Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับ MOU ร่วมให้ความรู้ พร้อมหนุนงบประมาณด้านการฝึกอบรม และทีมบรรเทาสาธารณภัย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับ MOU ร่วมให้ความรู้ พร้อมหนุนงบประมาณด้านการฝึกอบรม และทีมบรรเทาสาธารณภัย อุปกรณ์ เครือข่ายการสื่อสาร รวมทั้งเตรียมพร้อมปฏิบัติการ บูรณาการการช่วยเหลือผู้ประสบภัยควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถในระดับสากล ณ  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

(29 ก.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ ในนามของผู้แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผนึกกำลังทั้งทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติการอันเป็นการบูรณาการการจัดการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิฯ และเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติการตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับขอบเขตหน้าที่ของมูลนิธิฯ  อาทิ การร่วมกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนงบประมาณเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อรองรับการฝึกอบรม โดยมี นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหารของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมทั้งผู้บริหารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า ในนามของมูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง หรือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งในความร่วมมืออันทรงคุณค่ายิ่ง ระหว่างมูลนิธิฯ กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน  ตลอดระยะเวลา 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ดำเนินงานภายใต้ปณิธาน  “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”  โดยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที โดยไม่เลือกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ความร่วมมือในวันนี้จึงไม่เป็นเพียงพันธสัญญาเชิงรูปธรรม แต่ คือการสานต่อเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ด้วยการยกระดับการบูรณาการภารกิจด้านบรรเทาสาธารณภัยไปสู่การช่วยเหลือระดับประเทศร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เพื่อพี่น้องประชาชนและสังคมส่วนรวม ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะส่งผลต่อความรวดเร็ว ที่มีประสิทธิผล และความปลอดภัยในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณะอันสูงสุด

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ คือการยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายจะให้ความร่วมมือกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยินดีที่จะสนับสนุนและร่วมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยตามที่ได้รับแจ้งจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และในขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ยินดีที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการสาธารณภัย เพื่อเสริมสมรรถนะของเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตามบันทึกความเข้าใจนี้ ซึ่งถือเป็นการให้บริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของผู้ประสบภัยและทางราชการร่วมกัน โดยขอบเขตหน้าที่ของมูลนิธิฯ ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้นว่าฉบับนี้จะเป็นการยกระดับความร่วมมือ คือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ด้านการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสนับสนุนบุคลากร พร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำหรับความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีการประสานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งใน “ด้านสังคมสงเคราะห์” มีแผนกสาธารณภัย ประสานเพื่อเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยต่าง หรือ “ด้านบรรเทาสาธารณภัย”  ซึ่งมูลนิธิฯ มีบุคลากรทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร นำกำลังพร้อมอุปกรณ์ด้าน กู้ชีพ กู้ภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยและได้มีการประสานงานกับปภ.ในพื้นที่ และยังมี “แผนกฝึกอบรม” ประสานจัดการ “ด้านการฝึกอบรม” เพื่อจัดอบรม เพิ่ม และพัฒนาองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครซึ่งได้มีการประสานงานกันเรื่อยมาจวบจนปี พ.ศ. 2564 มูลนิธิฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อการบูรณาการการดำเนินงานด้านบรรเทาสาธารณภัยอย่างเป็นทางการครั้งแรก และได้มีการผนึกกำลังพัฒนาบุคลากรมูลนิธิฯ เรื่อยมา อาทิ หลักสูตรการกู้ภัยเบื้องต้น (BRC)  หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสำหรับเจ้าหน้าที่เผชิญเหตุ หลักสูตรการกู้ภัยในกระแสน้ำไหลเชี่ยวเบื้องต้น (Basic Swiftwater Rescue) และหลักสูตรการค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง ( USAR ) เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา ทีมบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ไม่เพียงแต่ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุ ประสบภัยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังร่วมกับหน่วยงานระดับประเทศในด้านต่างๆ ในการพัฒนาองค์ความรู้ให้ครอบคลุมทั้งด้านกู้ชีพ กู้ภัย และสนับสนุนงานด้านนิติเวช เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศล บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างมีประสิทธิผลอย่างเป็นที่ประจักษ์ และร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับภาครัฐ เอกชน และประชาชน 

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

อินโดนีเซียเซ็นซื้อ ‘เครื่องบินขับไล่ KAAN’ จากตุรกี 48 ลำ เสริมเขี้ยวเล็บทัพฟ้า!! หลังเพิ่งซื้อ Rafale จากฝรั่งเศส 42 ลำ

(29 ก.ค. 68) กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเผยว่า ได้ลงนามสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่ KAAN จำนวน 48 ลำ จากตุรกี โดยพิธีลงนามเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระหว่างงานแสดงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนานาชาติที่นครอิสตันบูล ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ของอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียได้สั่งซื้อเครื่องบินรบราฟาเอล (Rafale) จากฝรั่งเศส 42 ลำ มูลค่า 8.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 297,000 ล้านบาท) ในปี 2022 และกำลังพิจารณาจัดซื้อเครื่องบิน J-10 ของจีน และ F-15EX ของสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศ

สำหรับเครื่องบินรบ KAAN เป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ของตุรกีที่เพิ่งขึ้นบินครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว โดยใช้เครื่องยนต์ F-110 ที่ผลิตโดยบริษัท GE Aerospace ในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับ F-16 และคาดว่าจะเริ่มผลิตจำนวนมากในปี 2028 อย่างไรก็ตามทั้งอินโดนีเซียและตุรกียังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าสัญญาหรือกำหนดส่งมอบ

นอกจากลงนามสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่ KAAN แล้ว อินโดนีเซียยังลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับอู่ต่อเรือ TAIS ของตุรกี เพื่อจัดซื้อเรือฟรีเกต Milgem Istif-class อีก 2 ลำ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือด้านกลาโหมที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างสองประเทศในอนาคต

🚗 คนรักรถห้ามพลาด! โซน MIND Motor Show ที่ อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 รวมรถจาก 19 ค่ายดัง พร้อมดีลสุดแรงแห่งปี ใจสั่นแน่นอน!

คนรักรถห้ามพลาด! โซน MIND Motor Show ที่ อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 รวมรถจาก 19 ค่ายดัง พร้อมดีลสุดแรงแห่งปี ใจสั่นแน่นอน!

ดีลสุดร้อนแรง
💰 จองรถในงาน ลุ้นทองคำ 1 บาท แจกทุกวัน!
⚡ ทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร
💥 ดีลเฉพาะในงานเท่านั้น!
– โตโยต้า: ส่วนลดหลักแสน
– ฮอนด้า: ดอกเบี้ยพิเศษ
– อีซูซุ: ดาวน์น้อย ผ่อนสบาย
– และอีกหลายค่ายที่ขนโปรแรงมาแบบจัดเต็ม!

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเจอ “รถที่ใช่ ดีลที่ชอบ” ที่นี่ที่เดียว!

📍 31 ก.ค. – 3 ส.ค.
🕙 10.00 – 21.00 น.
📍 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเต็มรูปแบบ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบราชประเพณีบรรพกษัตริย์โดยสมบูรณ์

โดยก่อนหน้านั้น พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ในปีเดียวกัน ภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330

ก่อนจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงรับราชการหลายตำแหน่งสำคัญ เช่น กำกับกรมท่า กรมตำรวจ และกรมพระคลังมหาสมบัติ ทรงดูแลศาลยุติธรรม เป็นแม่กองลูกขุน และประกอบกิจการค้าทางสำเภากับจีน สร้างรายได้เข้าท้องพระคลังอย่างมั่งคั่ง

ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการศึกษาวิทยาการ ริเริ่มการค้าระหว่างประเทศผ่านพระราชไมตรี ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมั่นคง พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2393 สิริพระชนมายุ 67 พรรษา ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 27 ปี

ประธานสภาฯ เยอรมนี เตือนรัฐบาล!! อาจขาดดุล 6.7 ล้านล้านบาท เพราะส่งอาวุธให้ยูเครน..ชี้นำเงินไปพัฒนาสาธารณูปโภคในประเทศดีกว่า

(29 ก.ค. 68) ราล์ฟ นีไมเออร์ (Ralf Niemeyer) ประธานสภารัฐธรรมนูญและอธิปไตยของเยอรมนี เตือนว่าการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต (Patriot) ให้ยูเครน อาจทำให้เยอรมนีกลายเป็นเป้าหมายของรัสเซีย และยังส่งผลกระทบหนักต่อภาษีประชาชน

เขาระบุว่า เยอรมนีกำลังขาดแคลนงบประมาณที่จำเป็นสำหรับพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ถนน สะพาน และโรงเรียน ขณะที่รัฐบาลกลับนำเงินไปจัดซื้ออาวุธ ทำให้ประเทศเสี่ยงยากจนลง โดยสื่อเยอรมนีรายงานว่า ประเทศอาจเผชิญภาวะขาดดุลสูงถึง 172,000 ล้านยูโร (ราว 6.7 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2029

ก่อนหน้านี้ เบอร์ลินได้ส่งแพทริออต ให้ยูเครนแล้ว 3 ระบบ และกำลังเจรจากับวอชิงตันเพื่อส่งเพิ่ม โดยเยอรมนีจะเป็นฝ่ายจัดหาทดแทนเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม 'แพทริออต' ไม่ใช่อาวุธวิเศษ เพราะเคยถูกโจมตีทะลวงมาแล้วโดยอาวุธรัสเซีย

รัสเซียเตือนว่าการส่งอาวุธให้ยูเครนเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพ และถือว่าเป็นเป้าหมายชอบธรรมทางทหาร ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่า สหรัฐฯ จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวนจากเยอรมนีสำหรับข้อตกลงนี้

‘อรรถวิชช์’ แจ้งข่าวดี ‘กฎหมายเสรีโซลาร์’ ผ่านครม.เรียบร้อย ตามที่ ‘พีระพันธุ์’ เสนอ

(29 ก.ค. 68)นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า พ.ร.บ.โซลาร์ ผ่าน ครม. ตามที่ รมต.พีระพันธุ์เสนอไป! 

วันนี้ ร่างพรบ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ของกระทรวงพลังงาน โดย รมต.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครม.อนุมัติเรียบร้อยแล้ว และมีร่างกฎหมายฉบับสส.พรรครวมไทยสร้างชาติประกบพร้อมเข้าสู่การพิจารณาของสภาสส.วาระแรกแล้วครับ

เป็นกฎหมายโซลาร์ฉบับแรกของประเทศไทย ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ใช้เอง โดย “ไม่ต้องขออนุญาต” จากหลายหน่วยงาน เหลือแค่ "แจ้งให้ทราบ" ที่เดียวเท่านั้น

ผมภูมิใจที่ได้เขียนกฎหมายเสรีโซลาร์ตั้งแต่มาตราแรก ถึงมาตราสุดท้าย ผมยึดหลักว่า "แสงอาทิตย์เป็นของประชาชน ห้ามรัฐยืนบังแดด" 

ขอบคุณรมต.พีระพันธุ์ที่มอบภารกิจนี้ให้ และสู้ไม่ถอย!

นี่คือ 10 เหตุผล ที่คุณและครอบครัว ไม่ควรพลาด งาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568'

✅ ช้อปสุดคุ้ม! สินค้าอุปโภคบริโภคราคาโรงงาน
✅ โปรรถแรง! ดีลเด็ดจาก 19 ค่ายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์
✅ เครื่องใช้ไฟฟ้าลดสูงสุด 60%
✅ สนับสนุนของดี SME ไทยจากกว่า 200 ร้านค้า
✅ คอนเสิร์ตฟรี! กับศิลปินดัง 4 วัน 4 สไตล์
✅ เวิร์กช็อป-สัมมนา ฟรี! เสริมทักษะ สร้างอาชีพ
✅ เปิดโลกเทคโนโลยีที่โซน MIND Inno-Verse
✅ เดินทางสบาย MRT แค่ 20 บาทถึงงาน
✅ กิจกรรมเหมาะกับทุกวัย ทุกสมาชิกในครอบครัว
✅ ทุกการช้อปของคุณ = สนับสนุนเศรษฐกิจไทย!

ไม่มา ไม่ได้แล้ว!

📍 31 ก.ค. – 3 ส.ค.
🕙 เวลา 10:00 – 21:00 น.
📍 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อม รัชกาลที่ 10 เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ “เขื่อนแม่กลอง”

วันนี้ เมื่อ 68 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ “เขื่อนแม่กลอง” (เขื่อนวชิราลงกรณ) เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ บริเวณเหนือเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม ณ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แล้วเสด็จฯ ทอดพระเนตรหัวงานเขื่อนและทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่

เขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี เดิมชื่อ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ขนานนามว่าเขื่อนวชิราลงกรณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนแม่กลอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 และทรงเปิดเขื่อนในวันที่ 1 สิงหาคม 2513 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น เขื่อนแม่กลอง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน

เขื่อนแม่กลองเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นบนลำน้ำแม่กลอง จากลำน้ำเดิมที่ไหลผ่านตำบลม่วงชุม แล้วลัดเลี้ยวออกทางซ้ายผ่านตัวเมืองท่าม่วง แล้วโค้งกลับเป็นรูปเกือกม้า ทางกรมชลประทานได้ทำการขุดลำน้ำขึ้นมาใหม่เป็นช่องลัดตรง   มีความยาว 1,650 เมตร  เพื่อเปลี่ยนทางเดินของน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนจนกลายเป็นแม่น้ำแม่กลองสายปัจจุบัน โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ โดยการระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 2 เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

กองทัพบกสูญเสียกำลังพลเพิ่ม 1 นาย ในสมรภูมิช่องอานม้า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ทหารกล้าเสียชีวิตแล้ว 15 นาย

(29 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 11.45 น. กองทัพบกรับรายงานกำลังพลเสียชีวิตจากการสู้รบเพิ่มเติม จำนวน 1 นาย คือ สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 จากการปะทะที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บอีก 13 นาย

กองทัพบกขอสดุดีแด่กำลังพลผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวและทายาทของทหารกล้าเหล่านี้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละของท่านเหล่านี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 68 ถึงปัจจุบัน รวมกำลังพลเสียชีวิตแล้ว 15 นาย 

เพื่อนร่วมรบ ‘จ่าโต๋’ สดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญและเสียสละ ยกเป็นวีรบุรุษแห่งเขาสัตตะโสม!! ผู้ไม่เคยถอยจากการปฏิบัติหน้าที่

(30 ก.ค. 68) หลังการหยุดยิงระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา กองทัพบกเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตจากการปะทะรวม 15 นาย โดยหนึ่งในนั้นคือ จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา หรือ 'จ่าโต๋' นายสิบชุดตรวจการณ์หน้าประจำฐานฟ้าลั่น เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมรบว่าเป็น 'วีรบุรุษแห่งเขาสัตตะโสม'

เพื่อนร่วมรบของจ่าโต๋ซึ่งใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า Suttipong Pongwan โพสต์ข้อความรำลึกถึงวีรกรรมของเขาในสมรภูมิ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา จ่าโต๋ได้ค้นหาและระบุตำแหน่งเป้าหมายที่เป็นภัยต่อทหารฝ่ายไทย พร้อมประสานยิงเพื่อทำลายเป้าหมายเหล่านั้น โดยเฉพาะบริเวณช่องตาเฒ่าและผามออีแดง ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมกองทัพไว้นับร้อย

โดยในเช้าของวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากโจมตีอย่างหนักด้วยรถถัง ปืนใหญ่ และจรวด จ่าโต๋ยังคงปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า คอยแจ้งเตือนและร้องขอการยิงโต้กลับ จนในที่สุดกระสุนปืนใหญ่จากรถถังฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้าใส่บังเกอร์ที่เขาประจำการอยู่ ทำให้เขาเสียชีวิตในสนามรบ

เสียงวิทยุแจ้งข่าวร้ายทำให้ทุกคนในชุดขวัญเสีย ผู้บันทึกเหตุการณ์เล่าว่า แม้ใจจะเจ็บแค่ไหน แต่ทุกคนยังคงต้องสู้ต่อ โดยให้สัญญาในใจว่า "เราจะแก้แค้นให้เพื่อน" เพราะรู้ดีว่าจ่าโต๋ได้สละชีพเพื่อพวกพ้องและผืนแผ่นดินอย่างกล้าหาญ

แม้เวลาจะผ่านไปและผู้คนอาจลืมชื่อ 'จ่าโต๋' แต่ทหารทุกนายที่ร่วมรบ ณ เขาสัตตะโสมไม่มีวันลืมวีรกรรมของเขา จ่าโต๋ถูกจดจำในหมู่พี่น้องทหารว่าเป็น 'ราชาแห่งสนามรบ' ที่แม้จากไปแล้ว แต่บางคนยังคงรู้สึกว่าเห็นเขายืนตรวจการณ์อยู่ที่เดิมเหมือนเช่นวันวาน

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา จัดขึ้นวานนี้ (29 ก.ค.) ท่ามกลางความอาลัยจากครอบครัว เพื่อนร่วมรบ และประชาชนที่รับรู้ถึงความเสียสละของวีรบุรุษแห่งแนวหน้า ผู้ซึ่งได้ทิ้งเกียรติยศไว้เหนือยอดเขาแห่งนี้ตลอดกาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top