Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

เชียงใหม่-งานเลี้ยงขันโตก จักรดาว - บานเย็น เด่นงามสัมพันธ์ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.68) ณ สนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดงานประเพณีเลี้ยงขันโตก "จักรดาว - บานเย็น เด่นงามสัมพันธ์ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568 โดยมี พลเอก โกศล ประทุมชาติ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร, ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย คณะผู้บังคับบัญชา, คณะผู้บริหาร, คณาจารย์, คณะครู, ข้าราชการ,นักเรียนเตรียมทหาร, นักเรียนยุพราชวิทยาลัย และผู้มีเกียรติร่วมงาน 

พลเอก โกศล ประทุมชาติ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต้อนรับในงานเลี้ยงขันโตก จักรดาว - บานเย็น เด่นงามสัมพันธ์ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568 ในนามของผู้บริหาร คณะครู บุคลากร ผู้ปกครองนักเรียน และภาคีเครือข่ายโรงเรียน ยุพราชวิทยาลัย มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสจัดงานเลี้ยงขันโตก ต้อนรับผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร คณะผู้บังคับบัญชา คณาจารย์ ข้าราชการและนักเรียนเตรียมทหาร ในโอกาสเดินทางมาทัศนศึกษาในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และร่วมกิจกรรมการแข่งขันกีฬาประเพณีเตรียมทหาร - ยุพราชฯ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐบาลที่จัดการศึกษาได้อย่าง มีคุณภาพเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ และยังเป็นโรงเรียนที่ได้รับการอุปถัมภ์ชุบเลี้ยง กิจการต่าง ๆ ของโรงเรียนจากพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ รวมถึงเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และเจ้านายฝ่ายเหนือ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนมาจนถึง ปัจจุบัน 

ดังนั้น ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนยุพราชวิทยาลัยทุกคน จึงถูกปลูกฝังให้เป็นผู้มีความจงรักภักดี กตัญญูกตเวที่ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระผู้ทรงมีคุณูปการต่อโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยมิเสื่อมคลายเฉกเช่นเดียวกับโรงเรียนเตรียมทหาร ที่ได้ปลูกฝังนักเรียนเตรียมทหารให้มีพื้นฐานความเป็นนายทหารในอนาคต ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพร้อมที่จะปกป้องราชบัลลังก์แห่งองค์พระมหากษัตริย์เจ้า จากอริราชศัตรู และภยันตรายทั้งปวง ที่อาจจะล่วงล้ำเข้ามาในพระราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของเหล่าทหารหาญทุกเหล่าทัพ ตำรวจทุกนาย และเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคนอีกด้วย

คืนนี้จึงเป็นคืนแห่งความงดงาม เป็นคืนแห่งการรวมใจ ในท่ามกลางงานเลี้ยง ขันโตก ของคณะผู้บังคับบัญชา คณะผู้บริหาร คณาจารย์ คณะครู และนักเรียนทั้งสองสถาบันอันเป็นสถาบันการศึกษาหลักที่เพาะบ่มความรักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชนให้แก่เยาวชนที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองในทางที่ถูกต้องได้อย่างยั่งยืน ต่อไปในอนาคต

นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  กล่าวว่า งานเลี้ยง ขันโตก "จักรดาว - บานเย็น เด่นงามสัมพันธ์ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568 ทราบว่าจัดขึ้นเพื่อต้อนรับคณะผู้บังคับบัญชา คณาจารย์ข้าราชการ และนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศในโอกาสที่ได้มาทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีในเขตจังหวัดภาคเหนือ เพื่อประกอบการศึกษาตามหลักสูตร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีการศึกษา และได้ใช้โอกาสนี้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเพณีเตรียมทหาร - ยุพราชฯ ซึ่งเป็นประเพณีที่ดีงามของทั้งสองสถาบัน โดยได้จัดสืบเนื่องมาอย่างยาวนานทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 34 แล้วของการจัดงาน

สัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานได้สร้างมิตรภาพอันงดงามของทั้งสองสถาบัน โดยได้ก่อให้เกิดคุณูปการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักเรียนและบุคลากรของทั้งสองสถาบัน ที่จะได้มีการสานสัมพันธ์สามัคคีกีฬาประเพณีและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ ทั้งยังเป็นโอกาสอันดี ที่คณะผู้บังคับบัญชา คณาจารย์ และนักเรียนเตรียมทหารจะได้ใช้โอกาสนี้ ทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นและท่องเที่ยวอย่างมีความสุขใน เมืองแห่งความงดงาม มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เนื่องด้วยเชียงใหม่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนามาแต่โบราณ มี "คำเมือง" เป็นภาษาท้องถิ่น มีประเพณีและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามหลายแห่งอีกด้วย

ทรัมป์อ้าแขนต้อนรับรัสเซียคืนสู่ G7 รับขับออกไปคือความผิดพลาด

(14 ก.พ.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ก.พ.) ว่า เขาอยากเห็นรัสเซียกลับเข้าร่วมกลุ่ม G7 อีกครั้ง โดยมองว่าการขับไล่รัสเซียออกจากกลุ่มในอดีตเป็น 'ความผิดพลาด'

รัสเซียเคยเป็นสมาชิกของ G8 แต่ถูกถอดออกในปี 2014 หลังการผนวกไครเมียของยูเครน ทำให้เหลือเพียง G7 ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เชื่อว่ารัสเซียสมควรได้รับที่นั่งกลับคืน

"ผมยินดีมากถ้าพวกเขากลับมา" ทรัมป์กล่าวจากทำเนียบขาว "มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะชอบรัสเซียหรือไม่ แต่มันคือเรื่องของกลุ่ม G8 เราคุยกันเรื่องรัสเซียอยู่ตลอด ถ้าอย่างนั้นทำไมพวกเขาถึงไม่มีที่นั่งที่โต๊ะเจรจาล่ะ?"

ทรัมป์ยังเสริมว่าเขาคิดว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็น่าจะอยากกลับมาเช่นกัน ขณะที่แคนาดา ซึ่งเป็นประธาน G7 ปีนี้ ยังไม่ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวของทรัมป์

นิสสันปรับเกมใหญ่!! ปิดโรงงานแรกในไทย ยกเครื่องสายการผลิต เดินหน้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์

(14 ก.พ.68) นิสสัน มอเตอร์ ประกาศแผนปรับโครงสร้างการผลิตระดับโลก โดยเตรียมปิดโรงงานประกอบรถยนต์ 3 แห่งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อลดต้นทุนลง 400,000 ล้านเยน ภายในปีงบประมาณ 2026

แหล่งข่าวจาก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า โรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 1 ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโรงงานแรกของนิสสันในประเทศ จะถูกปิดและเปลี่ยนเป็นศูนย์ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แทน ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงถึง 220,000 คันต่อปี

โรงงานแห่งนี้เคยเป็นฐานการผลิตของรถยนต์รุ่น เทียน่า, เอ็กซ์เทรล, ซิลฟี่, โน๊ต, มาร์ช และ อัลเมร่า (โมเดลแรก) ซึ่งหลายรุ่นได้ยุติการจำหน่ายไปแล้ว ปัจจุบันยังมีการผลิตรุ่น อัลเมร่า (โฉมปัจจุบัน) และ คิกส์ ซึ่งทั้งสองรุ่นจะถูกย้ายไปรวมสายการผลิตที่โรงงานแห่งที่ 2 ซึ่งเดิมเน้นผลิตรถกระบะ นาวารา และ เทอร์ร่า

โรงงานของนิสสันในประเทศไทยตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 21 จังหวัดสมุทรปราการ มีโรงงาน 2 แห่งที่ใช้ผลิตรถยนต์สำหรับตลาดในประเทศและการส่งออกไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก กำลังการผลิตรวมของทั้งสองโรงงานอยู่ที่ 370,000 คันต่อปี โดยแบ่งเป็น:

โรงงานที่ 1 กำลังการผลิต 220,000 คันต่อปี (กำลังจะปิดตัวลง)

โรงงานที่ 2 กำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี ซึ่งจะรองรับการผลิตเพิ่มเติมจากโรงงานที่ 1

นอกจากนี้ นิสสันยังได้ลงทุนในโรงงาน นิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (Nissan Powertrain Thailand – NPT) ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ โดยถือเป็นโรงงานแรกนอกประเทศญี่ปุ่นที่มีความสามารถในการประกอบระบบขับเคลื่อนอี-พาวเวอร์ ด้วยกำลังการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังสูงสุดถึง 580,000 หน่วยต่อปี

หลังการประกาศครั้งนี้ ยังคงต้องติดตามว่านิสสัน ประเทศไทยจะปรับกลยุทธ์ด้านการผลิตและลดต้นทุนอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทแม่ และบทบาทของประเทศไทยในแผนธุรกิจระยะยาวของนิสสันจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ เคลียร์ปมร้อนถูกพาดพิงกรณี ‘แตงโม’ ตกเรือเสียชีวิต ยอมรับ ‘ปอ’ ยกหูโทรหาในคืนเกิดเหตุจริง ยันไม่เคยยุ่งเกี่ยวคดี แต่แนะนำให้แจ้งความ

จากกรณีที่ นาย สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส ไลฟ์ในรายการ 'สนธิเล่าเรื่อง' ในช่องยูทูบ 'sondhitalk' ตอนหนึ่งถึงคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ภัทรธิดา หรือ นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม นิดา นักแสดงชื่อดังว่า โดยมีการกล่าวตอนหนึ่งว่า คุณปอได้โทรศัพท์ไปที่คน ๆ หนึ่ง อ้างว่าคือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน และมีการพูดคุยกันประมาณ 10 นาทีนั้น

ล่าสุด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเป็นคนทำงานการเมืองที่ต้องดูแลประชาชน  จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนโทรหาตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นคนที่มีปัญหาเดือดร้อน เมื่อมีสายโทรศัพท์เข้ามา ตนก็รับตลอด แต่ถ้ารับไม่ทัน ก็โทรกลับไปเป็นเรื่องปกติ ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น ตนรู้จักในฐานะที่เขาเป็นคนทำธุรกิจซื้อขายรถยนต์และเปิดอู่ซ่อม ในวันที่เกิดเหตุ เขาได้เล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเขาประสบอุบัติเหตุตกน้ำและขอคำแนะนำว่าเขาต้องทำอะไร ตนจึงบอกให้ไปแจ้งตำรวจเป็นอันดับแรก  และหลังจากนั้นตนก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้อีกเลย

เผยความหมายลึกซึ้งของดอกไม้แต่ละชนิด ที่คู่รักนิยมมอบให้กันในวันวาเลนไทน์

รวมความหมายน่าประทับใจของดอกไม้แต่ละชนิดที่คู่รักนิยมมอบให้กันในวันวาเลนไทน์ สำหรับคนที่กำลังมีความรัก วันวาเลนไทน์ก็คงเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่จะได้แสดงความรักให้กับคนรักได้รับรู้ และหนึ่งในสิ่งของแทนใจที่คู่รัก (โดยเฉพาะฝ่ายชาย) นิยมมอบให้กันก็คือดอกไม้แสนสวยสีสันสดใสต่าง ๆ ซึ่งดอกไม้แต่ละชนิดนั้นก็ล้วนแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเหมาะกับการสื่อสารความในใจโดยที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด โดยมนุษย์เรานั้นได้เริ่มมีการให้ความหมายของดอกไม้แต่ละชนิดและใช้การมอบดอกไม้ให้แก่กันเพื่อสื่อสารความหมายโดยไม่ต้องเอ่ยปากกันมานมนานแล้ว 

การตีความหมายของดอกไม้ หรือภาษาดอกไม้ เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1600 ณ เมืองคอนสแตนติโนเปิล กรุงโรม ประเทศอิตาลี จากนั้นในปี ค.ศ. 1716 เลดี้แมรี เวิร์ทลีย์ มอนตากู (Lady Mary Worthley Montagu) เป็นบุคคลแรกที่นำมาเผยแพร่สู่ประเทศอังกฤษ ต่อมาก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ผ่านหนังสือชื่อ เลอ ลองแกจ เดส์ เฟลอร์ (Le Langage des Fleurs) หมายความว่า ภาษาแห่งดอกไม้ ที่แปลความหมายของดอกไม้ไว้กว่า 8,000 ชนิด โดยมีการแปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษในสมัยของราชินีวิกตอเรีย

เนื่องในวันแห่งความรักนี้ ใดๆ digest ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับความหมายของดอกไม้แต่ละชนิดว่าจะมีความหมายใดซ่อนอยู่ เผื่อเป็นแนวทางในการเลือกหาดอกไม้ที่มีความหมายตรงใจที่อยากจะสื่อสารให้คนรักของคุณได้รับทราบกันนะครับ 

โดยขอเริ่มจากดอกไม้อมตะนิรันดร์กาลประจำเทศกาลวาเลนไทน์ได้แก่ราชินีแห่งดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ ดอกไม้ที่มีกลีบเรียงซ้อนกันจนเป็นดอกทรงกลมที่เบ่งบานในด้านบน และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จนมีการนำกลิ่นเฉพาะของกุหลาบมาทำเป็นน้ำหอมอย่างแพร่หลาย แต่ดอกกุหลาบ ไม่ได้มีความลึกซึ้งเพียงแค่กลิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ความหมายที่หมายถึงความรักที่ลึกซึ้ง ไม่เพียงเท่านี้กุหลาบแต่ละสีก็ยังซ่อนความหมายที่แสนโรแมนติกไว้ต่างกันอีกด้วย 

กุหลาบแดง:  ฉันรักเธอที่สุด และต้องการเพียงแค่เธอเท่านั้น
กุหลาบขาว: ความรักที่บริสุทธิ์
กุหลาบชมพู: ความรักอันหวานชื่น หรือสื่อถึงความรักที่กำลังสดใส
กุหลาบเหลือง: ความรักอันเป็นมิตรภาพที่ดีตลอดไป 
กุหลาบสีพีช (สีโอรส): ความรักที่อ่อนโยนรักและทะนุถนอมจากใจจริง
กุหลาบสีส้ม: ความรักที่อบอุ่นหัวใจ และยังสื่อถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าได้อีกด้วย 
กุหลาบสีม่วง: รักแรกพบ
กุหลาบสีดำ: การเกิดใหม่ การเริ่มต้นใหม่ และความรักที่จะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ 

ดอกลิลลี่ มีรูปทรงที่สวยงาม กลีบดอกใหญ่แผ่ออกกว้าง สื่อถึงความประทับใจ และความรักที่นุ่มนวล อ่อนหวาน สดใส หรืออีกนัยที่สำคัญคือ ความประทับใจครั้งแรก เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงการแอบรัก แอบมอง แอบส่งความปราถนาดีไปให้โดยอีกฝ่ายไม่รู้ตัว

ลิลลี่สีชมพู: เธอคือคนที่เข้ามาเติมเต็มชีวิต
ลิลลี่สีส้ม: มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน
ลิลลี่สีขาว: ดีใจที่มีเธออยู่ในชีวิต
ลิลลี่สีเหลือง: ความเป็นห่วงขอให้เธอปลอดภัย
ลิลลี่สีแดง: เธอคือรักแรกของฉัน
ลิลลี่ออฟเดอะแวลเล่ย์: ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสุขที่หวนคืนมา เพราะด้วยดอกสีขาวสะอาดตา รูปทรงเหมือนระฆังเล็ก ๆ เรียงบนกิ่งก้านบอบบาง มีกลิ่นหอมหวนหวานสนิท และยังแสดงความหมายอันลึกซึ้งได้อีกว่า ความอ่อนหวานของเธอนั้นช่วยเติมชีวิตฉันให้สมบูรณ์

ดอกไฮเดรนเยีย ดอกไม้ทรงพุ่มมีหลายดอกอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มดูน่ารัก สื่อถึง “ความขอบคุณที่เข้าใจกันและยอมรับกันเสมอมา” ดอกไฮเดรนเยียนั้น มีความหมายทั้งทางลบและบวก โดยความหมายที่แท้จริงของดอกไฮเดรนเยียสื่อถึง ‘หัวใจที่ด้านชา’ และเพราะแบบนั้นในอีกนัยหนึ่งคือการมอบดอกไฮเดรนเยียให้กันใช้แทนคำขอบคุณจากผู้ที่มีหัวใจด้านชา สื่อถึงความสำคัญที่หนักแน่นว่า “ขอบคุณที่เข้าใจกัน”

ไฮเดรนเยียสีฟ้า: ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมจะให้อภัยเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ไฮเดรนเยียสีม่วง: เธอช่างล้ำค่าและสูงส่งสำหรับฉัน
ไฮเดรนเยียสีชมพู: เธอคือความอ่อนโยน 
ไฮเดรนเยียสีเขียว: เธอช่างเป็นตัวของตัวเองและเพราะเหตุนั้น เธอจึงงดงาม
ไฮเดรนเยียสีขาว: เธอคือรักที่บริสุทธิ์

ดอกทิวลิป ดอกไม้ที่มีลักษณะกลีบดอกซ้อนกัน 2-3 ชั้น แม้จะไม่ได้มีกลิ่นหอมเท่าดอกอื่นๆ แต่ดอกทิวลิปมีความหมายที่ลึกซึ้ง, อบอุ่นและอ่อนโยนถือเป็นดอกไม้ที่แทนสัญลักษณ์ของรักครั้งแรก มีความหมายถึง การตกหลุมรักอย่างหมดหัวใจ ความหลงใหล และการปกป้อง ซึ่งดอกทิวลิปก็มีหลากสีที่สื่อความหมายหลากหลายเช่นเดียวกัน

ดอกทิวลิปขาว: การพร้อมจะเสียสละทุกอย่างเพื่อคนอันเป็นที่รัก
ดอกทิวลิปแดง: การแอบชอบ, แอบรัก
ดอกทิวลิปเหลือง:  พร้อมดูแลประคับประคองความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น หรือ ความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ
ดอกทิวลิปม่วง:  ความซื่อสัตย์กับคนรักเสมอ

นอกจากความหมายของดอกไม้หลากสีทั้งสี่ชนิดที่คู่รักนิยมมอบให้กันในวันวาเลนไทน์แล้วก็ยังดอกไม้อื่น ๆ ที่ความหมายดี ๆ อีกมากอาทิเช่น 

ดอกโบตั๋น ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ราชาแห่งดอกไม้’ ด้วยรูปลักษณ์ที่อ่อนหวาน งดงาม มีกลิ่นหอมอันเป็นสัญลักษณ์แสดงความหมายถึงความโรแมนติกและความรักที่สมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข และด้วยความหมายอันเป็นมงคลนี่เอง การมอบดอกโบตั๋นให้ใคร จะสื่อถือการอวยพรให้มั่งคั่ง โชคดี มีเกียรติยศ

ดอกทานตะวัน สื่อถึงความรักบริสุทธิ์และมั่นคง การมอบดอกทานตะวันให้ใครจึงหมายถึงความรักที่มีให้จะมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนที่ดอกทานตะวันเฝ้ามองดวงอาทิตย์เสมอไป และดอกทานตะวันยังสื่อความหมายถึงความร่าเริงสดใสและความสุขได้อีกด้วย

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเป็นผู้ให้ความรัก และเป็นผู้ได้รับความรักที่เหมาะสมและจริงใจเนื่องในวันแห่งความรักนี้นะครับ ใดๆ digestขอเป็นกำลังใจและร่วมยินดีกับความรักของทุกท่านครับ

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (12) : จริงหรือ? ที่ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ เพราะผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน’ น้อยไป

“ถ้าประเทศไทยผลิตและใช้ไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)’ มากกว่านี้ จะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าไฟฟ้าถูกลง” เป็นคำกล่าวอ้างของ  นักวิชาการ และ NGO บางคน กับสื่อบางสำนัก ซึ่งระบุว่า หากเพิ่มการใช้ ‘พลังงานหมุนเวียน’ ในการผลิตไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ย่อมจะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงแล้ว มิได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะ ‘พลังงานหมุนเวียน’ แม้จะมีข้อดี แต่ก็มีจุดอ่อนและข้อด้อยอยู่เยอะแยะมากมาย

ปัจจุบันมีพลังงานทางเลือกอยู่ 7 ประเภทได้แก่ :
1. พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทเดียวที่แต่ละครัวเรือนสามารถติดตั้งและใช้งานผลิตไฟฟ้าได้เองตามสถานที่ที่มีอยู่ บ้านสำนักงาน อาคาร โรงงาน ฯลฯ
2. พลังงานลม เพื่อใช้ประโยชน์จากลมแรง จำเป็นต้องสร้างกังหันลมขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีลมแรง 
3. พลังงานน้ำ มีเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับพลังงานลม ยกเว้นพลังที่ใช้งานคือน้ำแทนที่จะเป็นอากาศ แม้การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อาจมีราคาแพง แต่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก
4. พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นพลังงานสะอาดและหมุนเวียนอีกชนิดหนึ่งที่ถือเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนได้ ด้วยการนำความร้อนภายในโลกที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ แต่ทำได้ในเพียงบางพื้นที่
5. พลังงานชีวมวลคือความร้อนที่ได้รับจากขยะอินทรีย์ด้วยการเผา ถือเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนเนื่องจากมนุษย์สร้างวัสดุอินทรีย์ขึ้นมาใหม่เสมอ โดยส่วนใหญ่เป็นพืช
6. พลังงานน้ำขึ้นน้ำลงหรือพลังงานจากมหาสมุทรคือพลังงานน้ำที่สามารถได้รับจากน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานนี้บางครั้งจะถูกจัดอยู่ในประเภทของพลังงานน้ำ ไม่ใช่ประเภทอื่น
7. ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในโลกใบนี้ โดยน้ำมีอยู่ถึงสองในสาม ธาตุนี้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นศูนย์ได้หากสามารถแยกออกจากกันได้

ข้อดีของพลังงานหมุนเวียน
1. แหล่งพลังงานหมุนเวียนจะไม่หมดลง แหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานที่ยั่งยืน ซึ่งหมายความว่าจะไม่หมดลงในเร็ว ๆ นี้ เช่น การคาดว่าดวงอาทิตย์จะส่องแสงเป็นเวลาอย่างน้อย 4.5 - 5.5 พันล้านปี 
2. สามารถควบคุมแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้โดยง่ายดาย ไม่มีปัญหาใด ๆ ยกเว้นปัญหาจากสภาพอากาศ
3. พลังงานหมุนเวียนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการผลิตไฟฟ้าจากธรรมชาติ ดังนั้นจึงถือว่าสะอาด แม้ว่าเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอาจทำให้เกิดการปล่อยมลพิษได้บ้าง แต่โดยรวมแล้ว คาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกจะถูกปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จึงเป็นส่วนสำคัญในการปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารมลพิษอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของพลโลกทุกคนดีขึ้น 
4. เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนนอกจากลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนยังเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจด้วยการสร้างตำแหน่งงานมากมาย
5. เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนการบำรุงรักษาที่น้อยกว่าพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
6. พลังงานหมุนเวียนสามารถป้องกันความผันผวนวุ่นวายของราคาพลังงานได้ สามารถเพิ่มอิสรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ด้วยการลดการพึ่งพานำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

แต่ข้อเสียของพลังงานหมุนเวียนก็มีอยู่ไม่น้อยเลยเช่นกัน ซึ่งทำให้พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นเรื่องยาก
1. พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถใช้ได้ตลอดเวลา พลังงานธรรมชาติขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นอย่างมาก เมื่อสภาพอากาศเลวร้าย เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน อาทิ เซลล์แสงอาทิตย์จะใช้ประโยชน์ได้น้อยลง
2. ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีหมุนเวียนยังคงต่ำ เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม
3. ต้นทุนเริ่มต้นของพลังงานหมุนเวียนนั้นยังคงมีราคาค่อนข้างสูง และบางครั้งอาจไม่สามารถจ่ายได้ 
4. แหล่งพลังงานหมุนเวียนต้องการพื้นที่จำนวนมากเพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานธรรมชาติเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแบบเดิมแล้ว จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากขึ้นในการสร้างฟาร์มพลังงานหมุนเวียนมากกว่า
5. อุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนต้องได้รับการรีไซเคิล แม้การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนก่อให้เกิดมลพิษในระดับที่ต่ำมาก แต่อุปกรณ์ผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อกังวลจากการผลิตและกระบวนการกำจัดอุปกรณ์ที่หมดอายุอาจก่อให้เกิดมลพิษขึ้นได้
6. ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใช้ โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ได้เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น หากจะเก็บกักไว้ใช้ในเวลากลางคืนต้องลงทุนระบบแบตเตอรี่ ในปัจจุบันยังมีราคาที่แพงมาก

แม้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าจะมีประโยชน์ มีข้อดี และมีความสำคัญมากมาย แต่ในปัจจุบันต้นทุนเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายเทคโนโลยีหมุนเวียนเพื่อพลังงานไฟฟ้ายังคงสูงมาก โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่ที่ใช้ในการเก็บกักไฟฟ้า จนทำให้การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนยังคงไม่สามารถถึงจุดคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งอัตราการสึกหรอและเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ผลิตและเก็บกักไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนยังคงสูง ความจริงอีกประการหนึ่งที่ผู้คนยังไม่รู้คือ เมื่อเพิ่มระบบแบตเตอรี่ก็ต้องเพิ่มระบบผลิตไฟฟ้าอีก ซึ่งจะต้องใช้โซลาร์เซลล์มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างน้อยสามเท่าในการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้สามารถเก็บกักได้พอใช้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังจะต้องมีการเพิ่ม ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากขึ้นด้วยเพื่อให้ ‘ระบบไฟฟ้า’โดยรวมมีความเสถียรมากพอเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงานไฟฟ้าด้วย และที่สุดจะส่งผลกระทบทำให้ค่าไฟฟ้าต้องแพงขึ้นโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน

เม็กซิโกจ่อฟ้อง Google ปมเปลี่ยนชื่อ 'อ่าวเม็กซิโก' เป็น 'อ่าวอเมริกา' ปัดตกคำสั่งจากทรัมป์ เรียกร้องยกเลิกทันที

(14 ก.พ.68) นางเคลาเดีย ไชน์บัม ประธานาธิบดีเม็กซิโก เปิดเผยว่า รัฐบาลของตนอาจดำเนินการฟ้องร้องคดีแพ่งต่อบริษัท Google หากจำเป็น หลังจากที่ Google เปลี่ยนชื่อ 'อ่าวเม็กซิโก' เป็น 'อ่าวอเมริกา' ในบริการแผนที่ของตน

ไชน์บัมกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความผิดพลาด และเป็นการทำตามคำสั่งของฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้ว่าเธอจะได้ส่งจดหมายถึง Google เมื่อเดือนที่แล้วเพื่อแสดงความไม่พอใจกับการตัดสินใจนี้ โดยฮวน รามอน เดอ ลา ฟวนเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก ก็ได้ส่งจดหมายอีกฉบับเพื่อยืนยันว่าอ่าวเม็กซิโกไม่สามารถถูกเรียกใหม่ว่า 'อ่าวอเมริกา'

ในขณะที่แอป Google Maps ได้ปรับเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็น 'อ่าวอเมริกา' สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมสำหรับผู้ใช้งานในเม็กซิโก ส่วนผู้ใช้ในประเทศอื่น ๆ จะเห็นทั้งสองชื่อ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ระบบข้อมูลชื่อทางภูมิศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปรับปรุงชื่อดังกล่าวตามคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์

ขณะนี้ ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลเม็กซิโกกำลังพิจารณาข้อกฎหมายในเรื่องนี้ โดยไชน์บัมได้ย้ำว่า Google เป็นเพียงบริษัทเอกชนที่ให้บริการแผนที่ ไม่ใช่องค์กรระหว่างประเทศที่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับชื่อสถานที่ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ

'วันนอร์' จับโกหกคำโต ’บิ๊กโจ๊ก‘ พา ‘สุชาติ’ พบถึงบ้าน ยันมีหลักฐานเพียบ แต่ที่ไม่ฟ้องเพราะยังเมตตา

'วันนอร์' เย้ย 'บิ๊กโจ๊ก' หนีความจริงไม่พ้นหรอก ยันมีหลักฐานพา 'สุชาติ' พบถึงบ้าน ใครเข้าออกบันทึกภาพตลอด ชี้ยังเมตตาไม่ดำเนินคดี

(14 ก.พ. 68) ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปภาพและเสียงการสนทนา ระหว่างนายวันมูหะหมัดนอร์ กับนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ปฏิเสธไม่ได้ไป และไม่ได้ถ่ายคลิป ว่า การที่ไปนั้นไม่ได้เป็นความลับ เพราะมีตำรวจอยู่ ซึ่งใครจะเข้าออกจะมีการถ่ายรูปไว้อยู่แล้ว แบบนี้จะปฏิเสธว่าไม่ได้ไปได้อย่างไร โดยคลิปวิดีโอหรือภาพตามโซเชียลที่มีเผยแพร่นั้น ชัดเจนว่าอยู่กัน 3 คน ไม่ใช่อยู่กัน 2 คน ฉะนั้นไม่รู้ว่าจะปฏิเสธไปทำไม ความจริงก็คือความจริงหนีไม่พ้น ซึ่งตนไม่อยากจะพูดต่อเมื่อถามว่า จะนำรูปภาพที่มีมาเปิดเผย เพื่อเป็นการยืนยันหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า มีการเผยแพร่ตามสื่อแล้ว ซึ่งภาพที่เผยแพร่นั้นก็รู้อยู่แล้วว่าใครจริงใครโกหก

ส่วนคลิปที่ปล่อยมานั้นไม่ใช่เป็นการเขย่าขาเก้าอี้ประธานใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวอะไร แต่เขาเอาคลิปมีวัตถุประสงค์นั้นก็ไม่ทราบนั้นต้องไปถามเขาเอง ซึ่งมีคลิปยืนยันว่ามีเขาหรือถ้าต้องการพยานบุคคลก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4-5 คนที่พร้อมจะเป็นพยานและมีตำรวจไซเบอร์เรียกไปสอบถามแล้ว จะมาเรื่อยทำไมเก้าอี้ประธานไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการดำเนินการทางคดีหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ให้ความเมตตาดีกว่า แต่ถ้าหากเขาไปทำอะไรเพิ่มเติมให้ตนเสียหายหรือรัฐบาลเสียหาย เมื่อถึงตอนนั้นค่อยมาพิจารณาใหม่ ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดที่บ้านนั้น วันที่เกิดเหตุเป็นช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งวงจรปิดที่บ้านจะบันทึกภาพได้แค่เดือนเดียว และจะบันทึกภาพทับใหม่แต่ละเดือน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะภาพถ่ายและพยานบุคคล ซึ่งจะไม่เชื่อถือได้อย่างไร เนื่องจากเป็นตำรวจท้องที่ และยังมีภาพวงจรปิดบริเวณโดยรอบอีก แต่ก็คงไม่ต้องถึงขั้นตรวจสอบอะไรมาก เพราะยังไม่เสียหาย

"ผมต้องป้องกันตัวเองว่า พูดจริง ไม่ได้โกหก และประธานสภาฯ โกหกไม่ได้ จริงคือจริง ไม่จริงคือไม่จริง 2 คนก็บอกว่า 3 คน เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และพยานบุคคล" นายวันมูหะมัดนอร์ ระบุ

ทรัมป์สั่งยุบกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ถามกลับ มีไว้ทำไมหากอันดับการศึกษาตกต่ำ

เมื่อวันที่ (12 ก.พ.68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ นั้นเป็นแหล่งรวมเรื่องหลอกลวงครั้งใหญ่ และต้องการยุบกระทรวงฯ ทันที

ทรัมป์ระบุว่าจากการจัดอันดับระบบการศึกษา 40 ประเทศชั้นนำทั่วโลก สหรัฐฯ ติดอยู่ในอันดับที่ 40 แต่กลับครองอันดับที่ 1 ในแง่ต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียน

ก่อนหน้านี้ทรัมป์อ้างว่าเขาต้องการปิดกระทรวงฯ เพื่อคืนหน้าที่ความรับผิดด้านการศึกษาให้แต่ละรัฐดูแล และเคยเสนอให้ปิดกระทรวงฯ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดขนาดและหน้าที่ของรัฐบาลกลาง

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ากระทรวงฯ มีพนักงานอยู่ 4,245 คน และใช้จ่ายเงิน 2.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.49 ล้านล้านบาท) ในปีล่าสุด ซึ่งการปิดกระทรวงฯ ทันทีอาจส่งผลกระทบต่อเงินช่วยเหลือนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลายหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ช่วงสัปดาห์หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ทรัมป์ได้ผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่ภายในรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเร่งลดจำนวนพนักงานของรัฐบาลกลางและอนุญาตให้กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล ที่นำโดยอีลอน มัสก์ เข้าถึงระบบการชำระเงินสำคัญของหลายหน่วยงาน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามจะปิดอีกหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) โดยอ้างว่าหน่วยงานเหล่านี้เต็มไปด้วยการฉ้อโกงร้ายแรง ทว่าการปิดสำนักงานฯ และกระทรวงศึกษาธิการนั้นจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภากองเกรส

คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 เวิลด์แบงก์เชื่อจีดีพีโต 2.9% แม้หนี้ครัวเรือนพุ่ง-ส่งออกชะลอตัว

(14 ก.พ.68) ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโต 2.9% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนภาครัฐ ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ภายในกลางปี นอกจากนี้ นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ส่งผลให้ระดับความยากจนลดลง 8.29% ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม จีดีพีของไทยยังคงต่ำ และยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก 

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า รายงาน *Thailand Economic Monitor* ฉบับล่าสุด คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจาก 2.6% ในปี 2567 เป็น 2.9% ในปี 2568  

การลงทุนที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะภาครัฐ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวยังมีบทบาทสำคัญ โดยคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในกลางปี 2568  

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยนวัตกรรม ผู้ประกอบการ และธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความยืดหยุ่นและพลวัตสูง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน  

"ประเทศไทยมีกรรมเก่า คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ก็ยังมีบุญเก่า คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้กลับมาเป็นบวกจากการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด" นายเกียรติพงศ์กล่าว พร้อมเสริมว่า แม้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะดีกว่าที่คาด แต่จีดีพีของไทยยังคงต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 จีดีพีจะเติบโตที่ 2.7%  

ความท้าทายสำคัญที่ไทยต้องเผชิญ ได้แก่ การลดระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ท่ามกลางความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมผู้สูงอายุ สงครามการค้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  

ธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยควรเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการคลังผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การใช้งบประมาณอย่างมีกลยุทธ์ การขยายฐานภาษี และการให้ความสำคัญกับการลงทุนที่กระตุ้นการเติบโตในภาคโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนระยะยาว  

นางเมลินดา กูด ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทยและเมียนมา เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และโครงการแจกเงิน 10,000 บาทของรัฐบาล ส่งผลให้อัตราความยากจนลดลงจาก 8.5% ในปี 2566 เหลือ 8.29% ในปี 2567  

“ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา การปลดล็อกศักยภาพการเติบโตในอนาคต จำเป็นต้องมีการตัดสินใจที่กล้าหาญ ควบคู่ไปกับการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม การพัฒนาทักษะสำหรับอนาคต และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเติบโต ซึ่งจะช่วยให้คนไทยสามารถปรับตัวต่อความท้าทายระดับโลกและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต” นางเมลินดากล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top