Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

สงขลา-มวลชนแห่หนุน “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” สู้ศึกดราม่า เงินกู้ 2,000 ล้าน ลั่นทำเพื่อประชาชน ไม่หวั่นถูกโจมตี

(18 ส.ค. 68)  ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา มวลชนนับร้อยคนรวมตัวให้กำลังใจ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ท่ามกลางกระแสโจมตีหนักบนโลกโซเชียล กรณีโครงการ กู้เงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมและสร้างถนนทั่วทั้งจังหวัด

นายสุพิศ กล่าว ต่อหน้ามวลชนว่า ตนไม่กังวลกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ออกมาแสดงพลังสนับสนุน “บางคนอาจมองว่าเราจ้างคนมาสร้างภาพ แต่ความจริงคือประชาชนเป็นห่วงบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า ตลอดเวลาที่เงียบไม่ได้ออกมาตอบโต้ เพราะเลือกที่จะทุ่มเวลาไปทำงานแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า

สำหรับการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท นายสุพิศชี้แจงว่า เป็นมติร่วมของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. จากเสียงสะท้อนของประชาชนที่ทนทุกข์กับสภาพถนนชำรุดพังทลายมานาน “เราได้พิจารณาอย่างรอบคอบตามกฎหมาย ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ทุกขั้นตอนมีหน่วยงานกำกับ ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง”

พร้อมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “อย่ากังวล ประเทศไทยมีกลไกตรวจสอบ หากผมโกงจริง ป.ป.ช., ป.ป.ง., สตง. ก็เล่นงานผมได้ แต่การสกัดกั้นไม่ให้ทำงานเพื่อประชาชน นั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้ (19 ส.ค. 2568) เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ภาค 9 และ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. จังหวัดสงขลา เตรียมเข้าตรวจสอบรายละเอียดโครงการกู้เงินดังกล่าว เพื่อสร้างความโปร่งใสและคลายข้อกังวลของสังคม
นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

‘โฆษก รทสช.’ ไม่เชื่อรัฐบาลดีลซื้อโหวต 10 ล้าน มั่นใจรัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายได้แม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช. ไม่เชื่อปลายสายคลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้านมาจากซีกรัฐบาล ย้ำวิปกำชับเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อโหวต บี้ สส. ผู้กล่าวอ้างเปิดหลักฐาน หวั่นผู้ไม่หวังดีดิสเครดิตรัฐบาล

วันที่ (18 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงโหวตจาก สส.ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ว่า 

กรณีมีการกล่าวหานั้น ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล ในลำดับแรกขอเรียนว่ากรณีดังกล่าว เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง 

เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น 

ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส.ที่เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

‘กองทุนดีอี’ ไฟเขียวงบรอบแรก 36 โครงการ 1.6 พัน ลบ. วางกรอบให้ทุนปี 69 หนุนพัฒนาด้าน AI ของประเทศ

เมื่อวันที่ (15 ส.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า การบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นการมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนฯ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital GDP) ของไทยให้เป็น 30% ภายในปี 2570 ซึ่งจะสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์และผลต่อประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลที่ในอนาคต 

โดยคณะกรรมการฯ ในรอบแรกนี้ ได้มีมติเห็นชอบโครงการตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 36 โครงการ งบประมาณ 1,599.8 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2569 - 2573) เพื่อเป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของกองทุนฯ และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 ซึ่งประกอบด้วยแผนปฏิบัติการดิจิทัล แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลของกองทุนฯ โดยได้ร่วมกันกำหนดการวางยุทธศาสตร์ และกรอบนโยบายการให้ทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล การสร้างพัฒนา ต่อยอดทุนมนุษย์ รวมไปถึงตอบสนองนโยบาย Cloud first policy ของรัฐบาล  สำหรับการให้ทุนเเบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1)  กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนแบบทั่วไป (Open Grant) 5 ด้าน ได้แก่ AI, Manpower, Agriculture, Technology & Security และ Health และ 2) กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) เน้นการพัฒนาด้าน AI ของประเทศ 

ทั้งนี้ ในที่ประชุม ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนฯที่ผ่านมาประกอบด้วย การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานภายใต้คำสั่งแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผล คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของกองทุนฯ และคณะทำงานวิเคราะห์โครงการหรือกิจกรรมของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน Digital Technology (High Impact & Scalability) ด้าน Digital Manpower ด้าน Digital Trust & Security สำหรับผลการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทุนฯ ได้แจ้งผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ครั้งที่ 3/2568 วันที่ 18 มิถุนายน 2568 รวมถึงระบบบริหารความเสี่ยง ระบบบริหารจัดการสารสนเทศ และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล

‘แอ็คมี่ วรวัฒน์’ เศรษฐีคริปโตฯ ผนึกกำลัง ACT Warriors เตรียมบริจาคหุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “Acme Traderist - Worawat Narknawdee” ว่าได้ผนึกกำลังกับเครือข่าย ACT Warriors เตรียมจัดหาและบริจาค หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดควบคุมระยะไกล DOK-ING MV-4 Remote Controlled Mine Clearance System จากประเทศโครเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ให้แก่ กองทัพบกไทย เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยวรวัฒน์ได้แท็กข้อความไปยังเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” พร้อมย้ำว่า ความตั้งใจดังกล่าวไม่ใช่เพื่อจัดหาอาวุธทำสงคราม แต่เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

คุณสมบัติหุ่นยนต์ DOK-ING MV-4

หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดรุ่นนี้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็ว 3–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจากระยะไกลได้ถึง 1,500 เมตร โครงสร้างทนต่อแรงระเบิดและสภาพแวดล้อมรุนแรง อายุการใช้งานยาวนาน 10–15 ปี อีกทั้งยังมีขนาดเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

กระบวนการจัดหาและบริจาค

วรวัฒน์ระบุว่า แม้ขั้นตอนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดต่อผู้ผลิตจากโครเอเชีย การยืนยันการใช้งานเพื่อการทหารและการบริจาคที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การประสานงานผ่านกองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการขออนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่ตนและกลุ่ม ACT Warriors จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริจาคสำเร็จและส่งมอบหุ่นยนต์ให้กองทัพไทยใช้ในภารกิจจริง

“ประเทศไทยสมควรมีสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อรบกับใคร แต่เพื่อหยุดการสูญเสีย และเพื่อยืนยันว่าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกพรากไปเพราะกับระเบิด” วรวัฒน์กล่าว

ย้ำไม่เปิดรับบริจาค

ทั้งนี้ วรวัฒน์ย้ำชัดว่า โครงการนี้จะไม่มีการเปิดระดมทุนเพื่อรับบริจาค และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างในทุกกรณี

ทั้งนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ คือนักธุรกิจนักลงทุนชื่อดัง และเป็นมหาเศรษฐีคริปโตฯ ที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียกว่า 11,000 BTC และเป็นผู้ก่อตั้งสกุลเงินดิจิทัล ACT (ACET) เหรียญอันดับหนึ่งของไทย ที่มีอายุ 4 ปี มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) มีผู้ถือครองเหรียญมากกว่า 164,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2024 เขายังเคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการจัดงาน “Acme Vampire Day ครั้งที่ 3” ที่มีผู้ถือครองเหรียญ ACT(ACET) นับพันคนมาร่วมกันบริจาคโลหิต 1 ล้านซีซี พร้อมบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยใช้บิตคอยน์เป็นกองทุนสำรองของประเทศ และยังประกาศให้รัฐบาลกู้บิตคอยน์โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีกด้วย

เชียงใหม่-ร่วมเจรจาธุรกิจในงาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to  Chengdu 2025 

(18 ส.ค. 68) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เข้าร่วมเจรจาธุรกิจในงาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to  Chengdu 2025 โดยมี พลเอกโกศล ประทุมชาติ กรรมการบริหาร ทำหน้าที่ ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมเจรจาธุรกิจและส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ขยายฐานตลาดต่างประเทศให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นที่รู้จักในตลาดนักท่องเที่ยวจีน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
          
สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ B2B (Business to Business) กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร โดยนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ที่เป็นจุดเด่น ได้แก่ เสือโคร่งสีทอง “น้องเอวาและพี่ลูน่า” รวมทั้งการแสดงน้ำพุดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและสูงที่สุดในเอเชีย และเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีสู่ระดับสากล ตอกย้ำบทบาทในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริม Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน
          
นอกจากนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เข้าพบ นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู นางสาวธาริณี สมบุญ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. และ นางสาวสุรัสยา รัตนาภรณ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเฉิงตู เพื่อแนะนำกิจกรรมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และอัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน
          
ทั้งนี้ งาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to Chengdu 2025 จัดโดยการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน กว่า 100 ราย ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายฐานตลาดต่างประเทศของเชียงใหม่ในตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพื่อการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่

กระบี่-ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์ พร้อมจัดประชุมผู้บริหารสัญจรที่กระบี่

(18 ส.ค. 68)  ณ ห้องไทรเงิน โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ประกอบไปด้วย การทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์

การทลายแก๊งคนไทยเชื้อสายจีน เช่าห้องโรงแรมย่านรัชดาเปิดธุรกิจซื้อขายบัญชีม้า บุกรวบตัวได้คาห้อง 13 ราย สืบเนื่องจาก ตำรวจได้สืบสวนพบการลักลอบซื้อขายบัญชีม้าผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบข้อมูลว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการนัดซื้อขายบัญชีม้ากันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มบุกคคลที่รับซื้อขายบัญชีม้านั้นเป็นวัยรุ่นไทยเชื้อสายจีน นำโดยชายอายุประมาณ 20 ปี ตำรวจจึงตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร  พร้อมบัตร ATM จำนวน 22 เล่ม และดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

กวาดล้างอาชญากรรมแดนใต้ ตรวจค้น 7 จุด จับกุม 8 ราย ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน และอาวุธปืน พร้อมออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” โดยจุดที่ 1 จับกุมอาวุธปืน ในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 
จุดที่ 2 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 
จุดที่ 3 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ณ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา 
จุดที่ 4 จับกุมหวยเถื่อน ณ ร้านโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ย่านถนนกะโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 5 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 6 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 
จุดที่ 7 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง 
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” เงินหมุนเวียนกว่า 10ล้านต่อเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่าย “Lucabet123plus” ซึ่งเป็นเว็บพนันรายใหญ่ มีความเชื่อมโยงไปยังนาย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นาย “ก๊ก อาน” กับพวกรวม 20 คน อีกด้วย

“Money Cash Back” ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน ตำรวจไซเบอร์ช่วยเหยื่อโจรออนไลน์ชาวปักษ์ใต้ โดนหลอกรวมกันสูญกว่า 30 ล้าน อายัดทัน 1.2ล้าน นำคืนผู้เสียหาย 3 ราย ประกอบไปด้วย
รายที่1 เป็นหญิงชาวภูเก็ต ถูกชักชวนให้หารายได้โดยการกดเพิ่มสินค้าให้กับเว็บไซต์ โดยหลอกให้โอนเงินสำรองไปก่อนจึงได้รับผลตอบแทน สูญเงินไป 220,260.27 บาท ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 70,449.27 บาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่2 เป็นหญิงชาวเกะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้น สูญเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท ต่อมา ผู้เสียหายพบเพจเฟซบุ๊กปลอบที่แอบอ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ โดยอ้างว่าจะดึงเงินจากคนร้ายที่หลอกลวงให้กลับมาได้ จึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ พร้อมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายเพิ่มหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่ 3 เป็นหญิงชาวพัทลุง ได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นการไฟฟ้า อ้างว่าจะเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้เป็นแบบดิจิทัล เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงแนะนำให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีผู้เสียหาย จำนวน 1,951,230 บาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 210,074 บาท นำคืนผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ยังย้ำว่า ให้ประชาชนทุกคน โปรดระวัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้ดี หรือสร้างความโลภให้ หรือกดดันให้ต้องรีบร้อนดำเนินการ หรือข่มขู่ให้รู้สึกหวาดกลัวให้รีบโอนเงิน สุดท้าย จะกดดันไม่ให้ปรึกษาใคร หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังถูกมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ให้รีบวางสายแล้วปรึกษาคนที่ท่านเชื่อถือได้ หรือโทร 1441 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) โดยเร็วที่สุด 

พร้อมกันนี้ ผบช.สอท.ได้ประชุมผู้บริหารสัญจร โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 จังหวัดกระบี่ (ศูนย์ประสานส่วนหน้า กก.1 บก. สอท.5  จว.กระบี่)

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

‘พะยูน’ ลดลง สัญญาณเตือนจากท้องทะเลไทย สะท้อนระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยเสื่อมโทรมหนัก

(19 ส.ค.68) สืบเนื่องจาก ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ (17 สิงหาคม) พวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า “พะยูน” หรือที่หลายคนเรียกอย่างเอ็นดูว่า “น้องหมูน้ำ” หรือ “วัวทะเล” คือสัตว์ทะเลสงวน ที่เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทย ปัจจุบันสถานะของพะยูนกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจน ปี 2566 เหลือเพียง 282 ตัวในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2567) การลดลงของประชากรพะยูนไม่ใช่แค่ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สะท้อนถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยโดยตรง

ข้อมูลสถิติพบว่า...
• ปี 2564: พบพะยูน 261 ตัว (อันดามัน 229 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)
• ปี 2565: เพิ่มเป็น 273 ตัว (อันดามัน 242 ตัว / อ่าวไทย 31 ตัว)
• ปี 2566: เพิ่มเป็น 282 ตัว (อันดามัน 250 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)

แม้จำนวนดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขการตายกลับน่าตกใจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปี 2562–2567 พะยูนมีการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เพิ่มจากปี 2548–2561 ที่เฉลี่ยปีละ 13 ตัว และยังมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ที่มีเพียง 17.5 ตัวต่อปีเท่านั้น ช่วงต้นปี 2568 สูญเสียไปแล้วมากกว่า 13 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) ขณะที่ปี 2567, 2566, 2565, 2564, 2563 มีพะยูนเสียชีวิต 42, 40, 19, 25 และ 16 ตัวตามลำดับ สะท้อนว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พะยูนไทยตายแล้วกว่า 142 ตัว

ผลการชันสูตรพบว่า ส่วนใหญ่พะยูนตายเพราะผอมแห้งจากการขาดอาหาร อันมีสาเหตุมาจาก การลดลงของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลัก โดยหญ้าทะเลลดลงจากหลายปัจจัย เช่น
• คลื่นลม อุณหภูมิน้ำทะเล
• การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ
• ปริมาณน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
• การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น ตะกอนจากการถมทะเล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว
• กิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร เช่น การปล่อยน้ำเสีย การสร้างท่าเรือ การขุดร่องน้ำ การก่อสร้างที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และขยะจากเรือประมงและเรือท่องเที่ยว รวมทั้งการลักลอบขุดหญ้าทะเลจำหน่าย

นอกจากนี้ พะยูนยังตายจากการป่วย การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ และการกินขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งอุดตันทางเดินอาหารจนขาดสารอาหารและเสียชีวิตในที่สุด

ในระดับโลก พะยูน (Dugong dugon) ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดง IUCN ให้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยมีการกระจายพันธุ์ในกว่า 37 ประเทศ ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกได้ลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา และบางพื้นที่ เช่น แอฟริกาตะวันออกและนิวแคลิโดเนีย ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ มลภาวะชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศได้นำมาตรการอนุรักษ์เข้มงวดมาใช้ เช่น ออสเตรเลียจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลขนาดใหญ่ (Marine Protected Areas) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนห้ามใช้เครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน ขณะที่อียิปต์กำหนดเขตอนุรักษ์เฉพาะในทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้ Dugong MoU ของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์อพยพ (CMS) เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและติดตามประชากรพะยูนในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ ปี 2554 และมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 28 แห่ง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก หญ้าทะเลซึ่งเป็น “สัญญาณชีวิต” ของทะเลกำลังร่อยหรอ หากไม่มีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง พะยูนจะต้องอพยพหรือสูญพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะหายไป

จากเหตุการณ์สูญเสีย “น้องมาเรียม” และ “ยามีล” ทำให้สังคมตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤติ จนนำไปสู่การประกาศให้วันที่ 17 สิงหาคมเป็น วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและพันธสัญญาร่วมกันของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชายฝั่ง และประชาชน ในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่กระทบต่อพะยูน และพัฒนาระบบติดตามวิจัยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ขอย้ำว่าการรักษาพะยูนไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่คือการคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงนโยบายและการดำเนินงานระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่ทำลายถิ่นอาศัย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนงานวิจัยติดตามระยะยาว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ-ชุมชน ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทะเลไทยยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของพะยูน และยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพิงอย่างยั่งยืน

จีนเผย 'บ็อกซ์ออฟฟิศ' ฤดูร้อน ทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน ขณะที่หนังจีนพาเหรดยึดหัวหาด 3 อันดับแรก

ปักกิ่ง, 18 ส.ค. (ซินหัว) -- เมาเหยี่ยนและเบคอน สองแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ของจีน รายงานว่ารายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ (box office) ของจีน ช่วงฤดูร้อน ปี 2025 สูงเกิน 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.52 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับถึงวันจันทร์ (18 ส.ค.) โดยภาพยนตร์ที่ผลิตภายในประเทศครอง 3 อันดับแรก

รายงานระบุว่า 'เดด ทู ไรท์ส' (Dead To Rights) ภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ครองอันดับหนึ่งด้วยรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ 2.6 พันล้านหยวน (ราว 1.17 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา

อันดับสองคือ 'โนบอดี' (Nobody) ภาพยนตร์ภาคแยกจากซีรีส์แอนิเมชันชื่อดัง "นิทานพื้นบ้านจีน-เยา" (Yao-Chinese Folktales) ทำรายได้มากกว่า 1 พันล้านหยวน (ราว 4.52 พันล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 2 ส.ค. ทำให้เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันสองมิติที่ทำรายได้สูงสุดของจีน

'เดอะ ลิชี โรด' (The Lychee Road) ภาพยนตร์ย้อนยุคหวานปนขม ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีที่มีฉากหลังอยู่ในยุคราชวงศ์ถัง (ปี 618-907) ครองอันดับสามด้วยรายได้กว่า 670 ล้านหยวน (ราว 3.02 พันล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา

อนึ่ง มหกรรมชมภาพยนตร์ช่วงฤดูร้อนของจีนตรงกับวันที่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค. ถือเป็นหนึ่งในช่วงเก็บรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นมากที่สุดของจีน

(แฟ้มภาพซินหัว : คนเดินผ่านโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 17 ส.ค. 2025)

”อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์“ เชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีนเป็นเสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“     ชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

(18 ส.ค. 68) สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์หงหู สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน “นิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีน ครั้งที่ 2” อย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ กรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันลึกซึ้งในวัฒนธรรมและศิลปะระหว่างสองประเทศ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างเวทีให้ศิลปินมีโอกาสถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าต่อสาธารณชน ตอกย้ำมิตรภาพที่มั่นคงระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ, นางสาวประจงจิต พลายเวช รองประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ และ นางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ผู้จัดงานในครั้งนี้

ความพิเศษของนิทรรศการครั้งนี้ คือการนำเสนอผลงานภาพวาดพู่กันจีนจากศิลปินชั้นนำกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายเฟิง กุ้ยฉวน ประธานพิพิธภัณฑ์หงหู และหัวหน้าคณะศิลปินจากประเทศจีน นำทีมมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน อาทิ ภาพเขียนเทพเจ้ากวนอู ภาพเขียนภูเขา ภาพทิวทัศน์ ภาพหมีแพนด้า ภาพสัตว์มงคล และภาพดอกไม้ ถ่ายทอดผ่านฝีแปรงพู่กันจีนอย่างประณีตและทรงคุณค่า

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวว่า
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และเศรษฐกิจถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวจีน พร้อมกระตุ้นความสนใจในศิลปวัฒนธรรมจีนในหมู่ประชาชนไทยได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิลปิน กระชับมิตรภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและขอเชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีน เสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“อย่างยั่งยืนยาวนานและชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

ทั้งนี้ภาพวาดพู่กันจีนถือเป็นศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ ปรัชญา และวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในหลายด้าน 
1. สะท้อนปรัชญาและความเชื่อ
ภาพวาดจีนมักแฝงแนวคิดเต๋าและขงจื๊อ เช่น ความสมดุลของหยิน-หยาง (ภูเขาเป็นหยิน น้ำเป็นหยาง) 
ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ (ความยืดหยุ่น), ปลาคาร์ฟ (ความสำเร็จ), เสือ (อำนาจ) เพื่อสื่อความหมายเชิงปรัชญา 
2. เป็นเครื่องมือฝึกจิตใจ
การวาดพู่กันจีนต้องใช้สมาธิสูง ช่วยขัดเกลาจิตใจและสร้างสมดุลทางอารมณ์ 
3. มรดกทางวัฒนธรรม
มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง 
ภาพวาดโบราณเช่น "คนขี่มังกร" (สมัยจั้นกั๋ว) ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
4. เทคนิคและสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัว
ใช้ "รัตนะทั้งสี่" ได้แก่ พู่กันจีน หมึก กระดาษเซวียนจื่อ และแท่นฝนหมึก 
มีหลักการสำคัญ 6 ประการ โดยเฉพาะ "จิตวิญญาณแห่งจังหวะ"ซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัว 
เน้นพื้นที่ว่างและความเรียบง่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการ 
 5. บทบาทในสังคมจีน
ในอดีตใช้คัดเลือกขุนนาง โดยวัดจากลายมือและความประณีต 
ปัจจุบันยังเป็นศิลปะที่มีชีวิต ใช้ตกแต่งบ้านเพื่อเสริมฮวงจุ้ย 
ศิลปินมักรวมบทกวี ตราประทับ และภาพวาดไว้ด้วยกัน เรียกว่า "สี่ล้ำเลิศ" 
ภาพวาดพู่กันจีนจึงไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่เป็น "หน้าต่าง" ที่เปิดสู่โลกทัศน์ วิถีคิด และจิตวิญญาณของอารยธรรมจีนมาหลายพันปี.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top