“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ
โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)
บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง
ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”
จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที
เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก
ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก
ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน
ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน
อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก
เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร
ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน
สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง
แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร
และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ
แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman
ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#










