Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

จีนใช้ ‘น้ำทะเล’ หล่อเย็นเครื่องจักร 1.88 แสนล้านตัน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจืดในอุตสาหกรรมชายฝั่ง

(8 ต.ค. 68) รายงานของสำนักงานข้อมูลและข้อมูลทางทะเลแห่งชาติ (NMDIS) และสมาคมกิจการทางทะเลจีน ระบุว่า จีนใช้น้ำทะเลกว่า 188.3 พันล้านตัน สำหรับระบบหล่อเย็นในปี 2024 เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำในทะเลสาบไบคาลถึง 8 เท่า

โดยน้ำทะเลเหล่านี้ถูกใช้ในโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานเหล็กในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อช่วยลดการใช้น้ำจืดในภาคอุตสาหกรรม 

ขณะที่ดัชนีพัฒนาทางทะเลของจีนในปี 2024 อยู่ที่ 129.7 จุด เพิ่มขึ้น 2.9% จากปี 2023 สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

‘อรรถวิชช์’ เปิดเบื้องลึก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ถูกตีตก เผยโดนขางตลอดทาง เพราะขัดผลประโยชน์หลายกลุ่ม

'อรรถวิชช์' แท็คทีม ‘พีระพันธุ์’ สู้ไม่ถอย! เปิดเบื้องลึกร่างกฎหมายโซลาร์เสรีโดนขวางตลอดทาง เหตุขัดประโยชน์หลายกลุ่ม  ชี้กฎหมายเดิมยืนบังแดดประชาชน  คนไทยอดใช้ไฟฟ้าราคาถูก-ภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาส

(8 ต.ค. 68)  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบต่อประชาชนจากกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ว่า ที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้โดนขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดประโยชน์ของหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้ภาคประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าราคาถูก  และภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาธุรกิจจากการใช้พลังงานสะอาด 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ยกร่างกฎหมายมาหลายฉบับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โดนคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตกกฎหมายทั้งฉบับ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องและตนสามารถชี้แจงโต้แย้งได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ไม่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ส่งเสริม” ให้มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่คือการ “ควบคุม” หรือ ยืนบังแดดของประชาชน  ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งยังต้องเสียค่าดำเนินการหลายหมื่นบาท ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีถึง 6-7 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แต่ละฉบับไม่สามารถทำได้  จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนประเด็นเรื่องบทลงโทษนั้น  นายอรรถวิชช์ชี้ว่า บทกำหนดโทษในร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี นั้น มีไว้สำหรับกรณีที่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าการติดตั้งนั้นเป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของการตรากฎหมายทั่วไป

นายอรรถวิชช์กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายที่จะเปลี่ยนวิธีคิดด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง ไม่ต้องรอความพร้อมของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ 

“ในอดีตความมั่นคงทางพลังงานจะมีฐานแนวคิด คือ พลังงานต้องเหลือใช้ แม้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นก็ตาม อย่างเช่น ประเทศไทยเซ็นสัญญาผลิตและใช้ไฟฟ้า 50,000 เมกกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการใช้มากที่สุด ก็ยังอยู่แค่ 30,000 เมกกะวัตต์ แต่เทรนด์โลกในอนาคต ความมั่นคงทางพลังงานไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป เพราะหลายประเทศมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้า หากไม่ทำตามก็จะถูกกีดกันทางการค้า และต้องจ่ายภาษีนำเข้าแพงขึ้น เพราะฉะนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan-PDP) จะต้องวางแผนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องทยอยเลิกการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลและแหล่งต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลก ซึ่งหากดำเนินการตามนี้ และรอให้เอกชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ก็จะเป็นการเสียโอกาสของประเทศและคนไทยไป ดังนั้น พ.ร.บ.โซลาร์เสรี จึงจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเองได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน ทั้งยังสามารถพัฒนาสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Green Energy 100% ได้ด้วย” นายอรรถวิชช์กล่าว

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการทำลายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่จะต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี  และยังเปิดทางให้กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชนด้วย

นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสงสัยถึงจังหวะในการตีตกร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าไม่มีอำนาจสั่งการใดได้แล้ว  จึงต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับกฎหมายนี้ แต่ตนจะพยายามประสานให้มีการผลักดันกฎหมายเข้าสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และย้ำว่าจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นายอรรถวิชช์ ยังเปิดเผยถึงการทำงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า นายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่น ละเอียดรอบคอบ หากจะร่วมงานด้วยต้องรู้จริงในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเดินหน้าทำงานแล้วก็จะสู้ไปจนสุดทางไม่มีถอย 

" ผมศรัทธา ‘พี่ตุ๋ย’ (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ตรงที่ว่า เวลาสู้ไม่มีเกียร์ถอยหลัง เวลาคุยงาน ‘พี่ตุ๋ย’ จะถามคำเดียวว่า ประชาชนจะได้อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าวทิ้งท้าย

ปธ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเตือนไทย อย่าเปลี่ยนชายแดนเป็นสนามทดสอบอาวุธ ของมหาอำนาจ

(8 ต.ค. 68) แก้ว เรมี (Keo Remy) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เตือนผู้นำไทยอย่าบิดเบือนแผนที่หรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นสนามทดลองอาวุธของจีนและสหรัฐฯ พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

แก้ว เรมี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า เจ้าหน้าที่ไทยต้องไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์หรือสร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น และทุกการตัดสินใจควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ทดสอบอาวุธของมหาอำนาจ

ด้านพลตรี เอกสามอึน (Eak Sam Oeun) ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 5 ของกัมพูชา ส่งจดหมายถึงกองทัพภาคที่ 1 ของไทย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. เน้นย้ำว่าการเคลื่อนไหวทางทหารต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปและคณะกรรมการชายแดนร่วม ซึ่งมีอำนาจประชุมเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

นอกจากนี้ พลตรี เอกสามอึน ระบุด้วยว่าการสังเกตการณ์ในพื้นที่พบว่ามีประชาชนไทยเข้าครอบครองและเพาะปลูกในดินแดนกัมพูชาเกินขอบเขตที่ตกลงไว้ สถานการณ์ที่ชุกเชยและเปรย์ชานจะต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม และกัมพูชากำลังเร่งให้การประชุมเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อหาทางออก

‘ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5’ ความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยชาติประหยัดไฟกว่า 4 หมื่นล้านหน่วย - ลดคาร์บอน 22 ล้านตัน

(8 ต.ค. 68) ในโลกที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ได้พิสูจน์ตัวเองตลอด 30 ปีว่าไม่ใช่แค่เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ตั้งแต่ปีแรกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เมื่อปี 2538 เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมาย โดยสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40,000 ล้านหน่วย, ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 22 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,720 ล้านต้น

ที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบฉลากเบอร์ 5 ให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น เบอร์ 5 “3 ดาว” และเบอร์ 5 สูงสุด “5 ดาว” ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 แล้วกว่า 520 ล้านดวง ครอบคลุม 27 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยอย่างแพร่หลาย และเป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียนและระดับสากล

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 30 ปี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5  ทางกระทรวงพลังงาน กฟผ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ การควบรวมฉลากเบอร์ 5 กับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของ พพ. ให้เป็นฉลากเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวแบบคูณสอง

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”

สำหรับฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความมั่นใจคูณสอง” ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า “การร่วมมือกับ พพ. จะช่วยขยายผลโครงการไปยังบ้าน อาคาร โรงเรียน และโรงแรม พร้อมกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน”

แน่นอนว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตของพลังงานไทย ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการลดพลังงานและลดคาร์บอน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉลากเบอร์ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความรัก(ษ์)” ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการควบฉลาก ความมั่นใจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป

นายกเทศมนตรีหญิงถูกแทง 13 แผล อาการสาหัส ตร.คุมตัวลูกชายสอบ หลังข้างบ้านได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน

(8 ต.ค. 68) เกิดเหตุสะเทือนขวัญในเมืองแฮร์เดคเค รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย ทางตะวันตกของเยอรมนี เมื่อ ไอริส สตัลเซอร์ (Iris Stalzer) วัย 57 ปี นายกเทศมนตรีที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน ถูกพบถูกแทงถึง 13 ครั้งภายในอพาร์ตเมนต์ของตนเอง โดยเจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาล ขณะนี้ยังอยู่ในอาการวิกฤต

ตำรวจเปิดเผยว่า ลูกชายของผู้บาดเจ็บถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังมีรายงานว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและเป็นผู้โทรแจ้งตำรวจ ส่วนลูกสาววัย 17 ปี ก็อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุเช่นกัน โดยพยานข้างบ้านระบุว่า ก่อนเกิดเหตุไม่นานได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกันรุนแรง ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่พบหลักฐานชี้ว่าเป็นการโจมตีทางการเมือง และไม่ตัดความเป็นไปได้ของปมภายในครอบครัว

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) กล่าวประณามเหตุการณ์ว่าเป็น “การกระทำอันโหดร้าย” และเรียกร้องให้เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งสตัลเซอร์สังกัดอยู่ แสดงความเป็นห่วงและภาวนาให้เธอปลอดภัย

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่เยอรมนีกำลังเผชิญความกังวลเรื่องความรุนแรงต่อบุคคลสาธารณะ โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า นักการเมืองกว่า 60% เคยเผชิญเหตุคุกคามหรือทำร้ายร่างกาย สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดและเสี่ยงอันตรายมากขึ้นในประเทศ

ดูดแบบได้หน้าลืมหลัง จนเกิดพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาใหญ่ที่ ‘ภูมิใจไทย’ ต้องตามแก้

(8 ต.ค. 68) เมื่อ ‘สส.ราชิต สุดพุ่ม’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องตาม ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ ไปอยู่ภูมิใจไทย และต้องลงสมัคร สส.เขต 1 นครศรีฯ ชนกับ ‘ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ย้ายจากเขต 1 มาเขต 1 อะไรจะเกิดขึ้น คนเก่าของภูมิใจไทย จะเอาไปไว้ไหน ขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือย้ายพรรคหนี

คนเก่าของภูมิใจไทย อย่าง ‘จรัญ ขุนอินทร์’ ทำพื้นที่มายาวนาน ช่วยงานใน อบจ.นครศรีอย่างเข้มแข็ง แต่กำลังถูกราชิตเบียดตกขอบเวที หรือให้นั่งทำใจทำงานให้ อบจ.ต่อไป หรือจะต้องหาพรรคใหม่สังกัด

เช่นเดียวกับ ‘อนันต์ ทองอุ่น’ ที่ลุยงานมายาวนาน วางรากฐานไว้ตั้งแต่เป็นท้องถิ่นจังหวัด คนในแวดวงท้องถิ่นรู้จักดี หลังเกษียณจากราชการ มุ่งมั่นตั้งใจเป็นนักการเมือง เวทีแรกลงสมัครชิงนายกฯอบจ.นครศรีฯ แต่พ่ายแพ้ให้กับ ‘เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช’ ด้วยคะแนนที่ไม่น่าเกลียด

เมื่อครั้งเลือกตั้งนายกฯอบจ.ที่ผ่านมา ช่วยงานวางแผนหาเสียงให้ ‘นายกฯน้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ เต็มกำลังความสามารถ เมื่อเวที สส.เปิดก็มุ่งหวังพิสูจน์ตัวเอง เสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯในนามภูมิใจไทย

แต่น่าจะถูกเบียดตกเวทีภูมิใจไทยไปอีกคน จึงมีข่าวย้ายพรรค และย้ายเขต เข้าใจว่า อนันต์ขอย้ายเขตก็ได้ในนามภูมิใจไทย เช่นย้ายไปเขต 3 ก็น่าจะทับซ้อนกับ ‘มานะ ยวงทอง’ ที่ทำพื้นที่มาต่อเนื่องเช่นกัน ไม่แปลกจึงมีข่าวอนันต์จะย้ายพรรค

ถามว่า ในจังหวัดนครศรี พรรคไหนที่มีกระแสอยู่ ก็จะมีกล้าธรรม ประชาธิปัตย์ หรือประปรายก็พลังประชารัฐ แต่เขต 1 พลังประชารัฐเคยเลือก ‘ฮูวัยดีย๊ะ อูเซ็ง (พิศสุวรรณ)’ น้องสาว ดร.สุรินทร์ ดีด ‘ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส.ออกไปอยู่กล้าธรรม แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ฮูวัยดีย๊ะไม่มีชื่อติดชาร์จ พรรคจึงเปลี่ยนไปเลือก ‘สจ.สุภาพ ขุนศรี’ มาสมัครแทน

อนันต์ จึงขอลงในนามพลังประชารัฐ และย้ายไปลงเขต 3 ย่านเชียรใหญ่ เฉลิมพระเกียรติแทน รอการแบ่งเขตที่ชัดเจนจาก กกต.

นี้คือชะตากรรมของว่าที่ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ที่เกิดจากพลังดูดแบบใช้ไดโว่ ดูดติดไปหมดแม้กระทั่งสิ่งโสโครก ปัญหาในแบบเดียวกัน ยังเกิดขึ้นอีกหลายเขตหลายจังหวัดของภาคใต้ที่จะต้องไล่แก้ปัญหากัน อย่างเขต 2 หาดใหญ่ สงขลา พรรคเคยติดต่อ ‘จูรี นุ่มแก้ว’ ไว้ แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์รัฐบาลพิสดารขึ้นมา เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมกับข่าวจะรับ ‘ศาสตรา ศรีปาน’ เข้าภูมิใจไทย ลงเขต 2 ก็ไปทับซ้อนกับจูรี ต้องตามแก้กันวุ่นวาย ท้ายสุดก็ลงที่จูรี ดีดศาสตราออกไป สถานการณ์นี้จึงยังไม่รู้ว่า ศาสตราจะไปพรรคไปไหน

พื้นที่ทับซ้อนปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการดูด แบบได้หน้าลืมหลังที่ภูมิใจไทยจะต้องตามแก้

‘ฮุน เซน’ โพสต์แก้ข่าว รพ.กัมพูชา ปฏิเสธรักษาเชฟไทย ย้ำรักษาทุกคนเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหยียดเชื้อชาติ

(8 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาโพสต์เอกสารของกรมอนามัยจังหวัดบันเตียเมียนเจย ชี้แจงกรณีข่าว “อดีตเชฟไทย” เสียชีวิตหลังโรงพยาบาลปอยเปตปฏิเสธรักษา ยืนยันไม่เป็นความจริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “เลือกปฏิบัติ” หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” โดยระบุว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่เคยปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดหรือมีฐานะอย่างไร

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบศพชายไม่ทราบชื่ออยู่หน้าอาคารร้างในเมืองปอยเปต ต่อมาพบว่าเป็นคนไทยชื่อ “เมธาชาญ ยอแสง” อายุ 24 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งเข้ามาทำงานในกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ทีมแพทย์ระบุสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือหลักฐานว่าผู้ตายเคยมาที่โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต

ด้าน กรมอนามัยกัมพูชาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจยได้รักษาผู้ป่วยชาวไทยรวม 31 ราย โดยไม่เคยเรียกเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วยที่ยากจน ย้ำว่าทีมแพทย์ให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา พร้อมเผยตัวเลขผู้ป่วยไทยที่ได้รับการดูแลในหลายแผนก รวมถึงสูตินรีเวช ศัลยกรรม และอายุรกรรม

10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขา พระราชนาม ‘อานันทมหิดล’ พระนามแห่งเจ้าฟ้ารัชกาลที่ ๘

วันนี้ในอดีต 10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เป็นวันที่ “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล” พระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (เจ้าฟ้ามหิดล) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้รับพระราชทานพระนามจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า “อานันทมหิดล” (Ananda Mahidol) ซึ่งต่อมาพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี

พระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น มาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่มีไปถึง หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพระนัดดา “ได้รับพระราชทานนามแล้ว” พร้อมระบุการสะกดชื่ออย่างถูกต้องว่า Ananda Mahidol

พระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งระบุว่า “เจ้าวรรณไวทยากร เธอโทรเลขไปยังลูกแดงด้วยว่า เดี๋ยวนี้ลูกของลูกแดงได้รับพระราชทานชื่อแล้วว่า ‘อานันทมหิดล’ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า ‘Ananda Mahidol’ ดังนี้ ให้โทรเลขเป็นคำตรงกับชื่อที่สะกดมานี้ มิฉะนั้นจะผิดไป โทรเลขส่งไปวันจันทร์...” โดย “ลูกแดง” ในที่นี้หมายถึง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แม้จะทรงครองราชย์ในวัยเยาว์ แต่ทรงได้รับความรักและเคารพจากพสกนิกรทั่วแผ่นดินในฐานะ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินไทย”

9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของไทย ถึงแก่อสัญกรรม สิริรวมอายุ 84 ปี

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ สิริรวมอายุ 84 ปี ท่านเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิรอบด้าน ทั้งนักเขียน นักคิด นักการเมือง และศิลปิน ผู้ฝากผลงานระดับตำนานไว้ให้คนไทยมากมาย อาทิ สี่แผ่นดิน, หลายชีวิต, ไผ่แดง, มอม และ สามก๊กฉบับนายทุน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโอรสของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ และหม่อมแดง บุนนาค ทรงได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ด้วยเหตุที่ร้องไห้เสียงดังในวัยทารก จึงได้ชื่อว่า “คึกฤทธิ์” ท่านเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และพรรคกิจสังคม ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2518

ชีวิตของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เต็มไปด้วยสีสัน ท่านเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ The Ugly American (1963) คู่กับมาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) และเป็นที่รู้จักในฉายา “ซือแป๋ซอยสวนพลู” หรือ “เสาหลักประชาธิปไตย” ด้วยความกล้าพูด กล้าวิจารณ์ และยืนหยัดเพื่อบ้านเมือง หลังถึงแก่อสัญกรรมในปี 2538 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอชื่อท่านต่อองค์การยูเนสโกในปี 2550 ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” เพื่อเชิดชูเกียรติผลงานอันเป็นคุณูปการต่อประเทศไทยและวงวรรณกรรมโลก

ป.ป.ช. เผย ‘พีระพันธุ์’ แจงข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพแล้ว คาดใช้เวลาสรุปสำนวนไม่นาน ยันไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าคดีการแจกถุงยังชีพของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า ปัจจุบันคณะกรรมการไต่สวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายพีระพันธุ์แล้วทางไปรษณีย์ โดยนายพีระพันธ์ ได้รับทราบข้อกล่าวหา และได้มีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมายังคณะกรรมการไต่สวนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนักในการพิจารณาสรุปสำนวนคดี

ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และพิจารณาตามพยานหลักฐาน โดยมิได้กระทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top