Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

สื่อจีน ปูด! 'โดนัลด์ ทรัมป์' เสนอตัวเป็นประธานพิธี ลงนามสันติภาพไทย-เขมร แลกเข้าร่วมประชุมผู้นำอาเซียน

(8 ต.ค. 68) สำนักข่าวเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ ได้ออกมาอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในรัฐบาลและนักการทูต 4 คน ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร้องขอเป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างที่นายทรัมป์ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงปลายเดือนนี้

ชาติอาเซียนหวังจะใช้การประชุมสุดยอดซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม เพื่อเจรจาขอให้นายทรัมป์ผ่อนปรนมาตรการภาษีที่เข้มงวด ซึ่งสหรัฐฯ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ในขณะที่นายทรัมป์ก็กำลังเดินหน้าแคมเปญการเป็น ผู้สร้างสันติภาพ เพื่อหวังจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 

การปะทะตามแนวชายแดนไทยกับกัมพูชานาน 5 วันเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ศพ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตกลงที่จะเริ่มการเจรจาสันติภาพ หลังจากที่นายทรัมป์ขู่ว่าจะยกเลิกการเจรจาเรื่องภาษี หากไม่มีการหยุดยิง จนนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในที่สุด แต่สถานการณ์ก็เริ่มกลับมาคุกรุ่นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากในรัฐบาลมาเลเซียและนักการทูตจำนวน 4 คนยืนยันว่า ทรัมป์ต้องการจัดพิธีพิเศษนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าของการริเริ่มกระบวนการสันติภาพนี้ ซึ่งรวมถึงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 7 ตุลาคม ซึ่งมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประธานอาเซียนเป็นตัวกลางเจรจา "ใช่แล้ว นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขามาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์" แหล่งข่าวรายหนึ่งผู้ไม่ขอเปิดเผยนาม กล่าวถึงการมาเยือนของทรัมป์

ทั้งนี้ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเดินหน้าแคมเปญเพื่อคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ โดยเขาอ้างว่าช่วยยุติสงครามและความขัดแย้งถึง 7 จุดทั่วโลกนับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม

ด้านเว็บไซต์ข่าวโพลิติโก ของสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนเปิดเผยว่า การจัดพิธีลงนามคือหนึ่งในเงื่อนไขที่นายทรัมป์ตั้งไว้เพื่อแลกกับการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นอกจากนั้น ผู้จัดการประชุมยังได้รับคำขอให้ตัดเจ้าหน้าที่จีนออกจากการประชุมด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า จะมีพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยแหล่งข่าวคนหนึ่งยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่พิธีจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย นอกจากนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไทยจะเห็นด้วยหรือไม่

นอกจากนายทรัมป์แล้ว คาดว่าจะมีบุคคลระดับสูงอีกหลายคนมาเข้าร่วมการประชุมอาเซียนในปีนี้ รวมถึง นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล และนายไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

3 นักวิทยาศาสตร์ ผู้เปิดประตูแห่งโลกควอนตัม คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025

(8 ต.ค. 68) คณะกรรมการรางวัลโนเบลประกาศเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ว่า ศาสตราจารย์จอห์น คลาร์ก (John Clark ), ดร.มิเชล เดโวเร็ต (Michel Devoret) และ ดร.จอห์น มาร์ตินิส (John Martinis) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 จากผลงานการทดลอง “การลอดอุโมงค์ควอนตัมระดับมหภาค” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีควอนตัมสมัยใหม่ ตั้งแต่ระบบเข้ารหัสความปลอดภัยขั้นสูง ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ควอนตัมอันทรงพลังในอนาคต

ทั้งสามเริ่มต้นการทดลองตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์จากตัวนำ(superconductors) เพื่อพิสูจน์ว่า ปรากฏการณ์ควอนตัมอย่าง “การทะลุกำแพงพลังงาน” (quantum tunnelling) สามารถเกิดขึ้นได้จริงในระดับที่ใหญ่ขึ้น หรือระดับมหภาค ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่า “โลกควอนตัม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอะตอมหรืออนุภาคเล็กๆ อีกต่อไป

ศ.จอห์น คลาร์ก วัย 83 ปี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวทางโทรศัพท์หลังทราบข่าวว่า รู้สึก “อึ้งสุดชีวิต” กับรางวัลที่ได้รับ พร้อมยกตัวอย่างว่า โทรศัพท์มือถือที่ทุกคนใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็สามารถทำงานได้เพราะอาศัยหลักฟิสิกส์ควอนตัมที่พวกเขาเคยวิจัยไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน

ขณะที่ ดร.เดโวเร็ต ชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา และ ดร.มาร์ตินิส อดีตหัวหน้าห้องแล็บปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมของ Google เผยว่ารางวัลนี้ถือเป็นการยกย่องการทดลองที่เปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ และเปิดทางสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีควอนตัมอย่างแท้จริง

อดีตนายกฯ ‘แพทองธาร’ โพสต์ซึ้ง ‘เพื่อไทย’

อดีตนายกฯ ‘แพทองธาร’ โพสต์ซึ้ง ‘เพื่อไทย’ เป็นมากกว่าพรรคการเมือง แต่เป็นบ้านของ ‘คนเพื่อไทย’ ลั่นพร้อมยืนสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปจนสุดทาง 

เปิดคำพูดสุดท้ายก่อนดับ ‘เชฟหนุ่มไทย’ คุยกับพี่สาว หลัง รพ.กัมพูชาใจดำปฏิเสธการรักษา

(8 ต.ค. 68) จากเหตุเศร้าใจเมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน เปิดเผยถึงกรณี นายเมธาชาญ ยอแสง หรือ ‘มีน’ อายุ 24 ปี เชฟหนุ่มบนเรือชาวนครศรีธรรมราช ที่ถูกพบเร่ร่อนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา โดยมีรายงานว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ปฏิเสธการรักษา ก่อนเจ้าตัวจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ล่าสุด น.ส.มายด์ (นามสมมุติ) พี่สาวของผู้ตาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กด้วยความเศร้า ว่า “ขอบคุณทุกกำลังใจ ตอนนี้กำลังไปรับน้องกลับบ้าน มีนต้องได้กลับบ้าน” พร้อมระบุว่า “ถ้ากลับมาได้ กูกลับมาแล้ว” คือประโยคสุดท้ายที่น้องชายพูดไว้ก่อนจากไป

พี่สาวเผยเพิ่มเติมว่า ตลอดชีวิต 24 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน และครอบครัวพร้อมซัพพอร์ตทุกอย่าง แต่ไม่ทันได้ช่วยเหลือในครั้งสุดท้าย โดยเธอเขียนปิดท้ายด้วยข้อความอาลัยว่า “7/10/68 หลับให้สบายนะน้องชายพี่” 

‘เนวิน - อนุทิน’ ยกพลเยือนถิ่น ‘นิพนธ์’ บ้านใหญ่เขารูปช้าง จับตา ศึกฟาดแข้งการกุศล แต่แท้จริงเป็นเวทีปิดดีลการเมือง

อาหารมื้อการเมืองบ้านใหญ่เขารูปช้าง ศึกฟาดแข้งการกุศล แต่ปิดดีล การเมือง

11 ตุลาคมนี้ สนามฟุตบอลติณสูลานนท์ จะเปิดสนามต้อนรับการมาเยือนของนักนักเตะจากทีม “เนวิน ชิดชอบ” เมื่อเขาจะพา “ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ลงใต้ เตะฟุตบอลการกุศลกับทีม BG ปทุมธานี ที่สงขลา ซึ่งเป็นกำหนดการที่ถูกวางไว้เมื่อสองเดือนที่แล้ว

แต่จุดที่ร้อนแรงกว่าคือ “อาหารมื้อเที่ยงก่อนเตะ” ที่บ้านเขารูปช้างของนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พิเศษสุดนอกจาก “เนวิน ชิดชอบ” แล้ว ยังจะมี “อนุทิน ชาญวีรกุล”นายกรัฐมนตรี บินด่วนไปร่วมโต๊ะด้วย คงเป็นอาหารมื้อวิเศษจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีแกงส้มปลาช่อน กุ้งเผา ปลากะพงเผา หรือเปล่า

การกินข้าวร่วมโต๊ะครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ที่ชัดเจนที่สุดว่าทั้งสองขั้ว “บุรีรัมย์” กับ “สงขลา” จับมือกันแล้วภายใต้ธงสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย

จากบอลกุศล สู่บอลการเมือง
สูตร “ฟุตบอลการกุศล” เป็นมุกที่เนวินใช้มานาน ทั้งสร้างภาพลักษณ์ใจบุญ และเปิดทางเข้าสู่พื้นที่ใหม่อย่างนุ่มนวล
แต่คราวนี้ “สนามสงขลา” มีเดิมพันทางการเมืองสูง เพราะเป็นฐานเดิมของประชาธิปัตย์ที่กำลังสั่นคลอนหลังแพ้ศึกใหญ่ในปี 2566

การเตะบอลอาจดูเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่สำหรับนักการเมืองเก๋า
เกมอย่างเนวิน มันคือเวทีสร้าง “ความชอบธรรม” ให้ภูมิใจไทยเข้ามาปักหมุดในพื้นที่ที่เคยเป็น “อาณาจักรบุญญามณี” อย่างเปิดเผย

มื้อเที่ยงบ้านนิพนธ์ มื้อเปลี่ยนสมการการเมือง

ภาพเนวินนั่งร่วมโต๊ะกับนิพนธ์ คือภาพที่ตีความได้หลายชั้น ชั้นแรก: “พี่น้องร่วมวงการ” ทักทายกันในมิตรภาพ ชั้นที่สอง: “สัญญาณจับมือทางการเมือง” อย่างเป็นรูปธรรม

มีคนถามมากมายว่า นิพนธ์ไม่อยู่ประชาธิปัตย์ต่อเหลอ เมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมา “ผมมาไกลเกินกว่าจะกลับไปแล้ว” เป็นคำตอบจากนิพนธ์ ที่กล่าวกับพรรคพวกเมื่อสอบถามด้วยความเป็นห่วง

ปฏิบัติการไปบ้านนักการเมืองท้องถิ่นระดับนิพนธ์ หมายถึงการ “ผ่านไฟเขียว” ให้เข้าใช้พื้นที่ได้เต็มรูปแบบ

และข่าวจากวงในยืนยันตรงกันว่า มื้อนั้นเองที่มีการ “ปิดดีล” ให้ จุรี นุ่มแก้ว ลงสมัครเขต 2 ปิดข่าวลือเดิมว่าจะใช้ “ศาสตรา ศรีปาน” สส.รวมไทยสร้างชาติ ท่ามกลางข่าวรุมเร้าศาสตรา

ปิดดีลจุรี เดินหมากพื้นที่ร่วม

ดีล “จุรี นุ่มแก้ว” สะท้อนแนวทางของภูมิใจไทยที่เลือก “คนพื้นที่ที่นิพนธ์ยอมรับ” มากกว่า “ชื่อดังที่ไม่รู้ฐาน”

แปลว่าการดีลนี้ไม่ได้เกิดจากส่วนกลาง แต่เป็นข้อตกลงทางการเมืองระดับภาค ที่นิพนธ์เป็นคนเซ็นอนุมัติในทางไม่เป็นทางการ

เมื่อรวมกับสัญญาณจากการกินข้าวและฟุตบอลการกุศล ก็เท่ากับ “ขบวนการย้ายฐาน” ของนิพนธ์จากประชาธิปัตย์เข้าสู่ภูมิใจไทยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว

สงขลาไม่เหมือนเดิม

ผลสะเทือนทางการเมืองคือ “ประชาธิปัตย์” จะเหลือฐานเสียงในสงขลาเพียงบางเขตเท่านั้น เพราะฐานเดิมของนิพนธ์และตระกูลบุญญามณี คือหัวใจของพื้นที่เมืองและรอบนอก หากนิพนธ์เปิดไฟเขียวให้ภูมิใจไทยเต็มตัว สงขลาอาจกลายเป็น “จังหวัดนำร่องของภูมิใจไทยภาคใต้ฝั่งอ่าว” ทันที

“ศึกฟาดแข้งเพื่อการกุศล แต่ปิดดีลเพื่อการเมือง”
มื้อนั้น-วันนั้นที่บ้านนิพนธ์ ไม่ได้มีแค่ข้าวและน้ำชา แต่มีการวางหมากระดับชาติซ่อนอยู่ในวงสนทนา

เกมนี้ไม่ใช่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือเกมการเมืองภาคใต้ ที่เนวินกำลังเล่นอย่างแยบคาย

และผลลัพธ์ของมัน…อาจสะเทือนถึงลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม

รพ.มงกุฎวัฒนะ งดรับผู้ป่วยบัตรทอง 16 ต.ค.นี้ เหตุ สปสช. ค้างจ่ายหนี้ค่ารักษากว่า 100 ล้าน

(8 ต.ค. 68) โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ประกาศหยุดให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) ที่ใช้สิทธิบัตรทอง ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลสะสมมาหลายปีงบประมาณ รวมกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ระบุว่า ที่ผ่านมา รพ.พยายามประคับประคองสถานการณ์ โดยให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายค่ายาในอัตราเทียบเท่าโรงพยาบาลรัฐตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ สปสช.กลับเพิกเฉย ไม่แสดงความรับผิดชอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ขึ้นตรงกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ สามารถติดต่อย้ายสิทธิไปรับบริการที่โรงพยาบาลอื่นตามที่ สปสช.จัดให้ได้ผ่านสายด่วน 1330 ขณะที่ผู้ที่ยังต้องการรักษาที่มงกุฎวัฒนะ สามารถเข้าร่วมโครงการ “บัตรทองแพลตตินั่ม” ของโรงพยาบาล โดยจ่ายค่ารักษาเองในอัตราเทียบเท่าโรงพยาบาลของรัฐ

'ฟีฟ่า' ประกาศแต่งตั้ง 'มาดามแป้ง' นั่งแท่นปธ.คณะกรรมการ การพัฒนาขององค์กร

(8 ต.ค. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้รับการจารึกชื่อเป็นผู้หญิงคนแรกของโลก หลังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการ การพัฒนา ของ FIFA หรือ The Chairperson of FIFA’s Development Committee โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2025-2029

สภากรรมการของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้มีมติรับรองอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 แต่งตั้งให้ นางนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นประธานคณะกรรมการ การพัฒนา (Development Committee) ของ FIFA

สำหรับ Development Committee เป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถือเป็น Standing Committee หรือ คณะกรรมการประจำ ที่ขึ้นตรงกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า และ สภาฯ ฟีฟ่า ทั้งหมด

มีบทบาท และ หน้าที่สำคัญในการรับผิดชอบโครงการพัฒนาของ ฟีฟ่า ครอบคลุม และ ดูแล 211 สมาคมสมาชิก โดยจะวางแผนและเสนอกลยุทธ์ที่เหมาะสม , ตรวจสอบกลยุทธ์เหล่านี้เป็นระยะ และ วิเคราะห์การสนับสนุนที่มอบให้กับสมาคมสมาชิก , สมาพันธ์ และ สมาคมระดับโซน และ ภูมิภาคทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ประจำคณะสมาคมสมาชิกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ Member Associations Committee

พฤติกรรมทรัมป์ สะท้อน mindset ที่คับแคบ !!

(8 ต.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า พฤติกรรมทรัมป์ สะท้อน mindset ที่คับแคบ !! ถ้าจะให้ทรัมป์บินไปร่วมงาน ASEAN Summit ที่มาเลเซีย ต้องเป็นพระเอกคนเดียว ทรัมป์ตั้งเงื่อนไข ต้องไม่มีจีน ในซีนยุดยิง ไทย-กัมพูชา แกหวังเคลมผลงานคนเดียว ทรัมป์อยากได้รางวัลโนเบลจนเก็บอาการไม่อยู่

‘เวียดนาม’ เปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้ว 13 ครั้ง สะท้อนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ตลอด 4,000 ปี

(8 ต.ค. 68) รู้หรือไม่ ว่าประเทศเวียดนามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เคยเปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้วถึง 13 ครั้ง ตลอดเวลากว่า 4,000 ปีของประวัติศาสตร์ชาติ ชื่อแต่ละชื่อไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หากแต่สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนชาติหนึ่ง ที่ถูกปกครอง ถูกกลืน แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีกครั้งไม่รู้กี่ครั้ง ราวกับคลื่นในแม่น้ำแดงที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยในหน้าประวัติศาสตร์

เมื่อสืบย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของอารยธรรมเวียดนาม ราว ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ราว ค.ศ. 2000 BCE หรือกว่า 4,500 ปีก่อนปัจจุบัน) พงศาวดารเวียดนามบันทึกชื่อแรกของประเทศว่า “ซิกกวี๋” (Xích Quỷ) ปกครองโดยกษัตริย์ กิงเยืองเวือง (Kinh Dương Vương) ผู้ถูกถือว่าเป็นบิดาแห่งชนชาติเอียวเวียด ดินแดนนี้ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแดง (Red River Delta) อันอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มรู้จักเกษตรกรรมและรวมกลุ่มเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเวลานั้น ดินแดนไทยยังอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบบ้านเชียง เป็นสังคมเกษตรกรรมแรกเริ่มเช่นเดียวกัน

ต่อมาในราว 1,000–500 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ ค.ศ. 1000–500 BCE) กษัตริย์องค์ใหม่ชื่อ หุ่งเวือง (Hùng Vương) ขึ้นครองราชย์และตั้งประเทศใหม่ว่า “วันลาง” (Văn Lang) ซึ่งถือเป็นอาณาจักรแรกในตำนานของชาวเวียด ตั้งเมืองหลวงอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศในปัจจุบัน คือจังหวัดฟู้เถาะ (Phú Thọ) มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 15 เขต (โบะ) ถือเป็นครั้งแรกที่มีระบบรัฐของเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนสยามเริ่มก่อร่างวัฒนธรรมทวารวดีและเริ่มมีโครงสร้างสังคมแบบเมือง

จากนั้นในราว 286–257 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 286–257 BCE) อานเยืองเวือง (An Dương Vương) ผู้นำชนเผ่า “เอิวเหวียด” (Âu Việt) และ “หลากเหวียด” (Lạc Việt) ได้รวมชนสองเผ่าเข้าด้วยกัน ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “เอิวหลาก” (Âu Lạc) มีราชธานีที่เมือง โก๋ลวา (Cổ Loa) หรือเมืองป้อมเก่าที่ปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย ถือเป็นยุคที่เวียดนามเริ่มมีอาณาจักรที่เป็นรูปธรรมและมีกำแพงเมืองป้องกันประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนไทยกำลังอยู่ในยุคฟูนานตอนต้นที่รุ่งเรืองด้านการค้ากับอินเดียและจีน

ไม่นานหลังจากนั้น จีนเริ่มขยายอำนาจลงใต้ เจ้าเมืองจีนชื่อ เตรี่ยวด่า (Triệu Đà) ยึดดินแดนเอิวหลากได้และตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “นามเหวียด” (Nam Việt) เมื่อราว ประมาณ 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 207–111 BCE) ตั้งราชธานีที่ เฟียนงุง (Phiên Ngung) ซึ่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลจีน
ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน อาณาจักรฟูนานในลุ่มน้ำโขงของไทย–กัมพูชาเริ่มรุ่งเรืองและติดต่อกับโลกภายนอก

ต่อจากนั้นในช่วง ค.ศ. 111 ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 544 หลังคริสต์ศักราช (ประมาณ พ.ศ. 432 ถึง 1087) ดินแดนเวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอย่างเต็มรูปแบบในชื่อว่า “ยาวจี๋” (Giao Chỉ) เป็นมณฑลหนึ่งในราชวงศ์ฮั่นและต่อเนื่องถึงราชวงศ์ถัง ชาวเวียดถูกบังคับใช้ภาษาจีนและจารีตจีน แต่ก็ยังคงรักษาภาษาและประเพณีของตนไว้ได้

ช่วงเดียวกันนั้น ฝั่งไทยอยู่ในยุคอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัยที่รุ่งเรืองทางศาสนาและการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทั่งปี ค.ศ. 544 (พ.ศ. 1087) ขุนพลชื่อ ลี้นามเด๊ (Lý Nam Đế) สามารถขับไล่ทัพจีนออกไปได้สำเร็จ แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “หว่านซวน” (Vạn Xuân) แปลว่า “หมื่นฤดูใบไม้ผลิ” ตั้งราชธานีที่ ลองเบียน (Long Biên) หรือบริเวณฮานอยในปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้เอกราชคืนจากจีนอย่างเป็นทางการ
ช่วงนี้ตรงกับยุคปลายทวารวดี–ต้นกำเนิดสุโขทัยของไทย

แต่อิทธิพลจีนกลับมาอีกครั้งในช่วง ค.ศ. 1407–1427 (พ.ศ. 1950–1970) เมื่อราชวงศ์หมิงเข้ายึดครองและตั้งชื่อประเทศว่า “อานนาม” (An Nam) หมายถึง “ดินแดนสงบทางใต้” ซึ่งแม้จะฟังดูอ่อนโยน แต่สะท้อนสถานะเมืองขึ้นอย่างชัดเจน ในเวลานั้นไทยอยู่ในช่วงปลายสุโขทัยและต้นอยุธยา ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ศรีอินทราทิตย์) เริ่มรวบรวมอำนาจ

หลังจากนั้นเมื่อเวียดนามขับไล่จีนออกไปได้อีกครั้งในราว ค.ศ. 968–1054 (พ.ศ. 1511–1597) จักรพรรดิ ดิงโป่ลิ้ง (Đinh Bộ Lĩnh) ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “ด่ายโก๋เหวียด” (Đại Cồ Việt) แปลว่า “เวียดผู้ยิ่งใหญ่” ราชธานีอยู่ที่ ฮวาลือ (Hoa Lư) เมืองหลวงเก่าในจังหวัดนิงบิงห์ ช่วงเวลานี้ตรงกับปลายสุโขทัย–ต้นอยุธยาในประเทศไทย

ต่อมาในราว ค.ศ. 1054–1400 (พ.ศ. 1597–1943) เวียดนามเข้าสู่ยุคราชวงศ์ ลี้ (Lý) และ เตริ่น (Trần) ใช้ชื่อประเทศว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) ต่อเนื่องกว่า 300 ปี เมืองหลวงย้ายไปที่ ทังลอง (Thăng Long) หรือฮานอยในปัจจุบัน เป็นช่วงที่เวียดนามรุ่งเรืองสูงสุดทางวัฒนธรรมและกฎหมาย
ช่วงเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาของไทยที่ศิลปะและศาสนาเจริญถึงขีดสุด

ในช่วงสั้น ๆ ต่อมา คือราว ค.ศ. 1400–1407 (พ.ศ. 1943–1950) ราชวงศ์เตริ่นถูกโค่นโดยขุนนางชื่อ โห่กวี๊ลี (Hồ Quý Ly) ผู้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ด่ายงู” (Đại Ngu) แปลว่า “ความสงบอันยิ่งใหญ่” ตั้งเมืองหลวงที่ โตโด (Tây Đô) หรือจังหวัดแทงฮว้า ถือเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย ช่วงนี้ตรงกับปลายกรุงศรีอยุธยาของไทยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2

ต่อมาในราว ค.ศ. 1428–1788 (พ.ศ. 1971–2331) ขุนศึกชื่อ เลท้ายโต๋ (Lê Thái Tổ) ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วฟื้นชื่อประเทศเดิมว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) อีกครั้ง ตั้งเมืองหลวงที่ ดงโด (Đông Đô) หรือฮานอย เป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มมีอำนาจมั่นคง เทียบได้กับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ถึงพระบรมไตรโลกนาถ แห่งอยุธยา

จนมาถึงปี ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2345) จักรพรรดิ ยาลอง (Gia Long) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “องเชียงสือ” หลังจากหนีภัยการเมืองมาพึ่งราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ ได้อาศัยกำลังจากฝรั่งเศสกลับไปกู้ชาติและรวบรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ตั้งราชธานีที่เมือง ฟู้ซวน (Phú Xuân) หรือเมืองเว้ (Huế) ในปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “เหวียดนาม” (Việt Nam) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้มีเอกภาพเหนือ–ใต้ครบถ้วน
ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ภายหลังในรัชสมัยของพระโอรสคือ จักรพรรดิมิงหม่าง (Minh Mạng) เมื่อปี ค.ศ. 1820 (พ.ศ. 2363) ได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งเป็น “ด่ายนาม” (Đại Nam) แปลว่า “ดินแดนอันยิ่งใหญ่ทางใต้” เพื่อแสดงถึงความมั่นคงของจักรวรรดิในยุคทองของราชวงศ์เหงวียน ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2–3 ของไทย

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้นำขบวนการปลดปล่อยชาติ โฮจิมินห์ (Hồ Chí Minh) ได้ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสอีกครั้ง และประกาศชื่อประเทศกลับมาเป็น “เหวียดนาม” (Việt Nam) อย่างเป็นทางการ ในนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม

ตั้งแต่นั้นมา “เวียดนาม” ก็กลายเป็นชื่อที่ผูกพันกับอิสรภาพและศักดิ์ศรีของชาติ

กว่า 4,000 ปีของการเปลี่ยนชื่อถึง 13 ครั้ง เวียดนามได้ผ่านทั้งสงคราม การล่มสลาย และการเกิดใหม่ไม่รู้กี่หน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “หัวใจของความเป็นชาติ” ที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนได้เสมอ แม้จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม และถ้าเทียบกับสยาม–ประเทศไทยแล้ว ทั้งสองชาติเดินเส้นทางคู่ขนานกันในหลายช่วงเวลา ต่างเผชิญแรงกดดันจากอำนาจภายนอก แต่ก็ล้วนรักษาเอกราชไว้ได้ด้วยภูมิปัญญา ความอดทน และความเชื่อมั่นในคำว่า “ชาติ” เช่นเดียวกัน

‘ปูติน’ ประกาศ!! รัสเซียคุมเกมรบเหนือยูเครน หลังเข้ายึดดินแดนเพิ่มอีกราว 5,000 ตร.กม.

(8 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมกับผู้นำกองทัพ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า “กองกำลังรัสเซียยังคงถือครองยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างสมบูรณ์” พร้อมเปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 กองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนได้แล้วเกือบ 5,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 212 ชุมชน ซึ่งถือเป็นการรุกคืบที่ต่อเนื่องในสมรภูมิที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง

ปูตินระบุว่า แม้กองทัพยูเครนพยายามโจมตีเป้าหมายลึกเข้ามาในดินแดนรัสเซีย เพื่อแสดงผลงานต่อชาติตะวันตก แต่สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในความได้เปรียบของมอสโก โดยชี้ว่ากองกำลังยูเครนกำลังล่าถอยในหลายแนวรบ ขณะที่กองทัพรัสเซียเดินหน้าควบคุมพื้นที่ในแคว้นซาโปริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ได้มากขึ้น

ด้าน พลเอกวาเลรี การาซิมอฟ (Valery Gerasimov) หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารรัสเซีย ยืนยันว่า กองทัพยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีจุดยุทธศาสตร์และฐานการผลิตอาวุธของยูเครนอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมในประเทศกำลังเร่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารให้บรรลุเป้าหมาย “การปลดอาวุธและกำจัดลัทธินาซี” ในยูเครนตามที่เครมลินประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2022


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top