Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

ถอดรหัสไฮไลต์ 4 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล ‘อนุทิน 1’ กับวาระ 4 เดือน

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

นายอนุทินก็ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งการแถลงนโยบายต่อสภาฯ ที่รัฐบาลได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยาว 48 หน้า

สำหรับนโยบายเร่งด่วนจากการสรุปโดยย่อ 4 เรื่องที่น่าสนใจ

1.จัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม + จัดทำประชามติ

- ส่งสัญญาณน้ำเงินไปต่อกับส้ม 
- ให้ อ.บวรศักดิ์ ปรับจูนแนวทาง 

2.ปลดหนี้ประชาชนรายละ 1 แสน 

3.ปลดหนี้เอสเอ็มอี รายละ 1 ล้าน 

4.ทำประชามติ เลิกเอ็มโอยู 43-44 

ในความรู้สึกจากการอ่านนโยบายทั้งหมด 48 หน้า กับช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล รู้สึกได้ว่านโยบายบางข้อบางประการ เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้ภายใน 4 เดือน เช่น

เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัด ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หรือการปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มี
การประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

นี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง ถ้ายกมาทั้งหมดจะยาวเกินไป แต่พอจะสรุปได้ตามนี้

‘จิตรเทพ’ ชี้ SMEs ไทยต้องรู้จักใช้เครื่องมือการเงิน หนุนธุรกิจเติบโตจากร้อยล้านสู่พันล้านอย่างมีระบบเร็วกว่าใคร

(25 ก.ย. 68) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากรบรรยาย หลักสูตร Dx CEO Network 3 : Lead the Future ของธนาคาร SME  D BANK  พร้อมแชร์ประสบการณ์ให้กับนักธุรกิจ SMEs ที่กำลังเติบโต  ในโครงการ DX by SME D Bank โดยระบุว่า 
การจะขยายธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องปรับตัวและต้องออกแบบให้ธุรกิจสามารถ
- สร้างรายได้ซ้ำได้ง่าย (Repeatable)
- ขยายตัวได้ง่าย (Scalable)
โดยใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหัวใจหลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ไว

ส่วนเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ ต้องมอง 4 ส่วน คือ 
1️⃣ Problem–Solution Fit : เริ่มจากปัญหา → ต่อยอดเป็นไอเดียแก้ปัญหา
2️⃣ Product–Market Fit : พัฒนาไอเดียเป็นสินค้า → ตอบโจทย์ลูกค้า
3️⃣ Business–Model Fit : ขยายธุรกิจ → วางระบบ → ปรับโครงสร้าง → เพิ่มทีมงาน
4️⃣ Financial Instruments Fit : ใช้ เครื่องมือทางการเงิน เพื่อเร่งการเติบโต

🔹 จาก 0 → 1 ล้าน
🔹 จาก 1 ล้าน → 10 ล้าน
🔹 จาก 10 ล้าน → 100 ล้าน
ยังอาจเติบโตได้ด้วยข้อ 1–3

แต่เมื่อจะก้าวจาก
💰 100 ล้าน → 1,000 ล้าน
💰 1,000 ล้าน → มากกว่านั้น

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ข้อ 4 Financial Instruments Fit

เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องรู้ว่า จะเลือก Commercial Banking หรือ Investment Banking
และ จะใช้ Debt หรือ Equity รวมถึงจะออกแบบเครื่องมือทางการเงินอย่างไร เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรา leverage ธุรกิจ และ leverage เงิน ได้เร็วกว่าคู่แข่ง

เสียงเตือนจาก IMF ต่อเศรษฐกิจไทย ชี้อนาคตไทยโตได้!! ถ้าเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘บริการสมัยใหม่’

(25 ก.ย. 68) นาย ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…ประเทศแถบบ้านเราเคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็น “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออกเกินครึ่งของโลก แต่ IMF เตือนว่า ก้าวต่อไปที่จะทำให้เราโตได้จริง คือการ เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสู่บริการที่มีผลิตภาพสูง (Modern Services)

ไทยวันนี้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “อุตสาหกรรม” มีบทบาทสูงเหมือนกับจีน อินโดนีเซีย และเกาหลี แต่หากมองตามประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว สุดท้าย “ภาคอุตสาหกรรม” จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และการเติบโตจะมาจากบริการแทน

ปัจจุบันคนทำงานในภาคบริการในเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด (จากเพียง 22% ในปี 1990) และการขยายตัวของบริการสมัยใหม่ เช่น การเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ Business Outsourcing จะเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้มากขึ้น

สิ่งที่ไทยต้องคิดคือ:
• Productivity) ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยใกล้เคียงกับผู้นำโลกแล้ว แต่ภาคบริการของเรายังตามหลังมาก → ช่องว่างนี้คือ “โอกาสการเติบโต”
• บริการสมัยใหม่ มีศักยภาพสูง เช่น Productivity ในภาคการเงินสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 4 เท่า
• การเปิดกว้างมากขึ้นในภาคบริการ (ที่วันนี้ยังถูกกีดกัน) จะช่วยเร่งการเติบโต
• แรงงานไทย ต้องถูกเตรียมทักษะใหม่ โดยเฉพาะ Digital และ AI ไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่บริการสมัยใหม่จะไม่เกิด

IMF ชี้ชัดว่า ในช่วงที่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย การเร่ง Productivity ผ่าน “บริการสมัยใหม่” คือกุญแจสำคัญของอนาคต

สำหรับไทย นี่คือสัญญาณเตือนว่า การยึดติดอยู่กับความสำเร็จในฐานะประเทศอุตสาหกรรมอาจไม่พออีกต่อไป ต้องรีบก้าวไปสู่บริการที่มีคุณค่าและผลิตภาพสูง มิฉะนั้นเราจะติดอยู่ตรงกลางของเส้นโค้งการเติบโต

ทำเนียบขาวเตือนหน่วยงาน!! เร่งจัดทำแผนลดคน หลังรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เสี่ยง ‘ชัตดาวน์’ อีกระลอก

(25 ก.ย. 68) สํานักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ของทำเนียบขาวสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเตรียมแผนลดกำลังคน หากเกิดการปิดทำการของรัฐบาลกลางในสัปดาห์หน้า อาจนำไปสู่การปลดพนักงานจำนวนมาก 

ในเอกสารบันทึกของ OMB ระบุว่า ให้หน่วยงานระบุโครงการที่จะสูญเสียงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พร้อมร่างแผนที่ครอบคลุมมากกว่าการพักงานชั่วคราว และเตรียมการเลิกจ้างถาวรสำหรับโครงการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

มาตรการดังกล่าวแตกต่างจากการปิดทำการในอดีต ซึ่งพนักงานมักถูกเรียกกลับมาทำงานเมื่อได้รับงบประมาณ ขณะที่ รัสเซลล์ วอห์ท (Russell Vought) ผู้อำนวยการ OMB เตรียมใช้มาตรการเลิกจ้างถาวรเป็นเครื่องมือต่อรองกับพรรคเดโมแครต

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่จำเป็น เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ สวัสดิการทหารผ่านศึก กองทัพ การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจคนเข้าเมือง และการควบคุมการจราจรทางอากาศ จะยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ ก่อนปีงบประมาณใหม่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

จเรตำรวจแห่งชาตินำนานาชาติหารือร่วม 'Warroom IAC' ปราบคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรีดูสถานการณ์จริง

(25 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) นำคณะผู้แทนนานาประเทศที่มาร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังการสรุปสถานการณ์และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จ.จันทบุรี โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี, พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และคณะ ร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ 

จากนั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้เมืองไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อตรวจสอบมาตรการป้องกันการลักลอบข้ามแดน และรับฟังรายงานจุดที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบว่ามีอาคารสูง รั้วรอบขอบชิดในฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้าเช่าและใช้ประโยชน์เชื่อมโยงกับการกระทำผิด ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้เข้มงวดในการตัดการลักลอบเชื่อมต่อสาธารณูปโภคจากฝั่งไทยไปยังพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” หรือการตัดสาธารณูปโภคที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอาชญากรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความพยายามลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ จ.จันทบุรีเพิ่มขึ้น แต่ฝ่ายไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น และดำเนินการส่งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่ตั้งกลุ่มอาชญากรรมให้แก่ทางการกัมพูชาแล้ว โดยปลายเดือนกันยายนนี้ ทางการกัมพูชาจะนำ Action Plan มานำเสนอในการประชุมร่วมไทย–กัมพูชาครั้งต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังย้ำว่า Warroom IAC เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในไทยและนานาชาติ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งยังมีเหยื่อจำนวนมากในหลายประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางประสานงาน จะเดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลที่เข้มแข็ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งเป้าหมายสูงสุดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

26 กันยายน พ.ศ. 2534 ในหลวง ร.9 ทรงพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่ สมเด็จพระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น

วันนี้ เมื่อ 34 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ สมเด็จพระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น พระราชอาคันตุกะ และทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์หมู่ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ  กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ร่วมฉายพระบรมฉายาลักษณ์หมู่ด้วย

‘อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ‘อิหร่าน’ จะต่อยปากคนห้ามเสริมแร่ยูเรเนียม

(25 ก.ย. 68) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกมาปราศรัยเมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) ถึงการปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง พร้อมตอบโต้ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศ โดยคาเมเนอีชี้ว่าเป็น “คำสั่งบังคับ” มากกว่า “การเจรจา” และถือเป็นการดูหมิ่นชาติอิหร่าน

คาเมเนอี กล่าวว่า การเจรจาในเงื่อนไขปัจจุบันจะไม่เกิดประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของชาติ และอาจสร้างความเสียหายร้ายแรง โดยสหรัฐฯ วางเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ผลลัพธ์ที่ยอมรับได้เพียงอย่างเดียว คือการให้อิหร่านหยุดโครงการนิวเคลียร์และการห้ามเสริมแร่ยูเรเนียมทั้งหมด ซึ่งคาเมเนอีมองว่าไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการบังคับให้ยอมจำนน

นอกนากนี้ คาเมเนอีระบุชัดว่า ข้อเรียกร้องที่ให้อิหร่านไม่มีสิทธิเสริมแร่ยูเรเนียม เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ชาติที่มีศักดิ์ศรีจะยอมรับ พร้อมกล่าวเชิงแข็งกร้าวว่า “ประชาชาติอิหร่านจะชกปากคนที่พูดเช่นนี้” และย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันใด ๆ ทั้งเรื่องยูเรเนียมหรือประเด็นอื่น

พร้อมทั้ง เขายังวิจารณ์สหรัฐฯ ว่าใช้วิธีการข่มขู่ ทั้งการคุกคามทางทหารและการแทรกแซงในหลายประเด็น หากอิหร่านยอมเจรจาภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ จะยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอและนำไปสู่การถอยร่นเรื่อย ๆ คาเมเนอีย้ำว่า “ไม่มีชาติที่มีเกียรติใดยอมเจรจาภายใต้การขู่บังคับ” และเตือนว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่อ้างว่าจะให้สิ่งตอบแทนนั้นเป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

‘เสธ.หิ’ ลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องประชาชนใน จ.พิจิตร พร้อมมอบกำลังใจและถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู พร้อมด้วย นายสุรชาติ ศรีบุศก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เขต 3 ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เพื่อมอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ จำนวนกว่า 1,800 ชุด แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่
• ตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• ตำบลวังจิก
• ตำบลไผ่ท่าโพ

การมอบถุงยังชีพในครั้งนี้ ได้รับการบูรณาการความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง โดยมี
• นายปัญญา ใจแปง นายอำเภอโพธิ์ประทับช้าง
• พ.ต.ท.นครินทร์ จันทรมณี รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.โพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ รุ่งเรือง กำนันตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ ฟักหล่ำ กำนันตำบลไผ่ท่าโพ

รวมถึงผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์ประทับช้าง ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในภารกิจเพื่อประชาชน

การมอบถุงยังชีพในวันนี้ มิได้เป็นเพียงแค่สิ่งของบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังเป็นการส่งต่อ “กำลังใจ” จากภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ และขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

‘นิโกลาส์ ซาร์โกซี’ อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดนศาลตัดสินจำคุก 5 ปี!! ฐานรับเงินอดีตผู้นำลิเบีย

(26 ก.ย. 68) อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) วัย 70 ปี ถูกศาลปารีสตัดสินว่ามีความผิดฐาน 'สมคบคิดทางอาญา' โดยถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแผนการขอรับเงินสนับสนุนอย่างผิดกฎหมายจากพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) อดีตผู้นำลิเบีย เพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้งปี 2007 โดยศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 ยูโร และห้ามยุ่งเกี่ยวการเมืองอีก 5 ปี

คำพิพากษานี้มีผลบังคับใช้ทันที ซาร์โกซีต้องเข้าพบอัยการก่อนวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อรับทราบกำหนดวันเริ่มรับโทษ โดยไม่สามารถเลื่อนออกไปได้แม้จะยื่นอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถขอรับการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไขเนื่องจากอายุเกิน 70 ปี โดยศาลได้ยกฟ้องข้อหาสำคัญหลายข้อ รวมถึงการทุจริตที่กล่าวหาว่าใช้เงินลิเบียหาเสียงโดยตรง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตามหลังการตัดสิน ซาร์โกซียืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมประกาศว่าจะอุทธรณ์ และยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม แม้จะต้องเข้าเรือนจำก็ตาม ขณะที่ปฏิกิริยาทางการเมืองแตกเป็นสองขั้ว ฝ่ายซ้ายวิจารณ์อย่างเสียดสี ขณะที่ฝ่ายขวาเห็นว่าบทลงโทษเกินกว่าเหตุ และบางคนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง พิจารณาอภัยโทษ

สำหรับคดีนี้ยังเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญ 11 ราย รวมถึงอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลซาร์โกซี และคนใกล้ชิดของกัดดาฟี ซึ่งศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานจำนวนมาก ตั้งแต่การเดินทางไปตริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย การโอนเงินต้องสงสัย จนถึงเอกสารที่เชื่อมโยงการส่งเงิน 6.5 ล้านยูโรให้ซาร์โกซี แต่สุดท้ายตัดสินว่าเอกสารดังกล่าวน่าจะเป็นของปลอม

คำตัดสินครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาทางกฎหมายที่รุมเร้าซาร์โกซี ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตัดสินจำคุกจากคดีการใช้จ่ายเกินวงเงินเลือกตั้งในปี 2012 และคดีติดสินบนผู้พิพากษา ปัจจุบันเขายังมีคำอุทธรณ์ค้างในศาลสูงฝรั่งเศส รวมถึงที่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ทำให้ภาพลักษณ์อดีตผู้นำรายนี้เผชิญแรงกดดันทั้งทางการเมืองและกฎหมายอย่างหนักหน่วงที่สุดในชีวิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top