Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

สานฝันเด็ก ‘โรงเรียนหมอนทองวิทยา’ สำรวจจุดสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ วางโปรเจกต์พัฒนากีฬาแบบจัดเต็ม สนับสนุนเยาวชนบนเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวรรณ หรือ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เดินทางไปยังโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ และคนในชุมชน

เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน พิมรี่พายได้เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา ทีมงานครู และอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้พาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD โดยได้ร่วมกันหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และโอกาสในการสนับสนุนเยาวชนให้เดินหน้าบนเส้นทางฟุตบอลอย่างจริงจัง ซึ่งมีการพูดคุยทั้งเรื่องการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการสร้างโอกาสในอนาคต

จากนั้น พิมรี่พายได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่จะใช้ก่อสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาด้านกีฬาในระยะยาว เจ้าหน้าที่โรงเรียนได้อธิบายสภาพพื้นที่ ความต้องการของนักกีฬา และแผนการใช้ประโยชน์หลังสร้างเสร็จ เพื่อให้การออกแบบและก่อสร้างตอบโจทย์การใช้งานของเด็กๆ มากที่สุด โดยพิมรี่พายยังได้นำภาพแบบสนามในฝันมาให้ดู ย้ำว่าจัดเต็มทุกมิติทั้งมาตรฐานและความสวยงาม

ทั้งนี้ บรรยากาศรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น นักเรียนและชาวบ้านทยอยออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับโรงเรียนและชุมชน หากสนามฟุตบอลแห่งใหม่นี้สร้างสำเร็จ เด็กๆ จะมีพื้นที่ซ้อมและแข่งขันที่ดีขึ้น ขณะที่คนในพื้นที่ก็มีศูนย์กลางกิจกรรมกีฬาแห่งใหม่ เชื่อมความสามัคคีของชุมชนไปพร้อมกัน



 

เวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 จัดโดย The Asset นิตยสารการเงินการลงทุน สะท้อนความสำเร็จด้านการจัดการ และความยั่งยืนขององค์กรในการดำเนินธุรกิจยั่งยืน

(17 พ.ย. 68) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 3 รางวัลเกียรติยศ จากเวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดย The Asset นิตยสารด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 

1.รางวัล Gold Award ในกลุ่ม Benchmark Awards จากการประเมินผลด้าน ESG ที่โดดเด่นและยั่งยืน
2.รางวัล Best Investor Relations Team ในกลุ่ม Individual/Team Awards ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุน 
3.รางวัล Best Initiative in Environmental Responsibility ในกลุ่ม Corporate Initiative Awards จากโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้าให้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลสู่การส่งเสริมเกษตร พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน โดยมี CKPower เป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
รางวัล The Asset ESG Corporate Awards 2025 พิจารณาจากการบูรณาการกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นเจตนารมณ์ ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และผลลัพธ์เชิงรูปธรรม รางวัลทั้ง 3 ที่ CKPower ได้รับ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดศักยภาพบุคลากรสู่การพัฒนาสังคมและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังตอกย้ำความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย
 

‘สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์’ สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” อนุรักษ์-เผยแพร่ความรู้พรรณพฤกษชาติไทย ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ไทย .

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (Queen Sirikit Botanic Garden) ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2535 โดยมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ปี 2537 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามเป็นชื่อสวนว่า สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สวนพฤกษศาสตร์ฯ แห่งนี้ได้ทำหน้าที่ สืบสานพระราชปณิธาน ในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าพรรณพฤกษชาติไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน งดงามตามธรรมชาติ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ในบรรยากาศที่ร่มรื่น

วันที่ 8 เมษายน 2539 เสด็จฯ เปิดสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 เสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงพรรณไม้วงศ์กล้วย ปาล์ม บอน เฟิร์น ขิงข่า

วันที่ 29 มกราคม 2541 เสด็จฯ ทอดพระเนตรกล้วยไม้ไทย เส้นทางสวนหิน น้ำตกแม่สาน้อย

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ เส้นทางวัลยชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2543 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ พืชสมุนไพรไทย เส้นทางวัลยชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2544 เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นเอื้องแซะหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดริบบิ้นเปิดกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 31 มกราคม 2545 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ในเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ทรงปลูกต้นต๋าว (ลูกชิด) ในเรือนป่าดิบชื้น

วันที่ 1 มีนาคม 2547 เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการพันธุ์กล้วยไม้ไทย พืชกินแมลง และเฟิร์นในเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 27 มกราคม 2549 เสด็จฯ ทอดพระเนตรการอนุรักษ์กล้วยไม้ไทย ณ เรือนกล้วยไม้

ปัจจุบัน สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ยังคงดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ไทย และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้สังกัดองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จุดที่น่าสนใจภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ มี 4 จุดหลัก ได้แก่ กลุ่มอาคารเรือนกระจก (Plant Conservatories) / เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) / พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Science Museum) / น้ำตกแม่สาน้อย (Mae Sa Noi Waterfall) 

กลุ่มอาคารเรือนกระจก (Plant Conservatories) เป็นกลุ่มอาคารเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวบรวมและจัดแสดงพรรณไม้ที่โดดเด่น หายาก ใกล้สูญพันธุ์จากหลากหลายระบบนิเวศ จำลองบรรยากาศให้คล้ายกับที่พืชอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ชมนาฬิกาดอกไม้เรืองแสงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร ปลูกไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาลในหน้าปัดของนาฬิกา 

เรือนป่าดิบชื้น (Tropical Rainforests) เป็นโรงเรือนที่ใหญ่ที่สุด จัดแสดงสภาพป่าและพรรณไม้ในป่าดิบชื้น พืชเฉพาะถิ่น พืชหายากทางภาคใต้ อาทิ เถาใบสีทอง, ปาล์มเจ้าเมืองตรัง ปาล์มเจ้าเมืองถลาง, ปาล์มบังสูรย์, กะทือพิลาส, หมากแดง, กล้วยศรีนรา และดาหลาขาว

บรรยากาศชุ่มชื้นสูงด้วยระบบไอน้ำพ่นฝอยอัตโนมัติ เพื่อให้มีความชื้นทั่วถึงทุกจุด ปรับภูมิทัศน์ด้วยน้ำตกและถ้ำ มีทางเดินยกระดับ สามารถเดินชมเรือนยอดพรรณไม้จากมุมสูงได้อย่างทั่วถึง

เรือนกล้วยไม้และเฟิร์น (Orchids and Ferns) จัดแสดงกล้วยไม้ไทย กล้วยไม้ลูกผสม เช่น ว่านเพชรหึง (ว่านหางช้าง) กล้วยไม้ที่มีลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก, วนิลา กล้วยไม้ที่มีลำต้นยาวที่สุดในโลก ฝักมีกลิ่นหอม ใช้ทำขนมหรือไอศกรีม

และกล้วยไม้ลูกผสมหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ กล้วยไม้ลูกผสมสกุลหวาย (Dendrobium sp.) สกุลแวนด้า (Vanda sp.) สกุลอิพิเดนดรัม (Epidendrum sp.) ด้านล่างเป็นเฟิร์นนานาชนิด อาทิ เฟิร์นกีบแรด เฟิร์นแม่ลูกอ่อน เฟิร์นก้านดำ เฟิร์นชายผ้าสีดา 

เรือนพืชทนแล้ง (Arid Plants) ความมหัศจรรย์ของพืชที่มีการปรับตัวให้อยู่ในสภาพแห้งแล้งได้ ประกอบด้วยพืชกลุ่มกระบองเพชร พืชอวบน้ำ มีรูปร่างแปลกตา ดอกกระบองเพชรหลากหลายสีสัน พืชอวบน้ำต่าง ๆ อาทิ กุหลาบหิน ว่านหางจระเข้ และป่านศรนารายณ์ ชนิดต่าง ๆ และพืชที่หาดูยากจากเกาะมาดากัสการ์ 

เรือนสับปะรดสี (Bromeliads) รวบรวมพืชกลุ่มสับปะรดสีหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ลักษณะใบมีลวดลายและสีสันสวยงาม นิยมปลูกเป็นพืชประดับตกแต่งสวน

เรือนพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) ตัวอย่างภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้านและสมุนไพร จาก 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ม้ง ไทใหญ่ ลัวะ กะเหรี่ยง ไท-ยวน 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) โครงสร้างเหล็กกล้า เส้นทางเดินระยะทาง 500 เมตร สูงเหนือพื้นดินกว่า 20 เมตร ชมธรรมชาติป่าเขาที่มีทัศนียภาพสวยงาม มีป้ายสื่อความหมายของพรรณไม้และสัตว์บางชนิดที่อาจพบเจอระหว่างทางเดิน

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 9 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (https://maps.app.goo.gl/aautUhwTEE5mMhsj9) เปิดทุกวัน เวลา 08.30-17.00 น. (ตรวจสอบเวลาเปิด–ปิดล่าสุดจากเว็บไซต์/เฟซบุ๊กก่อนเดินทาง)

ค่าเข้าชม (รวมค่าเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ :Canopy walkway ไว้แล้ว)
ชาวไทย ผู้ใหญ่ 50 บาท / นักเรียน นักศึกษา 20 บาท / เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี - ผู้สูงอายุ - ผู้พิการ - ภิกษุสงฆ์ ไม่เสียค่าเข้าชม / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 150 บาท / เด็ก 100 บาท / รถยนต์ คันละ 100 บาท (อัตราค่าเข้าชมอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบจากช่องทางทางการอีกครั้ง)

การเดินทาง
รถยนต์ : ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-แม่ริม) จนถึงสามแยกแม่ริม ให้เลี้ยวซ้ายเข้าใช้ทางหลวงหมายเลข 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะพบสวนพฤกษศาสตร์ฯ ตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ

รถโดยสารประจำทาง: มีรถสองแถว (สีเหลือง) สายเชียงใหม่-สะเมิง-เชียงใหม่ ให้บริการจากสถานีขนส่งผู้โดยสารช้างเผือก ผ่านสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สุดสายที่อำเภอสะเมิง รถออกทุก 1 ชั่วโมง เวลา 08.00-17.00 น. ขากลับเข้าเมืองเชียงใหม่ มาโบกรถโดยสารได้ที่ริมถนนฝั่งตรงข้ามทางเข้าสวนพฤกษศาสตร์ฯ

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08 0009 9433 (ในวันและเวลาราชการ)

เว็บไซต์: https://botanic.qsbg.org

เฟซบุ๊ก: สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

อ้างอิง : ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

 

สมุทรปราการ-นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569

นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหาร 

ประธานสภาเทศบาล คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู เดินทางไปร่วมพิธีปิดการแข่งขัน “ตากสินระยองเกมส์” หรือการแข่งขันกีฬา อปท. ครั้งที่ 40 รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

โดยทางด้าน นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ (สมัยที่ 25)
และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้สนับสนุนและให้ความสำคัญด้านการศึกษามาโดยตลอด


รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแพรกษาให้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ตากสินระยองเกมส์ จ.ระยอง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย
รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ครั้งที่ 40 ตากสินระยองเกมส์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2568


โดยในปี 2569 เทศบาลตำบลแพรกษา เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 กระสาเกมส์ 2026 


อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งชั้นอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา ก็ได้ประกาศชัยชนะในการแข่งขันระดับภาคตะวันออก นับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีด้วยการคว้ารางวัลกับมา ประกอบด้วย 7 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง และเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ต่อไป “กระสาเกมส์”

 

ดันหุ่นยนต์ทำอาหาร จัดการครบวงจร ร้านค้ารายย่อย–แรงงาน หวั่นถูกแย่งงาน หลังเซี่ยงไฮ้ตั้งเป้า 2028 เป็นฮับอัจฉริยะโลก ปรับโฉมการกินอาหารนอกบ้านของคนเมือง

(17 พ.ย. 68) นครเซี่ยงไฮ้เปิดแผนใหญ่ปฏิวัติวงการร้านอาหารยุคใหม่ “AI dining” เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ครัวอัตโนมัติ หุ่นยนต์เสิร์ฟ ระบบจัดการเมนูด้วยข้อมูล ไปจนถึงซัพพลายเชนอัจฉริยะ ทั้งหมดอยู่ภายใต้เป้าหมายผลักดันให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลาง “ร้านอาหารอัจฉริยะระดับชาติและระดับโลก” ภายในปี 2028 สะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะใช้เทคโนโลยีมาปรับโฉมวิถีการกินของคนเมืองครั้งใหญ่

แผนปฏิบัติการที่ออกโดยคณะกรรมการพาณิชย์เซี่ยงไฮ้ร่วมกับอีก 4 หน่วยงาน กำหนดให้ภายใน 3 ปี ร้านอาหารประเภทโรงอาหารขนาดใหญ่ ฟาสต์ฟู้ด และร้านเครื่องดื่มมากกว่า 70% ต้องนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาในทุกช่วงของห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ร้านอาหารเต็มรูปแบบต้องมีการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในกระบวนการหลักอย่างน้อย 50% พร้อมกันนี้ เมืองจะตั้งครัวกลางอัจฉริยะหลายแห่ง เดินหน้าโครงการนำร่อง “AI + dining” 3–5 โปรเจกต์ และปั้นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสมาร์ตเรสเตอรองต์ขึ้นมาเป็นแกนนำของอุตสาหกรรม

นอกจากปรับร้านในประเทศแล้ว แผนดังกล่าวยังสนับสนุนให้แบรนด์ร้านอาหารท้องถิ่นขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเซี่ยงไฮ้จะช่วยวางระบบซัพพลายเชนอัจฉริยะรองรับตลาดเป้าหมายทั่วโลก นักวิเคราะห์มองว่าก้าวนี้อาจเร่งให้โครงสร้างธุรกิจร้านอาหารจีน “ยกเครื่องครั้งใหญ่” โดยเชนขนาดใหญ่ที่มีทุนและทีมเทคโนโลยีพร้อม จะได้เปรียบในการลงทุนด้าน AI และหุ่นยนต์ ขยายสเกลได้รวดเร็ว ขณะที่ร้านเล็ก ร้านครอบครัวที่ขาดทักษะดิจิทัลอาจอยู่รอดลำบาก

อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านสู่ครัวหุ่นยนต์ย่อมกระทบแรงงานจำนวนมหาศาลในภาคอาหาร แผนของเซี่ยงไฮ้ระบุชัดว่า ร้านฟาสต์ฟู้ดและร้านเครื่องดื่มควรมุ่งสู่รูปแบบ “ไร้พนักงานหรือใช้พนักงานให้น้อยที่สุด” โดยใช้หุ่นยนต์ปรุงอาหาร หุ่นยนต์หุงข้าว และเครื่องประกอบเบอร์เกอร์อัตโนมัติ ไปจนถึงครัวกลางที่ล้าง–ปรุง–แพ็กได้เอง อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านี่จะเป็นการ “สับเปลี่ยนงาน” มากกว่าการปลดคนออกล้วน ๆ เพราะจะเกิดตำแหน่งใหม่อย่างช่างซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้จัดการระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

แม้เทคโนโลยีจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพ แต่ก็มีเสียงกังวลเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” บนโต๊ะอาหาร ทั้งเรื่องรสชาติที่คนจีนผูกพันกับ “กลิ่นกระทะไฟแรง” และการพูดคุยกับคนเสิร์ฟ นักวิจารณ์เตือนว่าหากร้านหันไปพึ่งอาหารสำเร็จรูปและครัวอัตโนมัติจนเกินไป อาจทำให้รสชาติกลายเป็นแบบเดียวกันหมด สูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่น และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอาหาร “มีรสชาติของเครื่องจักร” ซึ่งอาจสะเทือนต่อบรรยากาศการกินข้าวนอกบ้านในระยะยาว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เซี่ยงไฮ้กำลังถูกใช้เป็น “ห้องทดลองใหญ่” เพื่อออกแบบระบบร้านอาหารยุคใหม่ หากผลออกมาดี โมเดล “AI dining” อาจถูกขยายไปเมืองอื่นทั่วจีน แต่คาดว่าไม่ใช่สูตรเดียวใช้ได้ทั้งประเทศ เพราะแต่ละเมืองมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคต่างกัน เมืองอื่นอาจเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับตัวเองไปปรับใช้ เพื่อให้เดินหน้า AI ในร้านอาหารได้โดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าถูกหุ่นยนต์ยึดครัวจนเกินไป
 

โชว์กำไร 1,161 ล้านบาท หนุนจากโรงไฟฟ้าในจีน เดินหน้าปรับพอร์ต หนุนธุรกิจโตแกร่งสู่ Power+

(17 พ.ย. 68) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เตรียมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว แม้ปัจจุบัน BPP มีผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากสินทรัพย์คุณภาพทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่มูลค่าหุ้นยังไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตที่แท้จริงของบริษัทฯ ด้วยวิสัยทัศน์ในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ บริษัทฯ จึงมีแผนควบบริษัทกับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และจัดตั้ง “บริษัทใหม่” หรือ ‘NewCo’ และจำหน่ายสิทธิการลงทุน (Membership Interests) ร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้า BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) เพื่อยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าระดับภูมิภาค สู่ผู้นำด้าน ‘Utility-scale Power and Integrated Businesses’ ภายใต้ ‘Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง)’ และเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มบ้านปู รองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของความต้องการพลังงานรวมในช่วงปี 2568-2569 จากแรงขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 BPP ยังคงสร้างผลกำไรแข็งแกร่งจากโรงไฟฟ้าในจีน ตอกย้ำความสามารถในการดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและพร้อมเติบโตในอนาคต

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า “การควบรวมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ BPP สู่ ‘Power+’ กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่รวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) และธุรกิจบางส่วนของ Banpu NEXT ได้แก่ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าพลังงานอย่างครบวงจร การปรับพอร์ตครั้งนี้จะเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารเงินทุน (Capital Efficiency) ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต”

“นอกจากนี้ การขายสิทธิการลงทุนร้อยละ 25 ใน BKV-BPP ให้แก่บริษัท BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบ้านปูที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) จะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐฯ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของ BPP ปลดล็อกเงินทุน และเปิดทางสู่โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ รองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ BPP จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้าดังกล่าว เพื่อรักษาตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในตลาดสหรัฐฯ” นายอิศรา กล่าวเสริม

ในการควบรวมครั้งนี้ จะมีการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราส่วนการแลกหุ้น (Swap Ratio) เบื้องต้นที่ 1 หุ้น BPP ต่อ 0.74615 หุ้นของบริษัทใหม่ นอกจากนี้ บ้านปูจะเป็นผู้ทำข้อเสนอรับซื้อหุ้น BPP เป็นการทั่วไป (General Offer) จากผู้ถือหุ้นรายอื่นในสัดส่วนสูงสุด 21.34% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ในราคาเสนอซื้อที่หุ้นละ 13.00 บาท ระหว่างวันที่ 1-23 ธันวาคม 2568 โดยบ้านปูจะชี้แจงรายละเอียดของกระบวนการและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม General Offer ให้ผู้ถือหุ้นทราบต่อไป ทั้งนี้ การควบบริษัทและการขายสิทธิการลงทุนใน BKV-BPP จะถูกเสนอในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ของ BPP ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 29 มกราคม 2569 ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2568 BPP มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 2,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) ในจีน ที่บริหารต้นทุนถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และโรงไฟฟ้า BLCP ในไทย เดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพในไตรมาสที่ผ่านมา และสามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 92 และ 99 ตามลำดับ

ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar Farm with Battery Energy Storage System: BESS) ในโครงการจินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ กำลังไฟฟ้า 10 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน ธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในญี่ปุ่น ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2568 สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเป็นจำนวนรวม 5,325 กิกะวัตต์ชั่วโมง ให้บริการลูกค้ารวม 1,875 ราย พร้อมนำระบบ AI มาช่วยคาดการณ์ราคาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร

“แผนกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ BPP ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งของสินทรัพย์หลักในสหรัฐฯ และจีน พร้อมขยายพอร์ตการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่มธุรกิจบ้านปู และสร้างการเติบโตระยะยาวสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต” นายอิศรา นิโรภาส ปิดท้าย

 

วันป้องกันและเยียวยาความรุนแรงในเด็ก จุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมกล้าพูด ถึงเวลาต้องยืนข้างเด็ก รณรงค์ร่วมหยุดความรุนแรงทั่วโลก

UN กำหนด 18 พฤศจิกายน เป็น “วันป้องกันและเยียวยาการแสวงประโยชน์ทางเพศและความรุนแรงในเด็กโลก”

องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 18 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันป้องกันและเยียวยาการแสวงประโยชน์ทางเพศ การล่วงละเมิด และความรุนแรงในเด็กโลก” เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องเด็กจากความรุนแรงทุกรูปแบบ และสนับสนุนการเยียวยาผู้รอดชีวิต

บริซา เด อังกูโล สมาชิก SAGE แห่ง Brave Movement นักกฎหมาย นักจิตวิทยาเด็ก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ A Breeze of Hope ในโบลิเวีย กล่าวว่า วันนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศในวัยเด็ก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องเผชิญความเจ็บปวดอย่างเงียบงัน ด้วยความอับอายและคำตำหนิที่ไม่ควรเกิดขึ้น

การมีวันสากลนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมกล้าพูด กล้ายอมรับว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่ความผิดของเหยื่อ” และต้องร่วมกันลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
Brave Movement และ Together for Girls เตรียมระดมผู้รอดชีวิตและพันธมิตรจากทั่วโลกในวันที่ 18 พฤศจิกายน เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ ออกนโยบายป้องกันความรุนแรงทางเพศต่อเด็ก พร้อมผลักดันการรักษาและความยุติธรรมให้เหยื่อเข้าถึงได้จริง

บริซากล่าวปิดท้ายว่า
“เราเจ็บปวดมานานอย่างเงียบๆ วันนี้คือวันที่บอกเราว่า… เราไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป”

 

เปิดรายละเอียด ฉลองพระองค์ราชินี เสด็จเยือนจีน สง่างามเหนือคำบรรยาย ด้วยความเป็นสากลของผ้าไทย ‘จากไหมเปลือก 6 เส้น’ ผสานงานทอวิจิตร

(17 พ.ย. 68) เพจ “สเตตุ๊ด” ของเจ๊กอล์ฟสเตตุ๊ด ครีเอเตอร์สายวัฒนธรรมไทย เล่ารายละเอียดหนึ่งในฉลองพระองค์ สมเด็จพระราชินีสุทิดา เสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นฉลองพระองค์จากผ้าไหมเปลือก 6 เส้น ที่หลายคนและสำนักข่าวจีนยกให้ “งดงามดุจจันทรา” โดยดีไซเนอร์ชื่อดัง ทิม-พิสิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์ 

ฉลองพระองค์ ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น เดรสยาวห่มเครปไหมเปลือก ชายครุยธรรมชาติ ดั่งทรงสะพัก ประดับพระเข็มกลัดจันทร์เสี้ยวดั่ง “ราชินีจันทรา”

​เข้าใจความพิเศษของฉลองพระองค์ชุดนี้ ต้องเข้าใจเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยไหมไทยก่อนค่ะ...​ไหมไทยไม่ได้มีแค่แบบเดียว! ใยไหมจากรังไหมหนึ่งรัง ถูกแบ่งออกเป็น 3 คุณภาพหลัก ซึ่งกำหนดทั้งความหนาและความเงางาม

​ไหมเปลือก / ไหมหลืบ (ไหมสาม): คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นนอกสุด ของรังไหม มีความหยาบ เส้นใหญ่ มีปมธร รมชาติ (ขี้ไหม) เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาที่สุด

​ไหมเครือ / ไหมสอง: คือเส้นใย ชั้นกลาง และเป็นไหมมาตรฐานที่ใช้กันมากที่สุด มีความยาวสม่ำเสมอและเงางามปานกลาง ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาพอดี

​ไหมน้อย / ไหมจุล: คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นในสุด ใกล้ตัวดักแด้ที่สุด มีคุณภาพดีที่สุด เล็ก บางเบา และเงางามที่สุด ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ เล็กที่สุด
.
​ความหนาบางของเส้นไหมยังขึ้นอยู่กับ จำนวนรังไหมที่นำมาสาว โดยมีหน่วยวัดมาตรฐานคือ เดเนียร์ (Denier) ตามกำหนดของกรมหม่อนไหม

​ดังนั้น “ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น” จึงหมายถึงการนำเส้นไหมที่สาวขึ้นมาจากชั้นนอกสุดของรังไหม (ซึ่งมีความหนา มีปม และมีมิติโดดเด่น) จำนวน 6 เส้น มาตีเกลียวควบรวมกันเป็นเส้นด้ายเพียง 1 เส้น ทำให้ได้เส้นไหมที่มี ความหนามากเป็นพิเศษ และ เส้นใหญ่ เพื่อนำมาทอด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นการดึงเอาเอกลักษณ์และเสน่ห์ของไหมหลืบมาไว้บนผืนผ้าได้อย่างงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1Vssvj2mxy/
 

ผู้กุมบังเหียน ธ.ก.ส. คนที่ 14 ขับเคลื่อนสู่ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ “เกษตรกรไทย” พาเศรษฐกิจฐานรากเดินหน้าอย่างโปร่งใส-ยั่งยืน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง มีภารกิจหลักในการให้สินเชื่อและบริการทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนชนบท ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ 

ธ.ก.ส.ตั้งเป้าชัดเจนจะเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ซึ่งต้องอาศัยผู้นำที่เข้าใจทั้งโลกการเงิน เทคโนโลยี และชีวิตจริงของเกษตรกร การได้ “ฉัตรชัย ศิริไล” มาดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารคนที่ 14 จึงถูกจับตามองว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังยืนมั่นเป็นหลักให้พี่น้องชาวนา–ชาวสวนทั่วประเทศ

ฉัตรชัย ศิริไล เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2514 จบการศึกษาปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Master of Computer Science จาก Syracuse University รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในฐานะนักเรียนทุนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รุ่นที่ 1 พื้นฐานด้านสถิติผสานกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ถนัดการใช้ “ข้อมูลและเทคโนโลยี” เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจบริหารองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทธนาคารของรัฐที่ต้องดูแลทั้งตัวเลขและผลกระทบทางสังคมไปพร้อมกัน

เส้นทางอาชีพของฉัตรชัยฉายชัดตั้งแต่สมัยอยู่ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เขาเริ่มดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการระหว่างปี 2551–2555 ก่อนก้าวขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสินเชื่อในช่วงปี 2555–2559 และในปี 2559 ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธอส. ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของธนาคารรัฐวิสาหกิจด้านที่อยู่อาศัย 

ผลงานสำคัญในยุคนั้น ได้แก่ การผลักดันโครงการ GHB System เพื่อพัฒนาระบบงานหลัก (Core Banking) ใหม่ทดแทนระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี ให้รองรับบริการดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากร จนธอส.ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) และคะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) สูงสุดในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องหลายปี แสดงถึงศักยภาพในการยกระดับธนาคารของรัฐให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับแนวหน้า

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. มีคำสั่งแต่งตั้งฉัตรชัย ศิริไล จากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธอส. ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ธ.ก.ส. คนที่ 14 มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป

เขาเข้ามาในช่วงที่ธ.ก.ส.เผชิญโจทย์หนัก ทั้งผลกระทบโควิด-19 ราคาพืชผลตกต่ำ และระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้เกษตรกรที่เคยพุ่งขึ้นราว 12–14% แต่ด้วยการบริหารข้อมูลเชิงลึก แยกจัดการตามพื้นที่ และลำดับความสำคัญของพอร์ตลูกหนี้ ทำให้ในช่วงปีแรก NPL ลดลงมาอยู่ที่ราว 5.87% พร้อมตั้งเป้ากดลงใกล้ระดับ 4% ในระยะถัดไป 

ความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของเขายังสะท้อนผ่านการที่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 สมาคมสถาบันการเงินของรัฐมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สถาบันการเงินของรัฐทั้งระบบในการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

ในบทบาทผู้จัดการ ธ.ก.ส. ฉัตรชัยขับเคลื่อนธนาคารตามวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” และแนวคิด “แกนกลางการเกษตร” (Essence of Agriculture) โดยไม่หยุดแค่การปล่อยกู้ แต่ลงไปช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างแบรนด์ และเชื่อมตลาดให้เกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต เขาผลักดันโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ A-Product คัดเลือกสินค้าลูกค้าที่ผ่านมาตรฐาน GAP และช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้โดดเด่น ทันสมัย นำไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Glam Agro) พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน BAAC Branch Outlet ในสาขาธ.ก.ส. ที่เพิ่มจาก 151 เป็น 387 สาขาในปีบัญชี 2567 และตั้งเป้าเกิน 600 สาขาในปีบัญชี 2568 ทำให้ยอดขายสินค้าเกษตรลูกค้าพุ่งจากราว 2.1 ล้านบาท เป็น 9.6 ล้านบาท และตั้งเป้าต่อเนื่องที่ 12 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังมี BAAC Outlet Mobile ออกจำหน่ายสินค้านอกสถานที่ และโครงการข้าวพร้อมทาน “อุ่นอิ่ม” ที่ใช้เทคโนโลยีแปรรูปและดีไซน์บรรจุภัณฑ์เข้าช่วย จนสร้างรายได้เพิ่มให้สหกรณ์และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง 

อีกด้านหนึ่ง ฉัตรชัยผลักดันแนวคิด “Wealth สีเขียว” เชื่อมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ากับรายได้เกษตรกร ผ่านการต่อยอดโครงการ “ธนาคารต้นไม้” สู่การสร้างและซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากชุมชน โดยธ.ก.ส.เข้าไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากชุมชนต้นแบบ เช่น ชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่–บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และนำเครดิตส่วนนี้ไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 70,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีของธนาคารเอง ควบคู่กันนั้น เขายังประกาศนโยบายอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร 5 ข้อ ให้สอดคล้องกับแนวทาง BCG (Bio–Circular–Green) และบทบาทด้าน sustainable finance และ financial inclusion ของธ.ก.ส. เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจฐานรากเดินควบคู่กับความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

เมื่อมองตลอดเส้นทางจะเห็นว่า ฉัตรชัย ศิริไล คือผู้บริหารที่ผสมผสานความเป็น “นักการเงินยุคดิจิทัล” เข้ากับจิตวิญญาณ “ธนาคารพัฒนาสังคม” ได้อย่างลงตัว เขาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีจัดการความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่เคยมองข้ามข้อเท็จจริงว่าลูกค้าจำนวนมาก “ยังไม่มีจะกิน” และธ.ก.ส. คือด่านสุดท้ายก่อนเกษตรกรจะต้องไปกู้หนี้นอกระบบ แนวคิด “ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ” ที่เขาย้ำเสมอ สะท้อนการมองภารกิจของธนาคารว่าใหญ่และเปราะบางเกินกว่าจะ “สำเร็จแบบจบสมบูรณ์” แต่ต้องวัดผลจากรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรที่ดีขึ้นจริงทีละขั้น 

วันนี้ ฉัตรชัยจึงไม่ใช่แค่ผู้จัดการธ.ก.ส. ที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ให้จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำที่ประชาชนและพี่น้องชาวเกษตรกรไว้วางใจได้ว่า ธ.ก.ส. จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน

 

เปิด 10 อันดับคู่ค้าสำคัญของไทย

เปิด 10 อันดับคู่ค้าสำคัญของไทย ผ่านสถิติการส่งออกปี 2567 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 300,529.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสหรัฐ อเมริกา ยังยืนหนึ่งตลาดส่งออกของไทย ด้วยมูลค่า 54,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกินดุลการค้ากว่า 35,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top