Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

“พิชิต มิทราวงศ์” หัวเรือใหญ่ SME D Bank เสนอตั้ง "ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล" ปั้น Halal Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยทุกมิติ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อ “อยู่ข้างเอสเอ็มอีไทย” ทั้งในมิติการเงินและการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมทุน เสริมความรู้ และเชื่อมโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

บทบาทของธนาคารภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ปล่อยกู้” แต่ต้องคิดและทำแบบครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ที่มุ่งใช้ทั้ง “ทุน–องค์ความรู้–เทคโนโลยีดิจิทัล” ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มฮาลาลให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวในงาน "55th Nation Group : THAILAND’s NEW PROSPECT” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ" ช่วง Panel Discussion | Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ว่า ธนาคารภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีสองกระทรวงเป็นเจ้าสังกัดหลัก เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SME ฮาลาล ยกระดับศักยภาพผ่าน “DX Platform” โดยประกาศแนวทางการดำเนินภารกิจที่ครอบคลุมทั้งภาคการเงิน การพัฒนา และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างครบวงจร

โดยธนาคารได้วาง “สามธงสำคัญ” เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่

1. การเติมทุน ซึ่งถือเป็นบทบาทหลักของธนาคาร ในการจัดเตรียมโครงการสินเชื่อและแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในตลาดฮาลาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนในธุรกิจ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อใช้ในการลงทุน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ

และสินเชื่อ "SME Green Productivity" สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปี

2. การพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจ ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับ SME ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยได้พัฒนา “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเครื่องมือสำคัญหลายด้าน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการฮาลาลให้สามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์เหมือนในอดีต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นช่องทางบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง, ระบบ Business Health Check ช่วยตรวจสุขภาพทางธุรกิจ, ระบบ E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้ต่าง ๆ, SME D Coach ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และ SME D Market ช่องทางขยายตลาด

3. การร่วมลงทุน ธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเข้าร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียว

“เราจะเดินหน้าภารกิจทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฮาลาล ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และก้าวทันโลกดิจิทัล ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) เป็นกลไกใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสาขาอาหาร แฟชั่น และบริการ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command โดยมีการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน

โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย มีงบประมาณรองรับ และกลไกสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านซัพพลายเชน แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาด และการส่งเสริม SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนา ยกระดับ และขยายสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

สำหรับประวัติของนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ถือเป็นนักการเงินสายบริหารที่สั่งสมองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรระดับสูงหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง และการจัดการสมัยใหม่ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. รุ่นที่ 26) จากสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน รุ่นที่ 30 ของสมาคมสถาบันการศึกษาการธนาคารและการเงินไทย รวมถึงหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์การมองภาพรวมเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และนโยบายสาธารณะควบคู่กันไปอย่างรอบด้าน

ด้านประสบการณ์การทำงาน นายพิชิตเริ่มเส้นทางอาชีพในธนาคารพาณิชย์เอกชน ใช้เวลากว่า 14 ปีดูแลด้านการอำนวยสินเชื่อและเงินฝาก ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อนโยบาย จากนั้นเติบโตในสายบริหารอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลทั้งงานวิเคราะห์สินเชื่อ ปฏิบัติการ และสำนักกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐและยกระดับระบบงานของธนาคารหลายด้าน ก่อนที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ SME D Bank โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากการทำงานหน้างานจริงจนก้าวขึ้นมานำทัพเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน

 

รายงานข่าวเท็จ (Fake News) กล่าวหาเจ้าหน้าที่ไทย ทำร้ายและล่วงละเมิด ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง

(17 พ.ย. 68) กองทัพเรือชี้แจงว่า จากกรณีสื่อ “สนข.เกาะสันติภาพ” ของกัมพูชา รายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้การปฏิบัติในการจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายส่วนและปฏิบัติการร่วมกันเป็นชุด ทั้งนี้ยืนยันว่ากำลังพลทุกนายของฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หลบหนีเข้าเมืองทุกคน ตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลวงที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น

 

‘อ.เจษฎา’ ตั้งคำถามกรณีดราม่า ‘แจ็กแปปโฮ’ ปีนหลังคารถ–ถอดเสื้อเต้นหน้าร้านลอว์สัน จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ 10 ล้านวิว คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยคุ้มกันมั้ย?

จากกรณี “แจ็กแปปโฮ” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘สวัสดีครับผมแจ็กแปปโฮ’ โพสต์คลิปวิดีโอถอดเสื้อขึ้นไปเต้นบนหลังคารถ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน สาขา จ.ยามานาชิ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่มีภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง จนเกิดดราม่ากระแสโซเชียวทัวร์ลงอย่างหนักนั้น..

ล่าสุด รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้ มีคนดูโพสต์เต้น 10 กว่าล้านวิวแล้ว คิดเป็นเงินก็หลายหมื่นบาทอยู่ แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยทั้งประเทศ คุ้มกันมั้ยครับ

ซูเปอร์มาร์เก็ต ‘ยาจก’ จากจีนแผ่นดินใหญ่ บุกฮ่องกง เขย่าบัลลังก์ยักษ์ค้าปลีกเจ้าถิ่น เปิดศึกหั่นราคาแย่งลูกค้า เปลี่ยนเกมการค้ายุคใหม่ หันมาใส่ใจบริการ

(18 พ.ย. 68) ฮ่องกงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเมืองค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก เมื่อเทรนด์ “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” จากจีนแผ่นดินใหญ่รุกคืบเข้ามาในเมือง และได้รับความนิยมถล่มทลายท่ามกลางค่าครองชีพที่คนท้องถิ่นบ่นกันไม่หยุด ทั้งบะหมี่ชามละ 50 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 208 บาท) ผักกาดขาวหัวละกว่า 20 ดอลลาร์ฮ่องกง (83 บาท) จนหลายคนรู้สึกว่า “กินไม่ไหว” แต่ภาพจำแบบนี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อร้านจากฝั่งแผ่นดินใหญ่หันมาใช้กลยุทธ์ “ของถูกจริง” ดึงลูกค้าในช่วงยอดค้าปลีกรวมของฮ่องกงกำลังร่วงต่อเนื่องเกือบปี

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตฮ่องกงแทบจะผูกขาดอยู่ในมือสองยักษ์ใหญ่ คือ ParknShop ในเครือลีกาชิง และ Wellcome ของกลุ่มทุน Jardine แต่เมื่อผู้เล่นจากจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มบุกเข้ามา ภาพการผูกขาดก็เริ่มสั่นคลอน ตั้งแต่ HotMaxx ที่ใช้สินค้า “หลักหน่วย” อย่างโค้กราคา 2 ดอลลาร์ฮ่องกง (8 บาท) ดึงลูกค้าจนขยายสาขารวดเร็ว ไปจนถึง Qian Dama ที่ใช้สูตร “ยิ่งดึก ยิ่งลด” ขายสดวันต่อวันถูกใจคนทำงาน และ Xian Yi Jie จากจูไห่ที่เปลี่ยนทำเลร้างให้กลับมาคึกคักด้วยผักผลไม้และเนื้อสดราคาถูก แต่ตัวที่สร้างแรงสะเทือนหนักสุดคือ JD.com ที่เทเงินซื้อเชน JiaBao แล้วจัดโปรลดทั้งร้าน 20% แถมแจกขนมไหว้พระจันทร์ให้ผู้สูงอายุจนคนแห่ไปแน่นร้าน

กระแส “ซูเปอร์มาร์เก็ตยาจก” ทำให้ปรากฏการณ์ที่คนฮ่องกงเคยนั่งรถไฟไปเหมาซื้อของราคาถูกที่เซินเจิ้น กลับเกิดขึ้นในเมืองตัวเอง ชั้นวางผักถูกกวาดเกลี้ยงในไม่กี่ชั่วโมง บางร้านขายบรอกโคลี 10 หยวนได้ถึง 1.5 กิโลกรัม หรือผักกวางตุ้ง 5 หยวนได้ 1 กิโลกรัม จนลูกค้าบอกว่าถูกกว่าซื้อในฝั่งจีนเสียอีก เจ้าของร้านบางเจ้าเล่นใหญ่ถึงขั้นติดป้ายว่า “ยอมตายไปด้วยกัน” หั่นราคาสู้ตาย หรือทำโปรตามอารมณ์อย่าง “เจ้านายอกหัก ผักทุกอย่าง 10 หยวน 3 ชั่ง” กลายเป็นสีสันของสงครามราคากลางฮ่องกง

แรงกดดันนี้ทำให้ “เจ้าที่” อย่าง ParknShop และ Wellcome นั่งไม่ติด ต้องลงมาเล่นเกมราคาเต็มตัว แพลตฟอร์มอย่าง HKTVmall ต้องยอมยกเลิกเงื่อนไขยอดขั้นต่ำในการรับสินค้า ขณะที่ Wellcome ต้องจับมือกับแอป Dingdong Maicai จากจีน เพื่อนำเข้าผักตรงในราคาตั้งต้นเพียงไม่กี่ดอลลาร์ฮ่องกง ส่วน ParknShop ก็ต้องเร่งส่งผู้บริหารไปคุยกับฟาร์มในจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อทำสัญญาซัพพลายผักโดยตรง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้พอสู้ได้ ขณะเดียวกัน JD JiaBao ก็ใช้จุดแข็งด้านสั่งซื้อออนไลน์และจัดส่ง ช่วยรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนทำงานที่ไม่สะดวกมาซื้อของเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การแข่งขันรอบนี้ไม่ได้จบแค่ใคร “ถูกกว่า” แต่จะกำหนดอนาคตค้าปลีกฮ่องกงในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นพันธมิตรด้านซัพพลายเชนและเทคโนโลยี ตั้งแต่การเข้าถึงฐานผลิตในเขตอ่าวกวนตง–ฮ่องกง–มาเก๊า ไปจนถึงระบบดิจิทัลที่จัดการสต็อกและขนส่งได้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องเลิกพึ่งภาพลักษณ์ “ถูกอย่างเดียว” แล้วหันมายกระดับประสบการณ์และบริการ เหมือนโมเดลในจีนแผ่นดินใหญ่บางแห่งที่มีทั้งบริการนึ่งอาหารทะเลฟรี หรือจัดพื้นที่ให้เป็นเหมือนสวนสาธารณะในร้าน เพราะสุดท้ายแล้ว “การตลาดที่ดีที่สุดคือความจริงใจ และนวัตกรรมที่ดีที่สุดคือคุณภาพ” ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับค้าปลีกฮ่องกงในยุคสงครามราคาครั้งใหม่นี้

อย. x E-Marketplace ปิดช่องขายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิด กม. ในออนไลน์ ดึง “เทคโนโลยี-เอไอ” คุมเข้มโฆษณา-ร้านค้าฝ่าฝืน พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนไทยสู่สากล ยกระดับมาตรฐานควบคู่เศรษฐกิจสุขภาพเติบโตยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (17 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. และ คณะผู้บริหารจาก 4 แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ได้แก่ LAZADA, SHOPEE, LINE MAN และ GRAB เปิดงาน "อย. Connect Marketplace"

พร้อม MOU ร่วมขับเคลื่อนด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทย ผ่านช่องทางการจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม E-Marketplace สู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด "From Local to Global"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ใน 2 ด้านหลัก คือ ด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ

พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทยโดยนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาแก้ไขปัญหาสินค้าที่ละเมิดกฎหมายและสนับสนุนผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากชุมชนด้วยโดยความร่วมมือครั้งนี้ทำได้ทันทีเนื่องจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว

ด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า นอกจากการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนบนแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส แล้ว อย.ได้จัดทำเว็บไซต์รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนทั่วประเทศ พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลไปยังแพลตฟอร์ม อี-มาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้จัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหามากยิ่งขึ้น รวมถึงประสานแพลตฟอร์มจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายด้วย 

สำหรับการยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคนั้น อย.ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดทำระบบรับ-ส่ง ข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ เลข อย. สถานะของผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการจัดทำระบบป้องกันมิให้ร้านค้าลักลอบวางขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และจัดส่งบัญชีดำรายการสินค้าและข้อความโฆษณาผิดกฎหมายให้แก่แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบเอไอให้สามารถตรวจจับและปิดกั้นการขายผลิตภัณฑ์และการโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือระหว่างอย.และ 4 มาร์เก็ตเพลสนั้นส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภค อาทิ มาตรการด้านการป้องกันการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย โดยมีการห้ามร้านค้าออนไลน์ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องห้าม เช่น ยา ยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ ผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ยังมาตรการลงโทษร้านค้าเมื่อทำผิดกฎและชดเชยให้ผู้บริโภค มีการระงับสินค้าผิดกฎหมาย และมีมาตรการด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้ง 4 แพลตฟอร์มในการให้ความรู้กับผู้ขายเพื่อปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

ชาวทุ่งหวังขอบคุณ!! ‘เจือ ราชสีห์’ ช่วยผลักดันงบ 72 ล้าน ขยายถนน – ปรับปรุงผิวจราจร – ไฟส่องสว่าง เสริมศักยภาพเส้นทางสู่วัดทรายขาว เพิ่มความปลอดภัย–หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ชาวทุ่งหวัง ขอบคุณ ‘เจือ ราชสีห์’ ผลักดันงบ 72 ล้านบาท ขยายถนน–ปรับปรุงผิวจราจร พร้อมไฟส่องสว่าง เส้นทางสู่วัดทรายขาว อำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยว

ชาวตำบลทุ่งหวัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่างแสดงความขอบคุณ นายเจือ ราชสีห์ ที่ผลักดันงบประมาณกว่า 72 ล้านบาท สำหรับโครงการขยายถนนและปรับปรุงผิวจราจร พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.3005 ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญมุ่งสู่วัดทรายขาว แหล่งศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายเจือ ราชสีห์ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการ โดยระบุว่าผู้รับเหมาได้เริ่มดำเนินงานแล้วตั้งแต่บริเวณแยกไฟแดงวัดทุ่งหวังใน ผ่านหน้าวัดทรายขาว ไปจนถึงทางขึ้นวัดเขาหลง และสิ้นสุดที่เขตตำบลท่าข้าม โดยถนนกว้างเดิม 8 เมตร จะได้รับการขยายเป็น 12 เมตร พร้อมปรับผิวจราจรใหม่ทั้งสาย และติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

โครงการดังกล่าวเป็นผลจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องของนายเจือ ราชสีห์ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจนสามารถนำงบประมาณมาสู่พื้นที่ได้สำเร็จ

นายเจือ ราชสีห์ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตำบลทุ่งหวังอย่างเป็นรูปธรรม

จับตาทิศทาง OHANA หลังปลด “เดอะมีน” พ้นสภาพพนักงาน งดแจงเหตุผล อ้างปมกฎหมาย ‘อาร์ม’ โพสต์นิทานจุดเทียน สะเทือนแฟนคลับ อาจกระทบทีมและแบรนด์ระยะยาว

เมื่อวันที่ (17 พ.ย.68) เพจทางการ 'OHANA clip' ออกแถลงการณ์ระบุว่า 'นายพงศธร เหลาจันทึก' หรือ 'เดอะมีน' พ้นสภาพพนักงานตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 68 และบริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ ของเขานับจากนี้ รวมถึงเตือนประชาชนระวังการแอบอ้างชื่อตนเองหรือพนักงานต่อไป โดยบริษัทแจ้งชัดว่า “ไม่ขอชี้แจงเหตุผล เพราะอาจมีผลกระทบต่อกฎหมาย”

หลังคำแถลง เฟซบุ๊กของ 'อาร์ม OHANA' ได้โพสต์เนื้อหาสไตล์นิทาน ความตอนหนึ่งว่า “กูให้ออกไปหาเทียนเล่มอื่นจุด… แต่มึงเลือกที่จะขูดเทียนเล่มหลักของทุกคน… ใจกูถึงแตกสลาย… ผมแค่เล่านิทานให้ฟัง” ทำให้แฟน ๆ ตีความว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว แม้ไม่ระบุชื่อชัดเจน

ด้านสื่อบันเทิงรายงานว่า 'เดอะมีน' ยังไม่มีคำชี้แจงยาวทางการ มีเพียงการเคลื่อนไหวบนโซเชียลและได้รับกำลังใจจากแฟนคลับต่อเนื่อง เหตุผลการพ้นสภาพยังคงเป็นข้อสันนิษฐาน นำไปสู่การจับตาผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ความไว้ใจของผู้สนับสนุนและโครงสร้างทีมเนื้อหาในอนาคต

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้

ศาลแขวงระยอง อัพสกิล เปิดอบรมผู้ประนีประนอม เสริมทักษะไกล่เกลี่ย – การสื่อสาร สานนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา” พร้อมเผยสถิติปีนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 90%

ศาลแขวงระยอง เชิญ “สุริยัณห์”โฆษกศาลบรรยายเพิ่มเทคนิคไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอม ชื่นชมทีมงานคุณภาพไกล่เกลี่ยสำเร็จเกิน 90% คู่พิพาทเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม

(18 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเเขวงระยอง เป็นประธานเปิดโครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง โดยมีผู้ร่วมอบรมเป็นผู้ประนีประนอม47คนและ เจ้าหน้าที่ศาล 12 คนรวมเป็น 69 คน ซึ่งเป็นไป ตามนโยบาย “คุณธรรมนําทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ ” ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ที่ส่งถึงศาลทั่วประเทศเมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนองนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ย ด้วยความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และพึงพอใจทุกฝ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรม ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์

โดยมีการเชิญ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไลหรือ ‘โฆษกกุ้ง’ โฆษกศาลยุติธรรม เเละทีมวิทยากรคุณภาพมาให้ความรู้หัวข้อ ”เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานร่วมกัน“ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ผู้ประนีประนอมคือคนทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม ท่านเหล่านี้ถือเป็นผู้เสียสละที่ผ่านกระบวนการอบรมคัดเลือกจนได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงทั้ง 2 ฝ่ายแล้วตกลงให้ได้ข้อยุติด้วยตัวเขาเอง การจัดอบรมหลักสูตร นี้ถือเป็นดําริที่ยอดเยี่ยมของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงระยอง

เพราะนอกเหนือในแง่ความรู้ ทักษะการสื่อสารคือหัวใจสําคัญการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย ถ้าท่านมีทักษะไกล่เกลี่ยที่ดี จะสามารถเข้าใจเรื่องการพูดคุยหาทางออกกับคู่พิพาท ทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปได้ดีขึ้น ประโยชน์จะตกกับประชาชนที่มีข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านประสิทธิภาพ

ดูได้จากสถิติของศาลเเขวงระยองที่ปีนี้มีคดี 1.8 -2 หมื่นเรื่อง เเบ่งเป็นเเพ่งเเละอาญา ในส่วนคดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคดี เราไกล่เกลี่ยสําเร็จถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพของผู้ประนีประนอมของศาลแขวงระยองที่ช่วยระงับข้อพิพาท ทําให้คดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลลดลงไป ซึ่งหัวใจสําคัญคือคู่พิพาทจะสามารถเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาก็คือการสร้างกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top