Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

แพลตฟอร์ม–แบรนด์–ครีเอเตอร์ เริ่มได้วันนี้ ดัน Thai Knowledge Label ให้ “ของจริง-อ้างอิง-รับผิดชอบ” สร้างอินฟลูฯคุณภาพดังเท่าดราม่าใน 180 วัน

อินฟลูคุณภาพ = คุณภาพสาธารณะ
โมเดลไทยแบบร่วมกำกับ (Co‑Regulation) ที่ทำได้จริงใน 180 วัน
เราเสพคอนเทนต์ทุกวัน ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ สิทธิผู้บริโภค การเรียน และการทำงาน ข้อมูลผิดเพียงชิ้นเดียวอาจทำให้คนเสียเงิน ผิดการรักษา หรือเสียโอกาส เราไม่ต้องการ “รัฐคุมเข้มทั้งแพลตฟอร์ม” แบบจีน แต่ต้องการระบบส่งสัญญาณคุณภาพ ที่รางวัลคนทำดีและคุ้มครองประชาชนอย่างฉลาดและเบาสบาย
แกนกลาง: Thai Knowledge Label (TKL) — ตราคุณภาพสมัครใจของไทย
ไม่ใช่ใบอนุญาตก่อนโพสต์ แต่เป็น “ตราประกาศตน + ตรวจสอบย้อนหลังได้” ให้แพลตฟอร์มอ่านค่าจากเมทาดาต้า แล้วดันการมองเห็นคอนเทนต์คุณภาพ

• สามระดับของ TKL:
• R1: Opinion/Experience — มุมมองส่วนตัว รีวิว ประสบการณ์
• ข้อกำกับ: ระบุสปอนเซอร์/ผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัด
• R2: Evidence‑Backed — How‑to/ความรู้ที่กระทบชีวิต มีแหล่งอ้างอิงตรวจได้
• ข้อกำกับ: ใส่บรรณานุกรมย่อบนจอ/คำบรรยาย และลิงก์หลักฐานเต็ม
• R3: Expert‑Verified — เรื่องวิชาชีพ (แพทย์/กฎหมาย/การลงทุน ฯลฯ)
• ข้อกำกับ: มีผู้มีใบอนุญาต/คุณวุฒิตรวจทาน ลงชื่อ‑วันเวลา + คำเตือนเหมาะสม

หลักคิด: “รู้จริง‑อ้างอิง‑รับผิดชอบ” ใครทำได้—ระบบช่วยดันให้คนเห็นมากขึ้น
ใครต้องทำอะไร ตั้งแต่วันนี้
1) หน่วยงานรัฐ/กำกับดูแล (ETDA, สคบ., อย., ก.ล.ต. ฯลฯ)
• ประกาศมาตรฐาน TKL (สเปกป้าย/เมทาดาต้า/ตัวอย่างคำเตือน) แบบแนวปฏิบัติสมัครใจ
• เปิดหน้าโปร่งใสรายไตรมาส: สถิติร้องเรียน เวลาปิดเคสเฉลี่ย หมวดเสี่ยงยอดฮิต
• ทำ API แจ้งเตือนข้อเท็จจริงให้แพลตฟอร์มดึงป้ายคำเตือนอัตโนมัติ

2) แพลตฟอร์ม (YouTube, Facebook, TikTok, X ฯลฯ)
• อ่านค่า TKL metadata แล้วให้คะแนนการมองเห็นพิเศษสำหรับ R2/R3
• แสดงป้ายคุณภาพบนหน้าแนะนำ/ค้นหา + ปุ่ม “อ่านแหล่งอ้างอิง” ใต้คลิป
• เปิดทางลัดร้องเรียนสำหรับโฆษณาหลอก/อ้างเกินจริง พร้อม SLA ตรวจภายใน X วัน

3) แบรนด์/เอเจนซี่/ฝ่ายสื่อ
• ใส่เงื่อนไขในบรีฟ: รับเฉพาะครีเอเตอร์ที่ติด TKL (อย่างน้อย R2 สำหรับ How‑to และ R3 เมื่อเป็นคำแนะนำเฉพาะ)
• จัดงบ Reviewer (เช่น 5% ของโปรเจ็กต์) จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมตรวจทาน
• ตั้งนโยบายเปิดเผยผลประโยชน์ชัดเจนในทุกชิ้นงาน

4) ครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์
• แท็กงาน R1/R2/R3 ตั้งแต่บรีฟ และเก็บ Evidence Pack (3–5 แหล่ง)
• ขอผู้เชี่ยวชาญรีวิวเฉพาะงาน R3 และลงชื่อ‑เวลา
• ใส่ป้ายคุณภาพ + คำเตือน + บรรณานุกรมย่อ บนจอ/คำอธิบาย
• ทำ Correction Log: ถ้าผิด แก้ภายใน 48 ชม. และเก็บหลักฐานไว้ 2 ปี

5) มหาวิทยาลัย/วิชาชีพ/นักวิชาการ/องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง
• เปิดคลินิกที่ปรึกษา ให้ครีเอเตอร์เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญแบบค่าตรวจรายชิ้น
• ทำสารบบผู้ตรวจทานสาธารณะ (แพทย์ ทนาย นักการเงิน ครู ฯลฯ)
• จัดหลักสูตรสั้น “การสื่อสารวิชาชีพสู่สาธารณะ” ออกใบรับรองใช้งานในงาน R3

6) ประชาชนผู้ชม
• มองหาป้าย TKL เป็นนิสัย—ถ้าเรื่องเสี่ยงไม่มีป้าย ให้ตั้งคำถามก่อนแชร์
• ใช้ปุ่ม “แหล่งอ้างอิง” ก่อนตัดสินใจซื้อ/รักษา/ลงทุน
• แจ้งร้องเรียนเมื่อพบโฆษณาหลอก/เคลมเกินจริง เพื่อช่วยกันยกระดับพื้นที่สาธารณะ

เครื่องมือใช้งานทันที
1. 1) ชุดเทมเพลต Dossier ต่อหนึ่งชิ้นงาน:
• ใบปะหน้า: ชื่อเรื่อง ผู้สร้าง ระดับ R ผู้รีวิว (ถ้ามี)
• สคริปต์เวอร์ชันรีวิว + ลายเซ็นดิจิทัลผู้ตรวจทาน
• บรรณานุกรมเต็ม + วันที่เข้าถึง + ลิงก์ต้นทาง
• บันทึกการแก้ไข (ถ้ามี) + ลิงก์โพสต์ที่อัปเดตแล้ว

2. 2) คำเตือนมาตรฐานสั้น:
• สุขภาพ: “ข้อมูลทั่วไป ไม่ทดแทนการวินิจฉัย/รักษาเฉพาะบุคคล—ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ”
• การเงิน: “เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะ—มีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนตัดสินใจ”
• กฎหมาย: “เชิงวิชาการทั่วไป—โปรดปรึกษาทนายเฉพาะกรณี”

3. 3) ป้ายสามระดับ:
• Opinion/Experience (เทา) | Evidence‑Backed (น้ำเงิน) | Expert‑Verified (เขียว)
แรงจูงใจให้ “ของดีชนะอัลกอริทึม”
• Algorithmic Boost: แพลตฟอร์มให้คะแนนพิเศษกับ R2/R3
• สิทธิประโยชน์การค้า: แบรนด์ใหญ่ทำ Whitelist โฆษณารับผิดชอบ ซื้อเฉพาะคอนเทนต์ติด TKL
• เวทีเชิดชู: ประกาศ Top 10 งานคุณภาพรายไตรมาส + โล่/ตราประจำช่อง
• ทุนย่อย: Mini‑Grant สำหรับซีรีส์ความรู้สาธารณะ R3 (สุขภาพ การเงิน สิทธิผู้บริโภค)

วัดผลให้เห็นจริง
• Accuracy Rate ≥ 95% — สัดส่วนงานที่ไม่ต้องแก้สาระสำคัญ
• MTTC ≤ 48 ชม. — เวลาเฉลี่ยจนแก้ไขแล้วเสร็จ
• Cited Share ≥ 70% — สัดส่วนโพสต์ R2/R3 ที่มีแหล่งอ้างอิง
• Errata/100 Posts — จำนวนการแก้ไขสาระสำคัญต่อ 100 โพสต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี)
• Knowledge Uplift — ควิซ 3 ข้อก่อน‑หลังชมคอนเทนต์ R2/R3 วัด % ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

โรดแมป 180 วัน
• วัน 1–30: ตั้งคณะทำงาน TKL ระดับข้ามหน่วยงาน + เคาะสเปกป้าย/เมทาดาต้า + ตัวอย่างคำเตือน
• วัน 31–90: เปิด Sandbox 100 ครีเอเตอร์ ใน 3 หมวด (สุขภาพ/การเงิน/ผู้บริโภค) เก็บสถิติ MTTC‑Accuracy จริง
• วัน 91–180: แพลตฟอร์มประกาศนโยบาย Boost + เผยรายงานโปร่งใสไตรมาสแรก + มอบรางวัล “Influencer for Public Good”

สรุป: ดีลของทั้งสังคม
รัฐไม่ต้องคุมเข้มแบบจีน แต่ต้องเปิดทาง เชื่อมข้อมูล และตั้งมาตรฐานสมัครใจที่ตรวจได้; แพลตฟอร์มใช้พลังอัลกอริทึมให้รางวัลคนทำดี; แบรนด์ใช้เงินโฆษณาไปกับคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ; ครีเอเตอร์ได้เกราะคุ้มกันและความน่าเชื่อถือ; ประชาชนได้พื้นที่สาธารณะที่ฉลาด โปร่งใส และไว้วางใจได้เมื่ออินฟลูคุณภาพเพิ่ม ประชาชนไทยก็มีคุณภาพมากขึ้นจริง ๆ

“SAWASDEE SEA GAMES 2025” "ซอฟต์พาวเวอร์ไทย" เดิมพันภาพลักษณ์รัฐบาล เมื่อศิลปิน–อินฟลูฯ–นักกีฬาไทย รวมพลังกลายเป็นกระบอกเสียงในซีเกมส์ครั้งนี้

(18 พ.ย. 68) ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เวทีเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคครั้งสำคัญอีกครั้ง กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หรือ SEA GAMES 2025 ที่จะเปิดฉากขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 พื้นที่หลักคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ทำหน้าที่ต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 11 ชาติอาเซียน ท่ามกลางความคาดหวังว่าไทยจะไม่เพียงเป็น “เจ้าภาพที่ดี” แต่จะใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งกีฬา การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์

หัวใจของแคมเปญนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 3 ด้าน ได้แก่ “Host Pride” หรือความภูมิใจในความเป็นเจ้าบ้าน ใช้คำว่า “Sawasdee” เป็นสัญลักษณ์สำคัญสะท้อนเอกลักษณ์การต้อนรับแบบไทยที่เป็นมิตรและอบอุ่น “The Power of Unity” หรือพลังความสามัคคี ที่ต้องการให้เสียงเชียร์จากทุกมุมประเทศผสานกันเป็นพลังใจเดียวกันส่งถึงนักกีฬา และ “Sense of Ownership” หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้ซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ใช่งานของหน่วยงานรัฐเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นภารกิจของคนไทยทั้งชาติ ในสนามแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 จะชิงชัยกันรวม 50 ชนิดกีฬา คาดว่าจะมีการชิงเหรียญทองกว่า 500 เหรียญ

จุดเด่นอีกประการของแคมเปญนี้คือการดึง ศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ เข้ามาเป็น “ทีมกระบอกเสียงซีเกมส์” อย่างเป็นระบบ ทั้งศิลปินระดับอินเตอร์อย่างไอดอล K-pop สัญชาติไทย ไปจนถึงศิลปิน T-POP กลุ่มใหญ่ รวมถึงครีเอเตอร์และยูทูบเบอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับซีเกมส์ในภาษาที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ดูง่าย สนุก และพร้อมต่อยอดเป็นกระแสบนโลกโซเชียล

ขณะเดียวกัน ฝั่ง “ฮีโร่นักกีฬาไทย” ก็ได้รับบทบาทสำคัญในแคมเปญนี้เช่นกัน นักกีฬาทีมชาติและนักกีฬาระดับตำนานในหลายชนิดกีฬา ทั้งกีฬาต่อสู้ กีฬาโอลิมปิก และกีฬายอดนิยม จะถูกดันขึ้นมาเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่น ความมีวินัย และจิตวิญญาณนักสู้ โดยมีเป้าหมายให้คนดูรู้จักนักกีฬาในฐานะ “ตัวตนจริง” มากกว่าชื่อที่ปรากฏเพียงในตารางผลการแข่งขัน

ที่สำคัญ แคมเปญนี้ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ตั้งแต่การจัดมุมเชียร์ไทยในร้านค้าและศูนย์การค้า การจัดกิจกรรมชมการถ่ายทอดสดร่วมกัน การตกแต่งสถานที่ในธีมซีเกมส์ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาสีและขบวนพาเหรดเชียร์ในสถานศึกษา เพื่อให้สีสันของซีเกมส์ไม่จำกัดอยู่เพียงเมืองเจ้าภาพ แต่สามารถกระจายไปทั่วประเทศ

ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพ!! แต่อยากมีกองทัพไว้ป้องกันประเทศ ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนบางส่วนไม่อยากมี สองประเทศ สองเส้นทางกับคำถามสำคัญ เรื่องบทบาททหาร ต้องการแบบไหนกันแน่?

ในวงสนทนาเรื่องการเมืองและความมั่นคง มักมีประโยคเปรียบเทียบว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีกองทัพ แต่อยากมีกองทัพ” ขณะที่ “ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากให้เล็กลง หรืออยากให้ถอยจากการเมือง” ถ้าดูผิวเผินเหมือนเป็นภาพตลกร้าย แต่มองลึกลงไปจะเห็นว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “จะมีกองทัพหรือไม่มี” แต่คือ “เราต้องการกองทัพแบบไหนให้สอดคล้องกับยุคสมัยและสังคมที่เราอยากอยู่ร่วมกัน”

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเขียนรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ประกาศชัดว่าจะ “ละทิ้งสงคราม” และไม่มีกองทัพบก–เรือ–อากาศแบบประเทศอื่น แต่ในโลกความจริง ญี่ปุ่นไม่ได้ไม่มีทหารเสียทีเดียว เพราะตั้ง “กองกำลังป้องกันตนเอง” หรือ JSDF ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือภัยพิบัติ และร่วมภารกิจสันติภาพในต่างประเทศ คล้ายกองทัพในชื่อที่นุ่มลง เพื่อไม่ให้ขัดกับจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม JSDF ก็ถูกจำกัดกรอบอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง การไม่มีระบบเกณฑ์ทหาร ใช้รูปแบบสมัครใจ และการหลีกเลี่ยงอาวุธเชิงรุกระยะไกล แนวคิดหลักคือ “มีศักยภาพป้องกันตัว แต่ไม่แสดงภาพกองทัพเชิงรุก” จนคนจำนวนมากรู้สึกเหมือนญี่ปุ่น “มีทหาร แต่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่ามีกองทัพ”

ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศรอบตัวญี่ปุ่นเริ่มตึงเครียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีเหนือ หรือการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นค่อย ๆ ขยับขยายบทบาท JSDF ทั้งการตีความกฎหมายให้ร่วมป้องกันกับพันธมิตรได้ การเพิ่มงบกลาโหม และการจัดหาอาวุธทันสมัยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จุดกระแสถกเถียงภายในประเทศเองว่า ญี่ปุ่นกำลังถอยห่างจากอุดมการณ์สันติภาพเดิม หรือเป็นเพียงการ “อัปเกรดการป้องกันตัว” ให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป

ด้านไทย ภาพกลับกัน เราเป็นประเทศที่มีกองทัพเต็มรูปแบบมานาน มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้ทหารกลายเป็นผู้เล่นใหญ่ในทางการเมือง ควบคู่กับระบบเกณฑ์ทหารที่ถูกวิจารณ์เรื่องความจำเป็น การใช้งานเกินภารกิจ และปัญหาการละเมิดสิทธิ จึงไม่แปลกที่ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เสียงในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรียกร้อง “กองทัพที่เล็กลง มืออาชีพขึ้น” และอยากเห็นการยกเลิกหรือปรับระบบเกณฑ์ทหารให้เป็นสมัครใจมากกว่าใช้การบังคับ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นทางสองประเทศสวนทางกัน คือมุมมองต่อภัยคุกคาม ญี่ปุ่นมองความเสี่ยงจาก “ภายนอก” ทั้งเพื่อนบ้านที่มีกำลังทหารสูง ข้อพิพาททะเล และความรู้สึกว่าพึ่งพาอเมริกาอย่างเดียวอาจไม่พอ ขณะที่ไทยแทบไม่มีศัตรูทางทหารโดยตรง สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกลับเป็นบทบาทของทหารใน “การเมืองภายในประเทศ” งบประมาณจัดซื้อ และอิทธิพลในโครงสร้างอำนาจมากกว่าภัยสงครามจากต่างชาติ

จากมุมนี้ เราอาจมองว่า ญี่ปุ่นกำลังเถียงกันเรื่อง “จะเสริมเขี้ยวเล็บแค่ไหนโดยไม่หักหลังอุดมการณ์สันติภาพ” ขณะที่ไทยกำลังเถียงกันเรื่อง “ทหารควรมีบทบาทในการเมืองแค่ไหน และระบบเกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่” หากกองทัพเข้าไปยืนตรงกลางสนามการเมืองบ่อยเกินไป ความไว้วางใจจากประชาชนก็ยิ่งลดลง จนบางคนเริ่มตั้งคำถามไปถึงขั้น “สังคมที่ไม่ต้องมีกองทัพ” หรืออย่างน้อย “สังคมที่ทหารไม่ยุ่งกับการเมือง”

บทเรียนจากญี่ปุ่นอาจบอกเราว่า การมีกองกำลังที่เข้มแข็งไม่จำเป็นต้องสวนทางกับหลักสันติภาพ หากมีกรอบกติกาชัดเจน พลเรือนควบคุมทหารได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทหารมีบทบาทด้านบวกที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น การช่วยเหลือภัยพิบัติหรือภารกิจเพื่อสาธารณะ ในทางกลับกัน ภาพของไทยก็สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อกองทัพมีน้ำหนักสูงเกินไปในโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมในสายตาประชาชนอาจหดหาย แม้ศักยภาพทางทหารจะมีอยู่ก็ตาม

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญสำหรับไทยอาจไม่ใช่ “อยากเป็นแบบญี่ปุ่นหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า เราต้องการกองทัพเพื่ออะไร ใครเป็นผู้ควบคุมตัวจริง และจะจัดสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “สิทธิประชาชนและประชาธิปไตย” อย่างไร ญี่ปุ่นและไทยอาจยืนอยู่คนละฝั่งของเส้นกราฟเรื่องกองทัพ แต่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า จะออกแบบบทบาทและขนาดของกองทัพให้เข้ากับสังคมยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งทั้งความปลอดภัยและความเป็นประชาธิปไตยไปพร้อมกัน

ทัพเรือจับมือ Thales ยกเครื่อง “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” อัปเกรดสู่ระบบ IPMS อัจฉริยะ เชื่อมข้อมูลเรือแบบ Real Time ดันอุตสาหกรรมทหารฯ ไทย สู่มาตรฐานโลก

(19 พ.ย. 68) กองทัพเรือไทยได้ลงนามในสัญญากับบริษัท Thales ร่วมกับบริษัทจักรวาล คอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม จำกัด หรือ “Jakkrawan” เพื่ออัปเกรดเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือธงที่ประจำการมาเกือบ 30 ปี ให้ก้าวสู่เรือรบยุคใหม่ ภายในงาน Defense and Security 2025 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยดีลนี้เป็นการติดตั้งระบบ Integrated Platform Management System (IPMS) รุ่นล่าสุด ยกเครื่องระบบบริหารจัดการต่าง ๆ ของเรือทั้งลำ

IPMS ถูกมองว่าเป็น “สมองกลหลัก” ของเรือรบยุคใหม่ เพราะเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบสำคัญทั้งหมดภายในเรือ ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบความปลอดภัย เข้าด้วยกันในจอเดียว ทำให้สามารถตรวจสอบและควบคุมสถานะต่าง ๆ ได้แบบ Real Time ช่วยให้ผู้บังคับการและเจ้าหน้าที่ตัดสินใจได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบมากกว่าเดิม

ความร่วมมือครั้งนี้ยังต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่าง Thales กับกองทัพเรือไทยที่มีมากว่า 55 ปี ปัจจุบันเรือกว่า 80% ใช้ระบบของ Thales อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน Jakkrawan ในฐานะพันธมิตรไทยจะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการซ่อมบำรุง ช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในระยะยาว และวางฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยพัฒนาไปพร้อมกับการยกระดับขีดความสามารถของกองเรือด้วย

เปิดตัวชุดประจำชาติไทย “สุวรรณรากษา พญายักษ์ขึ้นจักรวาล” ที่ “วีนา” ใส่ขึ้นเวที Miss Universe 2025 แรงบันดาลใจจากโขน–รามเกียรติ์ สื่อถึงทหารและผู้เสียสละปกป้องผืนแผ่นดิน

(19 พ.ย. 68) บนเวที Miss Universe 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ “วีนา ปวีนา ซิงห์” Miss Universe Thailand 2025 เชื้อสายอินเดียสัญชาติไทย ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความพยายาม ขึ้นประกวดในชุดประจำชาติไทย “สุวรรณรากษา พญายักษ์พิทักษ์สุวรรณภูมิ”

ผลงานทีมอาร์ทอัครัชเนรมิตศิลป์ ที่หยิบ “พญายักษ์” จากตำนานและศิลปะไทยมาตีความใหม่ให้กลายเป็นนักรบผู้พิทักษ์แผ่นดิน แทนภาพจำยักษ์ในฐานะตัวร้ายในวรรณคดี โดยใช้โทนสีทองเมทัลลิกทั้งชุดสื่อถึงสุวรรณภูมิ ความรุ่งเรือง วัฒนธรรมและเกียรติยศของชาติ ผสานลายไทยกับแรงบันดาลใจจากโขน–รามเกียรติ์ในสไตล์ร่วมสมัยที่ยังเดินได้จริงบนเวทีโลก

ชุดนี้ตั้งใจให้พญายักษ์เป็นตัวแทนของเหล่าทหารนิรนามและผู้เสียสละที่ปกป้องผืนแผ่นดินอย่างเงียบ ๆ ทำให้เวลาวีนาสวมชุดขึ้นเวที ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์คอสตูมอลังการ แต่คือการสวม “เกราะแห่งเกียรติ” พาเรื่องราวรากเหง้า–อารยธรรมไทยออกจากจิตรกรรมฝาผนังและเวทีโขน ไปยืนเด่นกลางสายตาคนทั้งโลก ในฐานะตัวอย่างชัดเจนของการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยผลักดันศิลปะ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ชาติบนเวทีจักรวาล

อาคาร 70 ปี พพ. คว้ารางวัลชนะเลิศ “ASEAN Energy Award” ต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

(19 พ.ย. 68) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน คว้ารางวัล ชนะเลิศ ASEAN Energy Award 2025 ประเภท Special Submission : Energy Efficient Buildings Awards – Zero Energy Building จากผลงาน “อาคาร 70 ปี พพ.” อาคารต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building: ZEB) ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า “อาคาร 70 ปี พพ. ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สามารถออกแบบและบริหารจัดการอาคารสำนักงานภาครัฐให้เป็นไปตามแนวคิด Zero Energy Building หรืออาคารที่ผลิตและใช้พลังงานสุทธิใกล้เคียงศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด ทั้งยังเป็นอาคารต้นแบบที่เผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ”

อาคาร 70 ปี พพ. ตั้งอยู่ภายในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารสำนักงานสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 2,650 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 150 คน มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งาน นำมาตรฐาน อาคารเขียวภาครัฐ G-GOODs ขั้นสูงจากกรมโยธาธิการและผังเมืองมาประยุกต์ใช้และได้รับการรับรองมาตรฐาน อาคารเขียว TREES ระดับ Platinum จากสถาบันอาคารเขียวไทย

อาคารดังกล่าวมีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานครบวงจร เช่น
•การออกแบบอาคารแบบ Passive Design เพื่อลดการนำความร้อนและส่งเสริมการระบายอากาศตามธรรมชาติ
•การใช้ ผนังกรอบอาคารและกระจกประสิทธิภาพสูง (Low-E Glass / Double Glazed Window)
•ระบบปรับอากาศแบบ Variable Refrigerant Flow (VRF) พร้อม CO₂ Sensor
•ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop ขนาด 100 kWp) สำหรับใช้งานภายในอาคาร
•ระบบ Building Automation System (BAS) ตรวจวัดและควบคุมการใช้พลังงานแยกรายชั้นและรายระบบ

ด้วยแนวทางดังกล่าว อาคาร 70 ปี พพ. มีค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (EUI) เพียง 43.05 หน่วยต่อตารางเมตรต่อปี หรือ 114,074 หน่วยต่อปี (ข้อมูลปี 2567) ซึ่งต่ำกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อาคาร 70 ปี พพ. ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้เยี่ยมชมกว่า 1,000 คนต่อปี สะท้อนบทบาทของ พพ.ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ขยายองค์ความรู้ด้านอาคารประหยัดพลังงานไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมอาคารได้ที่เบอร์โทร 0 2223 0021-9 ต่อ 1562 , 1630

สำหรับรางวัล ASEAN Energy Award 2025 ที่ พพ. ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ พพ. ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

‘ปูติน’ ย้ำเป็นช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติ ชูความร่วมมือแบบเท่าเทียม ไม่พุ่งเป้าใส่ใคร เตรียมเปิดฟรีวีซ่าให้ นทท.จีนเข้า–ออกง่ายขึ้น

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนวันนี้กำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์” ระหว่างการพบกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงมอสโก โดยระบุว่าความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนและยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนหลักความเท่าเทียม แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์หลักของแต่ละฝ่าย พร้อมย้ำว่าสัมพันธ์นี้ “ไม่ได้มุ่งเล่นงานใคร”

ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของรัสเซียและจีนในกรอบองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ว่าช่วยผลักดันให้องค์กรนี้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ พร้อมฝากหลี่ เฉียง ส่งความปรารถนาดีไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนด้วย

อีกหนึ่งสัญญาณใกล้ชิดคือ การเตรียมใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางเข้ารัสเซีย โดยปูตินระบุว่ารัสเซียจะออกมาตรการให้ชาวจีนเดินทางเข้าออกได้สะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้ สะท้อนการเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

21 พฤศจิกายน 2410 ‘หนังสือแสดงกิจจานุกิจ’ ต้นแบบหนังสือไทยเล่มแรก ตีพิมพ์สำเร็จโดย 'เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี'

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 หนังสือแสดงกิจจานุกิจ ตีพิมพ์สำเร็จเป็นครั้งแรก เป็นหนังสือไทยเล่มแรกที่อธิบายความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์และศาสนาอย่างทันสมัยที่สุด จัดพิมพ์โดย เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) 

เหตุที่ท่านจัดทำหนังสือเล่มนี้ เพราะเห็นว่าตำราไทยสมัยนั้นไม่มีสาระแก่นสาร ไม่ทำให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ ความรู้ในหนังสือไม่ทันสมัย ท่านจึงรวบรวมเอาสิ่งที่ขณะนั้นยังไม่ทราบกันมาตีพิมพ์ นอกจากนี้ท่านยังนำเสนอแก่นของพุทธศาสนาเพื่อเป็นการลบล้างการโจมตีพุทธศาสนาของหมอสอนศาสนาที่พยายามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย 

หนังสือเล่มนี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในหมู่คนไทยและต่างชาติ และมีผู้สนใจนำบางตอนไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ที่กรุงลอนดอน เมื่อปี พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870) โดยใช้ชื่อว่า เดอะ โมเดิน บุดดิสท์ (The Modern Buddhist) หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องในต่างประเทศ เป็นหนังสือสำคัญที่ให้ความรู้ด้านพุทธศาสนาและเกือบจะนับได้ว่าเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่ได้มีการนำออกไปแปลและพิมพ์จำหน่ายในต่างประเทศ

กระทรวง อว. ผนึก 6 หน่วยงาน รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่เวทีโลก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค

กระทรวง อว. โดย สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(19 พ.ย. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill — Reskill — และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญ

ในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

จีนเตือนญี่ปุ่น!! อย่าได้ริอ่านฟื้นลัทธิทหาร ชี้เสี่ยงละเมิดกฎระเบียบโลก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิญญาพอตส์ดัม “ห้ามญี่ปุ่น” กลับมาติดอาวุธ

(19 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าลัทธิทหารต้องไม่ถูกฟื้นคืนกลับมาในญี่ปุ่น ระเบียบระหว่างประเทศของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องไม่ถูกละเมิด และสันติภาพและเสถียรภาพของโลกต้องไม่ถูกทำลายอีกครั้ง

คำแถลงข้างต้นของเหมามีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจำนวนมากเปิดเผยว่าญี่ปุ่นกำลังวางแผนแก้ไขระบบยศของกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งรวมถึงการฟื้นคืนยศเก่าของทหารญี่ปุ่นอย่าง "ไทสะ" (พันเอก) โดยสื่อมวลชนระบุว่านี่จะทำลายธรรมเนียมของกองกำลังฯ ที่ไม่เน้นย้ำการเป็นกองทัพทหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงจะซ้ำเติมหลายประเทศที่ทุกข์ทรมานจากการล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น

เหมากล่าวว่าประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมระหว่างประเทศจับตามองความเคลื่อนไหวทางทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Proclamation) กำหนดอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ "กลับมาติดอาวุธเพื่อทำสงคราม" และรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งยึดมั่นสันตินิยม ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี เรื่องน่าตกใจคือช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศอย่างมาก เพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปี ผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธ พยายามพัฒนาอาวุธโจมตี และวางแผนละทิ้งหลักการปลอดนิวเคลียร์ 3 ประการ ส่วนกองกำลังฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพและถลำลึกสู่เส้นทางเสริมสร้างกำลังทหาร

ทั้งนี้ เหมากล่าวว่าสงครามการรุกรานของลัทธิทหารญี่ปุ่นสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่เอเชียและโลก การลืมเลือนสงครามย่อมนำสู่หายนะ การปลุกปั่นสงครามย่อมนำสู่ความพินาศ ดังนั้นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ต้องไม่ถูกลืมเลือน บิดเบือน หรือลบทิ้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top