Tuesday, 25 August 2026
TheStatesTimes

เปิดข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA !! ชู 7 หมวดอุตสาหกรรม เดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม ตั้งเป้างานกว่า1.2แสนอัตรา เชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้ รับฟังเสียงชุมชนครบวงจร

เปิดรายงานข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA กับ 7 หมวดอุตสาหกรรม

พลันที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม เตรียมผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และท่าเรือจะนะเข้าที่ประชุม ครม.สัญจร ที่หาดใหญ่ระหว่าง 31 สิงหาคม-1 กันยายนนี้ ก็มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมอื้ออึงขึ้นมา เพราะเป็นโครงการเก่าที่ถูกคัดค้านมานาน

นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่คิดริเริ่มมานานนับสิบปี แต่ถูกชาวบ้านส่วนหนึ่งคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ส่วนหนึ่งก็สนับสนุนโครงการ เพราะเห็นถึงความก้าวหน้า การจ้างงาน เป็นต้น

เปิดผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEC)

ชูศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมสงขลา-ปัตตานี ดันอุตสาหกรรมควบคู่สิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจร อ.จะนะ จ.สงขลา ภายใต้กรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ถูกนำเสนอเป็นแนวทางพัฒนาพื้นที่ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยึดแนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

สาระสำคัญของข้อเสนอ ระบุว่า เป้าหมายการพัฒนาตามมติ ครม. วาง “ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้” ไว้ 2 แกนสำคัญ ได้แก่ สงขลา → หัวรถจักรเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ และ ปัตตานี → ฐานอาหาร-ฮาลาล-พหุวัฒนธรรม

สำหรับศักยภาพของจังหวัดสงขลา มีทั้งทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและเส้นทางขนส่งทางทะเล เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากการเชื่อมโยงสองมหาสมุทร รวมถึงฐานเดิมด้านยางพารา อาหาร บริการ การศึกษา และการแพทย์

ข้อเสนอ SEA แบ่งแนวทางพัฒนาออกเป็น 7 หมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรแปรรูป อาหาร-ฮาลาล ยา-สมุนไพร อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเบา-นวัตกรรม พลังงานทดแทน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบโลจิสติกส์ โดยมีแนวคิดพัฒนา “Halal Supply Chain” การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนควบคู่กัน

เลือกพื้นที่อย่างไร ต้องตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อเสนอคือการเปรียบเทียบพื้นที่ทางเลือก โดยพื้นที่ อ.สิงหนคร (ขยายนิคมฯ) มีข้อเสนอให้พิจารณาเรื่องทางเข้า-ออก ปากทะเลสาบแคบ ประเด็นการจำกัดพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา

ขณะที่พื้นที่ อ.จะนะ ถูกเสนอเป็นพื้นที่ทางเลือกใหม่ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านทำเล ความกว้างขวางของพื้นที่ สามารถรองรับการพัฒนาและการขนส่งเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ได้มากขึ้น รวมทั้งมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อเสนอ พื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจรของจะนะ ประกอบด้วย พื้นที่โลจิสติกส์ 1,406 ไร่ แบ่งเป็นท่าเรือสินค้า 656 ไร่ และพื้นที่รวบรวมและกระจายสินค้า 750 ไร่

ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจครบวงจรหลังท่าเรือมีประมาณ 15,347 ไร่ ประกอบด้วยเกษตร-อาหารฮาลาล 3,551 ไร่ อุตสาหกรรมเบาและนวัตกรรม 4,003 ไร่ พลังงานทางเลือก 7,155 ไร่ และเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ 638 ไร่ โดยเน้นแนวคิด Green Industry ให้การพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมาย SEA และกิจการใน 7 หมวดอุตสาหกรรม

ตั้งเป้าจ้างงานกว่า 1.24 แสนอัตรา

ข้อเสนอระบุว่า การพัฒนาพื้นที่สามารถสร้างงานได้มากกว่า 124,000 อัตรา เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีงานทำในบ้านเกิด เพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ของครัวเรือน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม

ขณะเดียวกัน มีการเน้นเรื่อง “ค่านิยมร่วมในการพัฒนา” ภายใต้แนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของข้อมูลและความจริง รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และดำเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

รับฟังข้อกังวลชุมชน ควบคู่มาตรการเยียวยา

ข้อเสนอให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับประมง ทะเล น้ำท่วม วิถีชีวิต ศาสนา และวัฒนธรรม

แนวทางที่เสนอ ได้แก่ การเยียวยาอย่างเป็นธรรมสำหรับชาวประมงและผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูชายฝั่งและป่าชายเลน การจัดระบบบริหารจัดการน้ำ และการดูแลพื้นที่วิถีชีวิตและศาสนา รวมทั้งเสนอให้โครงการและกิจการต่าง ๆ เปิดเผยผลการตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทุกมาตรการผูกพันในกระบวนการ EIA/EHIA และติดตามผลโดยคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ รัฐ-เอกชน-ประชาชน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

“จะนะ” กับโจทย์ใหญ่ ลดความขัดแย้งด้วยข้อมูล

ข้อเสนอปิดท้ายด้วยแนวคิดการสร้าง “กลไกลดความขัดแย้ง” ผ่านเวทีข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยให้รัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดการกล่าวหากันด้วยข้อมูลที่แตกต่าง และปรับแผนตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

เป้าหมายปลายทางที่วางไว้คือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างงาน ดึงแรงงานคืนถิ่น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและ SMEs ในภาคใต้ และแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน

ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของข้อเสนอการพัฒนา “จะนะ” ภายใต้กรอบ SEA ที่พยายามวางโจทย์ใหม่จากเดิมที่ถกเถียงกันเรื่อง “จะสร้างหรือไม่สร้าง” ไปสู่คำถามสำคัญกว่าเดิมว่า หากจะพัฒนา จะพัฒนาอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้า ประชาชนได้ประโยชน์ และสิ่งแวดล้อมต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ปัตตานี!! ปัตตานีระทึกหลังเหตุไม่สงบหลายพื้นที่ ติดตามเหตุไม่สงบ 51 จุด เร่งสำรวจความเสียหาย–ฟื้นฟูบริการประชาชน ชี้ผลกระทบไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่กระทบชีวิตชุมชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ด่วน ปัตตานี ติดตามสถานการณ์เหตุความไม่สงบ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยา พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เวลา 18.00 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มาสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์และความเสียหายจากเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายบาฮารุดดีน ยูโซะ สส. ปัตตานี เขต 1 นายคอซีย์ มามุ สส. ปัตตานี เขต 2 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ สส. ปัตตานี เขต 3 และนายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมลงพื้นที่ หลังได้รับรายงานสถานการณ์การก่อเหตุพร้อมกันหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมาติดตามสถานการณ์จากพื้นที่จริงและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

จุดแรก นายสรรเพชญ ได้ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปภายในพื้นที่ อบต. ก่อนลอบวางเพลิงรถราชการภายในโรงจอดรถ ส่งผลให้รถดับเพลิงและรถเก็บขยะของ อบต.ได้รับความเสียหายอย่างหนักจำนวน 2 คัน ซึ่งรถทั้งสองคันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามผู้ก่อเหตุ

จากนั้น นายสรรเพชญและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณร้าน 7-Eleven บ้านบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดเหตุในคืนเดียวกัน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในร้าน ก่อนให้พนักงานและประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วก่อเหตุวางระเบิดและจุดไฟ ส่งผลให้ตัวร้านและทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้ นายสรรเพชญได้ตรวจดูสภาพความเสียหาย รับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และให้กำลังใจประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุที่ อบต.บางเขา และร้าน 7-Eleven บางปู เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์ ณ เวลา 24.00 น. พบเหตุรวม 51 เหตุการณ์ใน 21 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีทั้งการลอบวางระเบิด วางเพลิงสถานที่ราชการ ทำลายกล้องวงจรปิด ระบบสื่อสารและสาธารณูปโภค รวมถึงการเผาทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน

นายสรรเพชญกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งในจุดที่เป็นหน่วยงานราชการและพื้นที่ประกอบการของภาคเอกชน เพื่อให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในหลายมิติ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในจังหวัดกระบี่จึงได้เดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานีทันที

“เมื่อคืนเมื่อทราบข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด วันนี้หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดกระบี่ จึงเดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานี เพื่อมาดูพื้นที่จริง มารับฟังจากเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือมาให้กำลังใจทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะอาคารหรือทรัพย์สิน แต่กระทบถึงการให้บริการประชาชน การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ด้วย” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ อบต.บางเขา รถดับเพลิงและรถเก็บขยะที่ได้รับความเสียหายถือเป็นเครื่องมือที่ท้องถิ่นใช้ให้บริการประชาชนโดยตรง ขณะที่เหตุที่ร้าน 7-Eleven บางปู ก็สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ราชการ แต่ยังลามไปถึงภาคธุรกิจ พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไปในชุมชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสำรวจความเสียหาย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และทำให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ นายสรรเพชญได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเร่งสำรวจและรวบรวมความเสียหายจากจุดเกิดเหตุต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งทรัพย์สินของทางราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อจัดทำรายละเอียดความเสียหายและกรอบวงเงินที่จำเป็น ก่อนเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สำหรับการซ่อมแซม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และไม่ปล่อยให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญได้กำชับหน่วยงานในสังกัดที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานข้อมูลกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขผลกระทบได้ทันต่อสถานการณ์

“วันนี้สิ่งที่อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนคือขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ และทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผมเองจะติดตามสถานการณ์ และในส่วนที่กระทรวงคมนาคมสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาได้ ก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่” นายสรรเพชญกล่าว

เปิด 5 การบ้านใหญ่รัฐบาล ‘อนุทิน’!! ปมร้อนฝ่ายค้านจ่อถล่มรัฐบาล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่ม 25 ส.ค. โจทย์ใหญ่ รัฐบาลต้องทำการบ้าน เรื่องฮั้ว ส.ว. ทุจริตและปัญหาความมั่นคง

เปิดการบ้าน 5 ข้อ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โจทย์ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

25 สิงหาคมนี้จะเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนเตรียมลากรัฐบาลขึ้นเขียง ต้องติดตามญัตติจะเขียนอย่างไร อภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เพื่อเป็นโจทย์เป็นการบ้านให้รัฐบาล #นายหัวไทร ขอเปิด 5 ปมร้อน ฝ่ายค้านจ่อถล่ม ช่วงเปิดสภาสมัยประชุมสามัญ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเปิดสภาสมัยประชุมสามัญครั้งใหม่ เพราะประเด็นที่จะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริต ความมั่นคง เศรษฐกิจ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด

ประเด็นแรก คือปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว. หรือการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งฝ่ายค้านอาจพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหายังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามทางการเมือง

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่ดินเขากระโดง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่อาจถูกนำมาใช้ในการอภิปราย รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจรัฐในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีแชตไลน์ที่ถูกนำมาเผยแพร่และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน

ประเด็นที่สอง คือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจำกัดปัญหาให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ประเด็นนี้จึงอาจถูกฝ่ายค้านไล่ถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง

รวมถึงปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ยังเป็นคำถามของสังคมว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเหตุใดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ตลอดจนโครงการ AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ

ประเด็นที่สาม คือปัญหาความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งฝ่ายค้านอาจตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย และการดำเนินการทั้งในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียน และสหประชาชาติ

ยังรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์คนไทย ปัญหาจีนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ คือเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านน่าจะตรวจสอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก. จำนวน 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมากและยังมีปัญหาการอุทธรณ์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนข้อกังวลเรื่องเพดานหนี้และวินัยการเงินการคลัง ก็อาจถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่ทั้ง ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) แลนด์บริดจ์ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังปราจีนบุรี และการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิภาพการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาสังคมและอาชญากรรม ตั้งแต่ปัญหาอาวุธปืน ยาเสพติด ไปจนถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คดีฆาตกรรม “ไอ้ป๋อง” เหตุยิงกันในสถานศึกษา ตลอดจนเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ล้วนสามารถถูกนำมาใช้ตั้งคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงเป็น 5 การบ้านใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมก่อนเข้าสู่สนามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะแม้หลายปัญหาจะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คำถามสำคัญย่อมหนีไม่พ้นว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ไปถึงไหน และเหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่

ศึกอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า ฝ่ายค้านมีหมัดเด็ดแค่ไหน แต่ยังวัดกันด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นพอจะรับมือกับหมัดเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนเปิดสภา งานนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านกันให้หนัก เพราะเวทีสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการอภิปรายรัฐบาล แต่เป็นการวัด “ผลงานและความรับผิดชอบ” ของรัฐบาลอนุทิน ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ไทยออยล์ ยกระดับชุมชน!! ครบรอบ 65 ปีเดินหน้าพัฒนา ส่งมอบหลังคาทางเดินโรงพยาบาลแหลมฉบัง สนับสนุนงบกว่า 170 ล้านบาทต่อเนื่อง เน้นเพิ่มคุณภาพชีวิตสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน

ไทยออยล์ เคียงข้างชุมชน 65 ปี เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบโครงการก่อสร้างหลังคาทางเดินให้แก่โรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ โดยมีคุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) นพ. สุพจน์ พวงลำใย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง และคณะผู้บริหาร ร่วมในพิธีส่งมอบโครงการดังกล่าว ณ โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตลอดระยะเวลา 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านสุขภาวะและกีฬา ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ตลอดจนด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาวะ

ไทยออยล์ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดียวในพื้นที่แหลมฉบังด้วยงบประมาณรวมกว่า 170 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ อาทิ การก่อสร้าง "อาคารไทยออยล์" (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการร่วมมือกับโรงพยาบาลแหลมฉบังในการดูแลสุขภาวะเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่เยาวชนรอบโรงกลั่น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจในการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรได้ออกแบบและก่อสร้างหลังคาทางเดินความยาว 55 เมตร จากลานจอดรถสู่อาคารอ่าวอุดม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาวะของประชาชน และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

BAFS มอบข้าวช่วยภัย จ.น่าน ส่งข้าวสารกว่า 1 ตันแก่กองทัพภาค 3 มอบช่วยผู้เดือดร้อนในจังหวัดน่าน ตั้งเป้าบรรเทาทุกข์น้ำท่วมฉับพลัน ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในวิกฤต

BAFS มอบข้าวสาร 1 ตัน ให้แก่กองทัพภาคที่ 3 เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ (BAFS Group) ส่งมอบข้าวสารจากโครงการทหารพันธุ์ดีฯ แปลงนาข้าวเกษตรอินทรีย์พื้นที่คลังน้ำมันพิจิตร จำนวน 1,008 กิโลกรัม เพื่อมอบให้กองทัพภาคที่ 3 สำหรับแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนชุมชนศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

BAFS Group ตระหนักถึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน จากสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ด้วยความห่วงใยพร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต #BAFSเติมเต็มโลกด้วยธุรกิจที่ยั่งยืน

รถไฟยะลางดเดินวันที่สอง!! วางบอมบ์ช่วงมะรือโบ-ตันหยงมัส งดเดินรถชั่วคราวเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ประชาชนยังใช้รถไฟเป็นทางเลือก รฟท.แจ้งซ่อมแซมพร้อมเปิดบริการเร็วๆ นี้

บรรยากาศสถานีรถไฟยะลา หลังเหตุบอมบ์ทางรถไฟ "มะรือโบ-ตันหยงมัส" ผู้โดยสารยังหวังพึ่งรถไฟสายประหยัด หลังงดเดินวันที่สองเพื่อความปลอดภัย

จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเส้นทางรถไฟบริเวณช่วงระหว่างสถานีมะรือโบ – ตันหยงมัส เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หมอนคอนกรีตได้รับความเสียหายและแตกหัก โชคดีไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ล่าสุด วันนี้ (24 ส.ค. 69) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังคงปิดทางและงดเดินรถช่วงระหว่างสถานีมะรือโบ – ตันหยงมัส เป็นการชั่วคราว เพื่อรอให้ฝ่ายความมั่นคงเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดก่อนดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย พร้อมปรับแผนการเดินรถเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงาน

ในขณะที่บรรยากาศการเดินทางที่สถานีรถไฟยะลา ขบวนรถไฟสายอื่นๆ เช่น ขบวนมุ่งสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช (ออกจากสถานียะลา เวลา 06.35 น.) ยังคงให้บริการตามปกติ โดยมี เจ้าหน้าที่ รปภ. รถไฟ และเจ้าหน้าที่ อส. รถไฟ คอยดูแลความปลอดภัยให้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังคงมีประชาชน เดินทางมาสอบถามข้อมูลการเปิดเดินรถไปยังอำเภอสุไหงโก-ลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรถไฟเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ช่วยประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่าย

สำหรับขบวนรถที่งดให้บริการในวันนี้ (24 ส.ค. 69) ขบวน 453 (ยะลา - สุไหงโก-ลก) ขบวน 448 (สุไหงโก-ลก - ยะลา) ขบวน 448 (รอออกต้นทางยะลา เวลา 08.28 น.)

ทั้งนี้ หากการซ่อมแซมเส้นทางแล้วเสร็จและมีความปลอดภัยพร้อมเปิดให้บริการ การรถไฟฯ จะประกาศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบทันทีประชาชนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย: โทร. 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) สถานีรถไฟยะลา: โทร. (073) 214-207 หรือ (073) 212-737

ภาพ/ข่าว : NBT ยะลา

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/952610687871117/?rdid=yP6qJ0c5i8QUKHGc#

Social Development Expo 2026 มหกรรมพัฒนาสังคมครั้งใหญ่ รวมพลังร่วมสร้างสังคมยั่งยืน 120 วันผลงานเด่นเน้นช่วยชุมชน ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูลดิจิทัล

พม. จัดใหญ่ “Social Development Expo 2026” เพื่อคนไทยทุกคน” 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ภายใต้แนวคิด "Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน" ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 นับเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ได้ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมออกแบบอนาคตของสังคมไทย ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ผลงานวิชาการ และต้นแบบการพัฒนาสังคมจากทั่วประเทศ นำไปสู่การออกแบบอนาคตของสังคมไทยที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะทุกคนคือพลังของการสร้าง "สังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยพิธีเปิดเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยในงานนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กล่าวปาฐกถา พร้อม เปิดผลงาน 120 วัน ของกระทรวง พม. โดยระบุว่า กระทรวง พม. "ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมที่เป็นเพียงการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปรับระบบการทำงานใหม่ ให้มองประชาชนเป็นรายคน รายครอบครัว และรายพื้นที่ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปให้ถึงมือของประชาชนผู้ที่ต้องการอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การให้ประชาชนเข้ามารับความช่วยเหลือ ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลประชาชนเชิงรุก โดยการนำระบบดิจิทัลและ AI มาเชื่อมสิทธิสวัสดิการ และโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น

สำหรับผลงานสำคัญในช่วงที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูล MSO-Logbook เข้ากับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 231,091 ราย , การพัฒนาระบบ พม. Care เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท ด้วยตัวเอง ผ่านระบบออนไลน์บนสมารท์โฟน ซึ่งมีผู้ใช้บริการ 3,503 ราย , การเชื่อมบริการสำหรับคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งมีคนพิการใช้งานมากถึง 71,642 คน , การยกระดับ สายด่วน พม. โทร. 1300 ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ , ยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง , ขับเคลื่อนศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง , สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันให้มีคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง

อีกทั้ง สนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและระบบสวัสดิการฐานราก ซึ่งมีสมาชิกสวัสดิการชุมชน 2.51 ล้านคน , ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) 2,258 แห่งทั่วประเทศ โดยให้การดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน , ผลักดันการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท , สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับคนพิการอีก 17,000 คน , ปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการแล้ว 10,559 หลัง , ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน , ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบางอีก 16,213 คน , สนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท , ขยายวงเงินกู้กองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังคงเดินหน้าปรับระบบราชการให้เป็นประตูที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเข้าใจประชาชน ลดขั้นตอนบริการ พร้อมทบทวนและปรับปรุงกฎหมายสำคัญรวม 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมายด้าน Universal Design เพื่อวางรากฐานให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ใช้ชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

"ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการวางวาระรวมของระบบสังคมใหม่ ด้วยการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน โดยทุกนโยบาย ทุกสวัสดิการ ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายนิกร กล่าวย้ำ

SME D Bank ลุยภาคใต้!! หนุนเอสเอ็มอีใต้โตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ หาดใหญ่ จัดงานใหญ่ ดอกเบี้ยพิเศษ 3% 3 ปีแรก คลินิกแก้หนี้ พร้อมสัมมนาเสริมทักษะ

SME D Bank เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจแดนใต้ จัด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติฯ” เติมทุน แก้หนี้ เพิ่มยอดขาย พาเอสเอ็มอีไทยโตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ ณ หาดใหญ่

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแดนใต้ ยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ แบบครบวงจร พาเติบโตยั่งยืน เชิญเข้าร่วม “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” จัด ณ ห้องภูผาเมฆ ชั้น 3 โรงแรมทีอาร์ร็อคฮิลล์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ภายในงานอัดแน่น ด้วยบริการเสริมแกร่ง ประกอบด้วย มิติที่ 1 เข้าถึงแหล่งทุน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity , สินเชื่อ ปลุกพลัง SME และ สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME ช่วยยกระดับ ปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด

พร้อมรับโปรโมชัน ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee) 0.50% ยื่นกู้ในงานได้ทันที มิติที่ 2 แก้หนี้ยั่งยืน ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง จัดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อลดภาระหนี้เดิม พาธุรกิจรอดพ้นวิกฤตและไปต่อได้อย่างมั่นคง ผ่านมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวดผ่อนชำระ และ มิติที่ 3 เสริมแกร่ง ยกระดับและเพิ่มศักยภาพ ด้วยกิจกรรมสัมมนา Workshop “ปั้น Influencer ติดตะกร้า เปลี่ยนโพสต์ธรรมดาให้ขายดี ด้วย Affiliate Tools” จากวิทยากรชื่อดัง “โย-คณากร คงประทีป” เติมความรู้และทักษะการสร้างรายได้ด้วยออนไลน์ ที่สำคัญได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แจ้งความประสงค์เข้าร่วมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1357

ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์

จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง

เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ

24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย

การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย

ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม

สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้

ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน

ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง

ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน

เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว

ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา

ไบเทคลุยจัด GASTECH!! เป็นเจ้าภาพงานพลังงานใหญ่ครั้งที่ 54 15-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค กรุงเทพฯ กว่า 50,000 คนจาก 150+ ประเทศร่วมงาน ย้ำจุดยืนไทยในเวทีพลังงานโลก

ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน GASTECH 2026 อย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ
มหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะจัดขึ้น
ระหว่าง 14-17 กันยายน 2569

กรุงเทพฯ, 24 สิงหาคม 2569 – ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในเครือภิรัชบุรีกรุ๊ป ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการสำหรับ GASTECH 2026 งานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติ LNG ไฮโดรเจน เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ในภาคพลังงาน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 54 โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกมาร่วมงาน การได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไบเทคในการรองรับการจัดนิทรรศการและการประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ พร้อมตอกย้ำบทบาทของไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับงานธุรกิจระดับโลก

งาน GASTECH 2026 ดำเนินการจัดงานโดย dmg events โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ ร่วมด้วยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นเจ้าภาพร่วมระดับชาติ และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก นับเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานครและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ของไทย การที่ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญและมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมทั้งมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และงานธุรกิจระดับโลก นอกจากนี้ GASTECH 2026 ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศกว่า 50,000 คน จากมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมภาคการบริการ การท่องเที่ยว และธุรกิจในกรุงเทพฯ

นายจักริน อังประทีป ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและบริหารพื้นที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เปิดเผยว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับงาน GASTECH 2026 สู่กรุงเทพมหานคร โอกาสนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ตลอดจนความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับโลก การได้เป็นสถานที่ในการจัดงานที่สำคัญอย่าง GASTECH คือเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การจัดงานที่ราบรื่นและเปี่ยมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน"

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ไบเทคมีความเชี่ยวชาญในการรองรับงานนิทรรศการ การประชุม และงานอีเวนต์ขององค์กรระดับนานาชาติในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อการจัดงานโดยเฉพาะ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และบริการด้านสถานที่จัดงานครบวงจร ไบเทคพร้อมสนับสนุนผู้จัดงานในขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายทั้งในด้านการบริหารจัดการ การขนส่ง และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน

GASTECH 2026 ถือเป็นเวทีการค้าที่เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงานระดับโลกเข้าด้วยกัน โดยใน ปีนี้จะยิ่งใหญ่และล้ำหน้ากว่าที่เคย ภายในงานจะประกอบด้วยพื้นที่นิทรรศการขนาดใหญ่ที่รวบรวมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 แห่ง และพาวิลเลียนระดับประเทศอีก 15 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการประชุมสัมมนาเชิงกลยุทธ์ที่รองรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 8,000 คน พร้อมวิทยากร 1,000 คน ครอบคลุมเนื้อหามากกว่า 200 หัวข้อสัมมนา บนเวทีเสวนาย่อย 12 แห่ง โดยมุ่งเน้นแนวทางและโซลูชันที่สามารถนำไปขับเคลื่อนได้ในระยะใกล้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตในระดับโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ผู้คนจับตามองในปีนี้คือ การจัดงานประชุม AixEnergy ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันภายในพื้นที่เดียวกัน ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพลิกโฉมความต้องการและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว AixEnergy จะเป็นเวทีเจาะลึกการผสานรวม AI เข้ากับระบบการกระจายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น และประเทศไทยเองก็กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค เวทีเสวนาเฉพาะทางนี้จะรวบรวมวิทยากร 120 ท่าน ใน 28 เซสชัน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อจากกลุ่มธุรกิจ Hyperscaler ซีอีโอบริษัทสาธารณูปโภค และนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมาร่วมหารือถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า และบทบาทของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

ไบเทคยังคงเดินหน้าพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ และศักยภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของผู้จัดงานจากทั่วโลก พร้อมมุ่งสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่งาน GASTECH 2026 ไบเทคพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้จัดงาน พันธมิตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อส่งมอบงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กับไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจในระดับโลก แต่ยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะหมุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top