Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘โปแลนด์’ ยิงสกัดโดรน ‘รัสเซีย’ รุกล้ำน่านฟ้า สั่งปิดสนามบิน 4 แห่ง พร้อมระดมกำลัง ‘นาโต้’ รับมือ

(10 ก.ย. 68) โปแลนด์ประกาศสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้า ระหว่างที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่ยูเครนเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (9 ก.ย.) ซึ่งล่าสุดกองทัพโปแลนด์ยืนยันมีการละเมิดอาณาเขตหลายครั้งจนต้องใช้อาวุธยิงสกัด และกำลังเร่งค้นหาซากโดรนที่ถูกทำลาย

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า ได้ระดมกำลังทางอากาศและระบบป้องกันภัยทางพื้นดิน พร้อมยกระดับการเตือนภัยสูงสุด โดยมีเครื่องบินของโปแลนด์และชาติพันธมิตรนาโต้ (NATO) เข้าปฏิบัติการร่วม เพื่อรักษาความปลอดภัยของน่านฟ้า นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) ยืนยันกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับรายงานตรงจากผู้บัญชาการทหาร

ก่อนหน้านี้ สนามบิน 4 แห่งในโปแลนด์ รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอ (Warsaw Chopin Airport) ต้องปิดทำการชั่วคราวจากกิจกรรมทางทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่าโดรนรัสเซียบินล้ำเข้ามาใกล้เมืองซาโมช ชายแดนโปแลนด์ แม้ภายหลังกองทัพอากาศยูเครนจะลบข้อความดังกล่าวออกจากช่องทางสื่อสาร

ทั้งนี้ โปแลนด์ยังประกาศปิดพรมแดนกับเบลารุสชั่วคราว เริ่มมีผลตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) เพื่อตอบสนองต่อการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ Zapad-2025 ของรัสเซียและเบลารุส ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนาโต้ ทั้งลิทัวเนียและลัตเวียต่างเร่งเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดนเช่นกัน

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี ‘ทักษิณ’ ครม.สัญจรนครพนม พร้อมอนุมัติสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กย้อนรอย คิดถึงอดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจรครั้งแรก ที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี 2547 พร้อมระบุว่า ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม - คำม่วน  เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

วันนี้ 9 กันยายน 2568 ถือเป็นวันสำคัญทางประศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ศาลดีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ อดีตนายก ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย ได้รับการบังคับโทษ จำคุก 1 ปี  จากปัญหาคดีทางการเมือง ต้องบอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ต้องโทษจำคุก ในฐานะที่เป็นผู้แทน ชาวนครพนม ต้องขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว และชื่นชมในความมีสปิริตทางการเมือง น้อมรับคำตัดสินของศาล ในฐานะประชาชนคนไทย ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ต้องโทษติดคุก ทั้งที่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลงานพัฒนาประเทศ สร้างความกินดี อยู่ดี ให้ประชาชน คนไทย มาตลอด หลายนโยบาย ที่คนไทยได้ใช้ประโยชน์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โครงการ แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ และอีกหลายโครงการ ล้วนเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนไทย

มาถึงวันนี้ ต้องอดพูดถึงไม่ได้ ว่า  อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เป็นอีกคนสำคัญ ที่มีส่วนจุดเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของ จ.นคพรนม  ย้อนไปเมื่อปี  247  อดีตนายก ทักษิณชินวัตร มีการนำคณะรัฐมนตรี มาจัดประชุมสัญจรครั้งแรก  ของ จ.นครพนม มีการอนุมัติโครงการที่สำคัญให้กับ จ.นครพนม คือโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขง นครพนม-คำม่วน เชื่อมไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน งบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันก่อตั้งมหาวิทยาลัยนครพนม สร้างโอกาส สร้างอนาคต ทางการศึกษา แก่ลูกหลานเยาวชน 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับเวียดนาม เนื่องจากลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์  เคยมาพำนัก ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ในช่วงปี 2471 – 2473 ก่อนที่จะกลับไปกอบกู้เอกราช ทั้งนี้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ผลักดันสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม  โดยมี อดีต นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547  กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม ต่อมาทางเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ   อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เมื่อปี 2559 กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม

ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวนครพนม รวมถึงมีตำแหน่ง สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้เคยทำงานร่วมกับ ท่าน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มาตลอด ขอชื่นชม เป็นกำลังใจ และขอขอบพระคุณ ที่ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมถึงพัฒนา จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวชินวัตร ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ทำหน้าที่อาสารับใช้ ดูแลประชาชน ถือว่าท่าน ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังนึกถึงคุณประโยชน์ที่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะเจออุปสรรคปัญหาทางการเมือง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ท่าน อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมา สนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทย พาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้า เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจ คือประชาชน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมเมอร์ ‘เมียนมา–กัมพูชา’ หวังสกัดเงินหลายหมื่นล้าน…จากการขโมยเงิน ‘ชาวอเมริกัน’

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเมียนมาและกัมพูชา หลังพบว่าธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ขโมยเงินจากชาวอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ หลอกล่อผู้คนหลายแสนรายเข้าสู่คอมพาวด์หลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา

นายจอห์น เค. เฮอร์ลีย์ (John K. Hurley ) รองปลัดกระทรวงการคลังด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกเป็นทาสในยุคสมัยใหม่ ทั้งการกักขัง ใช้ความรุนแรง และขู่บังคับด้วยหนี้สินหรือการบังคับค้าประเวณี

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทและบุคคล 9 ราย ในเมืองชเวก๊กโก รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่ม Yatai International Holdings จากฮ่องกง ร่วมกับกองทัพกะเหรี่ยงที่หนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงอีก 10 องค์กรในกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและการฟอกเงิน

นอกจากนี้ รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียชี้ว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาขยายตัวรวดเร็ว จากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธเข้าสู่เขตที่กองทัพเมียนมาครอบงำ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเลยการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ

‘เนติวิทย์’ ยืนหยัดต่อต้านระบบเกณฑ์ทหาร ยึดมั่นในอุดมการณ์ผ่าน 11 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง

(10 ก.ย. 68) หรือ นายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นักเคลื่อนไหวทางสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก “Netiwit Chotiphatphaisal" ว่า วันนี้ 10 กันยายน เป็นวันพิเศษสำหรับผม

ข้อแรก
วันนี้และพรุ่งนี้เป็นวันที่ผมต้องไปศาล เข้าร่วมในการนัดสืบพยาน ขึ้นให้การกรณีการปฏิเสธเกณฑ์ทหารของตนที่ศาลแขวงสมุทรปราการ 
ข้อที่สอง
วันนี้ เป็นวันเกิดของผม
ข้อที่สาม
วันเดียวกันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผมได้เขียนแถลงการณ์ในวันเกิดปีนั้นว่าจะไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหาร ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ต้องการระบบสมัครใจ จึงเป็นที่มาของการขึ้นศาลในวันนี้

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมามากกว่าสิบปีแล้ว การบังคับเกณฑ์ทหารก็ยังมีอยู่  ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับชายไทยมากมายมหาศาล มีผู้เสียชีวิตในค่ายทหารอยู่ทุกปี อาจจะดีหน่อยก็ตรงที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นผลักดันในหลายพรรคการเมือง และหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเป็นประเด็นสำคัญ

ผมไม่หลีกหนีจากที่ตัวเองเคยประกาศไว้ ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ดีใจว่าได้ทำตามสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ สิ่งที่พูด และก็เป็นก้อนอิฐก้อนหนึ่งในการนำไปสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เพื่อให้คนรุ่นหลังในอนาคตอีกมากได้มีทางเลือกในการทำเพื่อชาติอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากความรุนแรงและความกลัว 

ขณะนี้ผมเรียนหนังสืออยู่ในต่างประเทศด้วย บินกลับมาใช้เวลามากกว่า 24 ชั่วโมง และพึ่งเปิดเทอมไปได้สัปดาห์เดียว และศาลก็อยู่ไกลจากที่พักอาศัยมาก มีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย และคงยังต้องไปกลับอีกหลายครั้ง 

ในโอกาสวันเกิดของตนและวันต้องขึ้นศาล ก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะอวยพร อวยชัย รวมถึงสนับสนุน
ผมก็ยินดีรับการสนับสนุน

หากไม่ได้เปิดขอรับบริจาค แต่ขอให้ท่านช่วยสนับสนุนซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์นิสิตสามย่านแทน ซึ่งผมและเพื่อนๆทำกันมา มีหนังสือเขียนและแปลมากกว่า 60 เล่มแล้ว นี่จะเป็นเรื่องน่ายินดีในวันเกิดปีนี้

ผมขอแนะนำพิเศษด้วยเล่มนึงคือ “การศึกษาของนิสิตเลว: 5ปีในรั้วจุฬา” เล่มนี่ผมให้เหตุผลเรื่องปฏิเสธเกณฑ์ทหารโดยละเอียด นอกนั้นก็หนังสือดีๆและหนังสือใหม่ๆหลายปก

องค์กร Hami Nepal ถูกเชื่อมโยงทุน NED และบริษัทสหรัฐฯ หัวเชื้อ ‘ม็อบ Gen Z’ ออกมาประท้วงหนัก!! ไล่รัฐบาลเนปาล

(10 ก.ย. 68) สื่อสากลรายงานว่าองค์กร Hami Nepal มีบทบาทนำการประท้วงของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเนปาล จนเกิดความรุนแรง เผาอาคารรัฐสภาและผลักดันให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ลาออก หลังการประท้วงรุนแรงหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คนจากการปราบปรามของตำรวจ

หัวใจสำคัญของการประท้วงคือ ซูดาน กุรุง (Sudan Gurung) วัย 38 ปี ประธาน Hami Nepal องค์กรเยาวชนที่ช่วยฟื้นฟูหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตอบสนองฉุกเฉิน โดย ‘กุรุง’ เคยสูญเสียลูกจากเหตุแผ่นดินไหวปี 2015 ทำให้เขาหันมาทำงานสาธารณะและก่อตั้ง Hami Nepal ในปี 2020 ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกมากกว่า 1,600 คน

อย่างไรก็ตาม Hami Nepal มีความเชื่อมโยงกับโครงการที่ได้รับทุนจาก มูลนิธิแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NED) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนกึ่งอิสระของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำแคมเปญ “Free Tibet” ต่อต้านจีน และร่วมมือกับบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น โคคา-โคลา (Coca-Cola) 

ขณะเดียวกัน กุรุงและองค์กรเคยเรียกร้องให้มีการประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียของรัฐบาล โดยผู้ประท้วงใช้แพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ Discord ประชาสัมพันธ์วิธีการประท้วง และนัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ไมนติการ์ มันดาลา (Maitighar Mandala) แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุบานปลาย

นักวิเคราะห์ระบุว่าการเคลื่อนไหวของ Hami Nepal สะท้อนถึงอิทธิพลของทุนต่างชาติและ NGO ในการชุมนุมเยาวชน ซึ่งมีเป้าหมายทั้งการแทรกแซงทางการเมืองและการสร้างความไม่มั่นคง ขณะเดียวกันซูดาน กุรุงก็ถูกมองว่าเป็น “แกนนำของการประท้วง Gen Z” ที่รวบรวมคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขามองว่าทุจริตและล้มเหลว

ตำรวจจราจรพร้อมรับมือฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน

(9 ก.ย. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ช่วงนี้ที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตำรวจจราจรได้เข้าให้ความช่วยเหลือกรณีมีรถจอดเสีย เครื่องยนต์ขัดข้อง และที่ปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรด้วยความเข้มแข็งในจุดที่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังและจุดต่อเนื่องมาโดยตลอด  ประกอบกับตลอดสัปดาห์นี้ กรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือน ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัดหลายพื้นที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ชื่นชมข้าราชการตำรวจจราจร ที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเกิดภาวะน้ำท่วมขังดังกล่าว และส่งกำลังใจไปให้ข้าราชการตำรวจ ขอให้ช่วยกันดูแล ช่วยเหลือ ประชาชนในช่วงที่มีฝนตกน้ำท่วมขัง พร้อมสั่งการให้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ดำเนินการ ดังนี้
1. ให้เฝ้าระวังจุดที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และประสานหน่วยระบายน้ำออกจากจากคลองสายหลักและสายรองที่มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับปริมาณฝนที่ระบายมาจากพื้นผิวถนน 
2. เร่งขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณท่อระบายน้ำ บนผิวถนน เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากผิวถนนในกรณีฝนตกในปริมาณสูง 
3. ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ ให้พร้อมกรณีมีน้ำท่วมขัง ฉุกเฉินบนผิวการจราจร
4. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานีสูบน้ำ โดยขอให้มีเจ้าหน้าที่ที่ประสานงาน ได้ในช่วงนอกเวลาเร่งด่วนและ่ชวงกลางคืน เพื่อเพิ่มกำลังการระบายน้ำ
5. จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือประชาชน กรณีรถจอดเสียจอดตายจากน้ำท่วมขังโดยให้จัดเตรียมรถยก รถลากทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และชุดช่วยเหลือประชาชนกรณีมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน เจ็บป่วยฉุกเฉิน 
6. ให้ประชาสัมพันธ์จุดที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมเส้นทางหลีกเลี่ยง โดยเร็วและจัดทำป้ายแจ้งเตือนจุดที่มีน้ำท่วมขัง ให้ประชาชนทราบก่อนถึงถึงจุดที่มีน้ำท่วมขังเพื่อเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว 
7. ขอความร่วมมือบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่กระทบต่อผิวการจราจรให้ดำเนินการ มิให้มีเครื่องจักรหรือวัสดุก่อสร้างใดๆกีดขวางทางระบายน้ำ
8. สำรวจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการใช้เส้นทางในช่วงฤดูฝน เช่น จุดที่มีต้นไม้บดบังทัศนวิสัย หรือพื้นผิวถนนที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและเพื่ออำนวยความปลอดภัยแก่ประชาชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ย้ำว่า ตำรวจจราจรทุกนายพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมความพร้อมและจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและดูแลความปลอดภัยของทุกท่าน

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางจราจร หรือเส้นทางที่มีสถานการณ์น้ำท่วม สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197, ตำรวจทางหลวง 1193 หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กาฬสินธุ์ ม.กาฬสินธุ์เดินหน้าพัฒนาท้องถิ่นมุ่งสู่มาตรฐานสากล แม่ทัพภาคที่ 2 พบปะครู นักเรียน 

(9 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ  มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และก้าวสู่มาตรฐานสากล” ในอนาคต พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 2 พบปะครู นักเรียน กพส. ขอให้ช่วยกันรักษา 3 สถาบันหลักของชาติ

วันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร  คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่าร่วมกันจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ  มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ  ภาคเอกชน  ภาคสังคม และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมและแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพียง
ทั้งนี้กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป การแสดงของนักศึกษา พิธีเชิญตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย และทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 

การปาฐกถาพิเศษ “ความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” โดยพลโทบุญสินพาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ภาคภูมิใจ และจะรักษารางวัลนี้ไว้ พร้อมจะรักษาสถาบันหลักของชาติด้วยชีวิต ทั้งนี้เมื่อตนพ้นจากหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ไปแล้วก็จะใช้สติปัญญาความรู้ ประสบการณ์มาช่วยเหลือสังคมและกองทัพ  ซึ่งจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด, การปาฐกถาพิเศษ “อนาคตมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์กับความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนแปลง” โดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
 เวทีเสวนา “จากวันแรกสู่อนาคต  1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยนายเลิศบุศย์ กองทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, ศ.ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, นายวันชัย ผโลทัยถเกิง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, ดร.พราวพร เกียรติดำเนินงาม ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ดำเนินการเสวนา โดย รศ.ดร.คคนางค์ รัตนานิคม กรรมการสภามหาวิทยาลัย และผศ.ดร.จักรินทร์ ตรีอินทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัย

พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตร ครบรอบ 10 ปี วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ให้กับผู้ทำคุณประโยชน์ ผู้มีผลงานเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น ศิษย์เก่าดีเด่น คณาจารย์ประจำดีเด่น บุคลากรสายสนับสนุนดีเด่น  นักศึกษาดีเด่น และนิทรรศการ “1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”
รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมงานครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษแห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น  เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์เป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และศูนย์กลางการพัฒนาท้องถิ่น” เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของท้องถิ่น

รองศาสตรจารย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้ก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่น ทั้งในด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และก้าวไกล สู่ระดับสากล ซึ่งทุกก้าวย่างล้วนสะท้อนถึงความทุ่มเท ความเสียสละ ความเพียรพยายามและพลังศรัทธา ของทุกคนที่ร่วมกันสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง

รองศาสตรจารย์สุพรรณ กล่าวอีกว่า ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษนี้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะไม่หยุดเพียงแค่ความสำเร็จที่ผ่านมา แต่จะเดินหน้าต่อไปด้วย พลังแห่งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และก้าวสู่มาตรฐานสากล” ในอนาคตต่อไป 

อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าเวลา 08.00 น.พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเข้าพบปะครู และนักเรียนที่บริเวณหน้าเสาธง โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โดยมี พลตรีกิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผบ.มทบ.23, พ.อ.สิทธิศักดิ์ พรมดิเรก รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์, พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์, พ.ต.อ.วีระ หางนาค ผกก.เมืองกาฬสินธุ์, ดร.วิภา สายรัตน์ ผอ.สพม.กาฬสินธุ์, นางจารุวรรณ รัตนมาลี ผอ.โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ พร้อมคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนให้การต้อนรับ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทักทายและถ่ายภาพกับนักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเรียบง่ายเป็นกันเอง 

ทั้งนี้พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวว่า วันนี้แม่ทัพมาเพื่อประเทศไทย แม่ทัพจะมีธงชาติไทยติดอยู่เครื่องแบบตลอด ไปไหนมาไหนเอาประเทศชาติไปด้วย มันหมายถึง 3 สิ่ง คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับพวกเราที่ร้องเพลงชาติอยู่หน้าเสาธง ขอให้พวกเรายึดมั่นและรักษาสามสิ่งนี้ให้ดี ที่บรรพบุรุษของพวกเราได้สละเลือดและชีวิตมาเพื่อ 3 สีนี้ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ขอให้พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียว อย่าแตกแยกความสามัคคี

พลโทบุญสิน  กล่าวต่อว่า แม่ทัพและลุงทหารที่ทำหน้าที่ตรงนี้ เขากำลังมีกำลังใจดี แม้ว่าหลายท่านได้เสียชีวิตทั้ง 18 นาย บาดเจ็บหลัก 100 คน เขาทำเพื่อทวงแผ่นดินคืน เขมรเข้ามายึดไว้นานแล้ว แม่ทัพนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเราถูกกระทำก่อน เพราะเขาต้องการมาเอาแผ่นดินเพิ่ม โชคดีที่เป็นยุคแม่ทัพชื่อบุญสินพอดี นอกจากไม่ได้แผ่นดิน เรายังยึดแผ่นดินได้คืน 11 จุด รวมถึงภูมะเขือ ขณะที่พี่ๆ เราต้องสละชีพ บางส่วน บางท่านก็ขาขาด แขนขาด ตาบอด และจะทำอีกถ้ามีโอกาส 

พลโทบุญสิน  กล่าวอีกว่า  ทหารยศร้อยตรีจบใหม่ จบมาได้ปีเดียว ขาขาด เขาพูดบอกว่า 'ผมขออยู่หน่วยเดิม ไม่มีขาก็อยู่' เราทำความดีเพื่อแผ่นดินหรือยัง เราทำอะไรให้กับประเทศชาติ พวกเธอเป็นนักเรียนไม่ต้องจับปืนถือปืนเหมือนกับพี่ทหาร แต่ขอให้เป็นคนดีของประเทศชาติ ตัวอย่างไหนที่ไม่ดีก็อย่าปฏิบัติ พวกเราโตขึ้นจะต้องรักษา 3 สีนี้เอาไว้ 3 สีที่อยู่บนแขนแม่ทัพ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อไปพวกครูที่อยู่ตรงหน้าและแม่ทัพก็จะแก่ ประเทศชาติจะอยู่กับพวกเธอ ไม่แน่ในอนาคตในนี้อาจจะเป็นแม่ทัพเหมือนแม่ทัพบุญสินก็ได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเรียนของพวกเรา มีความขยันมั่นเพียร มีความเสียสละ อย่าเห็นแก่ตัว รักเพื่อน อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้มีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต 

"ฝากครูสอนทั้ง 2 วิชานี้ คือ วิชาประวัติศาสตร์ และวิชาจริยธรรม เพราะการแต่งกายดี ใส่สูท ผูกไท ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนดี คนดีอยู่ที่ใจ อยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่สันดานคน แม่ทัพจะพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ มีคนมาเสนอให้ตำแหน่งทางการเมืองแม่ทัพ แต่ตำแหน่งสูงๆ แต่แม่ทัพไม่เอา จะอยู่กับพี่น้องประชาชน" "  พลโทบุญสินกล่าว  
 

‘จิ๊บ ศศิกานต์’ โพสต์ซึ้งอำลานักข่าวทำเนียบฯ ขอบคุณที่เคียงข้างร่วมทำงานสื่อสารเพื่อชาวบ้าน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า 
ถึง  พี่ๆ นักข่าวทำเนียบรัฐบาลที่เคารพรักทุกท่านค่ะ

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการประชุม ครม. ชุดนี้ จิ๊บขอขอบคุณทุกๆคน ที่ได้ร่วมทำงานเคียงข้างกันมา

จิ๊บเห็นความตั้งใจจริง ในการถามคำถามแทนชาวบ้าน เห็นความพยายามและมุ่งมั่น ในการค้นหาข้อมูลเพื่อสื่อสารไปยังคนไทยทั่วประเทศ 

‘สื่อประจำทำเนียบรัฐบาล’ เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและสำคัญมาก เพราะทุกคำถาม ทุกข่าว ล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความตั้งใจของรัฐบาลกับความเข้าใจของประชาชน

ในฐานะคนไทยหนึ่งคน จิ๊บชื่นชมและขอบคุณพี่ๆ นักข่าวทุกท่าน ที่นำเสนอข้อเท็จจริงให้ชาวบ้านได้รับรู้ด้วยความตรงไปตรงมา

ชาวบ้าน.. ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล และถามนายกฯ ในสิ่งที่เค้าอยากรู้- ขอบคุณที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเค้านะคะ

ในโลกแห่งการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ขอให้ทุกคนรักษาไว้ซึ่งจริยธรรมของนักสื่อสารมวลชนที่ดี เช่นนี้ตลอดไปค่ะ
คิดถึงกันบ้างนะคะ
ด้วยความเคารพ และขอบคุณค่ะ

กาฬสินธุ์-ม.กาฬสินธุ์มอบโล่เชิดชูเกียรติหลวงตาสินทรัพย์-แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ

(9 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มอบโล่เชิดชูเกียรติ “หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม” (พระสิ้นคิด) เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ แม่ทัพธรรมแห่งภาคอีสาน และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เนื่องในวาระวันสถาปนาครบรอบ 10 ปี

วันที่ 9 กันยายน 2568  ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้มีการจัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ (บุคคลแห่งปี 2568) ประกอบด้วยฝ่ายฆราวาส และฝ่ายสงฆ์

โดยฝ่ายฆราวาส ทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีบทบาทสำคัญ ในการปกป้องรักษาอธิปไตย  และการทวงคืนผืนแผ่นดินไทยกลับมากว่า 10 แห่ง อันเป็นการแสดงถึงความเข็มแข็ง กล้าหาญ รักชาติรักแผ่นดิน อีกทั้งยังแสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำอันน่ายกย่อง
ส่วนฝ่ายสงฆ์ เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมา มีพระสงฆ์ในอารามสำคัญหลายรูป ได้สร้างความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา จนนำมา ซึ่งวิกฤติศรัทธา  แต่หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม (พระสิ้นคิด)  แห่งพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี กลับทุ่มเท กำลังกาย และ กำลังทรัพย์ ในการเผยแผ่ธรรมะอย่างไม่ลดละ โดยสามารถนำพาพุทธศาสนิกชนออกบวชเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังส่งเสริมอุบาสกอุบาสิกา ในการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง สร้างความศรัทธาแก่สาธุชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ทั้งนี้ที่สำคัญหลวงตาสินทรัพย์ ยังได้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมในการสนับสนุนทางการเงินแก่หน่วยงานภาครัฐและประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีภัย ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม  และภาวะสงคราม ท่านก็ส่งปัจจัยและหน่วยกู้ภัยไปช่วยเหลือราษฎรอย่างไม่รั้งรอ  และด้วยเหตุนี้จึงได้รับสมญานามว่า "แม่ทัพธรรมแห่งแผ่นดินอีสาน” ซึ่งคณะศิษย์ยานุศิษย์ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม ขอน้อมใจมุทิตาสักการะ และร่วมแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับ ในโอกาสนี้หลวงตาสินทรัพย์ ได้เปิดเผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจ และรู้สึกยินดีกับพลโทบุญสิน ที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะสังคมไทยเวลานี้ต้องการคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  รู้จัก อื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตาธรรม ซึ่งการที่สังคมไทยจะเจริญงอกงาม ไม่ได้อยู่ที่การศึกษาอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณธรรม จริยธรรม จึงฝากให้พุทธศาสนิกชนตั้งมั่นอยู่ในศีล ในธรรม และประพฤติตัวเป็นคนดีของสังคม

ด้านพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2  ได้กล่าวถึงการรับโล่เชิดชูเกียรติว่า ภูมิใจที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ ซึ่งรางวัลนี้ไม่ได้มาเพียงเพราะตนคนเดียว และจะรักษารางวัลนี้ไว้ พร้อมจะรักษาสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต เมื่อตนพ้นจากหน้าที่ไปแล้วก็จะใช้สติปัญญาความรู้ ประสบการณ์มาช่วยเหลือสังคมและกองทัพโดยจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด

ขอนแก่น - ”สร้าง พัฒนาและรักษาเครือข่ายประชาสัมพันธ์" ภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ ขอนแก่นเมืองสมาร์ทซิตี้ 

(9 ก.ย. 68 ที่ ห้องประชุมพาวิลเลี่ยม โรงแรมราชาวดี จังหวัดขอนแก่น  นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน เปิดกิจกรรมสร้าง พัฒนา และรักษาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ตามโครงการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์องค์กร “ขอนแก่นเมืองสมาร์ทซิตี้” ประจำปี 2568  โดยมี นายธีระพงษ์  โสดาศรี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นวิทยากรบรรยาย พร้อมด้วย นางทรงศิริ  แก้วคำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น นำเครือข่ายประชาสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ  ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยผู้ดูแลหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน และเสียงตามสายในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) เครือข่ายประชาสัมพันธ์ กว่า 120  คนเข้าร่วม เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะครบวงจร

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า  เครือข่ายประชาสัมพันธ์ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไปสู่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมย้ำว่าการบูรณาการร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และตรงประเด็น

นอกจากนี้ จังหวัดยังดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ผ่านศูนย์ CI ซึ่งแม้ไม่มีระเบียบรองรับ แต่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อบำบัดผู้เสพกว่า 170 คน ในระบบการแพทย์และการติดตามอย่างใกล้ชิด มุ่งสู่เป้าหมาย “จังหวัดสีขาว” ที่ปลอดยาเสพติด พร้อมคืนคนดีสู่สังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในทุกหมู่บ้าน.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top