Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘ชาวเกาะพะงัน’ เรียกร้องหน่วยงานตรวจสอบ อิสราเอลกว้านซื้อที่ดิน!! สร้างผลกระทบต่อชุมชน

(9 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นสื่อท้องถิ่นโพสต์คลิปเสียงและข้อความเรียกร้องให้ชุมชนเกาะพะงันร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาการตั้งถิ่นฐานของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โพสต์อ้างว่ามีชาวอิสราเอลกลุ่มหนึ่งย้ายมาอยู่จำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและทรัพยากรของเกาะ เช่น การซื้อที่ดินผ่านนอมินี การก่อสร้างผิดกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใกล้อุทยานแห่งชาติ ทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาในโพสต์ที่ผู้เขียนเรียกร้องให้ชุมชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแบบฟอร์มสำรวจความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน

โดยชาวบ้านและผู้โพสต์ระบุปัญหาหลายด้านทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ราคาที่อยู่อาศัยและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่ขัดกับกฎระเบียบท้องถิ่น รวมถึงความกังวลว่าเม็ดเงินบางส่วนอาจไม่กลับสู่ชุมชนไทยโดยตรง 

ด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ผู้โพสต์เตือนว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวบางชาติเริ่มถอนตัวและไม่กลับมาท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการท้องถิ่นในระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ชุมชนต้องการแนวทางจัดการที่รักษาวัฒนธรรม ทรัพยากร และความเป็นอยู่ของคนบนเกาะให้ยั่งยืน เช่น การเข้มงวดเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดิน ระบบภาษี และการบังคับใช้กฎหมายอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ โพสต์ว่า ‘ภูเก็ต’ หมดกันท่องเที่ยว ‘อิสราเอล’ เปิดเพจขายแพ็กเกจทัวร์ให้ชาติเดียวกันเอง โฆษณากันฉ่ำในโชเชียลทุกช่องทาง 

'ทูตจีน' เข้าพบ 'สีหศักดิ์' หารือแบบทวิภาคี พร้อมยืนยันไม่ได้ส่งอาวุธให้กัมพูชายิงไทย

(9 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdo รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มาพบหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย - จีน และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย - กัมพูชา รัฐมนตรีฯ ขอบคุณที่จีนมีบทบาทสร้างสรรค์ในความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ไทย - กัมพูชา โดยสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาพูดคุยหาทางออกร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี ขณะเดียวกัน ได้แสดงความห่วงกังวลต่อรายงานข่าวว่า จีนได้ส่งอาวุธไปสนับสนุนกัมพูชาก่อนจะเกิดการปะทะไม่นาน ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สาธารณชน 

เอกอัครราชทูตฯ ยืนยันท่าทีที่เป็นกลางของจีน และการยึดมั่นในนโยบายการไม่ส่งอาวุธให้คู่ขัดแย้ง ซึ่งจีนปฏิบัติมาโดยตลอด ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว คือ ความร่วมมือในการป้องกันประเทศตามปกติที่มีอยู่แล้ว โดยหลังจากการปะทะ จีนก็ไม่เคยสนับสนุนอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชาเพื่อโจมตีไทย ทั้งนี้ จีนหวังว่า ไทยและกัมพูชาจะแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี โดยจีนพร้อมมีบทบาทที่สร้างสรรค์และสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนในเรื่องนี้

อนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์ไทย - จีน และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกระดับและทุกกรอบความร่วมมือ เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย - จีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน 

‘อรรถพล’ ติดเบรก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ฉบับ ‘พีระพันธุ์’ อ้างความเห็นกฤษฎีกา ชี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม

‘อรรถพล’ ไม่เดินหน้าต่อ 'ร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เสรี' ของกระทรวงพลังงานยุค ‘พีระพันธุ์’ หลังกฤษฎีกาตีตก ด้วยเหตุผลมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว

ประเด็น “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ผลักดันในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ายังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาใหม่ เพราะมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมาตรการหรือกลไกตามร่างกฎหมายที่เสนอก็มีความคลุมเครือ มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร จึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนหลักการให้ชัดเจน นั้น 

ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ความเห็นของทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่ามีเหตุผล ซึ่งกระทรวงพลังงานคงจะไม่เดินหน้าต่อในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดังกล่าว แต่จะใช้วิธีการเจรจากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแทน โดยจะมีการนำเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนในหลักการตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา 

ทั้งนี้การไม่เดินหน้าต่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  จะไม่กระทบต่อการผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้นโยบายการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน Quick Big Win ของรัฐบาล 

สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการนั้น เป็นร่างกฎหมาย ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับใช้เองในที่อยู่อาศัยและในสถานประกอบกิจการ โดย มีเนื้อหาสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. กำหนดให้มีการแจ้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตการติดตั้งจากหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งอีก

2. มีการกำกับให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปเฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 3. กำหนดหลักเกณฑ์การติดตามการจัดการซากอุปกรณ์และห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ของโซลาร์รูฟท็อปหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

4.กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ

5.มีบทลงโทษสำหรับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ในขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวจากเดิมที่ต้องไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพราะปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน อย่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น แต่กลับให้สิทธิและโอกาส ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น

‘กัน จอมพลัง’ เดินหน้าวางตู้คอนเทนเนอร์ 60 ใบ กั้นแนวชายแดนบ้านหนองจาน 10 ต.ค. นี้

(9 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเตรียมนำ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 6 เมตร จำนวน 60 ใบ ไปวางเป็นแนวรั้วกั้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อใช้ป้องกันพื้นที่ชายแดนจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเปิดรับผู้จำหน่ายตู้ที่สามารถส่งของได้ทันภายในกำหนด

กัน จอมพลัง ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดก่อนนำเข้าพื้นที่ และจะเปิดให้ประชาชนหรือแฟนคลับ (FC) เข้ามาร่วม เขียนข้อความให้กำลังใจทหาร บนตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

เจ้าตัวกล่าวยืนยันว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้มีความแข็งแรงมากกว่ากำแพงปูนทั่วไป พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์บนโซเชียลที่ล้อเลียนว่าตู้ดังกล่าวอาจถูกฝ่ายเขมรเข้าไปอาศัยอยู่ โดยย้ำว่า “ไร้สาระมาก” และตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อปกป้องความมั่นคงและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

‘นักร้องดังกัมพูชา’ ออกมาขอขมายกใหญ่ หลังเจอดราม่ากิน!! ‘พิซซ่าสัญชาติไทย’

(9 ต.ค. 68) เกิดกระแสดราม่าบนโซเชียลกัมพูชา หลังแฟนคลับพบภาพ นักร้องสาว 'ซูออส วีซ่า' และสามี ซึ่งเป็นนักร้องหนุ่มชื่อดังของประเทศ เดินทางไปรับประทานอาหารในร้าน พิซซ่าสัญชาติไทย ที่เปิดสาขาในกัมพูชา ทำให้ชาวเน็ตบางส่วนมองว่าเป็นการไม่เหมาะสม ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางอารมณ์ระหว่างประชาชนสองประเทศในโลกออนไลน์ช่วงนี้

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่ได้ออกมาโพสต์วิดีโอขอโทษต่อแฟน ๆ และประชาชน โดยฝ่ายชายกล่าวว่า “ผมลืมตัวจริง ๆ พอเห็นซอสพริกและตัวอักษรไทยก็รีบลุกออกทันที” พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่าไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนสินค้าสัญชาติไทย แค่แวะซื้อของและเข้าร้านโดยไม่ทันคิด ส่วนซูออส วีซ่า ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ฝรั่งเศส ก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษผ่านสื่อ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ทางการเมือง

กระแสดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงในโซเชียลกัมพูชาอย่างกว้างขวาง หลายคนเรียกร้องให้ลดการดราม่ากับศิลปิน และแยกเรื่องอาหารออกจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่บางส่วนยังคงแสดงความไม่พอใจต่อการเลือกใช้บริการร้านอาหารจากแบรนด์ไทยในช่วงเวลานี้

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน! ‘ทรัมป์’ อย่าแทรกแซงไทย–กัมพูชา ชี้ ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ จี้ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง! 'ทรัมป์' อย่าแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ ชี้! สัญญาสันติภาพเป็น 'โมฆะ' หากเกิดจากการบีบบังคับ แนะ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

(9 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีอย่างแข็งขัน ในการอยากมาเป็นประธานให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ผมมีเรื่องอยากจะเตือนนายทรัมป์และฝากเรียนท่านนายกอนุทินและกระทรวงการต่างประเทศ ให้ทราบอยู่สามประการ 

1. มาตรา 2 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กำหนดว่า รัฐสมาชิกทุกประเทศมีความเสมอภาคกันในอธิปไตย ซึ่งหมายความว่า รัฐใด ๆ ต้องมีสิทธิ “ตัดสินใจเอง” ในเรื่องนโยบายภายในและระหว่างประเทศ ดังนั้น หากนายทรัมป์หรือรัฐบาลสหรัฐ ฯ ใช้วิธีกดดันให้ไทยต้องลงนาม โดยไม่สมัครใจ ย่อมขัดต่อหลักอธิปไตยของรัฐไทย 

2. มาตรา 2 (7) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ได้บัญญัติรองรับหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non- Intervention) โดยระบุว่าสหประชาชาติไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกิจการซึ่งอยู่อำนาจภายในของรัฐใด ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้วางหลักในคดี Nicaragua v. United States (1986) ว่าให้หลักการเดียวกันนี้ผูกพันรัฐต่อรัฐด้วย กล่าวคือ ห้ามรัฐหนึ่ง แทรกแซงกิจการภายในของอีกรัฐหนึ่ง โดยศาลอ้างว่าหลักนี้มีสถานะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) คือแม้รัฐจะไม่ได้เป็นสมาชิก UN หรือไม่มีสนธิสัญญาใด ก็ยังต้องเคารพหลักนี้

3. อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties) มาตรา 52 ระบุชัดเจนว่า สนธิสัญญาใดที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง เป็นโมฆะ ดังนั้น หากสหรัฐ ฯ ใช้การบีบบังคับไทย เช่น การขู่ว่าจะขึ้นภาษี ตัดความช่วยเหลือหรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยลงนามในสัญญาสันติภาพ การลงนามนั้นอาจถือว่า ไม่สมัครใจและเป็น 'โมฆะ' ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ 

ดังนั้น ผมจึงอยากให้ท่านนายกอนุทินในฐานะผู้นำประเทศ แสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อทุกประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งไทยสามารถจัดการได้โดยฝ่ายเดียวในเร็ววัน โดยไม่ต้องอาศัยประเทศอื่นใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อันจะทำให้ขัดกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น ด้วยความปรารถนาดี”  

จีนประกาศใช้ระเบียบการขนส่งทางทะเลฉบับใหม่ ตอบโต้ชาติที่กีดกันเรือ และผู้ประกอบการจีน

(9 ต.ค. 68) หลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน ได้ลงนามในคำสั่งของคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขระเบียบว่าด้วยการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำกับดูแลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ภายใต้กฎระเบียบฉบับใหม่นี้ จีนจะใช้มาตรการตอบโต้ที่จำเป็นต่อประเทศหรือภูมิภาคที่กำหนดหรือสนับสนุนข้อห้าม ข้อจำกัด หรือมาตรการเลือกปฏิบัติใดๆ ที่มุ่งเป้าไปยังผู้ประกอบการ เรือ หรือลูกเรือชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศและบริการที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะถูกนำมาบังคับใช้ เว้นแต่กรณีที่สนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลไว้

คำสั่งดังกล่าว ยังกำหนดให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มการค้าการขนส่งระหว่างประเทศต้องยื่นรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานด้านการขนส่งของจีน

ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา

นายกฯ เผย สปสช. ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมใช้งบกลางเคลียร์หนี้ พร้อมปรับปรุงการเงิน

(9 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเผยว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ และรัฐบาลกำลังพิจารณาใช้งบกลางชำระหนี้ทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ สปสช. ปรับปรุงการบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง เนื่องจากหนี้ค้างชำระ

"ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาขอใช้งบกลางเพื่อเคลียร์บัญชีหนี้โรงพยาบาล หากพบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและเข้าหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ จะเร่งดำเนินการทันที พร้อมเน้นให้ สปสช. บริหารการเงินอย่างรัดกุมและโปร่งใส" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ยืนยันว่าหนี้ค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไม่ได้สูงถึง 110 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอยู่ราว 37 ล้านบาท และย้ำว่าจะไม่มีผลกระทบต่อผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47,000 คน เนื่องจากมีการจัดหน่วยบริการรองรับเพียงพอ

‘นพ.วีระพันธ์’ จี้ สปสช. เร่งแก้ปัญหาจ่ายเงินล่าช้า หวั่นระบบล่ม รพ.ขาดเงินหมุน - คลินิกทยอยปิดกิจการ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมประชาชนเดือดร้อน เมื่อ สปสช. ยังไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาล?

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาทางบัญชีระหว่าง “โรงพยาบาลกับ สปสช.” แต่จริง ๆ แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ “ประชาชนผู้ป่วย” ครับ

โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เงินก้อนนี้ถูกนำไปซื้อยา ซ่อมเครื่องมือแพทย์ จ่ายค่าเวร และดูแลระบบต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลรักษาคนไข้ไปแล้ว แต่เงินจาก สปสช. ยังไม่ถูกจ่ายคืนตามจำนวนจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ไม่มีเงินหมุน”
บริษัทไม่ปล่อยยามาให้ เพราะค้างชำระ
ห้องผ่าตัด ห้องพิเศษ เครื่องมือแพทย์ขาดงบซ่อม
เงินจ่ายบุคลากรล่าช้า
ยาที่เคยใช้ดีต้องเปลี่ยนเป็นยาราคาถูกแทน
และที่ร้ายกว่านั้น คือหลายแห่ง “ต้องหยุดให้บริการ”

อย่าง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเคยรับคนไข้สิทธิ์ 30 บาท ก็ต้อง “หยุดรับรักษาชั่วคราว” เพราะขาดสภาพคล่อง
คลินิกในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง ก็ทยอย “ปิดตัวลง” ด้วยเหตุผลเดียวกัน — ไม่มีเงินหมุนจากกองทุน

ผลที่ตามมาชัดเจนมากครับ
คนไข้จำนวนมากต้องเดินทางไกลขึ้น รอคิวนานขึ้น ได้ยาน้อยลง หรือบางคนไม่มีที่รักษาเลย
นี่ไม่ใช่ปัญหาของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว

แต่เป็น “ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศ”
เมื่อผู้ให้บริการไม่มีเงิน ระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็สั่นคลอน
และคนที่เจ็บป่วยคือคนที่ต้อง “จ่ายด้วยความเดือดร้อนของตัวเอง”

อยากให้ทุกคนเข้าใจและช่วยกันจับตา งบ 8,000 ล้านบาทที่ สปสช. จะได้มา ควรมาช่วย รพ. ที่ขาดสภาพคล่องก่อน อย่าเพิ่งไปเริ่มโครงการใหม่ๆ อวดคนไม่รู้อยู่อีกเลย

เพราะสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับการจ่ายช้าของใครเลยครับ 

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดรัชสมัยกว่า 70 ปี พระองค์ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรกว่า 4,000 โครงการ และได้รับการยกย่องด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับ รางวัลเกียรติยศ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award จากเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน ทรงเป็นที่จดจำและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top