Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

บิ๊กหวาน สั่งรวบผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่นหลอกนักศึกษา ทำงานแก๊งคอลเซนเตอร์ พร้อมเพิกถอนวีซ่า ขึ้นแบล็คลิส ส่งกลับ ดำเนินคดี

สืบเนื่องจากกรณีเยาวชนชาวญี่ปุ่นถูกหลอกให้ไปทำงานขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ที่ เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 17 ม.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาได้มีการประสานงานกับทางการญี่ปุ่น จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายกลับประเทศญี่ปุ่นได้แล้ว

วันนี้(13 ก.พ.68) เวลา 20.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม ,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. ,พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.ปรท.บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ชย  พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เปิดเผยกรณีจับกุมผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่นหลอกลวงเหยื่อเด็กมัธยมสัญชาติเดียวกันข้ามฝัง ไปทำงานขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่ เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา 

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ สตม. โดย บก.สส.สตม. สืบสวนกรณีดังกล่าว จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ คือ คือ MR.TOM FUJINUMA หรือ นาย ทอม ฟูจินุมะ สัญชาติ ญี่ปุ่น อายุ 29 ปี หมายเลขหนังสือเดินทาง TT5861637 เจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. จึงได้ทำหนังสือเพิกถอนการอยู่ต่อในราชอาณาจักร ลงวันที่ 13 ก.พ.68 และได้ตรวจสอบข้อมูลของนายทอมฯ พบว่า เป็นผู้มีหมายจับจากทางการญี่ปุ่นในข้อหา “ ลักพาตัวโดยใช้กำลังเพื่อแสวงหากำไร ,การกักขังที่ผิดกฎหมาย ,การบุกรุกเข้าไปในที่พักอาศัย ทำร้ายบุคคลในที่เกิดเหตุ และปล้นทรัพย์ ” ต่อมาทราบว่า ผู้ต้องหาจะเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย จากประเทศเมียนมา มาลงที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง จึงได้เข้าตรวจสอบพร้อมแจ้งการเพิกถอนการอยู่ต่อในราชอาณาจักร(ตม.83)ให้ผู้ต้องหาทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เตรียมผลักดันส่งกลับประเทศญี่ปุ่นต่อไป

จตช. กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิด หรือมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคม จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดและผลักดันออกนอกประเทศ รวมทั้งลงบัญชีเป็นบุคคลต้องห้ามเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยทุกราย   

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 4/67 มุ่งหวังสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ

(13 ก.พ.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา , ข้าราชการ , ครูฝึก และครูหมวดวิชา เข้าร่วมพิธี ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กองทัพเรือ โดยกรมยุทธศึกษาทหารเรือ มอบหมายให้ ศฝท.ยศ.ทร. รับการรายตัวทหารใหม่ ผลัดที่ 4/67 ระหว่างวันที่ 1 - 2 ก.พ.68 เพื่อเข้าสู่การฝึกอบรมฯ เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ นั้น บัดนี้ทหารใหม่ จำนวน 2,894 นาย ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เพื่อหล่อหลอมให้เป็นทหารกองประจำการที่เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ , วิชาการอาวุธ , วิชาข้อบังคับ , วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้นจึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 4/67 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้การฝึกฯ ของ ศฝท.ยศ.ทร. มีการเตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ "Navy-Safety 2025"

'รัฐมนตรี ทวี' เปิดหลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16 ชู 'นวัตกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน'

(13 ก.พ.68) ที่วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม อาคารรัฐศาสนภักดี ชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16,(ยธส.16) โดยมี พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อํานวยการสํานักงานกิจการยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง บรรยายพิเศษในหัวข้อ นโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ปัญหายาเสพติด การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เราต้องเปลี่ยนบริบทการป้องกันปัญหายาเสพติดใหม่ ยาเสพติดไม่กลัวทหาร ยาเสพติดไม่กลัวตำรวจ ยาเสพติดกลัวแม่ ยาเสพติดกลัวครอบครัวที่อบอุ่น เราต้องให้การศึกษา ให้โอกาส และต้องช่วยกันไม่ให้ผู้ติดยาเสพติดกระทำผิดซ้ำ และที่สำคัญคือ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันป้องกัน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มว่า  ภาวะผู้นำของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเราต้องพัฒนาและให้ความสำคัญกับคน บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องพึ่งกฎหมาย ต้องพึ่งกฎระเบียบ แต่คนที่ก่ออาชญากรรม ไม่ต้องพึงกฎระเบียบ เรื่องของกระบวนการยุติธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดให้มีการฝึกอบรม และถอดบทเรียน

ด้าน พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อํานวยการสํานักงานกิจการยุติธรรม กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเป็นภารกิจหลักประการหนึ่ง ของสํานักงานกิจการยุติธรรม เนื่องจากตระหนักดีว่า บุคลากรเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนงาน ด้านการอํานวยความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรระดับสูง

ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีส่วนในการกําหนดทิศทาง และขับเคลื่อนนโยบาย ของ หน่วยงานผลักดันและกำกับดูแล
ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถนําไปปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น จึงมีความจําเป็นที่บุคลากรระดับสูงของกระบวนการยุติธรรม และผู้บริหารจากภาคเอกชนที่มีบทบาทสําคัญในสังคม จะต้องได้รับการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และบริบททางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะส่งเสริม ให้สามารถบริหารงานด้านการอํานวยความยุติธรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง จะประกอบด้วยข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งนักบริหารภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 59 คน จาก 44 หน่วยงาน

ซึ่งการอบรมจะเน้นด้านการยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารงานยุติธรรม การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างให้ มีวิสัยทัศน์การทํางานเชิงรุก ภายใต้ ความเป็นพลวัตของสังคม เศรษฐกิจการเมือง รวมถึงเทคโนโลยี ที่พัฒนาก้าวกระโดด ในปัจจุบัน และอนาคต สําหรับ ยธส. รุ่นที่ 16 นี้ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์-12 มิถุนายน 2568 ฝึกอบรม วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ รวมระยะเวลา 34 วันทําการภายใต้หัวข้อหลัก คือ “นวัตกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน” กําหนดวิธีการฝึกอบรมในลักษณะผสมผสานผ่านระบบออนไลน์ และฝึกอบรม ณ วิทยาลัยกิจการยุติธรรมแห่งนี้

'เชียงราย'ตม.จว.เชียงราย รับคนไทยพันโทษจากเมียนมาตรวจสอบพบหมายจับคดีสำคัญยาเสพติดและพยายามฆ่าของพื้นที่ภาคใต้ 4 ราย

(13 ก.พ.68) เวลาประมาณ 11.00 น. ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 1 อ.แม่สาย จว.เชียงราย โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 สั่งการให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.หญิง ธาราทิพย์ จำรัส รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.มนตรี อินเปรี้ยว รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.กฤษณ์ สมณาศักดิ์ สว.ตม.จว.เชียงราย, พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ ชูชื่น สว.ตม.จว.เชียงราย ร่วมกันรับตัวบุคคลสัญชาติไทย พ้นโทษตามคำพิพากษาศาลประเทศเมียนมา จากเจ้าหน้าที่ ตม.จว.ท่าขี้เหล็ก จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย
1. นายผกาเพชร (นามสมมุติ)อายุ 30 ปี ภูมิลำเนา ต.ปรางหมู่ อ.เมืองพัทลุง จว.พัทลุง 
2. นายพินิจนัย (นามสมมุติอายุ 35 ปี ภูมิลำเนา ต.น้ำรึม อ.เมืองตาก จว.ตาก  
3. นายอรรถสิทธิ์ (นามสมมุติอายุ 31 ปี ภูมิลำเนา ต.กงรถ อ.ห้วยแถลง จว.นครราชสีมา     
4. นายคมสัน (นามสมมุติอายุ 22 ปี ภูมิลำเนา ต.ควนขนุน อ.ควนขนุน จว.พัทลุง

จากนั้น เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม และงานตรวจบุคคลและพาหนะ ตม.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันนำตัวบุคคลสัญชาติไทยทั้ง 4 ราย เข้าสู่ขั้นตอนพิธีการคนเข้าเมือง ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 1 อ.แม่สาย จว.เชียงราย จากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(POLIS) ระบบสารสนเทศสถานีตำรวจ(CRIMES) และระบบศูนย์ข้อมูลอาชญากรรม(PDC) พบว่า เป็นบุคคล  มีหมายจับ จำนวน 3 ราย ดังนี้ 

1. นายผกาเพชร (นามสมมุติอายุ 30 ปี สัญชาติ ไทย  เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ในความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน    ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และทำให้เสียทรัพย์” ได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปรับตัว นายผกาเพชร ช่วยบำรุง ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดจังหวัดพัทลุง ให้ นายผกาเพชร ช่วยบำรุง ดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัว เพื่อรอนำส่ง พงส.สภ.เมืองพัทลุง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2. นายพินิจนัย (นามสมมุติอายุ 35 ปี สัญชาติ ไทย  เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัด ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปรับตัว นายพินิจนัย คงเพชรนุ่น ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดจังหวัดพัทลุง ให้ นายพินิจนัย (นามสมมุติดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัว เพื่อรอนำส่ง พงส.สภ.ควนขนุน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

3. นายอรรถสิทธิ์ (นามสมมุติอายุ 31 ปี สัญชาติ ไทย  เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ในความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปรับตัว นายอรรถสิทธิ์ อุ้ยเกษมสุข ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดจังหวัดพัทลุง  ให้ นายอรรถสิทธิ์ อุ้ยเกษมสุข ดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง และการรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัว เพื่อรอนำส่ง พงส.สภ.เขาชัยสน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะนี้ทั้ง 3 คนอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวเพื่อรอนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปีแรก! สวนนงนุชพัทยา จัดจดทะเบียนบนหลังช้าง ฉลองสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ แห่ร่วมคึกคัก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่มาร่วมงาน

(14 ก.พ.68) นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มอบหมายให้ นางพัทธนันท์  ขันติสุขพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปสวนนงนุชพัทยา จัดกิจกรรมจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง โดยมี         

นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอสัตหีบ ได้จัดส่งหน่วยเคลื่อนที่อำนวยความสะดวก ในการจดทะเบียนสมรส ณ บริเวณสวนลอยฟ้าที่ประดับตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้และดอกไม้นับหมื่นต้น

สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่อลังการโดยมีขบวนแห่ขันหมากนำคู่สมรส 9 คู่นั่งบนหลังช้าง 9 เชือก และนักแสดงสวนนงนุชพัทยากว่า 100 ชีวิตมาร่วมขบวน และความพิเศษของปีนี้เรามีการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียมของคู่บ่าวสาว ตามที่รัฐบาลประกาศใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากคู่รักคู่รัก LGBTQ+ ตบรับเข้าร่วมจำนวนมาก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานและนักท่องเที่ยว

สำหรับกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ปีนี้เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่จะได้พบกับวัฒธรรมและประเพณีไทยอันดีงามที่สวนนงนุชพัทยาจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มาจดทะเบียนสมรสวันนี้ทุกท่าน ได้รับสิทธิ์เที่ยวชมสวนสวยฟรีทุกคู่ โดย 50 คู่แรกได้รับบัตรรับประทานอาหารกลางฟรี และทุกคู่ได้ขึ้นหลังช้างเพื่อรับทะเบียนสมรส พร้อมกับรับของที่ระลึกเป็นต้นไม้มงคลทุกคู่ จากสวนนงนุชพัทยา

'เชียงราย' ผบ.นบ.ยส.35 ลงพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ สกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มข้น ลดยาเสพติดเข้า ลดสารเคมีออก ตามนโยบายของรัฐบาล 'Seal Stop Safe'

(13 -14 ก.พ.68) พลโท กิตติพงศ์ ชื่นใจชน รองผู้บัญชาการศูนย์ปฎิบัติการกองทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยายาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคเหนือ (ผบ.นบ.ยส.35) และคณะฯ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลปฏิบัติงานป้องกันชายแดนในพื้นที่ จว.ช.ม.,จว.ช.ร.และ จว.พ.ย. โดยมุ่งเน้นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนและการ Seal ชายแดน เพิ่มความเข้มข้นการสกัดกั้นยาเสพติเให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ฐานปฏิบัติการ บก.สกัดกั้นที่ 3 ต.หงาว อ.ภูซาง จว.พ.ย. , ร้อย ทพ.3103 ฐานปฏิบัติการแก่งผาได  ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จว.ช.ร., นรข.เชียงราย อ.เชียงแสน , ฐานปฏิบัติการจุดผ่อนปรนท่าดินดำ บก.ผาทมิฬ ฉก.ทัพเจ้าตาก, ฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ อ.แม่สาย,  ฐานปฏิบัติการบ้านม้งเก้าหลัง , ฐานปฏิบัติการปางหนุน และ จุดตรวจ บ้านอีก้อสามแยก อ.แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ลี ยัต-หลง ดาราฮ่องกงโกนหัวบวชที่อินเดีย เลือกเดินทางสู่ทางธรรมหลังเลิกรากับแฟน

(14 ก.พ.68) สื่อฮ่องกงรายงานว่า ลี ยัต-หลง Don Li Yat-long (ดอนหลี่) อดีตแฟนหนุ่มของมิสฮ่องกง วัย 43 ปี ตัดสินใจโกนศีรษะและบวชเป็นพระที่อินเดีย หลังจากผิดหวังในความรัก  

ก่อนหน้านี้ ลี ยัต-หลง ได้เดินทางไปอินเดียพร้อมกลุ่มเพื่อนเพื่อพักผ่อน แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2025 ภาพของเขาในชุดจีวรพระภิกษุได้ปรากฏบนสื่อออนไลน์ สร้างความประหลาดใจให้กับแฟน ๆ และผู้ที่ติดตามข่าวของเขา  

แหล่งข่าวระบุว่า การบวชครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพระผู้ใหญ่จากไต้หวันและไทย ซึ่งเป็นประธานในพิธีบรรพชาให้กับเขา  

ลี ยัต-หลง เคยมีชื่อเสียงจากความสัมพันธ์กับอดีตมิสฮ่องกง แต่หลังจากเลิกรากัน เขายังไม่พบความสัมพันธ์ใหม่ และอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม  

ทั้งนี้ ไม่มีรายงานว่าเขาจะบวชตลอดชีวิตหรือเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยแฟนๆ ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอย่างใกล้ชิด

18 กุมภาพันธ์ 2543 ยืนยันพบเหตุหายนะโคบอลต์-60 หลังซาเล้งเก็บไปขายร้านรับซื้อของเก่า

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปัจจุบันคือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ) ได้รับรายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุรังสีโคบอลต์-60 ที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องฉายรังสีเก่าของโรงพยาบาลรามาธิบดีถูกนำไปทิ้งโดยไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายและผู้ป่วยอีกหลายคนจากการสัมผัสรังสีอันตรายนี้

ย้อนกลับไปในช่วงปลายเดือนมกราคม 2543 เมื่อเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ที่หมดอายุของโรงพยาบาลรามาธิบดีถูกทิ้งไว้ที่โกดังของบริษัท กมลสุโกศล อิเล็คทริค จำกัด ก่อนจะถูกนำไปเก็บที่ลานจอดรถเก่าของบริษัทในซอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ โดยไม่มีการจัดเก็บอย่างปลอดภัย กระทั่งวันที่ 24 มกราคม 2543 เมื่อชาย 4 คนลักลอบขนย้ายเครื่องฉายรังสีไปขายต่อให้กับร้านรับซื้อของเก่า โดยร้านดังกล่าวคือของ จิตรเสน จันทร์สาขา หรือที่เรียกกันว่า “ซาเล้งเก็บของเก่า”

จิตรเสนได้ซื้อเครื่องฉายรังสีและเศษเหล็กจากผู้ขายในราคา 8,000 บาท ก่อนที่จะรู้สึกถึงอันตรายเมื่อมือเริ่มแสบคันและพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นในภายหลัง ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เขาได้นำเครื่องฉายรังสีไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่าในสมุทรปราการ ซึ่งได้ถูกแยกชิ้นส่วนจนพบว่ามีแท่งโลหะที่แผ่รังสีโคบอลต์-60 อยู่

เมื่อผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องฉายรังสีสัมผัสกับรังสีเริ่มแสดงอาการป่วย เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มือบวมพอง และอาการแผลเน่า ทางแพทย์จึงเริ่มสรุปว่าอาจเกิดจากการสัมผัสกับรังสีอันตราย และได้แจ้งเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องให้ทำการตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติและเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบจุดต้นกำเนิดรังสีในเวลา 4.00 น. ของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งได้ทำการเก็บรักษาแท่งโลหะที่ปล่อยรังสีโคบอลต์-60 ไปยังที่ปลอดภัยภายใต้การกำบังรังสี

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวงกว้าง โดยมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรังสีจำนวนมากถึง 948 คนที่ต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลหลายแห่ง รวมทั้งมีหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องตัดสินใจทำแท้งเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับอันตรายที่อาจจะมีต่อทารกในครรภ์

เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการสัมผัสกับรังสีโคบอลต์-60 ซึ่งรายแรกคือ นิพนธ์ ลูกจ้างที่ตัดแยกเครื่องฉายรังสี และต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม สุดใจ ลูกจ้างอีกคน และวันที่ 24 มีนาคม สามีของเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าก็เสียชีวิตตามมา ขณะที่จิตรเสน แม้จะรอดชีวิต แต่ก็ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลและมีอาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วมือทิ้ง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรังสีครั้งแรกในประเทศไทย และยังคงเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสารกัมมันตรังสีในประเทศ

'ช้าง-บางจากฯ-ดิทโต้' ร่วมหนุน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' ดันนักกอล์ฟเยาวชนไทยมุ่งสู่ระดับจัดศึกกอล์ฟเยาวชนฤดูกาล 2025

(14 ก.พ.68) นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด พร้อมด้วย  นายสุรพล อุทินทุ ผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง (ที่ 5 จากซ้าย), นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ที่ 4 จากซ้าย) และ นายประสงค์ สุดอำพัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ที่ 5 จากขวา) ร่วมแถลงข่าวจัดศึกกอล์ฟเยาวชน 'ช้าง - เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' ที่ราชพฤกษ์ คลับ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568

'บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด' ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย 'น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง', 'บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)' และ 'บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)' พร้อมเดินหน้าพัฒนากอล์ฟเยาวชนอย่างต่อเนื่อง จัดศึกดวลสวิงกอล์ฟเยาวชนฤดูกาลใหม่ 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' (Chang - GENZ Golf Tour 2025) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาและผลักดันให้วงการกอล์ฟเยาวชนของไทยมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง สามารถพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในระดับชาติ และนานาชาติได้ต่อไปในอนาคต 

นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร 'บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด' กล่าวว่า 'เดอะ เจ็นซ์' ได้สร้างทัวร์นี้ขึ้นมาให้เป็นทัวร์เยาวชนของคนรุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ ในปีนี้เราก้าวเข้าสู่ปีที่ 4…'เดอะ เจ็นซ์' ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาวงการกอล์ฟเยาวชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังคงรักษามาตรฐานการจัดการแข่งขันตามกฎกติกาสากล รวมถึงมีการนับคะแนนสะสมอันดับนักกอล์ฟสมัครเล่นโลก (WAGR - World Amateur Golf Ranking) และ Junior Golf Scoreboard (JGS) ในปีนี้เราจัดการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 8 รายการ ซึ่งทุกรายการแข่งขันได้รับการรับรองจาก JGS และมี 4 รายการที่ได้รับการรับรองจาก WAGR...

โดยในปีนี้เราได้เพิ่มรุ่นการแข่งขันอีก 1 รุ่น รวมเป็น 4 รุ่นการแข่งขัน คือ Special GENZ (ชายและหญิง) อายุ 19-23 ปี, Super GENZ (ชายและหญิง) อายุ 15-18 ปี, รุ่น Junior GENZ (ชายและหญิง)  อายุ 11-14 ปี และรุ่น Rookie GENZ (ชายและหญิง) อายุ 8-10 ปี ทำการแข่งขันแบบเก็บคะแนนสะสมตลอดฤดูกาล เพื่อคัดเลือกนักกอล์ฟในรุ่น Super GENZ และรุ่น Junior GENZ เข้าร่วมทีม GENZ CREW  จำนวน 12 คน โดยนักกอล์ฟที่มีคะแนนสะสม (สนามที่ 1-8) อันดับ 1, 2 และ 3 ในสองรุ่นดังกล่าวทั้งชายและหญิง จะได้รับการดูแลและสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาฝีมือจากทาง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และยังคัดเลือกนักกอล์ฟ ฝีมือดีในรุ่น Super GENZ และ Junior GENZ (ชายและหญิง) จำนวน 8 คน ร่วมแข่งขันในรายการ Yonex Junior Golf Champioship 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น และอีก 1 รายการคือ Singapore Junior World Masters 2025 ที่ประเทศสิงคโปร์ และในปีนี้พิเศษกับ Genz Golf Camp ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่ง เดอะ เจ็นซ์ ได้ร่วมมือกับ Golfing Ground และ FlowCode โดยมี Dr. Rick Sessinghaus (ดอกเตอร์ริก เซสซิงฮาว) โค้ชของ Collin Morikawa (คอลิน โมริกาวา) รวมถึงคุณ Hallam Morgan (ฮาลัม มอร์แกน) และทีม Flow Code มาร่วมสอนเรื่อง Mental อีกด้วย

การแข่งขัน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' จัดแข่งขันรวม 8 รายการ ดังนี้ 
รายการที่ 1 'ช้าง โอเพ่น' วันที่ 8-9 มี.ค.2568  สนามพานอราม่า กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา
รายการที่ 2 'บางจาก แชมเปี้ยนชิพ' (WAGR) วันที่ 18-20 เม.ย.2568 สนามกบินทร์บุรี สปอร์ต คลับ จ.ปราจีนบุรี  
รายการที่ 3 'ช้าง แชมเปี้ยนชิพ' วันที่ 10-11 พ.ค.2568 สนามปัตตาเวีย เซ็นจูรี่ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี
รายการที่ 4  'ดิทโต้ Super 6 Match Play' วันที่ 7-8 มิ.ย.2568 สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา
รายการที่ 5 'ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ' (WAGR) วันที่ 4-6 ก.ค.2568  (To Be Announced)    
รายการที่ 6 'บางจาก มาสเตอร์ส' วันที่ 2-3 ส.ค.2568 สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา
รายการที่ 7 'ช้าง คลาสสิค' (WAGR)  วันที่ 5-7 ก.ย.2568 สนามเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี  
รายการที่ 8 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ' (WAGR) วันที่ 3-5 ต.ค.2568 สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา  

สำหรับผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @genzgolf  หรือโทร. 065 696 2229

จีนจี้ทรัมป์ลดงบกลาโหม ตามนโยบาย America First ก่อนจะมาบีบจีน-รัสเซีย ให้ลดงบประมาณทางทหาร

(14 ก.พ.68) กระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า สหรัฐฯ ควรยึดหลัก 'อเมริกาเป็นอันดับแรก' และควรเป็นผู้นำในการลดการใช้จ่ายด้านการทหาร โดยตั้งตนเป็นตัวอย่างในการลดงบประมาณทางทหาร

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าเขาวางแผนจะพบกับผู้นำของจีนและรัสเซียเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดความตึงเครียดทางการทหาร โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวกับผู้สื่อข่าว ว่า "เนื่องจากสหรัฐฯ ยึดหลัก 'อเมริกาเป็นอันดับแรก' ควรตั้งตนเป็นตัวอย่างและเริ่มลดการใช้จ่ายด้านการทหารก่อน"

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของจีน "โปร่งใส เปิดเผย มีเหตุผล และพอเหมาะ" โดยเมื่อเทียบกับมหาอำนาจทางทหารเช่นสหรัฐฯ การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของจีน 'ค่อนข้างต่ำ' ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP ส่วนแบ่งของงบประมาณรัฐบาล หรือการใช้จ่ายด้านการทหารต่อหัว

แม้ว่าจีนจะมีนโยบายทางทหารที่เน้นการป้องกัน และไม่เข้าร่วมในความขัดแย้งใดๆ แต่ก็ยังคงเพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2023 การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น 7.2% โดยมีมูลค่ารวม 220 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้นอีก 7.2% ทำให้มูลค่ารวมอยู่ที่ 231.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ งบประมาณการป้องกันประเทศที่เสนอสำหรับปี 2025 จะถูกเปิดเผยในวันที่ 5 มีนาคม เมื่อเปิดการประชุมสภานิติบัญญัติประจำปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top