Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา

‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา

‘ทรัมป์’ บอก ‘ยูเครน’ ควรทำข้อตกลงกับรัสเซีย ชี้ มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า

(17 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีทรัมป์แนะยูเครนทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ชี้มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวในวันเสาร์ (16 ส.ค.) ว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในรัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ซึ่งมีรายงานว่าเขาได้เรียกร้องดินแดนจากยูเครนเพิ่ม

รอยเตอร์สรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า หลังจากผู้นำทั้งสองหารือกัน ทรัมป์ได้บอกประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีว่า ปูตินเสนอที่จะตรึงแนวหน้าส่วนใหญ่ไว้ (รักษาการควบคุมแนวหน้าโดยไม่รุกคืบหรือถอยร่น) หากเคียฟยอมยก “โดเนตส์ก” ภูมิภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของมอสโก

แหล่งข่าวเผยว่า เซเลนสกีปฏิเสธความต้องการดังกล่าว ขณะที่รัสเซียควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงพื้นที่โดเนตสก์ราว 3 ใน 4 ซึ่งรัสเซียรุกคืบเข้าไปตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินที่ข้อตกลงสันติภาพควรทำข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องหยุดยิงก่อนตามที่ยูเครนและพันธมิตรยุโรปต้องการ ซึ่งนั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเขาก่อนที่จะประชุมร่วมกับปูติน โดยทรัมป์เคยบอกไว้ว่าเขาจะไม่แฮปปี้ถ้าไม่มีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น

ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียล

"ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันเลวร้ายระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการบรรลุข้อตกลงสันติภาพโดยตรง ซึ่งจะยุติสงครามได้ ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมักจะใช้ไม่ได้ผลเสมอไป”

ด้านเซเลนสกีกล่าวว่าความไม่เต็มใจของรัสเซียในการยุติการสู้รบจะทำให้ความพยายามสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความซับซ้อนมากขึ้น

“การยุติการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการยุติสงคราม” ประธานาธิบดียูเครนโพสต์ใน X

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าเขาจะพบกับทรัมป์ที่วอชิงตันในวันจันทร์ (18 ส.ค.)

ทั้งนี้ รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และค่อยๆ รุกคืบไปในยูเครนมาหลายเดือนแล้ว สงครามครั้งนี้ที่เป็นสงครามนองเลือดที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี ได้คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนหลายพันคนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน

ยูเครนต้องได้รับประกันความมั่นคง
ที่ผ่านมาเซเลนสกียืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่าเขาไม่สามารถยอมเสียดินแดนได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของยูเครน และเคียฟมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ของโดเนตส์ก เช่น สโลเวียนส์กและครามาทอร์สก์ เป็นปราการด่านหน้าที่จะใช้ต้านทานการรุกรานของรัสเซีย

ปธน.ยูเครนยังยืนยันว่าต้องมีการรับประกันความมั่นคงเพื่อยับยั้งไม่ให้รัสเซียรุกรานอีก

เซเลนสกีกล่าวว่าตนและทรัมป์ได้หารือถึง “สัญญาณเชิงบวก” เกี่ยวกับการที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วม และว่ายูเครนต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “แค่การหยุดพักชั่วคราว”

ขณะที่ปูติน ซึ่งเคยคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างประเทศ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับประกัน”

‘นนท์’ สส. พรรคประชาชน ขอโทษชาวพุทธ ปมหลุดปากลบหลู่สังเวชนียสถาน “กราบอะไรก็ไม่รู้”

เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) กรณีนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน เสนอตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยยกตัวอย่าง โครงการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรเผยแผ่เพื่อเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานในอินเดีย-เนปาล ไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ตอบโจทย์ภารกิจสำนักพุทธฯ พร้อมเสนอให้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมถ้อยคำว่า "กราบอะไรก็ไม่รู้"

ล่าสุด นายนนท์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงถ้อยคำอภิปรายเกี่ยวกับสังเวชนียสถานดังนี้ ข้าพเจ้า ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนและสังคม ต่อถ้อยคำที่ใช้ในระหว่างการอภิปราย ซึ่งทำให้หลายท่านขุ่นเคืองและรู้สึกว่ากระทบกระเทือนศรัทธาและความเคารพต่อสังเวชนียสถาน โดยเฉพาะมหาโพธิมณฑลสถาน

ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า เจตนาของการอภิปราย มิใช่เพื่อดูหมิ่นหรือทำร้ายความเชื่อของผู้ใด แต่เพื่อหยิบยกประเด็นการพิจารณางบประมาณแผ่นดินซึ่งหน่วยรับงบประมาณพึงอธิบายเป้าประสงค์และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณในเชิงความคุ้มค่า ความเหมาะสมและความทั่วถึง ภายใต้หลักการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

ถ้อยคำที่ว่า “กราบอะไรก็ไม่รู้” นั้น เป็นความประมาทพลาดพลั้ง แม้ว่าข้าพเจ้าต้องการให้ผู้ฟังพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา แต่การเลือกใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการลืมเลือนความเคารพที่ข้าพเจ้าควรจะมีในฐานะผู้แทนราษฎร ต่อความเชื่อและสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้คน และกราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับข้อวิจารณ์ และจะใช้ความรอบคอบมากยิ่งขึ้นในการอภิปรายครั้งต่อไป

นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี เขต 8

โฆษก ทบ.อัดกัมพูชา ยังไม่ยอมร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชี้ชัด เป็นอาวุธที่ใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา

(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ

จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น

วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

รัฐบาลเชิญ ‘Michel Alfaro’ นักข่าวรับจ้างเขมรมาไทย ทั้งที่สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำรู้ความจริงชัดเจนแล้ว

(17 ส.ค. 68) ถ้าจะบอกว่าประชาคมโลก “ไม่รู้ความจริง” ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ เขารู้และเห็นภาพทั้งหมดชัดเจนแล้ว — ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตรงชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุ” อย่างที่บางฝ่ายพยายามบิดเบือน แต่คือการวางระเบิดแฝงจริง ๆ

คุณลองดูสิครับ ทั้ง Associated Press (AP) รายงานอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดซ้ำหลายครั้ง หลังการประกาศหยุดยิง” จนถึงขั้นที่ประเทศไทยต้องออกมาเตือนว่าอาจจะใช้สิทธิ์ ป้องกันตัว (self-defense) หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป 【AP】

ขณะเดียวกัน Financial Times ก็เขียนชัด ว่ามีการปะทะต่อเนื่อง และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์บานปลายคือการ “ซ่อนอาวุธและทุ่นระเบิด” ที่ยังคงเป็นภัยต่อทหารไทยและพลเรือน 【FT】

ยังไม่นับ The Guardian, Reuters, Al Jazeera ที่พาดหัวไปในทำนองเดียวกันทั้งหมด — ว่าทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และข้อกล่าวหาหลักที่โลกได้ยิน ก็คือ “กัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการวางทุ่นระเบิด”

นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า Narrative ระหว่างประเทศไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา อย่างที่พยายามปั้นภาพเลย เพราะสำนักข่าวอิสระเหล่านี้ต่างมีแหล่งข่าวของตัวเอง และเมื่อรายงานตรงกันทั้งหมด ก็หมายความว่าความจริงมันปรากฏอยู่ชัดเจนแล้ว

ไม่จำเป็นที่ต้องใช้ Michel Alfaro หรอกครับ เพราะแค่นักข่าว influencer จากรายการพอดแคสต์ใน Chicago เท่านั้น

ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวลึกหรือสูงกว่านักข่าวต่างประเทศที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะครับสู้เราเชิญมาหลายๆสำนักยิ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า

ผมเลยอยากถามจริงๆรัฐบาลแกล้งโง่หรือโง่จริงครับหรือพยายามจะเข้าข้างรัฐบาลกัมพูชาด้วยการเตะถ่วงด้วยการเชิญสื่อรับจ้างของกัมพูชามาทำข่าวในประเทศไทย

อยากให้คิดดูดีๆนะครับ

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ ชำแหละ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ชี้ ‘อุปนิสัย’ ชอบยกตนข่มท่าน- อวดภูมิ - เหยียดคู่สนทนา

(17 ส.ค. 68) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถียงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์ 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา 

เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ  ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้

“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น (ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้

ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ 

โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล
โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล

โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท”

“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”

ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ  มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ  ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก 

สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว 
ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย 
คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ 

คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
2.  นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน 
3.  มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง 
4.  หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ 
5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก
6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น
7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 
8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี 
9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 
10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ 

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

'แพทย์สนาม' ผู้เป็นทั้งกำลังใจและกำลังกาย พร้อมอยู่เคียงทุกย่างก้าวทหารแนวหน้า

(17 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพข้อความ แพทย์สนามผู้เป็นกำลังใจและกำลังกาย ที่คอยอยู่เคียงข้างทหารชายแดน ระบุว่า ในทุกก้าวของทหารแนวหน้า มีแพทย์สนามคอยประคับประคองอยู่เสมอ” ทีม M-MCATT ทภ.2 เข้าประเมินสุขภาพจิตในฐานปฏิบัติการ ยัน ทหารชายแดนขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จัดชุดโรงพยาบาลสนาม ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) เข้าประเมินสุขภาพจิตให้กับทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นำการ์ดอวยพรจากแนวหลังของน้อง ๆ นักเรียนไปมอบให้ และฝากการ์ดจากแนวหน้าส่งแนวหลังด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และกำลังใจที่ดีของทหารชายแดน โดยภาพรวมชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของทหารชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมทั้งกายและใจอยู่เสมอ เพื่อยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top