Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

กรมการขนส่งทหารเรือจัดเรือสุพรรณหงส์จำลองพร้อมกำลังพลฝีพาย เพื่อสนับสนุนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง

 

เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.68) กรมการขนส่งทหารเรือจัดเรือสุพรรณหงส์จำลองพร้อมกำลังพลฝีพาย เพื่อสนับสนุนจัดการบรรยายและสาธิตการพายและเห่เรือราชพิธี แก่คณะผู้บริหาร และนักเรียน โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ณ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง

การสนับสนุนในครั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และประเพณีไทย ซึ่งการเห่เรือถือว่าเป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สะท้อนถึงความงดงาม ความพร้อมเพียง และภูมิปัญญาของชาวไทยในอดีต ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่ มีความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนปลูกฝังจิตใต้สำนึก ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทยสืบไป

 

ผบก.ตม.3 ลงพื้นที่ตรวจจุดผ่านแดนจันทบุรี หนุนภารกิจด้านความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.68) พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เพลิน กิ่งพยอม รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่เจ้าหน้าที่ ณ จุดผ่านแดนบ้านแหลม และบ้านผักกาด จว.จันทบุรี

ในการนี้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้เข้าร่วมประชุมและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จาก พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี โดยทราบว่าปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนคนไทยและกัมพูชาในการดินทางกลับบ้าน ภายใต้เงื่อนไขและกรอบข้อตกลงต่างๆ และเนื่องจากมีประชาชานทั้งสองประเทศอยู่มาก จึงมอบนโยบายในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากพื้นที่ภายใต้การดูแลของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 มีช่องทางธรรมชาติและช่องทางการค้าติดชายแดนกัมพูชาอยู่หลายแห่ง 

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ ผบก.ตม.3 เผยอีกว่า
ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้นอกจากเพื่อเป็นการบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ แล้ว ยังได้กำชับการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ผ่านแดนให้เป็นไปตามกฏหมาย ยึดหลักมนุษยธรรม มีการประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติให้กับภารกิจของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่อีกด้วย

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (จตช./ผบ.ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการดำเนินการร่วมกันในวอร์รูม IAC โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) ร่วมกับผู้แทนทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนทูตจากประเทศ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สิงคโปร์ และ UNODC ณ ห้องประชุมวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลสั่งการให้เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้ร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติการ จึงเป็นที่มาของการตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (IAC) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ รวมทั้ง UNODC ในการทำงานร่วมกัน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการทำงานร่วมกันของนานาประเทศในวอร์รูม IAC นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ โดยวอร์รูมนี้จะเป็นการยกระดับปฏิบัติการในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ 

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.)/รอง ผบ.เหตุการณ์ (1) ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประสานงานวอร์รูม IAC โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูมร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยการปฏิบัติการของวอร์รูม IAC จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติการให้เข้มข้นและเป็นเอกภาพมากขึ้น ในการเร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคาร/Wallet/Cryto Wallet ทันที , เร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จุด IP หาพิกัดที่ใช้ในการกระทำความผิด ขอข้อมูลการจดทะเบียนทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ รวมทั้งระงับการใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือจุดที่จ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต , วิเคราะห์แผนประทุษกรรม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงขบวนการ และนำเสนอแนวทางการป้องกันปราบปราม นอกจากนี้ ยังจะสามารถปิดเพจ ปิดแพลตฟอร์มทันทีเมื่อรับแจ้งคดี และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้

ภ.2 ผนึกกำลัง 3เอ็ม – สสส. – ทิพยประกันภัย ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ส่งมอบแถบสะท้อนแสงตามมาตรฐานกรมขนส่งฯ พร้อมเดินหน้าโครงการ “ถนนปลอดภัย ภ.2”

(30 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) รับมอบแถบสะท้อนแสงคุณภาพสูงจาก บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด เพื่อนำไปติดตั้งในรถบรรทุก รถซาเล้ง รถเพื่อการเกษตร และรถจักรยานยนต์ที่ไม่มีไฟท้าย ตามกฎหมายที่ประกาศโดยกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะในเวลากลางคืน

ในโอกาสเดียวกัน ได้รับมอบกรวยยางจราจรคุณภาพสูง เพื่อสนับสนุน “โครงการถนนปลอดภัย ภ.2” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีตัวแทนคือ คุณดาวยศ คำแก้ว, คุณฬุฎารัช เข็มสุวรรณ์, คุณเรวดี ทวีเดช พร้อมด้วย บมจ.ทิพยประกันภัย โดย คุณศิขเรศ ศิริมงคล ผู้อำนวยการฝ่าย ธุรกิจภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในความร่วมมือนี้
รวมทั้ง​ พล.ต.ต.สันติ์นที​ ประยูรรัตน์
ผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ​(สสส.)​ เข้าร่วมด้วย​ เพื่อยกระดับ​ สุขภาวะชุมชน​ และความปลอดภัยบนถนนจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถใหญ่และช่วยป้องกันเหตุให้รถเล็กอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ยิ่งยศ ยังได้รับมอบน้ำดื่มทิพยเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านความมั่นคงในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 โดยจะนำไปใช้ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในการประชุมบริหารประจำเดือนของตำรวจภูธรภาค 2 ณ ห้องประชุม ภ.2 อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

บช.น. เชิดชู 43 นักสืบมืออาชีพ มอบรางวัลอันทรงเกียรติ แห่งความทุ่มเท

(29 ก.ค. 68) ณ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนดีเด่น ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 43 นาย เพื่อยกย่องความมุ่งมั่น ทุ่มเท และผลงานที่เป็นเลิศด้านการสืบสวน

พิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ทรงเกียรติ โดยมี พล.ต.ต. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ผู้ดูแลงานสืบสวน, พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พร้อมด้วยตัวแทนผู้บังคับการนครบาล 1-9, ผู้แทนจาก กก.ดส. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความยินดี

พล.ต.ท. สยาม เปิดเผยว่า การคัดเลือกมีขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ต. นพศิลป์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งได้คัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มีความสามารถโดดเด่นทั้งด้านการปฏิบัติ การวางแผน และการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมในงานสืบสวน เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ตำรวจรุ่นหลัง

“ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกนาย และขอชื่นชมในความเสียสละ ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณของการเป็นนักสืบมืออาชีพ ขอให้รักษามาตรฐานแห่งเกียรติยศนี้ไว้อย่างภาคภูมิ” ผบช.น. กล่าวทิ้งท้าย//

‘พีระพันธุ์’ แย้มข่าวดี! ค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 68 มีแนวโน้มลดลงได้อีกคาดอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย

(30 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเกี่ยวกับแนวโน้มค่าไฟงวดสุดท้ายของปี (งวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2568) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดอัตราเป้าหมายของค่าไฟฟ้าไว้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 และงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งสามารถทำได้ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 นั้น ตนได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อหาแนวทางที่จะปรับลดค่าไฟสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปี 2568 ให้ต่ำลงไปอีก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เพราะค่าก๊าซมีแนวโน้มลดลง และมีเงินบางส่วนที่สามารถนำมาช่วย กฟผ. ในส่วนนี้ได้ ล่าสุดมีข้อสรุปจาก กฟผ. ว่า สามารถปรับลดค่าไฟให้ต่ำลงมาได้อีกตามแนวทางที่หารือกับตน โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่ง กฟผ. จะมีหนังสือแจ้ง กกพ. เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดสุดท้ายของปีให้เป็นตามอัตราดังกล่าวต่อไป 

“นอกจากจะสามารถเสนอให้ ครม. อนุมัติกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมาแล้ว ผมกำลังพยายามผลักดันให้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก ซึ่งจากการหารือกับ กฟผ. ก็ได้ข้อสรุปว่า มีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกปรับตัวลดลง และการนำเงินส่วนที่ กฟผ. กันไว้บางส่วน มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับข่าวดีในเร็ว ๆ นี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

อัปเดตสถานการณ์แผ่นดินไหว–สึนามิรอบมหาสมุทรแปซิฟิก หลายประเทศสั่งอพยพ หลังแผ่นดินไหว 8.8 นอกชายฝั่งรัสเซีย

(30 ก.ค. 68)  เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.8 นอกชายฝั่งรัสเซีย ทางตะวันออกไกล ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้หลายประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิกประกาศเตือนภัยสึนามิและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ในญี่ปุ่น เริ่มมีคลื่นสึนามิขนาดประมาณ 40 เซนติเมตรพัดเข้าสู่ชายฝั่งฮอกไกโด โดยยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่มีคำสั่งอพยพสำหรับพื้นที่ชายฝั่งฝั่งแปซิฟิกซึ่งอาจเผชิญคลื่นสูงถึง 3 เมตร รวมถึงการอพยพเจ้าหน้าที่จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

สหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐฮาวายและแคลิฟอร์เนีย ได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้อยู่ห่างชายหาดและพื้นที่ลุ่มต่ำ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐฮาวายเรียกร้องให้ประชาชนตั้งสติและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยผู้เชี่ยวชาญจากแคลิฟอร์เนียประเมินว่าไม่มีแนวโน้มเกิดความเสียหายร้ายแรงในทวีปอเมริกา

ด้านรัสเซีย รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยหลายรายในเขตตะวันออกไกล ขณะที่เมืองท่าซีเวโรคูริลสก์ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิที่ไหลทะลักเข้าท่วมบางพื้นที่ของเมือง

ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวตามแนวรอยเลื่อนในมหาสมุทรแปซิฟิก และยังคงต้องจับตาว่าอาฟเตอร์ช็อกหรือสึนามิลูกอื่นจะตามมาอีกหรือไม่

‘กองทัพบก’ ประณามเขมรไม่หยุดยิงตามข้อตกลง ลั่น หากยังละเมิดต่อเนื่องจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

(30 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก(ทบ.) ได้อ่านแถลงการณ์กองทัพบก เรื่อง การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยกองทัพกัมพูชา มีใจความว่า ตามที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประกาศหยุดยิง เพื่อยุติการปะทะทางทหารบริเวณแนวชายแดน โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นั้น

กองทัพบกขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยได้ระงับการใช้กำลังทุกรูปแบบ และลดกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบรรยากาศแห่งสันติภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ว่า ในวันที่ 29 ถึง 30 กรกฎาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.30 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงเข้าใส่แนวกำลังฝ่ายไทย เป็นเหตุให้เกิดการปะทะจนถึงเวลา 22.00 นาฬิกา จึงยุติ

2. พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือและห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 22.00 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับใช้อาวุธยิงสนับสนุนประเภทเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามหลักสากลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การยิงจากฝ่ายกัมพูชายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงช่วงเช้า วันที่ 30 กรกฎาคม 2568

3. พื้นที่ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 05.17 นาฬิกา ตรวจพบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในเขตแดนประเทศไทยอย่างชัดเจน

การกระทำของกองทัพกัมพูชาในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นับเป็นครั้งที่สองภายหลังจากที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความไว้วางใจที่ควรมีระหว่างสองประเทศ

กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไม่รับผิดชอบของกองทัพกัมพูชาอย่างถึงที่สุด และขอแจ้งให้ทราบว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำรงตนอยู่บนหลักแห่งความอดกลั้น สันติภาพ และมนุษยธรรมอย่างสูงสุด อย่างไรก็ดี หากมีการละเมิดต่อเนื่อง กองทัพบกจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและจำเป็นอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยไม่ละเว้น
จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

มาเลเซียขยับหมากเงียบ สงครามพรมแดนเปิดพื้นที่ลงทุน จับตาช่องว่างทุนไทยในกัมพูชา!! จากบทไกล่เกลี่ยเปิดทางสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ

(30 ก.ค. 68) ขณะที่มาเลเซียได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมาเลเซีย และภาคเอกชนกลับเดินเกมคู่ขนาน ด้วยการเร่งขยายบทบาททางเศรษฐกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักลงทุนไทยต้องถอนตัวออกมา

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา การลงทุนจากไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรม และค้าปลีก ทว่าความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายและผู้อพยพอีกหลายแสนคน ส่งผลให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Carabao Group และ President Foods ต้องระงับกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์

จุดผ่านแดน 7 แห่งถูกปิดลง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดตัวกว่า 65% ภายในสัปดาห์เดียว ในสภาพที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กัมพูชาจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรรายใหม่ และมาเลเซียกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยความพร้อมและประสบการณ์

บริษัทมาเลเซียหลายแห่งเริ่มขยับ เช่น Axiata Group ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายมือถือ Smart Axiata ในกัมพูชา, Gamuda และ IJM Corporation ที่เร่งเสนอแผนฟื้นฟูถนน-โรงพยาบาลที่เสียหายจากการสู้รบ รวมถึง Petronas ซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่พลังงานใหม่ใกล้ชายแดนที่คาดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล

ในภาคการท่องเที่ยว บริษัท Berjaya Corporation ของมาเลเซียก็เริ่มเจรจากับทางการเสียมราฐเพื่อพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง โดยอาศัยจังหวะที่คู่แข่งอย่างไทยต้องชะลอหรือถอนตัว

แม้มาเลเซียจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดังที่สุดในสมรภูมินี้ แต่การเดินเกมอย่างสุขุม มีระยะห่างทางการทูตจากทั้งจีนและสหรัฐ ทำให้มาเลเซียสามารถขยับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า และในขณะที่ทุนไทยยังรอความชัดเจนทางความมั่นคง เพื่อนบ้านรายนี้อาจกลายเป็นผู้ครองพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว

ว่าที่ทูตสหรัฐฯ เตือนไทย!! สงครามกับ ‘กัมพูชา’ อาจกระทบความสัมพันธ์อเมริกา ชี้ใช้กำลังไม่ใช่ทางออก

(30 ก.ค. 68) ฌอน โอนีลล์ (Sean O'Neill) ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ออกโรงเตือนว่า ความขัดแย้งหรือการใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีชายแดนไทย–กัมพูชา อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าสงครามไม่ใช่คำตอบของปัญหา

โอนีลล์แสดงจุดยืนดังกล่าวระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโดยวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นความสงบสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเน้นว่าการทูตและความร่วมมือคือแนวทางที่ควรยึดถือ มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์รุนแรงชายแดนไทย–กัมพูชา และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนกระบวนการเจรจาและการหยุดยิงทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียเพิ่มเติม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top