Tuesday, 25 August 2026
TheStatesTimes

หนุ่มน้อยวัย 8 ขวบสร้างชื่อ!! ‘น้องอาชวิน’ คว้าแชมป์ Rapid รุ่น U8 ศึกหมากรุกเยาวชนเอเชียตะวันออก รายการ Eastern Asian Youth Chess 2026 ที่จีนรวมเยาวชนต้นแบบหมากรุก

“น้องอาชวิน” ด.ช.อาชวิน โกระวิโยธิน หนุ่มน้อยวัยเพียง 8 ขวบ ได้สร้างปรากฏการณ์ชวนอึ้งและทำเอาคนไทยทั้งประเทศใจฟูไปตามๆ กัน เมื่อน้องสามารถกวาดรางวัล “ชนะเลิศอันดับ 1” ประเภท Rapid (หมากรุกเกมเร็ว) รุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี (B08) จากเวทีการแข่งขันหมากรุกระดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ Eastern Asian Youth Chess Championships 2026 ที่เมืองไห่หนาน ประเทศจีน มาครองได้สำเร็จ

สำหรับทัวร์นาเมนต์ Eastern Asia Youth Chess Championships 2026 ในปีนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 10 แล้ว ถือเป็นเวทีประลองปัญญาระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่รับรองโดยสหพันธ์หมากรุกสากล (FIDE) อย่างเป็นทางการ

เวทีนี้จะรวมเอาเหล่าตัวตึงเยาวชนนักโขกหมากรุก ตั้งแต่อายุไม่เกิน 8 ไปจนถึง 18 ปี จากหลากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก มาดวลกึ๋นกันแบบเข้มข้น ทั้งในประเภทเกมมาตรฐาน (Standard) เกมเร็ว (Rapid) และเกมสายฟ้า (Blitz)

นอกจากจะเป็นเวทีเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระดับอินเตอร์แล้ว ยังเป็นบันไดสำคัญที่นักหมากรุกเยาวชนจะสามารถต่อยอดเพื่อคว้า Title (ตำแหน่งระดับสากล) อย่าง CM (Candidate Master) หรือ FM (FIDE Master) ได้ในอนาคตด้วย

การที่เด็กไทย น้องอาชวิน วัยแค่ 8 ขวบ ไปฝ่าฟันจนคว้าที่ 1 ท่ามกลางยอดฝีมือจากทั่วเอเชียมาได้ บอกเลยว่าโปรไฟล์ไม่ธรรมดา

ขอส่งเสียงตบมือดัง ๆ และขอร่วมแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการกับน้องอาชวิน รวมถึงครอบครัวและทีมโค้ชผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณภาพและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : Thailand Chess Association (สมาคมกีฬาหมากรุกสากลแห่งประเทศไทย)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1519064196902516&id=100063968496755&post_id=100063968496755_1519064196902516&rdid=6QD12AtRiDYdE6wF#

จีนเปิดยุคหุ่นยนต์ความเร็วสูง “เทียนกง อัลตรา” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฉิว 9.39 วินาที ทุบสถิติยูเซน โบลต์ 17 ปีมาแล้ว การพัฒนาครั้งใหญ่ใน 1 ปี ชี้เป้าก้าวหน้าและอุปสรรคใหม่ของ AI

หุ่นยนต์จีนวิ่ง 9.39 วินาทีโค่นสถิติ 'ยูเซน โบลต์' ตอกย้ำพลังความคิดมนุษย์

ปักกิ่ง, 24 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เทียนกง อัลตรา (Tiangong Ultra) ของจีน วิ่งฉิวเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.39 วินาที ระหว่างการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ครั้งที่ 2 ในกรุงปักกิ่งของจีน ทำลายสถิติโลก 9.58 วินาทีของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาไมกาเจ้าของสถิติโลกในตำนาน ซึ่งทำไว้เมื่อ 17 ปีก่อนในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย แม้สถิติทั้งสองนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้โดยตรง โดยสถิติของโบลต์สะท้อนขีดจำกัดความเร็วของร่างกายมนุษย์ ขณะที่ความสำเร็จของหุ่นยนต์สะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์สามารถก้าวไปได้ไกลเพียงใด

ปัจจุบันการวิ่งยังคงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ต้องสร้างแรง ดูดซับแรงกระแทกซ้ำๆ และรักษาสมดุลขณะเคลื่อนไหว พร้อมประสานการทำงานของข้อต่อหลายส่วนไปพร้อมกัน การทดสอบความเร็วจึงเป็นบททดสอบขีดจำกัดทางเทคนิคเพราะยิ่งหุ่นยนต์เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด เวลาที่มีสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการด้านความเร็วของเทียนกง อัลตราจึงน่าทึ่งเป็นพิเศษ โดยในการแข่งขันเมื่อปี 2025 เทียนกง อัลตราใช้เวลา 21.5 วินาทีในการวิ่งระยะทางเดียวกัน แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เวลาดังกล่าวลดลงมากกว่าครึ่ง โดยทีมวิศวกรได้ยกระดับข้อต่อของหุ่นยนต์ ปรับปรุงโครงสร้าง และพัฒนาอัลกอริทึมควบคุมสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมปรับปรุงระบบนำทาง ทำให้หุ่นยนต์สามารถรักษาทิศทางขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้นกำกับบนสนาม

อย่างไรก็ตาม การทำลายสถิติของมนุษย์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของงานวิศวกรรม เพราะทุกความก้าวหน้าย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อนและความท้าทายใหม่ๆ และการวิ่งด้วยเวลา 9.39 วินาทีเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ได้ชี้ให้เห็นความท้าทายประการต่อไปนั่นคือการที่หุ่นยนต์ยังออกตัวได้ช้า แต่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า จึงเร่งแซงคู่แข่งได้ในช่วงหลังของการแข่งขัน

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้อยู่ที่การทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และรับหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ในโลกจริงได้ โดยหุ่นยนต์ในโรงงานไม่จำเป็นต้องชนะการแข่งวิ่ง และหุ่นยนต์บริการไม่จำเป็นต้องคว้าเหรียญรางวัล แต่ทุกการพัฒนาด้านความเร็ว ความมั่นคง และความแม่นยำในสนามแข่งขัน ล้วนช่วยให้หุ่นยนต์เข้าใกล้การนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua

25 สิงหาคม 2475 รำลึกจุดเริ่มต้นสมาคมการเมืองหลัง 2475 ก่อตั้ง ‘สมาคมคณะราษฎร’ พรรคการเมืองแรกของไทย ต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ก็ได้เกิด 'สมาคมคณะราษฎร' ขึ้นมา ถือเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองในประเทศไทย แม้ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม

การก่อตั้งสมาคมคณะราษฎรมี ‘พระยานิติศาสตร์ไพศาล’ เป็นนายกสมาคม เปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ และมีรายงานว่าสมาชิกทะลุ 10,000 คน แต่ไม่นานนัก ในสมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ได้มีคำสั่งห้ามตั้งสมาคมการเมือง ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สโมสรราษฎร์สราญรมย์’ แทน

ต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้าง จึงเกิดพรรคการเมืองจริงภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ โดยพรรคแรกที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวหน้า นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผลักดัน พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2498 ให้มีผลบังคับใช้

พรรคแรกที่จดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเมืองในเวลานั้นเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จนกระทั่งปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารและยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ส่งผลให้พรรคทั้งหมด รวมถึงพรรคเสรีมนังคศิลา สิ้นสุดลงทันที

ปัจจุบัน การกำกับดูแลพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในฐานะองค์กรอิสระ ทำหน้าที่กำกับให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ถือเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยไทยที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : https://themodernist.in.th/thepeopletochange2475/

“สร้างรั้วไม่ยาก” แต่ต้องไม่พลาด!! กองทัพเรือนำสื่อดูรั้วชายแดนจันทบุรี รั้วมั่นคงไทย–กัมพูชาเฟสแรกเสร็จ 1.3 กม. กองทัพเรือเตรียมขยายต่ออีก 7.07 กม. ยันสร้างด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

กองทัพเรือเปิดให้สื่อชมรั้วมั่นคงชายแดนจันทบุรีเฟสแรก ย้ำ “การสร้างรั้วไม่ยาก แต่ยากกว่าคือทำอย่างไรให้สร้างได้โดยเรียบร้อย”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23–24 สิงหาคม 2569 สำนักงานโฆษกกองทัพเรือได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของการก่อสร้าง “รั้วมั่นคง” ระยะที่ 1 บริเวณหลักเขตแดนที่ 52–54 อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเป็นระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร

รั้วมั่นคงดังกล่าวเป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กติดตั้งลวดหนามหีบเพลง มีความสูงรวมประมาณ 3.35 เมตร มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมพื้นที่ ลดช่องทางการลักลอบข้ามแดน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และสนับสนุนการเฝ้าตรวจของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กองทัพเรือเตรียมขยายแนวรั้วจากหลักเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7.07 กิโลเมตร เพื่อให้การรักษาความมั่นคงในพื้นที่มีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่เพียงการก่อสร้างรั้วให้แล้วเสร็จ แต่อยู่ที่กระบวนการทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย โดยต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาร่วมกันของทั้งสองประเทศบนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน ทั้งในด้านข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Instruction) การสำรวจและกำหนดแนวพื้นที่ ตลอดจนการจัดระเบียบชายแดน เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานยังต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานของไทยและการประสานงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรอบคอบ และไม่กระทบต่อสิทธิและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

“การสร้างรั้วอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำอย่างไรให้สามารถสร้างรั้วได้โดยเรียบร้อย เพราะทุกเมตรของแนวรั้วเกี่ยวข้องทั้งกับอธิปไตย ความมั่นคง วิถีชีวิตของประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

รั้วมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงสิ่งป้องกันทางกายภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความมั่นคงชายแดนที่เชื่อมโยงทั้งถนนตรวจการณ์ จุดเฝ้าตรวจ บังเกอร์ หลุมบุคคล หลุมหลบภัย การลาดตระเวน การข่าว และกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังเยี่ยมชมแนวรั้ว คณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาแหลมและจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด เพื่อรับฟังสถานการณ์และมาตรการควบคุมช่องทางผ่านแดน โดยกองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะยังได้ลงพื้นที่ “รูปตัว ก” ระหว่างหลักเขตแดนที่ 64–65 บ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพเรือได้เข้าแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำกั้นเขตแดน รวมถึงเยี่ยมชมบังเกอร์ที่ได้รับการปรับปรุง ณ ฐานปฏิบัติการที่ 6 และติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลแนวหน้า เพื่อให้เห็นภาพว่าการรักษาความมั่นคงชายแดนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ครั้งนี้ กองทัพเรือมุ่งให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง และเห็นภาพการดำเนินงานด้านความมั่นคงชายแดนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การจัดระเบียบพื้นที่ การป้องกันการลักลอบกระทำผิด ไปจนถึงการดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะดำเนินการพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงชายแดนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบทุกด้าน เพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่กับการดูแลสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

24 สิงหาคม 2569

อาลัย ‘เอ๋ ศุภมงคล’ อาสาสมัครหัวใจใหญ่ คนทำงานอาสาผู้เป็นที่รักของเพื่อนร่วมภารกิจ ‘วีระศักดิ์’ รำลึก 20 ปีมิตรภาพและงานอาสาเพื่อสังคม ‘เอ๋ ศุภมงคล’ สุภาพ เอื้อเฟื้อ อดทน และทุ่มเทเพื่อสาธารณะ ผู้ทำเกินหน้าที่ด้วยหัวใจเต็มร้อย

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ โพสในเฟสบุ๊ค

เช้านี้ ผมได้รับทราบข่าวการจากไปโดยกระทันหันของ " เอ๋ " คุณศุภมงคล รัตนจิตร ด้วยความเสียใจและเสียดายอย่างยิ่ง

กว่า20ปี ที่ผมกับเอ๋ได้เห็นกันและกันในแวดวงคนทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม ตั้งแต่รุ่นการก่อตั้งรายการวิทยุ ร่วมด้วยช่วยกัน  เอ๋เป็นผู้มีความดื่มด่ำในการงานทำประโยชน์สาธารณะมาเสมอ เอ๋มีอัปนิสัยเอื้อเฟื้อ สุภาพ และมีอารมณ์ขัน

แต่สิ่งที่แฝงไว้ลึกๆเสมอคือ เอ๋สนใจคนรอบข้าง เข้าใจความทุกข์ และอดทนที่จะทำเกินหน้าที่แทบทุกกิจกรรม เอ๋จีงเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่องในความมีอุดมคติ ที่ถือปฏิบัติ

ทั้งจากผู้อาวุโสกว่า เพื่อนร่วมงาน และอาสาสมัครรุ่นน้องๆ

เอ๋ดูจะสนุกกับการลุยบุกเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้เพื่อนร่วมส้งคมที่ประสบภ้ย

แม้ทางจะลำบาก แต่รอยยิ้มและท่าทีอันนอบน้อมในการส่งมอบความช่วยเหลือก็เป็นบุคลิกที่ผมแอบมองด้วยความชื่นชมน้องคนนี้บ่อยๆ

แล้วชะตาก็พาให้ผมกับเอ๋ได้มาร่วมภารกิจกัน ที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา

เอ๋ยังคงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลายในการทำภารกิจอย่างน่าภาคภูมิใจ

ได้ร่วมกันถวายงาน..ได้ออกภาคสนามลุยน้ำลุยโคลนช่วยเหลือผู้ประสบภัย..ได้ใจเพื่อนร่วมงาน..ได้เป็นที่รักและไว้วางใจในฝีมือการออกแบบวิธีเข้ากู้ภัย ในพื้นที่น้ำเชี่ยว..ไฟฟ้ารั่ว..และเป็นเวลาค่ำมืด..ในพื้นที่ที่มีน้อยคนจะฝ่าเข้าไปถึงได้...จบภารกิจก็จอดรถนอนค้างแรมในปั้มน้ำมันบ้าง..บางทีก็ยอมขับรถเดินทางไกลออกไปเพื่อไปแวะฟอกไต..รุ่งสางกลับมาเข้าพื้นที่ภัยพิบัติ ปฏิบัติภารกิจต่อ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ใจเต็มร้อย

ผมถามบ่อยๆว่า เอ๋ เหนื่อยก็พัก เรามาสร้างมาฝึกคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจ ได้ทักษะงานสนามกันดีมั้ย..เอ๋ยิ้มแก้มฉีก แล้วน้อมตัวตอบอย่างเคยว่า .."ยังจัดการได้สบายครับอาจารย์...ขอบคุณครับ.."

วันนี้ เอ๋ หลับสนิทแล้ว

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและขอให้คุณงาม และความดีที่เอ๋ได้ปฏิบัติจนเป็นวัตร เป็นกุศลผลบุญให้การเดินทางครั้งสุดท้ายนี้พาส่งเอ๋จนถึงแดนสวรรค์ เพื่อให้เอ๋ได้พักผ่อนในแดนที่สงบเย็นสบาย

เอ๋จะย้งคงเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นถัดไปได้เล่าขานและสืบสานงานทำประโยชน์ในฐานะอาสาสมัครที่ยิ่งใหญ่เสมอ

ด้วยจิตคาราวะ

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์

กรรมการและเลขาธิการ

มูลนิธิ อาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)ยามยาก

สภากาชาดไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427278425882005&id=100057995831937&rdid=eyGkkVdWaJdqMOqv#

กองทัพลัตเวียซ้อมรบ!! กำลังพล 12,000 นายเข้าร่วม รวมกำลัง NATO หลายชาติร่วมฝึก ฝึกซ้อมทั่วประเทศ 2 ก.ย.- 8 ต.ค. เน้นบินโดรน ฝึกยิงกระสุนจริง

มอสโก (สปุตนิก) — การซ้อมรบครั้งต่อไปของกองทัพลัตเวียและกำลังทหาร NATO ภายใต้ชื่อ “Namejs 2026” ซึ่งจะมีกำลังพลเข้าร่วมราว 12,000 นาย จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม ทั่วประเทศลัตเวีย ตามรายงานของสำนักข่าวออนไลน์เมื่อวันจันทร์

รายงานระบุว่า จะมีทหารและอาสาสมัครกองกำลังพิทักษ์ชาติของลัตเวียเข้าร่วมประมาณ 12,000 นาย รวมถึงตัวแทนจากแคนาดา สหรัฐอเมริกา เอสโตเนีย ลิทัวเนีย และประเทศสมาชิก NATO อื่น ๆ

สื่อรายงานว่า ในพื้นที่ภาคตะวันออกของลัตเวีย คาดว่าจะมีการบินของโดรนเพิ่มขึ้นระหว่างการซ้อมรบ รวมถึงบริเวณใกล้ชายแดน นอกจากนี้ ยุทโธปกรณ์และกำลังพลทางทหารจะมีการเคลื่อนย้ายทั่วประเทศลัตเวีย และอาจมีเที่ยวบินของอากาศยานทหารในน่านฟ้า รวมถึงการบินในระดับต่ำ ตลอดจนการฝึกยิงกระสุนจริงในสนามฝึกต่าง ๆ ด้วย

ที่มา : Sputnik

สหรัฐฯ เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่!! กระทรวงความมั่นคงเสนอเก็บ 1.03 แสนดอลลาร์ เพื่อชดเชยต้นทุนบริหารระบบเข้าเมือง รายได้ปีละกว่า 8.8 พันล้านดอลลาร์ กระทบภาคเทคโนโลยีและการเงินใหญ่หลวง

วอชิงตัน, 25 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ได้เสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเอช-1บี (H-1B) อยู่ที่ 1.03 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) ต่อคน ซึ่งเป็นการเดินหน้าผลักดันแผนเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าหลังศาลสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.26 ล้านบาท) ที่มีเสนอก่อนหน้านี้

กระทรวงฯ ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่เสนอใหม่นี้จะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายบางส่วนของรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการระบบการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย ครอบคลุมทั้งต้นทุนในกระบวนการพิจารณาและตัดสินคำร้อง รวมถึงบริการด้านการแปลงสัญชาติ โดยกระทรวงฯ ประเมินว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะสร้างรายได้ราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.87 แสนล้านบาท) ต่อปี เมื่ออิงจากจำนวนผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าเอช-1บี ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 85,000 คนต่อปี

อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมดังกล่าวจะไม่ใช้กับคำร้องขอวีซ่าเอช-1บี ที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบโควตา เช่น คำร้องที่ยื่นโดยองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรบางแห่ง องค์กรวิจัยของรัฐบาล และสถาบันอุดมศึกษา
ทั้งนี้ ทางการจะเปิดรับความเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 30 วันก่อนข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ โดยเดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัลรายงานว่าหากข้อเสนอใหม่นี้ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย ภาคเทคโนโลยีและภาคการเงินจะต้องแบกรับภาระเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่พึ่งพาวีซ่าเอช-1บีเพื่อจ้างงานบัณฑิตต่างชาติที่มีความสามารถจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ

ที่มา : Xinhua

ปตท.จับมือไทยพาณิชย์!! ยุทธศาสตร์บริหารเงินทุน มูลค่า 48 ล้านดอลลาร์ฯ สัญญายาว 25 ปี สูงสุดในไทย หนุนตลาดการเงินเติบโตยั่งยืน

ปตท. - ไทยพาณิชย์ ฉลองความสำเร็จ USD/THB Cross Currency Swap มูลค่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุสัญญา 25 ปี สูงสุดขององค์กรไทย ยกระดับมาตรฐานตลาดการเงินอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ - นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 3 จากขวา) และ นายธนพจน์ ภาคสุวรรณ Chief Corporate and Institutional Banking Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) (ที่ 3 จากซ้าย) จับมือทำธุรกรรม USD/THB Cross Currency Swap เพื่อแปลงหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหนี้สกุลบาท มูลค่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุสัญญา 25 ปี ซึ่งถือเป็นธุรกรรม Cross Currency Swap ที่มีอายุสัญญายาวนานที่สุดขององค์กรไทย

โดยโครงสร้างธุรกรรมดังกล่าวออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร ผ่านการนำเครื่องมือทางการเงินประเภทอนุพันธ์ (Derivatives) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่างสององค์กรชั้นนำของประเทศ เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปีของ ปตท. เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาตลาดการเงินไทยให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top