Saturday, 22 August 2026
TheStatesTimes

ย้อนความหมาย “เกียรติศักดิ์ทหารเสือ”!! เพลงปลุกใจสะท้อนจิตวิญญาณทหาร เนื้อเพลงมาจากภาษิตโบราณ ต้องมีศรัทธาและจงรักภักดี เกียรติและครอบครัวคือหัวใจสำคัญ

พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง โพสลงเฟสบุ๊ค

วันนี้มีเพลงหนึ่งปรากฏขึ้น timeline บน YouTube ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปในอดีต สมัยที่เป็นนักเรียนนายร้อย ที่เราจะร้องเพลงนี้ตอนเวลาวิ่งกัน ซึ่งเพลงนี้คือ เพลง “เกียรติศักดิ์ทหารเสือ”

มโนมอบพระผู้ สถิตอยู่ยอดสวรรค์
แขนถวายให้ทรงธรรม์​ พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา
ดวงใจให้ขวัญจิต ยอดชีวิตและมารดา
เกียรติศักดิ์รักของข้า​​ ชาติชายแท้แก่ตนเอง
มโนมอบพระผู้​​ เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ​ และแม่
เกียรติศักดิ์รักข้า​​ มอบไว้แก่ตัว

ความจริงแล้ว เนื้อหาของเพลงนี้มาจาก ภาษิตนักรบฝรั่งเศสโบราณ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงชื่นชม เลย นำโคลงนี้ไปตีพิมพ์ ในหนังสือ ดุสิตสมิต เมื่อ พ.ศ. 2461
ในตอนเป็นนักเรียนนายร้อยนั้น ผมวิ่งร้องเพลงนี้ไปก็ไม่คิดอะไรที่ลึกซึ้งมาก นอกจากวิ่งแล้วฮึกเหิม เพราะเป็นเพลงปลุกใจ แต่พอรับราชการทหารมาจนใกล้เกษียณแล้ว กลับมาดูเนื้อเพลงนี้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พบว่า เนื้อหามีความลึกซึ้ง สะท้อนถึงจิตวิญญาณ การเป็นทหาร อย่างแท้จริง ที่มีมาตั้งแต่โบราณ

เนื้อหาของ เพลงทั้ง 2 ท่อนมี 4 ส่วนที่้ซ้ำกันดังนี้
1) กล่าวถึงความเชื่อความศรัทธา ที่มีต่อศาสนา หรือความเชื่อ
2) กล่าวถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หรือการทำหน้าที่เพื่อรับใช้แผ่นดิน
3) ความยึดมั่นในคนที่เรารักและครอบครัวของเรา
4) ส่วนเกียรติและความซื่อสัตย์ คือสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาจากตัวของเราเอง

สามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่นักรบ หรือ ทหารอาชีพจะต้องมี 4 เรื่อง คือ
ทหารอาชีพ = ผู้มีศรัทธา + ผู้รับใช้ พระเจ้าแผ่นดิน/แผ่นดิน + ผู้ที่รักสมาชิกครอบครัว + ผู้ที่มีศักดิ์ศรี
ปัจจุบัน ทหารเป็นอาชีพที่อาจจะมีคนอยากเป็นน้อยลง เพราะวิถีในการดำเนินชีวิตมีความสะดวกสบายขึ้น โลกมีภาวะความขัดแย้งในรูปแบบของการสู้รบที่น้อยลง อย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างไร จิตวิญญาณในการเป็นทหารปัจจุบัน ก็ยังคงมีความเหมือน กับคนที่เป็นทหารสมัยก่อน ตั้งแต่โบราณกาล ที่ผ่านมาหลายพันปี ทหาร หรือ นักรบในอดีต นั้นจะต้องยึดมั่นกับอุดมการณ์ความเชื่อของตนเอง ต้องเสียสละเพื่อสังคมส่วนรวม ต้องปกป้องคนของตัวเอง (ครอบครัว) และ ต้องเป็นคนที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นั่นก็หมายความว่า คนที่เป็นทหารนั้น ไม่ได้ดูจากความชอบความชอบความสมัครใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูจากความยึดมั่นจงรักภักดีใน ค่านิยมหลักของชาตินั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครอบครัว และ ความมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในตัวเอง เพราะ ทหารเป็นอาชีพจับถืออาวุธ การที่ทหารแต่ละนายมีมิติต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ทหารห่างไกล จากการเป็นเครื่องจักรสงคราม หรือ เครื่องจักรสังหาร เพราะกระบวนการหล่อหลอม บุคคลพลเรือน เข้ามาเป็นทหารนั้น จะต้องสร้างให้ทหารนั้นมีความเสียสละ ยึดมั่นในอุดมการณ์ สามารถเดินไปตายแทนคนที่อยู่ข้างหลังได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า อุดมการณ์ในการเป็นทหารอาชีพ สรุปก็คือ เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยเพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง และจบลงที่ความหมายสะท้อน ถึงอุดมการณ์ในการเป็นทหารอาชีพ ครับ ….Hooah!!!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=27533070409727312&id=100003531711329&post_id=100003531711329_27533070409727312&rdid=kP4McPscY3goVUec#

‘มิสเตอร์เฉิงตู’ อาจารย์ไทยในเสฉวน จากล่ามท่องเที่ยวสู่ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนไทย ชะภิพรปักหมุดภาษาไทยในเสฉวน กับภารกิจสร้างคนรุ่นใหม่ เชื่อมการศึกษา วัฒนธรรม และธุรกิจไทย–จีน

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : 'มิสเตอร์เฉิงตู' อาจารย์ภาษาไทยในเสฉวน ผู้ร่วมสร้างสะพานมิตรภาพจีน-ไทย

สำนักข่าวซินหัวรายงาน -- ชะภิพร เกียรติคชาธาร หรือกวนกั๋วซิง ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนไทย สังกัดมหาวิทยาลัยเฉิงตู ในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ถือเป็นหนึ่งในอาจารย์ชาวไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมหาวิทยาลัยเฉิงตู และครองฉายาในหมู่ชาวไทยว่า "มิสเตอร์เฉิงตู" (Mr. Chengdu)

ชะภิพรเกิดที่กรุงเทพฯ คุณแม่เป็นชาวไทย ส่วนคุณพ่อมีบรรพบุรุษมาจากมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ทุกปีครอบครัวของเขาจะฉลองเทศกาลตรุษจีนและไปไหว้ศาลเจ้าจีนเป็นประจำ ทำให้ชะภิพรได้อยู่ในบรรยากาศวัฒนธรรมจีนและเริ่มเรียนภาษาจีนอย่างจริงจังตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ชะภิพรถือว่าทั้งกรุงเทพฯ และเฉิงตูเป็นบ้านเกิดของตนเอง เขาทุ่มเทผลักดันความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไทยกับจีนอย่างต่อเนื่องหลายปีและได้รับรางวัลมากมาย เช่น เหรียญมิตราภรณ์จากรัฐบาลจีน และเหรียญเชิดชูเกียรติจากรัฐบาลไทยสำหรับการอุทิศตนเป็นกรณีพิเศษอันน่าชื่นชมยิ่ง

ปี 1997 ชะภิพรเป็นล่ามนำคณะนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจีนครั้งแรก ซึ่งจุดหมายแรกคือเฉิงตูที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติและวัฒนธรรมชวนประทับใจ ทำให้เขามองเห็นโอกาสมหาศาลในภูมิภาคจีนตะวันตก โดยเฉพาะมณฑลซื่อชวนที่อยู่ไม่ไกลจากไทย นำสู่การขบคิดถึงการมีบทบาทในความร่วมมือระดับทวิภาคี

หลังจากพิจารณาและลงพื้นที่สำรวจแล้ว ชะภิพรเปลี่ยนมาทำงานด้านการศึกษาภาษาไทยในมณฑลซื่อชวน เนื่องจากมองว่าความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนั้นต้องการบุคลากรที่มีทักษะภาษาไทย ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดในมณฑลซื่อชวนเปิดสอนภาษาไทย เขาจึงคว้าโอกาสนี้ไว้อย่างรวดเร็ว

ปี 2006 ชะภิพรได้เปิดโครงการอบรมภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเฉิงตู ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในมณฑลซื่อชวนที่เปิดสอนภาษาไทย ต่อมาปี 2008 มหาวิทยาลัยเฉิงตูได้เปิดสาขาวิชาภาษาไทยอย่างเป็นทางการทั้งระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นักศึกษาจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฯ บางคนทำงานในสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในจีน บางคนเป็นครูสอนภาษาจีนในไทย บางคนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการค้าระหว่างจีนกับไทย ขณะที่บางคนทำงานด้านการแปลภาษา และกลายเป็นทูตแห่งมิตรภาพในการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับไทย

การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างเมืองต่างๆ เช่น การสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องอย่างเป็นทางการระหว่างเชียงใหม่กับเฉิงตูในปี 2015 ซึ่งนำสู่การเปิดเส้นทางบินตรงแบบประจำ โดยคุณูปการของชะภิพรต่อความร่วมมือทวิภาคีทำให้เขาได้รับรางวัลมิตรภาพแห่งเทียนฝู่จากมณฑลซื่อชวนในปี 2017

ชะภิพรมองว่านอกจากการท่องเที่ยวแล้ว ความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยยังมีโอกาสพัฒนาในสาขาใหม่ๆ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ พลังงานแสงอาทิตย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล และเขายินดีจะร่วมเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษา วัฒนธรรม และธุรกิจการค้า เพื่อเสริมสร้างสะพานแห่งมิตรภาพไทย-จีนให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1425982309395573&id=100059514523438&rdid=2e0jSM8WMvwFhB5O#

โดรนรัสเซียโจมตีเป้าหมายท่าเรือยูเครน!! อ้างโจมตีคลังเชื้อเพลิงและเรือสินค้า 2 ลำ ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน เป้าหมายกระสุนและอุปกรณ์ทหาร กระทรวงกลาโหมยืนยันปฏิบัติการ

โดรนโจมตีของรัสเซียโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ ที่บรรทุกกระสุนและยุทโธปกรณ์ทางทหารในท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ รวมถึงถังเก็บเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่เตรียมส่งให้กองทัพยูเครน ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย

แถลงการณ์ระบุว่า
“ตลอดทั้งวัน อากาศยานไร้คนขับโจมตีได้โจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ ซึ่งบรรทุกกระสุนและอุปกรณ์ทางทหารในท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ รวมถึงถังเก็บเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่มีไว้สำหรับกองกำลังยูเครน”

ที่มา : Sputnik

“เมย์” รัชนก เปิดใจหลังถอนตัวชิงแชมป์โลก!! เจ็บหลังฝืนต่อไม่ไหว ต้องพักยาวหลังแพ้คู่แข่ง ยอมรับเสียใจแต่ไม่ยอมแพ้ เตรียมตัวเต็มที่เพื่อเหรียญรางวัล

“เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวชาวไทย โพสต์ข้อความหลังจากได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันรายการชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอินเดีย

นักแบดมินตันวัย 31 ปี ต้องตัดสินใจถอนตัวทั้งน้ำตา ระหว่างเกมในรอบสอง ที่พบกับ อิชิกา ไจสวัล จากสหรัฐอเมริกา หลังจากมีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ได้ในเกมที่สอง

หลังการถอนตัว เมย์ รัชนก ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เมย์ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังส่วนล่างด้านซ้ายอย่างกะทันหันระหว่างเกมแรก และเมย์พยายามฝืนทุกอย่างต่อไป แต่ก็กลัวว่าอาการจะยิ่งแย่ลง ดังนั้นเมย์จึงปรึกษากับโค้ช และเราตัดสินใจว่าการพักสักระยะอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

สิ่งที่เมย์เสียดายที่สุดคือ เมย์รู้สึกว่าตัวเองเตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่เพื่อคว้าเหรียญรางวัล มันอาจฟังดูตลกนะ แต่เมย์ไม่เคยคิดที่จะทรยศต่อตัวเองเลย

ทุกอย่างจบลงภายในเสี้ยววินาที แต่นี่แหละคือสิ่งที่การเป็นนักกีฬาต้องเผชิญ นอกจากคู่แข่งในสนามแล้ว เรายังต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วย มันเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นกับเมย์มาโดยตลอด แต่เมย์จะไม่ยอมแพ้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10367485

โดนัลด์ ทรัมป์ เขียนบน Truth Social

วันนี้ผมขอประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ
ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ
นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว
ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผมยังขอประกาศด้วยว่า ประเทศใดก็ตาม
ที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน
หรือหน่วยงานรัฐบาลของตน
ให้ความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอิหร่านในรูปแบบใดๆ
ประเทศนั้นจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

โดนัลด์ ทรัมป์
เขียนบน Truth Social

‘เอกนิติ’ ลุยเจรจาธุรกิจ!! ไทย-นิวซีแลนด์ จับมือสุดแข็งแกร่ง ขยายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 3 สาขา ดันมูลค่าการค้าสูง 3 เท่าใน 20 ปี เชิญชวนนักลงทุนลุยตลาดอาเซียนกว้างใหญ่

เอกนิติ นำเอกชนไทยเจรจาธุรกิจนิวซีแลนด์ ปักหมุดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ "อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี"

รองนายกฯ เอกนิติ และ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ ร่วมเป็นประธานงาน Business Meeting ที่นครโอ๊คแลนด์ เชื่อมผู้บริหารระดับสูงไทย-นิวซีแลนด์กว่า 40 ราย ฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์ ต่อยอดการยกระดับสู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" ชู 3 สาขาใหม่ อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี ดันมูลค่าการค้าโต 3 เท่า ภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานร่วมกับ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงาน Invest New Zealand จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ภายในงานมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Networking) เชื่อมผู้นำภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ รองนายกฯ เอกนิติ เผยว่า ไทยและนิวซีแลนด์มีรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรีถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งพร้อมต่อยอดให้เกิดการค้าการลงทุนจริงที่จับต้องได้มากขึ้นในทั้งสองทาง คือ ทั้งการรับนักลงทุนที่มีเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์เข้าไปลงทุนในประเทศไทย และการนำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมาหาโอกาสขยายกิจการในนิวซีแลนด์ โดยระบุ 3 สาขาที่ศักยภาพของทั้งสองประเทศเกื้อกูลกัน ได้แก่ ด้านอาหารและชีวภาพ ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการเกษตรของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานการผลิตอาหารของไทย ด้านพลังงาน เปิดทางความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า รองรับความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง เชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานอุตสาหกรรมไทย

นอกจากนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนนิวซีแลนด์และคณะผู้นำนักลงทุนไทยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยให้การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และทักษะแรงงานให้สอดรับความต้องการของนักลงทุน และเชิญชวนให้นักลงทุนนิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตและบริการที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั่วอาเซียน ครอบคลุมตลาดผู้บริโภคเกือบ 700 ล้านคน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค

ในงานนี้ รองนายกฯ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจาก 9 กลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยร่วมกิจกรรม ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ บมจ. บ้านปู กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ. ปตท. บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) บมจ. ศุภาลัย และ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดย Mr. Robert Wall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest New Zealand พร้อมผู้บริหารจาก New Zealand Trade and Enterprise (NZTE) กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ (MFAT) กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC) สะท้อนว่าฝ่ายนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทยอย่างมาก

"ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนและนำทัพนักลงทุนไทยเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการหาจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือและพัฒนาร่วมกันได้ นิวซีแลนด์มีบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ จนถึงการท่องเที่ยว บีโอไอมองเห็นโอกาสที่จะจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

‘จุลพันธ์’ เผยแรงงานไทยเจ็บในอิสราเอลอาการดีขึ้น 6 แรงงานไทยบาดเจ็บจากระเบิด 2 รายอาการคงที่และดีขึ้น 3 รายหายดีออกจากโรงพยาบาล ติดตามใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

“จุลพันธ์”เผย ความคืบหน้า 6 แรงงานไทยบาดเจ็บในอิสราเอล 2 รายอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น อีก 1 รายอาการดีขึ้นมาก ขณะที่ 3 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว กำชับฝ่ายแรงงานฯ ติดตามใกล้ชิด

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการแรงงานไทยจำนวน 6 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดตกค้างในเมืองเมทูลา ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงแรงงานยังคงติดตามสถานการณ์และอาการของแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศอิสราเอล เพื่อให้แรงงานได้รับการรักษาและความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยขอให้แรงงานและครอบครัวมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามและดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ฝ่ายแรงงานและฝ่ายกงสุล ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปยัง Ziv Medical Center เมือง Safed เพื่อหารือและรับฟังรายละเอียดการรักษาจากคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พร้อมเยี่ยมแรงงานที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะให้การรักษาอย่างดีที่สุดโดยทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ

สำหรับความคืบหน้าอาการของแรงงานทั้ง 6 ราย พบว่า แรงงาน 2 ราย ได้แก่ นายวีรวุฒิ แวงวงษ์ และนายอารี ปัญญาทอง ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น และยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยนายวีรวุฒิอยู่ระหว่างการวางแผนผ่าตัดเพิ่มเติมตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ขณะที่คณะแพทย์แจ้งว่าการบาดเจ็บไม่กระทบต่อระบบประสาทไขสันหลังและสมอง ซึ่งถือเป็นข่าวดี

แรงงานอีก 1 ราย คือ นายทรงฤทธิ์ เชิดรำ ซึ่งได้รับบาดเจ็บปานกลาง มีอาการดีขึ้นค่อนข้างมาก สามารถสื่อสารได้ตามปกติ ไม่มีประเด็นน่าเป็นห่วง และมีอาการปวดบริเวณแผลเล็กน้อยเวลาขยับตัว ส่วนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 3 ราย ได้แก่ นายธนวัตน์ แสงกลาง นายทิศวรเวช สามารถกิจ และนายจิระพงษ์ สวัสดิ์รักษ์ แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับที่พักแล้ว โดยไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล

ด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้แรงงานจังหวัดในพื้นที่
ที่แรงงานผู้ได้รับบาดเจ็บมีภูมิลำเนาอยู่ ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัว พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานไม่ทอดทิ้งแรงงานไทยและครอบครัว โดยจะประสานข้อมูลกับฝ่ายแรงงานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบครัวได้รับทราบความคืบหน้าอาการและการรักษาของแรงงานอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และฝ่ายแรงงานฯ ได้ประสานแจ้งความคืบหน้าอาการของแรงงานให้ญาติรับทราบแล้ว และจะติดตามอาการของแรงงานทั้ง 6 รายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดต่อไป

จีน เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ทางทะเล!! เปิดเที่ยวสัปดาห์ละ 8 เที่ยว หนุนค้าจีน-ยุโรป ใหม่ อัตราขยายเส้นทางปีละ 3.5% ไทยต้องจับตาบทบาทภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอ

จีนเปิดเส้นทาง China-Europe Arctic Express (CAX) จากเที่ยวทดลองสู่บริการประจำรายสัปดาห์ในเส้น Arctic

ภาวะโลกร้อนเริ่มมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หลังจากที่การลดลงของน้ำแข็งในแถบ Arctic ทำให้มีเส้นทางเดินเรือใหม่ทางเหนือที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น

โดยล่าสุดในปี 2026 เส้นทาง China–Europe Arctic Express (CAX) มีการยกระดับจากการทดลองเดินเรือไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์แบบรายสัปดาห์รวม 8 เที่ยวในช่วงฤดูเดินเรือปีนี้ (เดือนสิงหาคม - ตุลาคม) นับเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกับภูมิศาสตร์การค้าและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่มาพร้อมความย้อนแย้ง (Climate Paradox) ให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักควบคู่กันระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี แม้ Arctic Route จะมีศักยภาพ โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปี 3.5% (CAGR) โดยเฉพาะกลุ่ม Oil & Gas Tanker และ Cargo แต่ CAX ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลและยังมีขนาดเล็กมาก โดยมี Capacity เฉลี่ยราว 2,207 TEU ต่อสัปดาห์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.8% ของเส้นทางหลัก Asia–Europe จึงยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของเส้นทางที่ผ่าน Suez ในระยะสั้น

สำหรับไทย ผลกระทบในปัจจุบันยังจำกัด แต่ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายการเดินเรือในระยะยาว หาก Arctic Route ขยาย Capacity และช่วงเวลาเดินเรือได้มากขึ้น การค้าจีน–ยุโรปบางส่วนอาจลดการพึ่งพาเส้นทาง Malacca–Suez ซึ่งอาจจะเปลี่ยนบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ Regional Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1407517874811174&id=100066589243207&rdid=X6ATQRkyxhJeDuf3#

“สเปน” ลงทุนเหมือง “อิหร่าน”!! นักลงทุนได้รับใบอนุญาต ลงทุนเหมืองแร่โคราซานใต้ แม้ถูกสหรัฐฯกดดันทางเศรษฐกิจ แสดงความพยายามเปิดรับทุนใหม่

นักลงทุนสเปนได้ไฟเขียวลงทุนเหมืองในอิหร่าน ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวเตหะรานทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าว IRNA ของอิหร่านรายงานว่า ทางการจังหวัด โคราซานใต้ (South Khorasan) ได้ออกใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่นักลงทุนชาวสเปน เพื่อดำเนินโครงการด้าน การทำเหมืองและการแปรรูปแร่ นับเป็นใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศฉบับแรกที่ออกในจังหวัดแห่งนี้

ซาคาเรียน (Zakarian) ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพย์สินของจังหวัด South Khorasan เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการทำเหมืองและการแปรรูปแหล่งแร่ อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่เปิดเผยเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ลงทุน ชนิดของแร่ มูลค่าการลงทุน หรือรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของโครงการ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรและความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน การที่นักลงทุนจากสเปน ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้รับอนุญาตให้เข้าลงทุนโดยตรงในภาคเหมืองและการแปรรูปแร่ของอิหร่าน จึงอาจเป็นอีกสัญญาณว่า เตหะรานยังคงพยายามเปิดช่องทางดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจนอกเหนือจากน้ำมัน แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากวอชิงตัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1379328491022174/?rdid=6oYWE8YjqPmWegiX#

“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง

ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”

จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที

เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก

ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก

ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน

ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน

อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน

สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร

และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ

แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman

ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top