน

สำหรับมาตรการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมตามคำสั่ง ศบค.ยะลา ที่ 132/2564 ขณะนี้มีร้านค้าและสถานประกอบการในพื้นที่ที่ได้ยื่นคำร้องและผ่านการประเมินแล้วจำนวน 8 ราย หากร้านค้าหรือสถานประกอบการใดที่จะขออนุญาตเปิดกิจการสามารถยื่นคำร้องต่อ ศปก.อำเภอได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รวมทั้งมาตรการรับซื้อส่งออกผลไม้จังหวัดยะลาตามคำสั่ง ศบค.ยะลา ที่ 108/2564 ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนสถานประกอบการต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลาและปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เบตงรวมพลัง DMHTTA (อยู่ห่างไว้ ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ ตรวจหาเชื้อโควิด ใช้แอพลิเคชั่นไทยชนะและหมอชนะ) และการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 100%


ภาพ/ข่าว  ธานินทร์  โพธิทัพพะ / ปื๊ด เบตง

คลายความสงสัย ก้อง ห้วยไร้ รถฉีดน้ำที่ถามหา พังไปแล้ว

จากกรณีเกิดเหตุระเบิดและไฟไหม้ "โรงงานกิ่งแก้ว" บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา และในเฟซบุ๊ก ก้อง ห้วยไร่ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุ "หดหู่นะเว้ย คุณค่าชีวิตพวกเรามันไม่มีในสายตาเลยหรอ รถฉีดน้ำที่มันแรง ๆ อะ ฉีดทีคนกระเด็นอะ อยู่ไหน"

ล่าสุด ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith ว่า...

คำถามที่คุณก้อง ห้วยไร่ถาม

มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้วครับ

"จีโน่" หรือรถน้ำแรงดันสูง 5 คัน ถูกมวลชนม็อบราษฎร/ปลดแอกทุบ พ่นสี ถังน้ำมันโดนกรอกทราย เครื่องพัง แผงควบคุมการฉีดน้ำถูกน้ำราดไฟช็อต และสายไฟถูกตัด จนหมดสภาพไปตั้งแต่ปีที่แล้วละครับ

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4271183856279074&id=100001625041497

https://www.komchadluek.net/news/regional/473033

https://www.thairath.co.th/news/crime/1979028


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

 

ขอนแก่น - ชาวขอนแกนยืนรอต่อคิวลุ้นรับทองคำ จากการฉีดวัคซีนแน่นห้องประชุม ขณะที่เจ้าหน้าที่จัดเก้าอี้ให้นั่งอยู่กับที่ ลดการสัมผัสและเว้นระยะห่าง พร้อมส่งทีมแพทย์-พยาบาล ตรวจคัดกรองและให้บริการวัคซีนในทุกขั้นตอน

ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอพล จ.ขอนแก่น ตลอดทั้งวันมีประชาชนที่ได้รับการยืนยันการฉีดวัคซีนจาก รพ.พล ทยอยเดินทางมายืนยันตัวตนและเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตามแผนการฉีดวัคซีนของ รพ.พล ที่ดำเนินการตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 20 ก.ค.ตามแผนการบริหารจัดการวัคซีนจากสำนักงานสาธาณสุขจังหวัดและคณะกรรมการควบคุมโรค จ.ขอนแก่นได้กำหนดไว้ โดยในวันนี้ไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค. เป็นรอบคิวการฉีดวัคซีนของคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล ทำให้มีประชาชนที่ได้รับการยืนยันสิทธิ์ทยอยกันเดินทางมาฉีดวัคซีนกันอย่างต่อเนื่อง โดยมี นพ.ประวีร์  คำศรีสุข ผอ.รพ. และ นายกิตติโชติ  เตรียมวุฒิไกร นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพล คอยกำกับควบคุมการฉีดวัคซีนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด

ซึ่งในการจัดจุดฉีดวัคซีนของศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยหน่วยฉีดวัคซีนเครือข่ายบริการสุขภาพ อ.พล ซึ่งนอกจากการลงทะเบียนและการตรวจวัดความดัน และการตรวจคัดกรองตามระบบที่กำหนดแล้ว ภายหลังจากการพบแพทย์ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการฉีด ซึ่งพบว่า ที่หน่วยฉีดแห่งนี้ ได้จัดให้ผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ได้นั่งประจำที่ ตามแถวที่กำหนด แถวละ 11 คน โดยเมื่อครบจำนวนคนแล้ว ทีมแพทย์และพยาบาล จะทำการยืนยันตัวบุคคลในขั้นตอนสุดท้ายแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการฉีดแบบล้อลาก คือให้ผู้ที่รับการฉีดวัคซีนนั้นได้นั่งอยู่กับที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการยืนยันรายชื่อ การฉีดวัคซีน การให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีน รวมไปถึงพักรอ 30 นาที และ ออกเอกสารนัดหมายการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ที่ทุกคนจะนั่งอยู๋กับที่โดยไม่ต้องขยับตัวไปไหน โดยมีทีมแพทย์ และพยาบาล คอยสังเกตอาการและอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และเมื่อครบกำหนดพักรอ 30 นาที ทุกคนจะเดินผ่านจุดบริการของเทศบาลเมืองเมืองพล ในการร่วมลุ้นรับรางวัลทองคำหนัก 1 สลึง 3 เส้น ที่ผู้มีจิตศรัทธาและเทศบาลเมืองเมืองพล ได้จัดเตรียมไว้ สำหรับการร่วมรับโชคให้กับผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาลได้รณรงค์ให้คนไทยทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

นายกิตติโชติ  เตรียมเวชวุฒิไกร นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพล กล่าวว่า ในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล มีประชากรกว่า 8,000 คน ซึ่งเป้าหมายของการฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาล และ ทางจังหวัดกำหนดนั้นคือให้ได้ร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 คนและในจำนวนนี้แยกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคประมาณ 3,000 คน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้กำหนดให้ อปท.และทุกพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้ลงพื้นที่เชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ได้มารับการฉีดวัคซีนกันให้มากที่สุด เทศบาลฯจึงร่วมกับผู้ใจบุญ แจกโชคให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีนด้วยการจับสลากทองคำ น้ำหนัก  1 สลึง  3 เส้นให้กับผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค.

“ผู้ที่จะมาสิทธิ์ได้ลุ้นรับโชคนั้นจะต้องเป็นคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล และมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตเทศบาลฯเท่านั้น โดยจำกัดให้เฉพาะกับผู้สูงอายุ คือเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนนั้นได้มารับวัคซีนตามที่รัฐบาลได้จัดสรรให้ ดังนั้นวันนี้วันแรกของการฉีดวัคซีน รอบคิวของเทศบาลและพื้นที่ตำบลข้างเคียงทำให้มีประชาชนมายืนรอต่อคิวแบบ New Normal รับการฉีดวัคซีนกันตั้งแต่ช่วงเช้า”

นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพล กล่าวต่ออีกว่า เมื่อผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วและเป็นคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล และมีทะเบียนบ้านในเขตเทศบาลฯเจ้าหน้าที่จะให้บัตรชิงโชค โดยที่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้รับบัตรที่มีต้นขั้วและเรียงลำดับหมายเลข จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อให้ส่งเอกสารชิงรางวัล ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับคูปองส่วนลดร้านอาหารในเขตเทศบาลฯที่มีเข้าร่วมกว่า 50 ร้าน ที่ทั้งลดแลกแจกแถมให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีนที่ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ครั้งสำคัญของคน อ.พล อย่างไรก็ตามเมื่อครบกำหนดการฉีดวัคซีนในวันที่ 9 ก.ค.แล้ว เจ้าหน้าที่จะรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบรายชื่อ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนและเป็นคนในเขตเทศบาลฯได้ลุ้นรับทองคำที่เป็นรางวัลใหญ่ 3 รางวัล รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ผู้มีจิตศรัทธาได้มาร่วมบริจาค โดยจะทำการจับรางวัลในวันที่ 16 ก.ค.ที่จะถึงนี้

ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดตามคาดจากโควิดระลอกสาม

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิ.ย. 2564 พบว่า ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกสาม ที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต รวมทั้งการแพร่ระบาดในแคมป์คนงานก่อสร้างในหลายพื้นที่ จนภาครัฐต้องยกระดับมาตรการควบคุม ทำให้ดัชนีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 82.3 ในเดือนก่อน โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำที่สุดในรอบ 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. 2563

ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,364 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนมิ.ย. 2564 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมัน 59.6% สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 47.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 37.2% ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก 58.2% และอัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ 43.5%

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 90.8 จากระดับ 91.8 ในเดือนพ.ค. 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด ที่ยังไม่คลี่คลายซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานในการควบคุม รวมทั้งการกลายพันธุ์ของไวรัส ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดอาจทำได้ยาก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังชะลอตัวลง ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าและรายได้ของผู้ประกอบการลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องจากการขาดเงินทุนหมุนเวียน

ศรีสุวรรณ ยื่น ป.ป.ช. สอบ รมว.คมนาคม-อธิบดีกรมการขนส่งทางบก-ขนส่งจังหวัด-ผู้ว่าฯภูเก็ต ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ปล่อยให้มีแท็กซี่โขกค่ารถแพง 

ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนสอบสวน รมว.คมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ขนส่งจังหวัดภูเก็ต และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือไม่ กรณีปล่อยให้มีรถยนต์บริการ หรือรถป้ายเขียวที่สนามบินภูเก็ตโขกสับราคาที่แพงเกินสมควร

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากโลกออนไลน์มีการแชร์โพสต์จากเฟซบุ๊กของนายณัฐธกร เรืองโรจน์ ระบุว่า “ปัญหาเดิมๆปัญหาคลาสสิก เบาได้เบาครับ ท่านผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทุกประเภท นักท่องเที่ยวชุดแรกๆ คือนางเอก-พระเอกหนังโฆษณาการท่องเที่ยวภูเก็ต ต้องจ่ายเงินให้เรานะครับ แท็กซี่แพงไปใครจะช่วยเราล่ะ” พร้อมลงภาพการแสดงความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเข้ามาแจ้งราคาแท็กซี่สุดแพง บางรายเรียกเที่ยวเดียวราคาสูงถึง1,000บาท  ซึ่งถูกสื่อมวลชนนำไปรายงานข่าวจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วประเทศหรือทั่วโลก

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า แต่ทว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนความหมักหมมของปัญหาซึ่งเป็นที่น่าเบื่อระอาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเปิดประเทศของรัฐบาลในกิจกรรมภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ปัญหาดังกล่าวกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงกลับปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ เสมือนหนึ่งว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอิทธิพล หรือขาใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต จึงไม่กล้าแตะหรือแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งๆที่มีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า โดยในจังหวัดภูเก็ตนั้นกระทรวงคมนาคม ได้ออกประกาศกําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร สําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คนที่จดทะเบียนในจังหวัดภูเก็ตไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2557 ซึ่งกำหนดอัตราค่าจ้างระยะทาง 2 กม.แรก 50 บาท กม.ที่ 2 ขึ้นไปถึง กม.ที่ 15 กม.ละ 12 บาท ระยะทาง กม.ที่ 15 ขึ้นไปกม.ละ 10 บาท และกระทรวงคมนาคมยังออกประกาศ เรื่อง กําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าบริการอื่น สําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนแบบพิเศษ 2560 ออกมารองรับสำหรับรถยนต์ที่นำมาใช้บริการอาจจะเป็นรถยนต์หรูที่มีราคาแพง โดยกำหนดอัตราค่าจ้าง ระยะทาง 2 กม.แรก 150 บาท ระยะทางเกินกว่า 2 กม.ขึ้นไป กม.ละ 12-16 บาท และถ้าเป็นกรณีการจองล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ให้เรียกเก็บเพิ่มอีกไม่เกิน 100 บาท

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า แม้รถยนต์ที่มารับนักท่องเที่ยวเป็นรถยนต์บริการป้ายเขียว แต่ก็ต้องบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย คือ พรบ.รถยนต์ 2522 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มิใช่ปล่อยให้ผู้ประกอบการดำเนินการกันโดยตามชอบเยี่ยงนี้ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของ รมว.คมนาคมและผู้ใต้บังคับบัญชา และจังหวัดภูเก็ตโดยชัดแจ้ง สมาคมฯจึงต้องนำความมาร้อง ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการไต่สวนสอบสวนชี้มูลความผิดตามกฎหมาย

“พงศ์พรหม” ฝากนายกฯ ดูระเบิดโรงงานย่านกิ่งแก้ว บทเรียนระบบราชการล้มเหลว ปล่อยโรงงานใกล้ชุมชน-สนามบิน 

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า ตั้งคำถามหลังเกิดเหตุระเบิดโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 ว่า ดูจากจุดระเบิดแล้ว คำถามคือมีการก่อสร้างโรงงานแบบนี้ รวมถึงเก็บวัตถุอันตรายจำนวนมหาศาลแบบนี้ในเขตชุมชน และใกล้สนามบินสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร 1.) ท้องถิ่นฝ่าฝืนผังเมือง แอบอนุญาตอุตสาหกรรมอันตรายให้มาตั้งอย่างผิดกฏหมายหรือไม่ 2.) โรงงานนี้เคยมีอยู่ก่อน แต่ชุมชนหนาแน่นย้ายเข้ามาโดยได้รับอนุญาตอย่างผิดกฏหมายหรือไม่ 

นางพงศ์พรหม กล่าวต่อว่า แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร 2 กรณีนี้มีคนทำผิดกฏหมายแน่ๆ การระเบิดครั้งนี้จึงฟ้องถึงระบบราชการแบบผิดกฏหมายที่แผ่กระจายไปทั่ว เพราะอุตสาหกรรมอันตรายไม่อนุญาตให้ตั้งในเขตชุมชนหนาแน่น หรือจุดเดินทางสำคัญของประเทศ ปัญหาจะเป็นกรมโยธาธิการ และผังเมือง หรือราชการ-การเมืองท้องถิ่น ฝากท่านนายกหยิบเป็นกรณีศึกษาถึง “ระบบราชการที่ล้มเหลว” ครับ 

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=4437784932898277&id=100000004424101

“ผบ.ทสส.” ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยส่วนหน้า ควบคุมอำนวยการและสนับสนุนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ จ.สมุทรปราการ ในการช่วยเหลือปชช. และควบคุมเพลิงไหม้โรงงานกิ่งแก้ว

พล.อ.เฉลิมพล  ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย (ผบ.ทสส./ผอ.ศบภ.ทท.) สั่งการให้ พล.อ.นเรนทร์  สิริภูบาล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยส่วนหน้า (ศบภ.ทท.สน.) เพื่อควบคุมอำนวยการและสนับสนุนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ จังหวัดสมุทรปราการ ในการช่วยเหลือประชาชนและควบคุมเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.64 เป็นต้นมา 

โดยมี พล.ต.เพชรพนม  โพธิ์ชัย ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.ศบภ.ทท.สน. พร้อมนี้ นทพ. ได้จัดกำลังพลและยานพาหนะจากศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศฝภ.นทพ.) อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เข้าช่วยเหลืออพยพประชาชน รวมทั้งจัดชุดดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยมือพิเศษ ศบภ.สสน.นทพ. นำรถดับเพลิงโฟมเคมีขนาดใหญ่ จำนวน 1 คัน รถดับเพลิงอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน และรถยนต์บรรทุกโฟมดับเพลิง จำนวน 1 คัน เข้าร่วมดับเพลิง

การสนับสนุนช่วยเหลือยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการฉีดโฟมเลี้ยงเพื่อป้องกันการปะทุและเตรียมความพร้อมไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมนี้ได้รับเครื่องอุปโภค/บริโภคจากโรงพยาบาลบุษราคัมมามอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ณ ศูนย์อพยพประชาชน โรงเรียนเตรียมปริญญานุสรณ์ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย โดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จะใช้ศักยภาพที่มีในการสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติต่อไป

สืบ สตม.เปิดยุทธการ “ทะยานฟ้าล่าข้ามเกาะ” บุกจับกุม หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดชาวเยอรมัน หนีมากบดานที่ไทย

บก.สส.สตม.เปิดยุทธการ ทะยานฟ้าล่าข้ามเกาะ ( Operation 2 Island ) นำหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนและหมายค้น เข้าจับกุม 2 ผู้ต้องหาชาวเยอรมัน คดีค้ายาเสพติดที่ทางการเยอรมันต้องการตัวเนื่องจากเป็นหัวหน้าขบวนการผลิตและค้ายาเสพติด(สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท) ให้กลุ่มแก๊งกระจายออกขายทั่วยุโรป ผู้เสพบางรายเสพแล้วถึงกับเสียชีวิต หลังก่อคดีหนีกบดานที่ประเทศไทยนายหลายปี ทางการเยอรมันประสานทางการไทยให้จับกุมและส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมทีมสืบสวน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย,พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ปฎิญญา จีรชนาสิน ผกก.๒ บก.สส.สตม. ติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดชาวเยอรมัน ตามที่สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทยขอให้ส่งตัว นาย Alex KARTUN สัญชาติเยอรมันและรัสเซีย และนาย Alexander WOLFIEN สัญชาติเยอรมัน เป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีความผิดฐานค้ายาเสพติด (ในรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิด) จำนวน 14 คดี  ความผิดฐานค้าสารที่ออกฤทธิ์ทางประสาทชนิดใหม่ (ในรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิด) จำนวน 2 คดี 

ทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ข้อมูลว่า ได้ทำการจับกุมกลุ่มขบวนการผลิตยาเสพติด จำนวนประมาณ 20 คน ซึ่งทำการผสมสารเคมีกับสารสมุนไพร ให้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเหมือนกัญชา และกระจายขายทั่วยุโรป ผู้เสพบางรายถึงแก่ความตาย แต่ปรากฏว่า นาย Alex KURTEN ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการดังกล่าว ได้หลบหนีออกจากเยอรมัน พร้อมกับลูกน้อง นาย Alexander WOLFIEN จึงได้มีการออกหมายจับ และหมายแดง Interpol ในเวลาต่อมา

จากนั้น ทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ส่งคำร้องขอต่อรัฐบาลไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจาก มีข้อมูลว่าบุคคลทั้งสองราย ได้เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย ศาลอาญาจึงออกหมายจับ นายอเล็กซ์ คาร์ตูน (Mr.Alex KARTUN) และ นายอเล็กซานเดอร์ โวลเฟียน (Mr.Alexander WOLFIEN) (หมายจับศาลอาญาที่ 150/2564 และ 151/2564  ลง 20 เม.ย.64) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ค้ายาเสพติด” (ผู้ร้ายข้ามแดน)  

หลังจากได้รับคำสั่ง พ.ต.ท.ทวีป ช่างต่อ รอง ผกก.2 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.พิเชษฐ์ แสงบัณฑิตย์ สว.กก.2 บก.สส.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวน กก.2 บก.สส.สตม. จึงได้แบ่งกำลังออกสืบสวนติดตาม และเฝ้าสังเกตการณ์ จากการสืบสวนทราบว่านายอเล็กซ์ คาร์ตูน (Mr.Alex KARTUN) กบดานอยู่ที่วิลล่าหรูบนเกาะพะงัน จว.สุราษฎร์ธานี ส่วนนายอเล็กซานเดอร์ โวลเฟียน (Mr.Alexander WOLFIEN) กบดานอยู่ที่บริเวณใกล้กับหาดราไวย์ เกาะภูเก็ต โดยทั้งสองคนอยู่กับกลุ่มเพื่อนชาวรัสเซียที่คอยให้ความช่วยเหลือและเป็นหูเป็นตาให้หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการติดตามสืบสวน เมื่อเป็นที่แน่ใจแล้ว วันที่ 6 ก.ค. 2564 จึงได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดภูเก็ต และศาลจังหวัดสมุย แบ่งกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นทั้งสองแห่ง และจับกุมตัวตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อประสานส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป 

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามขบวนการผลิตและค้ายาเสพติดรายใหญ่ในประเทศเยอรมัน ซึ่งผู้ต้องหาหลบหนีมายังประเทศไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดของชาวต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสมายัง สตม. Call center 1178 หรือ www.immigration.go.th

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน !! กรณีการประกาศชักชวนบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยให้ผู้อื่นร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการประกาศชักชวนบนสื่อสังคมออนไลน์ให้ประชาชนและร้านอาหารออกมาร่วมกันเปิดร้านซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า

จากกรณีที่มีแกนนำกลุ่ม “ราษฎร” ได้ประกาศบนสื่อสังคมออนไลน์ ชักชวนให้พี่น้องประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมการเปิดร้านอาหาร หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 6 ก.ค. 64 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป หลังจากที่มีการโพสต์เรื่องราวดังกล่าว ก็มีพี่น้องประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นและสนใจ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอเตือนไปยังผู้ที่ประกาศชักชวน รวมถึงผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมว่า หากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จำเป็นต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างถึงที่สุด

ดังเช่นในกรณีที่มีการจัดกิจกรรมชุมนุมรวมถึงกิจกรรมลักษณะเดียวกับกิจกรรมข้างต้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงวันที่ 2-4 ก.ค. 64 ที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนก็ได้รวบรวมพยานหลักฐานและ มีบุคคลที่ต้องถูกดำเนินคดีกว่า 70 ราย และจะยังมีเพิ่มเติมอีกในภายหลัง

การกระทำในส่วนของผู้ที่ประกาศชักชวนนั้น เข้าข่ายความผิดฐานทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เข้าข่ายเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14(3), ความผิดฐานโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด มีโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 ส่วนผู้ที่ออกมาร่วมกิจกรรม เข้าข่ายความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในกรณีดังกล่าว ซึ่งการออกมาทำกิจกรรมหรือการชุมนุมในห้วงนี้นั้นเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลโดยเคร่งครัด เพื่อเป็นการลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และขอขอบคุณพี่น้องประชาชน รวมถึงร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐบาล ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า การชักชวนให้ผู้อื่นออกมากระทำสิ่งผิดกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด และขอให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกคนใช้วิจารณญาณในการเลือกรับข้อมูลข่าวสาร หลีกเลี่ยงการถูกชักชวนให้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โควิดพังดัชนีเชื่อมั่น!! ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 'อุตฯ' วอนรัฐเร่งฉีดวัคซีนให้ถึง 70% ด่วน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน 2564 อยู่ที่ระดับ 80.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 82.3 ในเดือนพฤษภาคม 2564 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำที่สุดในรอบ 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563

สำหรับปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกสาม ที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต รวมทั้งการแพร่ระบาดในแคมป์คนงานก่อสร้างในหลายพื้นที่ จนภาครัฐต้องยกระดับมาตรการควบคุม COVID-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้ง 4 จังหวัดภาคใต้ อาทิ...

>> มาตรการสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นเวลา 30 วัน

>> มาตรการห้ามนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร เป็นต้น

>> นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนยังทำได้อย่างจำกัด และไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ด้านการส่งออกสถานการณ์การขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ายานยนต์ ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และอัตราค่าระวางเรือ (Freight) ที่ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกมีความกังวล

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกของไทยที่มีทิศทางดีขี้น สะท้อนจากดัชนีฯ คำสั่งซื้อและยอดขายต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้นตัว และสถานการณ์ COVID-19 ในหลายประเทศเริ่มคลี่คลาย ทำให้อุปสงค์ในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาท ที่อ่อนค่ามากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เป็นปัจจัยบวกต่อผู้ส่งออกทำให้สินค้าไทยถูกลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ขณะเดียวกันผู้ส่งออกยังมีรายได้ในรูปเงินบาทมากขึ้น

จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,364 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2564 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมัน ร้อยละ 59.6 สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ร้อยละ 47.4 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 37.2 ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก ร้อยละ 58.2, และอัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ร้อยละ 43.5 ตามลำดับ

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 90.8 จากระดับ 91.8 ในเดือนพฤษภาคม 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานในการควบคุม รวมทั้งการกลายพันธุ์ของไวรัส ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดอาจทำได้ยาก

ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังชะลอตัวลง ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าและรายได้ของผู้ประกอบการลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องจากการขาดเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

 

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

1.) เร่งการจัดหาวัคซีนคุณภาพและเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศในทุกกลุ่มอาชีพก่อน พิจารณาเปิดประเทศเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

2.) ขอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างจนกระทบต่อภาคการผลิตการส่งออก

3.) ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ COVID-19 ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งกิจการทุกประเภทเพื่อบรรเทาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ

4.) ภาครัฐควรจัดหา Soft loan พิเศษ ช่วยเหลือ SMEs กลุ่ม NPLs โดยอาจกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ SMEs กลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น อาทิ กำหนดดอกเบี้ยพิเศษ หรือจัดทำเกณฑ์พิจารณาสำหรับ NPLs ที่มีโอกาสรอด เป็นต้น

5.) ออกมาตรการลดค่าน้ำค่าไฟ และค่าสาธารณูปโภคร้อยละ 30 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top