Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ‘สนธิญา สวัสดี’ ปม ‘พีระพันธุ์-ภรรยา’ ถือครองหุ้นขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

จากกรณี นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่องการถือหุ้นบริษัทเอกชนขณะการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ล่าสุด วันที่ (10 ก.ย. 68) ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยระบุรายละเอียดว่า

นายสนธิญา สวัสดี (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ๓๘/๒๕๖๔)

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยาของผู้ถูกร้องถือครองหุ้นในบริษัทอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๗ และเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของผู้ถูกร้องให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่ผู้ถูกร้องกำกับดูแล ผู้ถูกร้องเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) และ (๕) และขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (๓) มิใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำใดของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๘๒ บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิโดยเฉพาะให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ (๒) ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

รัฐบาลจีนปักธงดัน ‘กีฬา’ เป็นอุตสาหกรรมหลัก หวังต่อยอดสู่การท่องเที่ยว การลงทุน และนวัตกรรม AI

(10 ก.ย. 68) จีนประกาศเดินหน้าผลักดัน 'อุตสาหกรรมกีฬา' ให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือใหม่ทางเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนด้านการวางแผน การก่อสร้าง และเงินทุน เพื่อเร่งสร้างระบบกีฬาที่ครบวงจร

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศจีน ออกแผนพัฒนากีฬาเฉพาะด้าน “กีฬาเอาต์ดอร์” ภายในปี 2030 โดยจีนตั้งเป้าสร้างแหล่งกีฬาเอาต์ดอร์คุณภาพสูง 100 แห่งทั่วประเทศ โดยจะได้รับการสนับสนุนทั้งจากงบประมาณรัฐบาล กองทุนกีฬา และการลงทุนจากเอกชน รวมถึงการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

ข้อมูลล่าสุดเผยว่า พื้นที่สนามกีฬาในจีนรวมกว่า 4,230 ล้านตารางเมตร และมีสวนสาธารณะด้านกีฬาถูกเปิดใช้แล้วกว่า 1,547 แห่ง ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 ก่อนกำหนด อีกทั้งมูลค่าตลาดกีฬาเอาต์ดอร์คาดว่าจะทะลุ 3 ล้านล้านหยวน (ราว 15 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2025

ทั้งนี้ ความนิยมด้านกีฬาในจีนขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การชมการแข่งขัน ฟิตเนส และการบริโภคสินค้ากีฬา โดยงานแข่งขันกว่า 500 รายการในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเฉลี่ยกว่า 30 ล้านหยวนต่อภูมิภาค ขณะเดียวกัน การผสานอุปกรณ์กีฬากับเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า และ VR ก็กำลังดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงการกีฬา

ปัจจุบันจีนมีผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬากว่า 63,000 ราย มูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1.12 ล้านล้านหยวนในปี 2015 เป็นกว่า 1.5 ล้านล้านหยวนในปัจจุบัน หรือโตขึ้นถึง 34% โดยรัฐบาลจีนยังเปิดพื้นที่เฉพาะด้านกีฬาในงาน China International Import Expo เพื่อดึงสินค้ากีฬา เทคโนโลยี และบริการระดับโลกเข้าสู่ตลาดจีน ตอกย้ำเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุ ‘9/11’ วินาศกรรมช็อกโลก ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชน ‘เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’

วันนี้เมื่อ 24 ปีก่อน เกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก หลังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และตึกเพนตากอน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำแรกเป็นเครื่องบินพานิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (1 World Trade Center) ในเวลา 8.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่น จากนั้นอีกประมาณ 18 นาทีต่อมาลำที่ 2 คือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (2 World Trade Center) ตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและนิวยอร์ก

จากนั้นเวลาประมาณ 9.40 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน และเวลา 10.37 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน

เหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ามันเป็นการกระทำของอสูรร้าย พร้อมทั้งทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเกือบ 5,000 คน ออกแกะรอยผู้ต้องสงสัยทั่วประเทศ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับจำนวน 19 คน โดยมีโอซามา บินลาเดน (Osama Binladen) ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะ (al-Qaeda) เป็นเบอร์หนึ่ง แม้บินลาเดนจะออกมาแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับอเมริกา

‘บิ๊กเล็ก’ เผยผลถก GBC เผย ไทย-กัมพูชา เห็นชอบหลายข้อ ถอนอาวุธหนัก - ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์ 60 แห่ง

‘บิ๊กเล็ก’ แถลงผลการประชุม GBC เผย ไทย-เขมร เห็นชอบถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 1 เดือน กัมพูชาตอบรับ ปราบสแกมเมอร์ 60 แห่ง พร้อมจัดระเบียบบ้านหนองจาน เล็งเปิดด่านจันทบุรี-ตราด

(10 ก.ย. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ว่า วัตถุประสงค์ของการประชุม GBC ในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าหลังจากที่มีการประชุม GBC ที่มาเลเซียครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะข้อตกลงหยุดจริงรวมทั้งแนวทางการดำเนินการต่อไปเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ชายแดนได้อย่างถาวร

การหารือในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าในหลายด้านนับตั้งแต่การประชุม GBC ครั้งที่แล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างกัน และเป็นการยืนยันว่าสองฝ่ายจะยึดมั่นแนวทางนี้ต่อไป ถึงแม้ว่ายังมีข้อห่วงกังวลบางประการที่ทำให้ฝ่ายไทยรวมถึงพี่น้องประชาชนไทยไม่สบายใจอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับไปเป็นดังเดิมอยู่บ้างก็ตาม

แต่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันในวันนี้เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์การประชุม GBC ในครั้งนี้ได้แก่

1 : การถอนอาวุธหนักยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่แนวชายแดนกลับสู่ที่ตั้งปกติ โดยฝ่ายเลขานุการ GBC และ RBC จะหารือกันภายใน 3 สัปดาห์เพื่อจัดทำแผนดำเนินการและเริ่มเคลื่อนย้ายกำลังตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยให้คณะผู้สังเกตการณ์ IOT มาเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

2 : การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยจะมีการตั้งคณะประสานงานร่วม ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายเลขานุการ GBC และศูนย์ทุ่นระเบิดของไทย และกัมพูชาภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อจัดทำแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและกำหนดพื้นที่นำร่องตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาเพื่อเริ่มดำเนินการทันทีภายในหนึ่งเดือน

3 : การปราบอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของทั้งสองฝ่ายตั้งคณะทำงานภายในหนึ่งสัปดาห์เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกัน ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้ส่งมอบข้อมูลและพิกัดที่ตั้งของสแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 60 แห่งในกัมพูชา ให้ฝ่ายกัมพูชาไปดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะทำงานนี้จะหารือกัน ซึ่งผู้แทนของตำรวจไทยและผู้บัญชาการตำรวจของกัมพูชา ได้หารือกันนอกรอบเพื่อนัดหมายการประชุมการประสานตามข้อตกลงนี้เรียบร้อยแล้วโดยมีกำหนดการในวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ที่จังหวัดสระแก้ว

4 : การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน กรณีบ้านหนองจาน ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหารือ JBC ไทยกัมพูชาหารือเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว และให้คณะ RBC หารือการจัดการบนพื้นฐานของผลการหารือในกรอบ JBC โดยระหว่างนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประสานงานกันเพื่อให้มีความสงบเรียบร้อย หากแนวทางนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปใช้สำหรับการจัดการบริหารพื้นที่อื่นที่มีปัญหาลักษณะเดียวกันต่อไป

5 : เราได้หารือเรื่องการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางจุดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน โดยเราได้มอบหมายให้กลไก RBC ไปหารือความเป็นไปได้ในการอนุญาตให้มีการขนส่งสินค้าผ่านจุดผ่านแดนบางจุดที่ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง โดยอาจเริ่มดำเนินการตามจุดผ่านแดนที่แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราดก่อน

โดยสรุปผมเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่แนวชายแดนแล้วพัฒนาการสำคัญของการประชุม GBC ในครั้งนี้ คือการที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแนวทางการดำเนินการใน 2 เรื่อง ที่ไทยให้ความสำคัญแต่ก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชา ยังไม่เคยตอบรับได้แก่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งหน่วยงานของไทยจะติดตามกับฝ่ายกัมพูชา ให้มีการดำเนินการตามที่ตกลงกันก่อนหน้านี้

สำหรับการประชุม GBC สมัยครั้งต่อไปจะกำหนดให้เกิดขึ้นภายใน 30 วันหลังจากนี้โดยมีฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ

สุดท้ายนี้ขอยืนยันว่าไทยกับกัมพูชาไม่อาจย้ายหนีจากกันไปได้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศจะต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างสันติวิธี เพื่อนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ชายแดนและประชาชนทั้ง 2 ประเทศได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอีกครั้ง

ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำแนวทางการรักษาอธิปไตยต้องเป็นอันดับแรก  ให้ความสำคัญกับบทบาทของกองทัพ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคู่กันไปคือพี่น้องประชาชน ให้ดูแลในเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนด้วย

โดยก่อนที่จะเข้ามาหารือได้แบ่งโซนพื้นที่ตึงเครียดตามลำดับ 

โซนที่ 1 ที่มีความตึงเครียดสูงสุด คือพื้นที่ของกองทัพภาคที่สอง ที่ประกอบไปด้วยจังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ 4 จังหวัด นี้ถือเป็นโซนที่มีความตึงเครียดสูงสุด

ส่วนที่ 2 ที่รองลงมาก็คือพื้นที่ของกองทัพภาคที่หนึ่ง จังหวัดสระแก้ว

ส่วนที่ 3 จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งเป็นโซนที่มีความตึงเครียดน้อยกว่าเพื่อนฉะนั้นการที่จะคิดผ่อนปรนอะไรได้ก็จะต้องดูตามโซนที่มีความตึงเครียด จึงเป็นที่มาที่ได้แถลงไปเมื่อสักครู่ เนื่องจากทางภาคประชาชนและผู้ประกอบการได้ขอให้มีการผ่อนปรนบ้างจึงคิดดำเนินการในส่วนที่สามก่อน

แต่อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้กับทางกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราดเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากมาตรการที่เราควบคุมด่านเป็นมาตรการด้านความมั่นคง

ฉะนั้นขอให้กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราดเป็นผู้รับผิดชอบโดยให้หน่วยงานที่ได้แก่กรมศุลกากรกระทรวงพาณิชย์กระทรวงอุตสาหกรรมสนับสนุนข้อมูล ส่วนนี้เป็นแนวทางที่มาเจรจา

วันนี้ก่อนการเข้าเจรจาอย่างเป็นทางการได้มีโอกาสประชุมแบบโฟร์อาย กลับรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และพูดประเด็นสำคัญอยู่สองประเด็น

คือได้นำสานจาก นายกฮุน มาเนต ที่ส่งแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี  ในข้อความแสดงถึงความที่อยากจะคลี่คลายสถานการณ์เพราะฉะนั้นอยากทราบแนวทางที่จะหารือกันในวันนี้อยากทราบความคืบหน้า

อีกทั้งได้พูดคุยกันถึงประเด็นความเจ็บปวดของบ้านเราที่จะต้องรีบแก้ไขคือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด  และเรื่องบ้านหนองจาน จึงอยากขอความกรุณาให้ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบรับในเรื่องนี้ด้วยซึ่งผลการประชุมก็เป็นไปในทางที่ดีมีการตอบรับจากทางฝ่ายกัมพูชาที่มาประชุมซึ่งอย่างไรก็ตามต้องประเมินและติดตาม ความจริงใจฝ่ายกัมพูชาที่จะตามผลการประชุมวันนี้หรือไม่

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการตรวจสอบเรื่องของข่าวปลอม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทางที่ประชุมได้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ขณะที่การปราบปรามสแกมเมอร์ และกาสิโนในพื้นที่ มีการสกรีนนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ให้มีการไปเล่นการพนันอย่างไรได้บ้าง

ประเด็น ข่าวปลอมปัจจุบันมีการลดลงไปแต่ก็ยังเป็นปัญหาที่จะต้องพูดคุยกันเพราะทำให้พี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศมีทัศนคติไม่ดีต่อกันซึ่งได้พูดคุยขอให้ และขอให้พี่น้องทั้งสองฝ่ายลดการสร้างข่าวปลอมเพื่อความเกลียดชัง ส่วนในการตรวจสอบข่าวปลอมเรามีคณะทำงาน เลขาGBC ตรวจสอบอยู่แต่หากมีประเด็นข่าวปลอมที่สำคัญก็จะแจ้งให้คณะ IOT รับทราบ

ส่วนเรื่องการผ่อนปรนเราไม่ได้ผ่อนปรนบุคคล แต่เราผ่อนปรนการขนส่งสินค้า ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือคนยังข้ามแดนไม่ได้ เอารถขนส่งสินค้าอย่างเดียว และรถขนส่งสินค้าไม่ใช่ผ่อนปรนเสรี คือมีวิธีจำกัดจำนวนเที่ยว แต่หากหารือกันแล้วภาคสังคมยังไม่ยอมรับก็อาจจะผ่อนปรนได้เป็นรายกรณีวันละสองถึงสามเที่ยว ตามกรณีไป

แต่หากหารือกันแล้วสังคมเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจจะต้องเดินได้บ้างก็อาจจะเป็น 20 ถึง 30 เที่ยว ก็ตามกรณีไป หรือหากไปได้เลยก็ต้องบอกมา

อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่าต้นเหตุเรื่องการเปิดด่านไม่ใช่ฝ่ายไทยหรือกัมพูชา แต่เป็นประเทศที่ 3 เสนอ โดยบอกว่าไทยและกัมพูชาขัดแย้งกันแล้วเขาเดือดร้อนในปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องนี้เป็นผลที่เราต้องรับฟังจึงมีการหารือกันในคราวนี้ แต่ก็ยังมีความกังวลและห่วงใยจึงให้ RBC หารือกันต่อไป

ส่วนเรื่อง เขตแดนต้องหารือในที่ประชุม JBC ต่อไป

"ทหารมีไว้ทำไม" รวมพลังอาสาสมัคร ทำเพลงเพื่อกองทัพ

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) กรมกิจการพลเรือนทหารบก โดยพล.ต.พิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก มอบเกียติบัตรแก่ทีมงานจิตอาสา ผู้ผลิตเพลง "ทหารมีไว้ทำไม" เพื่อมอบและให้กำลังใจแด่การปฏิบัติภารกิจของกองทัพบก ในเหตุการณ์การปะทะระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยมี นาย ธวัชชัย กิตติรัตนวิวัฒน์ นาย เทียนชัย เกียรติปรุงเวช Polar Bear Studio นางสาว ณัชชา วีรานุกุล ตัวแทนผู้ขับร้อง และนางสาว นลินรัตน์ กุลเมธีกวีวุฒิ ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ

โดยทั้งหมดเป็นทีมงานอาสาสมัครในการถ่ายทอดภารกิจและจิตวิญญานแห่งความเสียสละของทหารไทย

พร้อมแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและการปฏิบัติหน้าที่ของทหารทุกนาย ที่ไม่ได้มีเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลสำคัญที่คอยทำงานอย่างเงียบ ๆ ไม่เคยหวังอะไรตอบแทน เพียงอยากให้เห็นถึงความตั้งใจที่ทหารมีให้กับพี่น้องประชาชน ในการปกป้องประเทศชาติ 

กองทัพบกขอขอบคุณจิตอาสาทุกท่านในความเสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ การผลิตสื่อสร้างสรรค์ ประพันธ์บทเพลงจัดทำมิวสิควิดิโอ เพลง “ทหารมีไว้ทำไม” พวกเขาคือพลังสำคัญที่อยู่เคียงข้าง เหล่าทหาร วันนี้ เราขอขอบคุณจากใจให้กับทุกคนที่ค่อยสนับสนุนและส่งกำลังใจให้ทหารไทย ทุกความสำเร็จของทหาร คือกำลังใจของประชาชน

BAFS จับมือ ‘พระจอมเกล้าลาดกระบัง’ ต่อยอดงานวิจัย สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคต ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 68) ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) และ รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมจากการศึกษา โดยมี นายเจษฎ์ ทูปิยะ ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหาร บาฟส์ และ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เพชรภา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. ร่วมเป็นสักขีพยาน

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย ต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมให้สามารถนำมาใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีของ สจล. ในด้าน Smart Materials, Devices and Systems ภายใต้กรอบแนวคิดที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) 

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการนำประสบการณ์ความชำนาญและมาตรฐานความปลอดภัยกว่า 40 ปี ในภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทบาฟส์ ก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มาจากการต่อยอดการวิจัยของสจล. ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของ บาฟส์ที่มุ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลตอบแทนสู่สังคมเป็นสำคัญ 

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มีโครงการนำร่อง 2 โครงการ ได้แก่
1. นวัตกรรม “วัสดุดูดซับน้ำมัน” ใช้เส้นใยนาโนคาร์บอนจากดอกธูปฤาษี (Typha angustifolia) เพื่อเสริมคุณสมบัติซุปเปอร์ไฮโดรโฟบิคของแผ่นซับน้ำมัน สามารถดูดซับน้ำมันและไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์ เอียดเอื้อ
2. นวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์ 4Kings และชีวภัณฑ์เพื่อเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” เป็นปุ๋ยที่มีสารอาหาร แร่ธาตุ N,P,K เทียบเท่าปุ๋ยเคมีพร้อมแร่ธาตุอาหารรองที่พืชต้องการ อีกทั้งชีวภัณฑ์ซึ่งใช้ปรับสภาพดินและรักษาโรคพืช ทำให้การเปลี่ยนแปลงสู่การทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการโดย ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง

ความร่วมมือดังกล่าวยังถือเป็นการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาด้วยประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพ ในการทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

‘กองกำลังบูรพา’ ย้ำเอกสารปลอม!! ไม่มีคำสั่งอพยพประชาชนแนวชายแดน พบเอกสารมีพิรุธหลายจุด กำลังเร่งหาผู้ปลอมแปลงมาดำเนินคดี

(10 ก.ย. 68) กองกำลังบูรพาออกแถลงชี้แจงกรณีมีเอกสารเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและกลุ่มไลน์ ระบุให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน โดยยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม และไม่ใช่เอกสารทางราชการจริง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากพิจารณารายละเอียดในเอกสารจะพบพิรุธหลายจุด และกำลังสืบสวนหาต้นตอการปล่อยข่าวลวง พร้อมเตรียมดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามกฎหมายจนถึงที่สุด

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพาย้ำว่า ข่าวปลอมเช่นนี้สร้างความสับสนและกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในแนวชายแดน จึงขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และติดตามข้อมูลจาก หน่วยงานราชการหรือช่องทางที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก

‘ดร.คงกระพัน’ ซีอีโอ ปตท. โชว์วิสัยทัศน์บนเวที Gastech 2025 ตอกย้ำบทบาทก๊าซธรรมชาติ-ลดก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน 'Gastech 2025' สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ  Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี 

โดย ดร.คงกระพัน เสวนาในหัวข้อ Energy security through transformation: A vital force for progress in a rapidly changing world ร่วมกับผู้บริหารบริษัทพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ Mr. Jack Fusco, President & CEO บริษัท Cheniere Energy, Mr. Musabbeh Al Kaabi, CEO Upstream บริษัท ADNOC, Mr. Lorenzo Simonelli, Chairman, President & CEO บริษัท Baker Hughes และ Mr. Takayuki Ueda, President & CEO บริษัท INPEX

ดร.คงกระพัน นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยว่า ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็น ‘Destination Fuel’ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยดำเนินการควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรต่อระบบพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ซึ่งขณะนี้หลายภูมิภาคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก LNG สามารถทำการส่งมอบได้ทั่วโลก ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงาน รวมทั้งมีกลไกการซื้อขายในรูปแบบสัญญาระยะยาว (Long-term contract) และตลาดจร (Spot Market) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่หลายพื้นที่
         
“ทิศทางพลังงานโลกต้องตอบโจทย์ Energy Trilemma ทั้งความมั่นคง การเข้าถึง และความยั่งยืน ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำเข้า LNG สุทธิในปี 2032 ซึ่งไทยมีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค” ดร.คงกระพัน กล่าว          

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า จากปัจจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของแต่ละประเทศ ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถร่วมมือในการจัดหา LNG เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สร้างกลไกราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่แข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อนึ่ง งาน Gastech 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 12 กันยายน 2568 ณ สาธารณรัฐอิตาลี ภายใต้ธีม “Powering a sustainable energy future” เป็นเวทีสำคัญที่รวมตัวบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทพลังงานชั้นนำ นักลงทุน และนักนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและผลักดันวิถีพลังงานที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนทั่วโลก 

ทั้งนี้ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มุ่งมั่นในการสนับสนุนโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 ท่านจากทั่วโลก เป็นการร่วมกันสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนา Ecosystem ด้านพลังงานของไทยที่มั่นคง ยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

‘สภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ’ ให้คำมั่น ‘กาตาร์’!! พร้อมสนับสนุนทุกทาง…หากต้องการเอาคืน ‘อิสราเอล’

(10 ก.ย. 68) สภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ประกาศยืนเคียงข้างกาตาร์ หลังอิสราเอลโจมตีกรุงโดฮา โดยเลขาธิการ GCC นายจาเซ็ม อัลบูไดวี (Jasem Albudaiwi) ยืนยันว่า กลุ่มประเทศสมาชิกพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการตอบโต้ที่กาตาร์จะดำเนินการ เพื่อปกป้องอธิปไตยของตน

ทว่า กองทัพอิสราเอลแถลงว่า ปฏิบัติการโจมตีในกรุงโดฮามุ่งเป้าไปที่แกนนำของขบวนการฮามาส ขณะที่พยานในพื้นที่ยืนยันว่าได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้งในใจกลางเมืองหลวงของกาตาร์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดทันทีในภูมิภาค

นอกจากนี้ นานาชาติหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมนี อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ประณามอิสราเอล โดยชี้ว่าการโจมตีดังกล่าวละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอธิปไตยของกาตาร์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิงและเร่งช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาจะดีกว่า

ล่าสุด คิวบาและเวเนซุเอลาก็ออกมาโจมตีการกระทำของอิสราเอลว่าเป็น “การจงใจก่อการร้าย” ที่บ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค ตอกย้ำเสียงกดดันจากทั่วโลกที่หวังให้ความรุนแรงยุติโดยเร็ว

ทีมนักวิจัยจีน ‘ม.เจ้อเจียง’ พัฒนา ‘กาวติดกระดูก’ หวังลดการใช้เหล็กดามในการผ่าตัดแบบเดิม

(11 ก.ย. 68) นักวิจัยจีนจากโรงพยาบาลเซ่าอี้ฟู ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เผยความสำเร็จครั้งสำคัญด้านการแพทย์ ด้วยการพัฒนา 'กาวติดกระดูก' ชนิดใหม่ ซึ่งสามารถยึดตรึงชิ้นส่วนกระดูกหักให้แน่นได้ภายใน 2-3 นาที แม้อยู่ในสภาพที่มีเลือดไหลเวียนอยู่

วัสดุชีวภาพนี้ได้แรงบันดาลใจจากหอยนางรม มีแรงยึดเกาะสูงกว่า 200 กิโลกรัม สามารถย่อยสลายและถูกดูดซึมตามธรรมชาติภายในราว 6 เดือน พร้อมไปกับกระบวนการสมานกระดูก จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อนำอุปกรณ์ดามออกเหมือนวิธีการรักษาแบบเดิม

ผลการทดลองทางคลินิกกับผู้ป่วยกว่า 150 ราย ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง คาดว่ากาวติดกระดูกนี้จะเข้ามาแทนที่การใช้โลหะดามกระดูกในอนาคต และอาจปฏิวัติแนวทางการรักษาโรคกระดูกและข้อทั่วโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top