Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

พล.อ.ศานติ นำทีมไทยร่วมเวทีทหารนานาชาติ คุย ‘สหรัฐฯ–มาเลเซีย’ เน้นแก้ปัญหาชายแดนสันติ

(26 ก.ย. 68) พล.อ. ศานติ ศกุลตนาค หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นผู้แทน พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก ครั้งที่ 14 การสัมมนาการบริหารกองทัพบก ครั้งที่ 49 และการประชุมนายทหารประทวนอาวุโส ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์จริง” โดยมีผู้แทนจากกองทัพบกกว่า 23 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พล.อ. โรนัลด์ พี. คลาร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังทบ.สหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมเปรียบเปรยว่า “ไปเร็วไปคนเดียว ไปไกลไปด้วยกัน”

ระหว่างการประชุม พล.อ. ศานติ ได้หารือทวิภาคีกับผู้นำทหารสหรัฐฯ หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ระบบ Stryker การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (CUAS) และระบบบัญชาการรบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือเป็นกรอบระยะยาว

นอกจากนี้ พล.อ. ศานติ ยังได้พบหารือกับ ผบ.ทบ.มาเลเซีย โดยมาเลเซียย้ำพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มอบปีกร่มกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติแก่ผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้จบลงด้วยความสำเร็จ โดยกำหนดให้มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาทางออกต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกัน

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 

ชื่นชมผลการฝึก 8 สัปดาห์ ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากพลเรือน เป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่มีความองอาจ เข้มแข็ง

เกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของน้องเล็กกองทัพเรือ ก้าวสู่ชายชาติทหาร สุภาพบุรุษทหารเรือ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย.68) พล.ร.ท.อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) และคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การจัดพิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนพลกองประจำการฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,984 นาย โดยจัดเป็นกรมสวนสนาม ประกอบด้วย 4 กองพัน กองพันละ 5 กองร้อย (19 กองร้อยเดินสวนสนาม และ 1 กองร้อยวิ่งสวนสนาม) แสดงออกถึงความเป็นทหารที่มีความองอาจ เข้มแข็ง พร้อมเพรียง และมีระเบียบวินัย ผ่านการสวนสนามให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ตลอดจนครอบครัว ได้เห็นผลของการฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ที่เปลี่ยนแปลงจากพลเรือนมาเป็นทหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความสามัคคี และความสง่างาม สมกับการเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือ

โอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมการแสดงออกของทหารใหม่ในการสวนสนามว่า “วันนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคน ควรภาคภูมิใจ เพราะเราได้เห็นชายหนุ่มจากหลากหลายภูมิหลังได้ก้าวขึ้นมาเป็น "ลูกผู้ชายของชาติ" ลูกผู้ชายที่ผ่านการฝึกฝน กลั่นกรอง และหล่อหลอมให้มีระเบียบวินัย จิตใจเข้มแข็ง และเสียสละเพื่อส่วนรวม ผมอยากบอกกับทุกนายว่า ราชนาวี ไม่ใช่แค่กองทัพ แต่คือบ้าน.... บ้านของลูกผู้ชาย บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้อบอุ่นด้วยความสะดวกสบาย แต่บ้านหลังนี้อบอุ่นด้วย "หัวใจของนักรบ" อบอุ่นด้วย วินัย ความเข้มแข็ง และความห่วงใยแบบพี่น้อง ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างกันในยามยาก จากวันที่พวกท่านเดินเข้าสู่ประตูศูนย์ฝึกทหารใหม่ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม และความกังวล จนถึงวันนี้ท่านได้กลายเป็นชายชาติทหาร ที่กล้าหาญ มีวินัย และมีเกียรติทหารเรือ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในเครื่องแบบ แต่คือผู้ที่พร้อมยืนหยัดกลางพายุ และไม่ยอมถอย แม้ยามคลื่นลมแรง และวันนี้ผมสัมผัสได้ถึงความพร้อมของพวกท่าน อย่างแท้จริง…

ขอชื่นชมในความพยายาม ความเสียสละ และความอดทน ที่ทุกนายได้แสดงออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ"

โอกาสนี้เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือได้กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชา ครูฝึก เจ้าหน้าที่ทุกนาย ของ ศฝท.ยศ.ทร. ที่ได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สมกับความไว้วางใจของกองทัพเรือ รวมถึงขอบคุณผู้ปกครองของทหารใหม่ที่มีความเชื่อมั่นมอบบุตรหลานเข้าสู่กองทัพเรือ ซึ่งเราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด ในฐานะทหาร ในฐานะลูกหลาน ในฐานะน้องคนเล็กของกองทัพ และในฐานะนักรบแห่งราชนาวี เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือ

ทั้งนี้ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ โดยจะมีการส่งตัวในวันที่ 1 ต.ค.68 ต่อไป

สถาบันพระปกเกล้า พลิกโฉม “หน่วยงานรัฐรักษ์โลก” งดพลาสติก–ลดคาร์บอนจริงจัง เดินหน้าปรับระบบงานโปร่งใส–คุณภาพ

สถาบันพระปกเกล้าภายใต้การนำของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการคนใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “No Plastic – Low Carbon” อย่างเป็นรูปธรรม หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 พร้อมประกาศยกระดับองค์กรสู่ “หน่วยงานรัฐรักษ์สิ่งแวดล้อม” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สถาบันพระปกเกล้าจะ งดใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติกภายในหน่วยงาน และใช้ระบบ E–Meeting ในการประชุมทุกระดับ ลดการใช้กระดาษได้กว่า 60% หรือราว 50,000 แผ่นต่อปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3 ตันต่อปี

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ที่รักษ์โลกจริงจัง ไม่ใช่แค่สโลแกน” รศ.ดร.อิสระ ย้ำ

นอกจากสิ่งแวดล้อม เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังเดินหน้าปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน อาทิ ปรับระบบ KPI งานวิจัยเน้นคุณภาพและผลกระทบเชิงสังคมแทนการนับปริมาณ พัฒนาหลักสูตรอบรม เปิดกว้างให้ผู้เหมาะสมเข้าศึกษาได้มากขึ้น ยกเลิก “ชะโงกทัวร์” เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้อย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกระดับด้วยเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ สู่แลนด์มาร์กการเรียนรู้และคลังสมองอาเซียน ปรับกระบวนการแต่งตั้ง–โยกย้าย–เลื่อนตำแหน่งให้โปร่งใส

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ ที่ไม่เพียงรักษ์โลก แต่ยังปรับระบบงานให้เกิดคุณภาพ โปร่งใส และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.อิสระกล่าว

นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันพระปกเกล้าในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐทั้งด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัย หลักสูตร และธรรมาภิบาล มุ่งสู่ต้นแบบหน่วยงานรัฐโปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกมิติ

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนบ้านครัวใต้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รวมจำนวน 22 ครอบครัว 49 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 17 ชุด รายบุคคล 5 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 221,500 บาท (สองแสนสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) ในการนี้ มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 500 บาท และพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 239,850 บาท (สองแสนสามหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) โดยมี นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ บริเวณลานกีฬาชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้ตำรวจจราจร ช่วยการทำงานทุกขั้นตอนแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการอบรมสัมมนา “ปัญหาการปฏิบัติการและการบันทึกข้อมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565” โดยมี พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมพบปะผู้เข้ารับการอบรมและมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการศึกษา 

สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” ผ่านการถ่ายทอดการใช้โปรแกรมช่วยทำสำนวนพินัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดความซับซ้อน ตั้งแต่การออกใบสั่ง การติดตามผู้กระทำผิดจราจร เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย ตลอดจนความผิดจราจรอื่น ๆ ที่ไม่ชำระค่าปรับ ไปจนถึงการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล ซึ่งปัจจุบันโทษปรับตามใบสั่งจราจร ถือเป็นโทษปรับทางพินัย มีอัตราโทษปรับสุงสุดไม่เกิน 4,000 บาท หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะทำรายงานพร้อมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดีพินัย ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลให้บังคับโทษตามกฎหมายต่อไป โดยปัจจุบันมีการทำสำนวนคดีใบสั่งจราจรส่งไปยังพนักงานอัยการแล้วทั้งสิ้น จำนวนกว่า 3,000 คดี  

เนื้อหาการอบรมยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เจ้าหน้าที่พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่จริง เพื่อนำมาพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยกล่าวว่า เจ้าพนักงานจราจรทุกนายต้องยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน การใช้เทคโนโลยีในการทำงานจะช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความมั่นใจ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งพัฒนากระบวนการทำงานด้านจราจรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผนวกองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตำรวจไทย ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

‘ทรัมป์’ เซ็นคำสั่งด่วนซื้อ TikTok ดำเนินธุรกิจต่อในสหรัฐฯ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลล์!! ดัน Oracle-กลุ่มทุนอาบูดาบี ถือหุ้นใหญ่

(26 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุมัติข้อตกลงที่เปิดทางให้ TikTok ยังดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ต่อไป โดยข้อตกลงนี้ประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ 14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 511,000 ล้านบาท) ตามคำกล่าวของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (James David Vance) ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายความมั่นคงที่บังคับให้ ByteDance บริษัทแม่ในจีน ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะถูกแบนออกจากประเทศ

ตามข้อตกลง จะมีการตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่เพื่อดูแลกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ โดย ByteDance ถือหุ้นไม่ถึง 20% ขณะที่กลุ่มนักลงทุนหลัก ได้แก่ Oracle, Silver Lake และกองทุน MGX จากอาบูดาบี จะถือหุ้นรวมราว 45% ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนรายอื่น โดยข้อตกลงนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลจีน

Oracle จะมีบทบาทหลักในการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ พร้อมให้บริการคลาวด์แก่ TikTok สหรัฐฯ โดยมี แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอของ Oracle เข้าร่วมในกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วย ทรัมป์ย้ำว่าข้อตกลงนี้ทำให้ TikTok อยู่ในการบริหารของ “นักลงทุนชาวอเมริกัน” และดำเนินงานโดยสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

แม้ ByteDance จะยังไม่ออกมายืนยันธุรกรรมครั้งนี้ แต่ทรัมป์กล่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้อนุมัติให้เดินหน้าแล้ว โดยคำสั่งของทรัมป์ยังขยายเวลาให้ ByteDance จนถึง 16 ธันวาคม ก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะถูกบังคับใช้ 

ถอดรหัสภาษากาย การกอดของ ‘เฉลิมชัย-เดชอิศม์’ แค่สัญลักษณ์ทางการเมือง!! ยังไม่สะท้อนความจริงใจ

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” และ “โกรธคือโง่ โมโห คือบ้า” : เฉลิมชัย กล่าว

เมื่อวานได้ดูละครการเมืองฉากใหญ่ แสดงนำโดย 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นท่าทีของเฉลิมชัยว่า ยังรักยังหวงประชาธิปัตย์ และจะขออยู่ช่วยจนกว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมือง แต่เฉลิมชัยเคยปรารภผ่านโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ตรังว่า ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว

เฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้โกรธ หรือมีปัญหากับ เดชอิศม์ ขาวทอง “คนอย่างผม คบแล้วคบเลย กับอภิสิทธิ์ ก็ยังคบหากันอยู่ และจะได้พบกันหลังอภิสิทธิ์ เดินทางกลับจากจีน”

ละครการเมืองฉากนี้น่าสนใจ ไม่รู้ใครเขียนบท และข้อเท็จจริงตอนจบจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งของละครบทนี้ กับการแสดงว่าสมเหตุ สมบทบาทหรือไม่ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญภาษากายถอดรหัสออกมาดู พบข้อมูลน่าสนใจ

ถอดรหัส 'ภาษากาย' ของทั้งสองคนให้ครับ

1.ท่ากอด เฉลิมชัยโอบแขนรอบไหล่ของเดชอิศม์เต็ม ๆ มือวางแน่น แสดงถึงการ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ของความเป็นมิตรและการเอาใจใส่ แต่ร่างกายของเฉลิมชัยไม่ได้เอนเข้าไปหามากนัก แสดงว่าความใกล้ชิดอาจมี 'ระยะ' อยู่พอสมควร
2.สีหน้าเฉลิมชัย รอยยิ้มค่อนข้างบาง เป็น “ยิ้มควบคุม” (controlled smile) ไม่ได้เปิดเต็มปากเต็มตา สายตาไม่ใช่แววตาเปล่งประกาย (genuine smile หรือ Duchenne smile) ทำให้ตีความได้ว่าเป็นการยิ้มเพื่อ “การเมือง/ภาพลักษณ์” มากกว่าความรู้สึกส่วนตัวแท้ ๆ

3.สีหน้าเดชอิศม์ ยิ้มกว้างกว่า ดูผ่อนคลายกว่า และเอนตัวเข้าหาเฉลิมชัยเล็กน้อย บ่งบอกถึงการยอมรับ และต้องการสื่อสารว่าตน “โอเคกับการโอบกอดนี้”

4.บริบทโดยรวมมีไมค์สื่อหลายสำนักอยู่ด้านหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลัง “เล่นกับกล้อง” (performative gesture) มากกว่าการแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้น กอดนี้น่าจะเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่า “เราสองคนไปด้วยกัน” มากกว่าความจริงใจเชิงส่วนตัว

โดยสรุป การกอดของเฉลิมชัยกับเดชอิศม์ในภาพนี้มีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าความผูกพันส่วนตัวแท้ ๆ ความจริงใจจึงอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อให้สังคมและสื่อเห็นถึง “ความเป็นพวกเดียวกัน”

‘ลาดักห์’ อินเดียปะทุ!! Gen Z นำการลุกฮือ ‘วันนองเลือด’ สั่นคลอนรัฐบาล ‘โมดี’

(26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแคว้นลาดักห์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองที่เคยเป็นไปอย่างสงบตลอดหกปีที่ผ่านมา ปะทุขึ้นกลายเป็น 'วันนองเลือด' มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้ต่างไปจากเดิม คือการก้าวเข้ามามีบทบาทนำของ เยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Gen Z พวกเขาคือกลุ่มคนอายุไม่เกิน 25 ปี ที่เติบโตมากับการเชื่อมโยงโลกผ่านเทคโนโลยี มีความคาดหวังเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตที่มั่นคง แต่กลับเผชิญกับความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากรัฐบาลกลาง

Gen Z และความโกรธที่สะสม

ตลอดหกปีที่ผ่านมา ชาวลาดักห์เรียกร้องให้รัฐบาลนเรนทรา โมดี คืนสถานะ 'รัฐ' และสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นและโควตาที่ดิน–การจ้างงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเจรจาที่ยืดเยื้อและคำมั่นที่ไม่เกิดผลจริง

อัตราการรู้หนังสือของลาดักห์สูงถึง 97% แต่บัณฑิตเกือบ 1 ใน 3 ตกงาน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจประกอบกับการถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ Gen Z ของลาดักห์ มองว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์แบบอดอาหารหรือเดินขบวนไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังที่นักกิจกรรมชื่อดัง โซนัม วังชุก กล่าวไว้ว่า “นี่คือการระเบิดของเยาวชน คลื่นลูกใหม่ที่ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”

รัฐบาลโต้กลับ–แกนนำปฏิเสธ

กระทรวงมหาดไทยอินเดียชี้ว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจาก “ฝูงชนที่ถูกยุยง” พร้อมกล่าวโทษวังชุกว่าเป็นผู้ชี้นำให้เกิดความรุนแรง โดยอ้างว่าเขาเปรียบเทียบการประท้วงกับ 'อาหรับสปริง' และ “การลุกฮือ Gen Z ในเนปาล”

แต่เจ้าตัวปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความคับแค้นใจของเยาวชนที่ไม่ได้รับการรับฟัง

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ลาดักห์คือพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมอินเดียกับจีนและปากีสถาน เป็นหัวใจด้านความมั่นคงของภูมิภาค การประท้วงของ Gen Z จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอินเดียทั้งประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสูญเสียความไว้วางใจของคนรุ่นใหม่ในลาดักห์ คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลโมดี เพราะหากไม่เร่งแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ อินเดียอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอก (จีน–ปากีสถาน) และไฟที่ลุกจากภายในพร้อมกัน

สรุป : การลุกฮือของ Gen Z ในลาดักห์ คือเสียงเรียกร้องที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะอยู่ในระบบที่ปิดกั้นอนาคตอีกต่อไป เหตุการณ์ 'วันนองเลือด' จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียชีวิตในท้องถนนเลห์ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลอินเดียไม่อาจมองข้ามได้
 

‘ตรีนุช’ เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก เร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน-จัดการแรงงานต่างด้าวใน 120 วัน

'ตรีนุช' เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

(26 ก.ย. 68) เวลา 09.09 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา  เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 19 และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นางสาวตรีนุช ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึก ว่า ในวันนี้รัฐบาลทำงานบนความท้าทาย ดังนั้น จะเร่งขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน ตลอดจนเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย การอัปสกิล รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ภายในช่วงเวลา 120 วัน เพื่อขับเคลื่อนให้เต็มความสามารถ รวมถึงสวัสดิการเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตน

หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงแรงงานจะนำเสนอแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลทั้งหมดไว้แล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top