Friday, 28 August 2026
TheStatesTimes

“สวนนงนุชพัทยา” เปิดให้คนเกิดกันยายนเข้าฟรี! วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ พร้อมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เด็ก ผู้สูงอายุ เข้าชมฟรีทุกวัน เปิดเมืองอียิปต์ สวนกว่า 60 แห่ง

“วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” สวนนงนุชพัทยามอบความสุข คนเกิดเดือนกันยายนเที่ยวฟรี

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวไทยออกมาสร้างความทรงจำร่วมกันในเดือนแห่งความสุข จัดโปรโมชั่นพิเศษ “วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” มอบสิทธิ์ เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี สำหรับคนไทยที่เกิดในเดือนกันยายน พร้อมสิทธิพิเศษ เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิดแก่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดจำหน่ายบัตรผ่านประตู ก็สามารถรับบัตรผ่านประตูฟรี สิทธิพิเศษอื่นเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร(ที่เดินทางมากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าชมฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีโดยไม่มีเงื่อนไข

อีกหนึ่งประสบการณ์สำหรับครอบครัวคือ พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีอายุหลายร้อยปี ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัย ทั้งสวนสวยมากกว่า 60 สวน รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกกว่า 18,000 ชนิด หุบเขาไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว ล่าสุดสร้างเมืองอียิปต์ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวน พร้อมชม “นงนุชโชว์” การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบเติมเต็มหนึ่งวันของครอบครัวให้มีทั้งธรรมชาติ ความสนุก การเรียนรู้ และวัฒนธรรมไทยอยู่ในสถานที่เดียวกัน เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม: www.nongnoochpattaya.com

ยูเครน เจอโจทย์การคลังใหญ่!! สงครามยืดเยื้อกดดันการคลังยูเครน หนี้สาธารณะ 2.1 แสนล้านดอลลาร์ ภาระเฉลี่ย 8,500 ดอลลาร์ ต่อคน ท่ามกลางการพึ่งพาเงินช่วยเหลือตะวันตก

ภาระหนี้ของยูเครนพุ่งสูง เฉลี่ยราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากร 1 คน

หนี้สาธารณะของยูเครนอยู่ที่ 211,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ตามข้อมูลที่สำนักข่าว Sputnik นำมาวิเคราะห์

เดนิส อูลยูติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนโยบายสังคมของยูเครน เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า จำนวนประชากรของประเทศลดลงเหลือประมาณ 22–25 ล้านคน

จากตัวเลขดังกล่าว การวิเคราะห์ของ Sputnik ระบุว่า หากนำหนี้สาธารณะของยูเครนมาเฉลี่ยต่อประชากร จะเท่ากับว่า ประชากรยูเครนแต่ละคนมีภาระหนี้ของรัฐอยู่ที่ประมาณ 8,460 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเคียฟกำลังพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประคับประคองงบประมาณของประเทศ ขณะที่แพ็กเกจความช่วยเหลือชุดใหม่จากสหภาพยุโรปสำหรับยูเครนยังติดอยู่ในการหารือที่ยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน ประเทศตะวันตกได้ออกมาเตือนยูเครนหลายครั้งว่า ยูเครนจำเป็นต้องเร่งเพิ่มความพยายามในการหาแหล่งเงินทุนด้วยตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกมากเกินไป

ที่มา : Sputnik

นักกรีฑาสูงวัยไทยสุดแกร่ง!! ‘ตาสว่าง’ ผงาดทองโลก รุ่น 100 ปีขึ้นไป พร้อมทำสถิติใหม่ ขว้างจักร 7.59 เมตร คว้าแชมป์โลกที่เกาหลีใต้

การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์โลก 2026 World Masters Athletics Championships Daegu ที่เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม-3 กันยายน 2569 ซึ่งการแข่งขันรายการนี้มีทัพนักกรีฑาผู้สูงอายุของไทยลงชิงชัยทั้งสิ้น 48 คน ซึ่งขณะนี้ทัพนักกรีฑาไทยทำผลงานคว้าไปแล้ว 2 เหรียญทองจาก”ป้าปาน” สมสง่า บุญนอก และ สายเนตร ศรีสมพงษ์ และ 2 เหรียญทองแดงจากได้จาก ศิริพรรณ จันทร์พรามหณ์ และ ณัฐพล นามกันหา และเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 เป็นวันที่ 5 ของการชิงชัย มีนักกีฬาไทยลงแข่งขันกันหลายรายการ

แต่อีเว้นต์ที่เป็นไฮไลน์และได้รับความสนใจจากคนเกาหลีใต้นักกีฬาชาติอื่นๆ มากที่สุดคือ ขว้างจักร รุ่นอายุ 95 ปีชาย ที่มี ตาสว่าง จันทร์พราหมณ์ นักกรีฑาที่มีอายุมากที่สุดในโลกย่าง 107 ปีลงชิงชัย

สำหรับการแข่งขันในชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุที่ ตาสว่าง ลงแข่งคือ 100 ปี แต่เนื่องจากมี ตาสว่าง เพียงแค่คนเดียวที่ลงแข่งขัน และหากตาสว่าง ปฏิบัติตามกติกาการแข่งขันได้อย่างถูกต้อง ก็จะได้รับเหรียญทองไปครอง โดย ตาสว่าง ใช้จักรที่มีน้ำหนัก 1 กก.เท่ากับนักกีฬาคนอื่นๆ โดยตาสว่าง ทำสถิติดีที่สุดคือ 7.59 เมตร ทำลายสถิติโลกของตัวเองในรุ่นอายุ 100 ปีขึ้นไป โดยของเดิมที่ ตาสว่าง ทำไว้คือ 7.50 เมตร จากการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ไต้หวัน 2025 คว้าเหรียญทองแรกให้กับตัวเอง โดยตาสว่าง จะมีโปรแกรมแข่งขันอีกครั้งในวันที่ 29 ส.ค. 69 ในประเภทพุ่งแหลน

หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน มร. ชูคยองโฮ นายกเทศมนตรีเมืองแดกู ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน จะจัดพิธีมอบรางวัลพิเศษสำหรับนักกีฬาที่มีอายุมากที่สุด ให้แก่คุณตาในวันที่ 29 สิงหาคม 2569

นอกจากตาสว่าง ที่สามารถคว้าเหรียยญทองมาครองได้แล้ว “ป้าปาน” สมสง่า บุญนอก ที่เพิ่งผงาดคว้าแชมป์โลกวิ่งข้ามรั้ว 80 เมตรรุ่นอายุ 70-74 ปี พร้อมทำลายสถิติโลก ลงสนามแข่งในรายการกระโดดไกล อีเว้นต์นี้ “ป้าปาน” กระโดดทำสถิติขับเคี่ยวมากับ ไรจา ฮิลเดน จากฟินแลนด์ และปรากฏว่า เมื่อกระโดดครบ 6 ครั้ง สถิติที่ดีที่สุดของ “ป้าปาน”คือ 3.64 เมตร พ่ายให้กับ ไรจา ไปเพียงแค่ 0.04 เมตรเท่านั้น ส่งผลให้ ป้าปาน คว้าเหรียญเงินมาครอง ด้วยสถิติ 3.64 เมตร ในขณะที่ ไรจา คว้าแชมป์โลกมาครองด้วยสถิติ 3.68 เมตร ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ซู เยโอแมนส์ (เยอรมนี) 3.21 เมตร

ส่วนการแข่งขันกระโดดสูง รุ่นอายุ 55-59 ปีชาย ไทยส่ง สมนึก วงศ์สมิง ลงชิงชัย กับนักกีฬาอีก 8 คน ปรากกฏว่า สมนึก กระโดดได้ 1.60 เมตร คว้าอันดับ 2 มาครอง โดยแชมป์ตกเป็นของ แมทเทียส ซันเนบอร์น จากสวีเดน สถิติ 1.65 เมตร และอันดับ 3 ตกเป็นของ จาอูเม วิลา (สเปน) 1.60 เมตร (ไทยได้อันดับ 2 เนื่องจากอายุมากกว่าอันดับ3)

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10377113

ภาพมุมสูงเผยพื้นที่โคลนถล่มด่านจี๋หลง!! จีนส่ง ฮ.ทหารบินวนเหนือด่านจี๋หลง สำรวจความเสียหายหลังโคลนถล่มรุนแรง เปิดปฏิบัติการค้นหาและสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ เร่งประเมินเส้นทางกู้ภัย–อพยพผู้ประสบภัย

จี๋หลง, 27 ส.ค. (ซินหัว) -- ภาพมุมสูงจากพื้นที่เกิดเหตุโคลนถล่มบริเวณด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล ในเขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำของกองบินทหารบกประจำเขตทหารซีจ้าง เดินทางถึงน่านฟ้าเหนือด่านจี๋หลงตอน 13.02 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ก่อนบินวนค้นหาผู้ประสบภัย สำรวจความเสียหาย และประเมินเส้นทางสำหรับปฏิบัติการกู้ภัยและอพยพผู้ประสบภัย 

ที่มา : Xinhua

‘รศ. ดร.สุรศักดิ์’ นักวิชาการ มธ. ชี้ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ปรับเกณฑ์ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ น้ำ-ไฟ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งกำหนดนโยบายชัดเจน ปัจจุบันกฎหมายยังคลุมเครือเสี่ยงผลกระทบพลังงาน ต้องปรับกฎ EIA-โรงงานให้สอดคล้องธุรกิจใหม่

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ - ไฟฟ้า - สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย - แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน - ความคุ้มค่า - ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top