Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘คิมจองอึน’ ส่งข้อความอวยพรวันเกิด ‘ปูติน’ อายุครบ 73 ปี ยกเป็น ‘เพื่อนซี้ที่สนิทที่สุด’

(7 ต.ค. 68) คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ส่งข้อความอวยพรวันเกิดถึงประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน มีอายุครบ 73 ปี พร้อมชื่นชมความเข้มแข็งของระบบการเมืองและอำนาจของชาติรัสเซีย โดยมีการเรียกปูตินว่า “เพื่อนร่วมรบที่ดีที่สุด”

คิมจองอึนระบุว่า ความเป็นพันธมิตรระหว่างเปียงยางและมอสโกจะขยายตัวต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพอันอบอุ่นและความใกล้ชิด ที่จะช่วยกันสร้าง “ระเบียบโลกพหุขั้วและยุติธรรม” ซึ่งปีที่แล้วคิมจองอึนก็ได้ส่งข้อความอวยพรปูตินเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ คิมยังเผยถึงการพบปะกับปูตินที่ปักกิ่งเมื่อเดือนก่อน ยืนยันสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “การต่อสู้ที่ยุติธรรม” ของรัสเซียเพื่อปกป้องอธิปไตย และสัญญาจะรักษาสัญญาทวิภาคีระหว่างสองประเทศ พร้อมย้ำว่า เปียงยางและมอสโกจะยืนหยัดเคียงข้างกันเสมอ มิตรภาพนี้เป็น “นิรันดร์และไม่สามารถทำลายได้”

‘จอร์เจีย’ เผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองขั้วอุดมการณ์ยุโรปกับรัสเซีย

(7 ต.ค. 68) เหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงทบิลิซีช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ซึ่งนำไปสู่การบุกวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้งในสังคมจอร์เจีย การลุกฮือครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการต่อต้านรัฐบาลของพรรค Georgian Dream เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างสองเส้นทางของประเทศ ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “การเมืองอำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์” 

จุดเริ่มต้นของการประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลผลักดัน “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” (Foreign Agents Law) ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับกฎหมายในรัสเซียที่ใช้ควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มหรือองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเกิน 20% ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ตัวแทนของต่างชาติ” ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่าเป็นการตีตราผู้เห็นต่างและปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง นักวิชาการจอร์เจียจำนวนมากชี้ว่าการผ่านกฎหมายลักษณะนี้เป็นการ “เบี่ยงทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ” ออกจากเส้นทางการบูรณาการกับสหภาพยุโรป เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเพิ่งอนุมัติสถานะ “ประเทศผู้สมัครสมาชิก (candidate status)” ให้กับจอร์เจีย เหตุการณ์นี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในเมืองทบิลิซีออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกฎหมายดังกล่าว พร้อมตะโกนสโลแกน “จอร์เจียคือยุโรป” (Georgia is Europe) กลางจัตุรัสเสรีภาพ การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะเป็น “การลุกฮือของคนรุ่นใหม่” อย่างชัดเจน กลุ่มนักศึกษา นักข่าว และภาคประชาสังคมเป็นแกนหลักในการจัดการโดยใช้สัญลักษณ์ธงสหภาพยุโรปเคียงคู่กับธงชาติจอร์เจีย พร้อมข้อความ “Georgia is not Russia” ซึ่งกลายเป็นวลีสำคัญของการเคลื่อนไหว รัฐบาลตอบโต้ด้วยการระดมกำลังตำรวจและหน่วยพิเศษเข้าควบคุมพื้นที่โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันการ “บ่อนทำลายรัฐ” เมื่อขบวนผู้ประท้วงพยายามฝ่ากำแพงกั้นเพื่อเข้าไปยังบริเวณวังประธานาธิบดี การเผชิญหน้าก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างหินและจุดไฟเผารถยนต์ของเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ลุกลามจนมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมจอร์เจียอย่างลึกซึ้งและทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำลงในสายตานานาชาติ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบ ในขณะที่รัสเซียออกแถลงการณ์ในทิศตรงกันข้ามโดยระบุว่าความไม่สงบในจอร์เจียเป็นผลจาก “การยุยงของตะวันตก” ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ทางวาทกรรมระหว่างสองขั้วอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์ยูเรเซีย

ในทางการเมืองภายใน เหตุการณ์ 4 ตุลาคมได้เปลี่ยนการประท้วงจาก “การต่อต้านกฎหมาย” ให้กลายเป็น “การต่อต้านรัฐบาล” อย่างเต็มรูปแบบ แกนนำฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอิราคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) และคณะรัฐมนตรีลาออกทันที พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนววาทกรรมของรัสเซียในช่วงวิกฤตยูโรไมดานอย่างชัดเจน ในทางกลับกันรัฐบาลพรรค Georgian Dream แสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยอ้างว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องอธิปไตยของจอร์เจียจากการแทรกแซงภายนอก” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิดแบบรัสเซีย การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง รวมถึงการบุกจับแกนนำภาคประชาสังคมทำให้สถานการณ์ลุกลามและกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ยูโรไมดาน (Euromaidan) ในยูเครนปี ค.ศ. 2013 – 2014 ซึ่งเริ่มจากการต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลนายวิคเตอร์ ยานูโควิชที่ปฏิเสธข้อตกลงกับสหภาพยุโรปและหันไปใกล้ชิดรัสเซีย ความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองกรณีอยู่ที่การปะทะกันของ “สองแนวคิดทางการเมือง” ได้แก่แนวคิดยุโรปเสรีนิยมกับแนวคิดรัสเซียอนุรักษนิยมซึ่งต่างแย่งชิงอิทธิพลในรัฐหลังโซเวียต อย่างไรก็ตามบริบทของจอร์เจียมีความซับซ้อนกว่านั้นเพราะแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนเส้นทางสู่ยุโรปแต่รัฐบาลกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและข้าราชการที่มีสายสัมพันธ์ลึกกับรัสเซีย จึงทำให้ “ทางแยก” ของจอร์เจียมิได้เป็นเพียงเรื่องนโยบายระหว่างประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นการชี้ชะตาทิศทางของรัฐในเชิงอัตลักษณ์ว่าจอร์เจียจะยังคงยืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของยุโรปประชาธิปไตยหรือจะถอยกลับเข้าสู่วงโคจรแห่งอิทธิพลของรัสเซียอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาภูมิหลังและโครงสร้างการเมืองภายในจอร์เจียพบว่าจอร์เจียเป็นรัฐยุคหลังโซเวียตที่มีลักษณะทางการเมืองผันผวนที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออกและคอเคซัส หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 จอร์เจียต้องเผชิญทั้งสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งดินแดนในแคว้นอับคาเซียและแคว้นเซาท์ออสซีเชีย รวมถึงการแทรกแซงจากรัสเซียซึ่งมองจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่อิทธิพลตามธรรมชาติ” (sphere of influence) ในภูมิภาคคอเคซัส ระบอบการปกครองของจอร์เจียถูกกำหนดให้เป็นสาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี (semi-presidential republic) ซึ่งอำนาจบริหารถูกแบ่งระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามลักษณะของอำนาจดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งมุ่งใกล้ชิดยุโรปและนาโตในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยึดโยงกับรัสเซียในฐานะมหาอำนาจดั้งเดิมในภูมิภาค 

การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีในปี ค.ศ. 2004 ภายหลัง “การปฏิวัติกุหลาบ” (Rose Revolution) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองจอร์เจียยุคใหม่ การปฏิวัติดังกล่าวเป็นผลจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่ยอมรับการทุจริตและระบบอุปถัมภ์ของรัฐบาลนายเอดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard Shevardnadze) ที่ตกค้างจากยุค
โซเวียต นายมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งได้รับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและมีแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยได้เข้ามาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะ “ตัดขาด” จอร์เจียออกจากอิทธิพลของรัสเซียและฟื้นฟูรัฐให้ทันสมัยตามแบบยุโรป ในเชิงโครงสร้างการบริหารประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีได้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการและต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น มีการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ปรับโครงสร้างตำรวจให้มีความโปร่งใสและสร้างภาพลักษณ์ของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้จอร์เจียกลายเป็น “ตัวอย่างของการปฏิรูปในโลกหลังโซเวียต” (Post-Soviet Reform Model) ในสายตาตะวันตก ด้านนโยบายต่างประเทศรัฐบาลของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีประกาศชัดเจนว่าจอร์เจียจะมุ่งสู่สหภาพยุโรป (EU) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) พร้อมกับพยายามลดการพึ่งพารัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและพลังงาน การเลือกข้างนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับมอสโกตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดแตกหักในปี ค.ศ. 2008 เมื่อรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในสงครามจอร์เจีย–ออสซีเชียใต้ (Russo-Georgian War) ซึ่งส่งผลให้จอร์เจียสูญเสียดินแดนบางส่วน และทำให้ประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่า “ยั่วยุรัสเซีย” จนนำประเทศเข้าสู่สงคราม แม้การบริหารของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจะถูกยกย่องจากโลกตะวันตกในฐานะ “ผู้นำประชาธิปไตยเชิงปฏิรูป” แต่ภายในประเทศกลับเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรวมศูนย์อำนาจและการจำกัดเสรีภาพสื่อ โดยเฉพาะในช่วงปลายรัฐบาล ซึ่งฝ่ายต่อต้านมองว่าเขาใช้กลไกรัฐในการกดดันคู่แข่งทางการเมือง การประท้วงในปี ค.ศ. 2007 – 2011 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนถึงการเสื่อมศรัทธาของประชาชนบางส่วน หลังจากพรรคของเขา United National Movement (UNM) พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2012 ให้กับพรรค Georgian Dream ของนายบิดซินา อิวานิชวิลี (Bidzina Ivanishvili) อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐีที่มีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจึงสิ้นสุดลงและเขาถูกดำเนินคดีหลายข้อหาหลังออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามมรดกทางการเมืองของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลียังคงส่งอิทธิพลต่อสังคมจอร์เจียจนถึงปัจจุบันเขาได้สร้างรากฐานของรัฐที่มุ่งหน้า “สู่ยุโรป” อย่างเปิดเผย และได้ปลุกเร้าความรู้สึกประชาชาติในฐานะ “รัฐอิสระที่ต่อต้านการครอบงำของรัสเซีย” ซึ่งกลายเป็นแก่นสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองจอร์เจียยุคใหม่

เมื่อพรรคการเมือง Georgian Dream ขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา พรรคก็ถูกวิจารณ์ว่าเริ่มเบี่ยงเบนจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมและมีท่าทีประนีประนอมกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในยุคของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งผลักดันการปฏิรูปประเทศและการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเข้มข้น ความแตกต่างระหว่าง “ฝ่ายโปรยุโรป” และ “ฝ่ายใกล้รัสเซีย” จึงได้กลายเป็นเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้โครงสร้างการเมืองของจอร์เจียยังมีลักษณะรวมศูนย์สูง มีการใช้กลไกรัฐและสื่อมวลชนเพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่าน (transitional democracy) ภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายที่ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะ “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” ที่มีลักษณะคล้ายกับกฎหมายของรัสเซียได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชนจนเกิดการชุมนุมขนาดใหญ่และการบุกวังประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2025 

บทสรุป จอร์เจียกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในที่หยั่งรากลึก ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” ซ้อนทับกับการต่อสู้เพื่ออำนาจภายในรัฐอย่างเข้มข้น จนกลายเป็นฉากหลังสำคัญของการปะทุทางการเมืองครั้งล่าสุด เหตุการณ์ปะทะหน้าวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2025 จึงมิใช่เพียงความรุนแรงทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นจุดตัดทางอัตลักษณ์ของรัฐจอร์เจียที่กำลังถูกฉีกออกเป็นสองเส้นทางระหว่างการยืนหยัดในระเบียบเสรีนิยมแบบยุโรปกับการถอยกลับสู่โครงสร้างอำนาจนิยมที่รัสเซียยังคงเป็นแม่แบบและสะท้อนคำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบว่า “จอร์เจียจะเดินไปทางไหน” ในศตวรรษที่ 21

‘ยูเนสโก’ เลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งสถาบันศึกษา STEM ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางวิทย์ฯ-เทคโนโลยีระดับโลก

(7 ต.ค. 68) องค์การยูเนสโก (UNESCO) และรัฐบาลจีนเปิด “สถาบันนานาชาติด้านการศึกษา STEM” อย่างเป็นทางการที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นศูนย์หมวด 1 (Category 1 Center) แห่งแรกของยูเนสโกในจีน และเป็นแห่งแรกนอกยุโรปและอเมริกาเหนือ หลังได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ยูเนสโกเมื่อปี 2566

สถาบันแห่งนี้จะมุ่งส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงผู้ใหญ่ เน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายห้วย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีศึกษาธิการจีน ระบุว่านี่คือก้าวสำคัญในความร่วมมือระหว่างจีนกับยูเนสโก และเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาที่เปิดกว้างของจีน พร้อมยืนยันว่าจีนจะสนับสนุนสถาบันนี้ให้เป็นศูนย์กลางนานาชาติด้านนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้านนายกง เจิ้ง (Gong zheng) นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า เมืองจะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกระดับการเปิดกว้างทางการศึกษา และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ส่วนออเดรย์ อาซูเลย์ (Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ย้ำว่าศูนย์ใหม่นี้สะท้อนความร่วมมืออันยาวนานระหว่างจีนกับยูเนสโก และจะช่วยผลักดันความเท่าเทียมทางการศึกษาในระดับโลก

8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 นิสิตนักศึกษา 8,000 คนรวมพลังเดินขบวน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสได้เข้ามาคุกคามสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) และยึดดินแดนไปถึง 5 ครั้ง รวมพื้นที่กว่า 467,500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน ทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนไปกว่าครึ่งประเทศ เหตุการณ์นี้ฝังใจคนไทยมาหลายยุคสมัย จนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) นิสิตนักศึกษาจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์กว่า 8,000 คน ได้เดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามให้เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม ประชาชนกว่า 50,000 คนก็รวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง แสดงพลังสนับสนุนแนวคิด “เอาดินแดนคืน” อย่างล้นหลาม

รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสคืนดินแดน แต่ถูกปฏิเสธและถูกยิงปืนใหญ่ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในไทย รวมถึงการรุกล้ำน่านฟ้า กองทัพไทยจึงเตรียมพร้อมตอบโต้และเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนเดิมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 การสู้รบดำเนินไปในหลายสมรภูมิ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะยุทธนาวีเกาะช้างซึ่งไทยมีชัยเหนือฝรั่งเศส และสามารถยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่ง เช่น หลวงพระบาง จัมปาศักดิ์ พระตะบอง และเสียมราฐ

ต่อมา ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จนมีการลงนามสัญญาพักรบที่ไซ่ง่อน และการเจรจาสันติภาพที่กรุงโตเกียวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2484 ซึ่งผลสุดท้าย ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย รวมพื้นที่ราว 90,000 ตารางกิโลเมตร โดยจัดตั้งเป็น 4 จังหวัดใหม่ ได้แก่ พระตะบอง พิบูลสงคราม นครจัมปาศักดิ์ และลานช้าง ถือเป็นชัยชนะทางทหารและการทูตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่เสียชีวิตในการรบ รัฐบาลได้สร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ณ กรุงเทพมหานคร เปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 เพื่อเชิดชูวีรชน 160 นาย ที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินและเกียรติยศของชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ชัยชนะในการกู้เอกราชคืน” และจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตราบจนทุกวันนี้

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จัด 2 กิจกรรมในงาน “ เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568

(6 ต.ค. 68) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS DAY) โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรที่ทำงานด้านเอดส์จึงได้ร่วมกันจัดงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาทุกปี  ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกัน HIV/AIDS เพื่อร่วมยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยในปี 2573 โดยในปีนี้มีการจัด 2 แคมเปญ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวคือ การรับสมัครคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานองค์กรดีเด่นที่ทำคุณประโยชน์ด้านเอดส์ และ เชิญชวนเยาวชนเข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest

โดยกิจกรรมแรก ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอชื่อบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร ที่อุทิศตนในการทำงานด้านเอดส์ ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การดูแลรักษา การให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การส่งเสริมสิทธิด้านมนุษยชน ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกับผู้ติดเชื้อในครอบครัวและสังคม เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน  8 ประเภท คือ บุคคลดีเด่นด้านการแพทย์และสาธารณสุข บุคคลดีเด่นด้านสังคม สื่อสร้างสรรค์ดีเด่น สถานประกอบการดีเด่น รางวัลสถาบันการศึกษาดีเด่น องค์กรดีเด่น ครอบครัวดีเด่น และชมรมฯ หรือกลุ่มผู้ติดเชื้อฯ ดีเด่น โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเกียรติเข้ารับประทานโล่รางวัล ในงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 2568 ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ
      
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานประเภทต่าง ๆ พร้อมภาพถ่ายกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้ที่อีเมล [email protected] และ [email protected] ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมชาติ ทาแกง โทรศัพท์ 0 2255 7893-4 และ 08 1399 6121 หรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.aidsid.or.th

และกิจกรรมที่ 2 คือ การประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” โดยเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ อายุไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล ในกิจกรรม “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทียนส่องใจ เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 85,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรการประกวดในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถด้านดนตรี พร้อมส่งต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชน โดยวงที่ชนะเลิศในปี 2567 ได้แก่โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง จ.ตรัง ผู้ที่สนใจสามารถสมัครพร้อมส่งคลิปแนะนำทีมและการแสดงของวง 1 เพลง (ไม่เกิน 5 นาที) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568
 
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ คุณณัฏฐากร วิริยะวงศ์ โทร. 0 2251 6717 เว็บไซต์ www.aidsid.or.th หรือเฟซบุ๊กเพจ คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย 

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

(7 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีข้อสั่งการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. ระดมกำลังตำรวจทุกหน่วยออกช่วยเหลือประชาชน ทั้งในด้านการขนย้ายสิ่งของ การอำนวยความสะดวกในการจราจร และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ประสบภัย
2. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติม สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย
3. ให้สำรวจความเสียหายของบ้านพักข้าราชการตำรวจและที่ทำการสถานีตำรวจที่ได้รับผลกระทบ พร้อมรายงานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือและซ่อมแซมโดยเร่งด่วน
4. กำชับการแต่งกายและความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัย เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอยืนยันว่า ตำรวจทุกนายพร้อมลงพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เปิดลงทะเบียน 20-26 ต.ค. นี้ คาดมีเม็ดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจราว 1 แสนล้านบาท

(7 ต.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเห็นชอบ โครงการคนละครึ่งพลัส โดย กระทรวงการคลัง เสนอเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 ภายใต้กรอบงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท โดยใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 และงบกลาง 19,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 2 เดือน และใช้หลักการ "รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง" โดยจะให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวน 20 ล้านคน ที่ไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ  

กลุ่มผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจำนวน 9 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายให้คนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
ระยะเวลาใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568

กลุ่มผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวน 11 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายให้คนละ 2,400 บาท ใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ระยะเวลาใช้จ่าย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

กลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน รัฐจะเงินเพิ่ม 850 บาท/เดือน + ของเดิม 350 บาท รวม 1,150 บาท/เดือน และสามารถใช้ได้ ตามวงเงินที่ซื้อจริง

ส่วนวันลงทะเบียน ร้านค้าทั่วไป ลงทะเบียน 15 ต.ค.เป็นต้นไป จนจบโครงการ ผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 

ประชาชนทั่วไป ลงทะเบียน วันที่ 20 - 26 ต.ค. 2568 กดรับสิทธิผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" จำกัดจำนวน 20 ล้านคน

เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 เป็นต้นไป จนถึง ธันวาคม 2568 โดยขั้นตอนรายละเอียดโครงการอยู่ใน www.คนละครึ่งพลัส.com สามารถใช้ได้แล้ว

นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 2568 ช่วงไตรมาส 4 พร้อมเพิ่มทักษะร้านค้า เป็นเครื่องจักรตัวหนึ่งที่รัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่ม โดยรัฐบาลคาดว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะมีเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจราว 1 แสนล้านบาทจะสามารถกระตุ้น 0.3-0.4% ของจีดีพี

‘ปฐม อินทโรดม’ เปิดแผนนำ SVOA เจาะตลาด AI จับมือพันธมิตรจับลูกค้ากลุ่มโรงแรม–โรงพยาบาล–ค้าปลีก

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย SVOA เดินหน้าปรับธุรกิจมุ่งเจาะตลาดโซลูชัน AI ตั้งเป้ารายได้ 10% ของรายได้รวมมาจาก Digital Solution ภายในปี 69 กางแผนลุย 3 กลุ่มหลัก โรงแรม-โรงพยาบาล-ค้าปลีก 

(7 ต.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA กล่าวถึงทิศทางใหม่ SVOA ซึ่งดำเนินธุรกิจมา 44 ปี ว่าได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นทางรุ่ง ไม่ใช่แค่ทางรอด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการมาถึงของ AI ซึ่ง SVOA เห็นเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้แข่งขันได้ในระดับโลก

"คนทำธุรกิจในปัจจุบัน ถูกบีบให้ไปแข่งขันในระดับโลก ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ถูกกำหนดด้วย World Ranking เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกแรงกดดันให้ต้องติดอันดับ Top 500 หรือ Top 100 ของโลก โรงพยาบาลก็มีแรงกดดันแบบเดียวกัน รวมถึงร้านอาหารที่ต้องถูกประเมินด้วยการให้คะแนน การถูกบีบให้แข่งขันระดับโลกนี้ประจวบเหมาะกับการมาของ AI ซึ่ง SVOA มองว่าเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจ SVOA จึงมุ่งเน้นการขยายตัวไปยังธุรกิจขนาดกลาง (SMB) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรม โรงพยาบาล และค้าปลีก ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านและมีเจ้าของเป็นรุ่นหลาน ที่พร้อมรับเทคโนโลยี"

SVOA หรือ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีจำนวนพนักงานกว่า 700 คน จากที่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2524 ธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอที ขายทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์ต่อพ่วง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์ SVOA ของตัวเอง ปัจจุบันมีการทำงานผ่านเครือข่าย SI (System Integrator) และดีลเลอร์กว่า 300 รายทั่วประเทศ ทำรายได้ราว 4,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรวมบริษัทในเครือที่ต้องนำมารวมงบ เช่น DataOne, IT City และอื่นๆ รายได้รวมจะอยู่ที่ระดับหมื่นล้านบาท

สำหรับเป้าหมายรายได้ใหม่ SVOA ที่คาดหวังว่ารายได้จาก Digital Solution จะมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวมภายในปี 69 เป้าหมายนี้ไม่เกินจริงเพราะการสำรวจล่าสุดพบว่าองค์กรไทยกว่า 73% มีแผนลงทุน AI ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมูลค่าตลาด AI ไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปี จนแตะระดับ 114,000 ล้านบาท

ปฐมระบุว่าได้วางยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนบริษัทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายด้าน ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งจับมือกับพันธมิตร เช่น Huawei, SuperMicro, Graid, Netka, MSI และ Gigabyte เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กรไทยทั้งในประเทศและในภูมิภาค แต่ยังมีการลงทุนสร้าง "แล็บ" ในโปรเจ็กต์การพัฒนาระบบ Health Scoring ที่ SVOA ได้ใช้เงินทุนของบริษัทสำหรับการทำ POC (Proof of Concept) ผ่านการดำเนินโครงการร่วมกับสตาร์ทอัปซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างคนไทยและสิงคโปร์

ปฐมเล่าว่า Health Scoring คือแนวคิดใหม่ในอุตสาหกรรมการประกันสุขภาพ ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศไทยและเป็นเรื่องใหม่สำหรับสิงคโปร์ เป้าหมายคือเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดเบี้ยประกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับการประเมินคะแนนสุขภาพดี จะสามารถจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่ดีกว่า ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ Health Scoring ทั้งแหล่งข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามตัว (Wearable Devices) เช่นนาฬิกาอัจฉริยะ รวมถึงข้อมูลจากระบบ IoT ในบ้าน

"ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมารวมกัน โดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าเพื่อวิเคราะห์เป็นคะแนน ความท้าทายคือโปรเจ็กต์นี้ต้องใช้เวลาในการเจรจากับผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิด Gateway และโยนข้อมูลขึ้นไปยังคลาวด์ ซึ่งขั้นตอนมีความซับซ้อนและใช้เวลา เนื่องจากมีอุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อ เช่น Apple, Samsung, Huawei แต่หากสำเร็จ ก็จะมี Health Profile ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง"

ยุทธศาสตร์ต่อมาคือการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI และพาร์ทเนอร์ SVOA วางแผนใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งฝั่งซีกโลกตะวันตกและตะวันออก เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรองรับความหลากหลายทางเทคโนโลยี ในส่วนการร่วมมือกับ Huawei ปฐมมองว่า Huawei เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและระบบเครือข่ายที่มีอิทธิพลในตลาด บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ AI Infrastructure ของจีน และสนับสนุนให้องค์กรไทยกระจายการทำงานไปยังแพลตฟอร์มของ Huawei เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ดีและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ปฐมยกตัวอย่างการนำกล้องวงจรปิดมาทำ Image Processing เพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจร เช่น การป้องกันการขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า หรือการนำภาพถ่ายสแกนม่านตาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ในอนาคต ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ในด้านการเตรียมป้องกันไว้ก่อน และในบริบทของเทคโนโลยี เทคโนโลยีนี้ถือเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการยืนยันในประเทศจีนแล้วว่าทำงานได้จริง

ในอีกด้าน SVOA ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Supermicro แบรนด์ที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดอย่าง TSMC เพื่อให้เกิดการนำเสนอ Server ที่รองรับ AI ในหลายระดับราคา ทำให้ SVOA มีโซลูชัน AI ตั้งแต่ระดับราคาหลักแสนบาท ไปจนถึงระดับองค์กรขนาดใหญ่ โดย Huawei นำเสนอโซลูชันระดับ 10-20 ล้านบาท สำหรับ LLM ขนาดใหญ่ในองค์กร ในขณะที่ Supermicro เสนอโซลูชันที่ย่อมเยาลงมาในระดับ 4-5 ล้านบาท

ในภาพรวม การปรับตัวของ SVOA จะเน้นการขยายตัวไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็น SMB ขนาดกลาง โดยโฟกัสกลุ่มโรงแรมขนาด 50-150 ห้อง ปัจจัยสนับสนุนคือสถานการณ์ที่ IT กลายเป็นแกนกลางสำคัญในห้องพัก ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงที่มีความอัจฉริยะสะดวกสบายมากขึ้น เช่น ระบบที่สามารถปรับอุณหภูมิหรือผ้าม่านตามความชอบของลูกค้าได้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ SVOA ยังมุ่งโฟกัสที่โรงพยาบาลขนาดกลาง ทั้งเอกชนและรัฐ รวมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีกไซส์กลาง ที่เป็นร้านค้าที่ดูแลโดยรุ่นหลาน ซึ่งพร้อมใช้งานเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้รู้สินค้าที่ได้รับความนิยม และป้องกันการทุจริตของพนักงาน

ที่สุดแล้ว ปฐมมองว่าการปรับตัวของ SVOA จะไม่ช้าเกินไป เพราะการทำ Digital Transformation นั้นกินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เฟส ซึ่งจากเฟสแรกที่องค์กรไทยเริ่มลองผิดลองถูกจนมีโปรเจกต์ล้มเหลวไปเกือบ 50% วันนี้หลายองค์กรเริ่มเข้าเฟสที่ 2 ซึ่งทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมมากขึ้น และเฟสที่ 3 ที่การมาของ AI จะไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนองค์กรได้

สนามบินฮอลลีวูดเบอร์แบงก์ แคลิฟอร์เนีย กระทบหนัก ไร้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน!! จากภาวะปิดทำการของรัฐบาลกลาง

(7 ต.ค. 68) สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐฯ (FAA) เตือนว่า สนามบินฮอลลีวูด เบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย จะไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศประจำหอบังคับการบินในช่วงค่ำวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ตั้งแต่เวลา 16.15 น. ถึงประมาณ 22.00 น. เนื่องจากผลกระทบจาก “ภาวะชัตดาวน์” หรือการปิดทำการของรัฐบาลกลาง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

เจ้าหน้าที่ FAA ระบุว่าอยู่ระหว่างพยายามเรียกกำลังเสริมเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ให้เร็วที่สุด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาทันเวลา โดยระหว่างนี้หอบังคับการบินจะถูกควบคุมโดยศูนย์ควบคุมการบิน TRACON จากเมืองซานดิเอโก ซึ่งจะดูแลการขึ้น-ลงของเครื่องบินทั้งหมดแทน ทั้งนี้ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม (Gavin Newsom) กล่าวโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาจากการปิดรัฐบาล

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ FAA ที่ต่อเนื่องมานานกว่า 6 เดือน โดยขาดแคลนกว่า 3,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน สมาคมการบินต่าง ๆ เตือนว่า “ชัตดาวน์” ยังส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบความปลอดภัยและบำรุงรักษาเครื่องบินทั่วประเทศอีกด้วย

12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ‘โรงเรียนประณีตศิลปกรรม’ ยกฐานะเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ สถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เมื่อปี 2476 เพื่อสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมแก่ข้าราชการและนักเรียนไทยโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปกรรมเต็มรูปแบบ

ในปี 2478 โรงเรียนได้รวมกับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากร” โดยมีผลงานของนักเรียนถูกนำไปจัดแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญ จนได้รับความสนใจจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ และลูกศิษย์สร้างผลงานประติมากรรมประดับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งกลายเป็นผลงานศิลปะสำคัญของชาติ

ต่อมา รัฐบาลประกาศ “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พุทธศักราช 2486” ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเพื่อฟื้นฟูศิลปกรรมของชาติ และเพาะศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิในแขนงต่าง ๆ อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ และโบราณคดี โดยพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

การยกฐานะครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของวงการศิลปะไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลให้การยอมรับว่า “ศิลปะคือศาสตร์แห่งชาติ” ที่มีคุณค่าทัดเทียมกับวิชาการระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยศิลปากรมีชื่อเสียงในด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดี และขยายการเรียนการสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชาใน 3 วิทยาเขตทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top