Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

เปิดฉากการฝึก กองทัพเรือประจำปี 68 ภายใต้แนวคิด 'รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น'

(13 ก.พ.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2568 โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ พร้อมกำลังพลที่เข้ารับการฝึก เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดย ภายหลังพิธีเปิด ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมสังเกตการณ์ การสาธิตการปฏิบัติการทางเรือและอากาศยาน และเยี่ยมชม การแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการฝึกกองทัพเรือใน ปี 2568 นี้

การฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ โดยใช้แนวคิดในการฝึกว่า 'รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น' ซึ่งในปีนี้ เป็นการฝึกป้องกันประเทศโดยกำหนดสถานการณ์ตั้งแต่ในขั้นปกติสถานการณ์วิกฤต ไปถึงขั้นป้องกันประเทศ ซึ่งมีการทดสอบและสร้างความคุ้นเคยทางด้านแนวความคิดหลักการ หลักนิยม ไปจนถึงขีดความสามารถของกำลังรบในแต่ละประเภท โดยส่วนต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ทั้งในกองอำนวยการฝึก และหน่วยรับการฝึกทุกหน่วยได้มีการเตรียมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยนำวัตถุประสงค์การฝึกและหัวข้อการทดสอบที่กองทัพเรือกำหนด ไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของหน่วย และนำไปทดสอบในการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX ) และการฝึกภาคสนาม (FTX) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายคำสั่งและวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้ ต่อไป

สำหรับการฝึกในปี 2568 นี้ได้ทำการฝึกแผนป้องกันประเทศ ในพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 2 ประกอบด้วย การฝึกปัญหาที่บังคับการ และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในส่วนของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเลในปีนี้ มีหัวข้อการฝึกที่สำคัญคือ การฝึกปฏิบัติการทางเรือของกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกลที่ 72 

โดยมีการจัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงสุรินทร์ และเรือหลวงมันใน เป็นหมู่เรือลำเลียง โดยมีเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงเจ้าพระยา และเรือหลวงกระบุรี ประกอบกำลังเป็นหมู่เรือคุ้มกัน ร่วมด้วยกำลังจากอากาศยานนาวีกำลังรบยกพลขึ้นบกและกำลังสนับสนุน อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นจะมีการฝึกที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MIistral ของเรือหลวงจักรีนฤเบศร การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ การฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การฝึกต่อต้านการก่อการร้ายบนแท่งผลิตก๊าซธรรมชาติ การฝึกให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAR) และการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในทะเล (Oil and chemical spill) การฝึกเป็นหน่วยกรมผสมนาวิกโยธิน และการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) การฝึกของหน่วยวิชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่และการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี 

โดยมีการเชิญกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพอากาศ รวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ 

ทรัมป์ยกหูคุยปูติน เล็งหารือด่วนสหรัฐฯ-รัสเซีย เผยคุยตรงไปตรงมาหวังหยุดสงครามยูเครน

(13 ก.พ.68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) ว่าเขาและวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ตกลงกันในการสนทนาทางโทรศัพท์ที่จะเริ่มการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย เพื่อหาทางยุติสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตจำนวนมาก

ทรัมป์กล่าวว่า การสนทนาของเขากับปูตินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและใช้เวลานาน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการยุติความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อหยุดการสูญเสียชีวิตของประชาชนหลายล้านคนที่เกิดจากสงครามนี้

ทั้งนี้ ทรัมป์และปูตินได้ตกลงที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเยือนประเทศของกันและกัน และยังเห็นพ้องให้คณะผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายเริ่มการเจรจาทันที โดยเริ่มจากการติดต่อกับโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อแจ้งความคืบหน้าของการสนทนา

ทรัมป์ยังได้มอบหมายให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ, จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA), ไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษประจำตะวันออกกลาง เป็นผู้นำทีมเจรจาของสหรัฐฯ

ทรัมป์ได้แสดงความมั่นใจว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียจะสามารถประสบความสำเร็จและนำไปสู่การยุติสงครามได้

บางจากฯ ได้รับการประเมินระดับสูงสุด Top1% พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งทำเนียบธุรกิจยั่งยืนระดับโลก

(13 ก.พ.68) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนระดับสูงสุด Top 1%ของกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refinery and Marketing ในทำเนียบ 'The Sustainability Yearbook 2025' จากการประเมินของ S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2024 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บางจากฯ ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนอันดับสูงสุดของโลก(Top1%) ของกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refinery and Marketing ในรายงานประจำปี “The Sustainability Yearbook 2025” โดยจากการประเมินในปี 2024 บางจากฯ มีคะแนนรวม 85 คะแนน (จาก 100 คะแนน) และมีคะแนนสูงสุด (Best Dimension) ใน 2 มิติ  คือมิติการกำกับดูแล (Governance) และมิติสิ่งแวดล้อม (Environment) พร้อมได้รับการยกย่องให้เป็น Industry Mover หรือองค์กรที่มีพัฒนาการด้านความยั่งยืนโดดเด่นที่สุดจาก 43 บริษัททั่วโลกที่เข้ารับการประเมินจากอุตสาหกรรมดังกล่าว”

นอกเหนือจากความเป็นเลิศด้านธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและการตลาดแล้ว บางจากฯ ยังได้รับการประเมินด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) สูงสุดในระดับโลกจาก S&P Global CSA ผู้จัดทำรายงาน The Sustainability Yearbook ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำด้านการประเมิน ESG และเป็นผู้จัดทำดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) โดยในปี 2024 มีผู้เข้ารับการประเมิน 7,690 บริษัทจาก 62 อุตสาหกรรมทั่วโลก และบางจากฯ เข้ารับการประเมิน S&P Global CSA ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 ปี ตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับสากล

“ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในระดับโลกของบางจากฯ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการบูรณาการหลักการด้าน ESG เข้าสู่ทุกมิติของการดำเนินงาน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วน เราภูมิใจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และจะยังคงเดินหน้าสร้างอนาคตพลังงานที่สมดุลและยั่งยืน เพื่อโลกและสังคม พร้อมก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นายชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2419 อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ยื่นจดสิทธิบัตรโทรศัพท์อย่างเป็นทางการ

14 กุมภาพันธ์ คือวันที่มีการจดสิทธิบัตรโทรศัพท์อย่างเป็นทางการ และเป็นวันแห่งความขัดแย้งระหว่าง 2 นักประดิษฐ์ อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ และ เอลิชา เกรย์ เพราะพวกเขาต่างก็ประดิษฐ์โทรศัพท์ด้วยกันทั้งคู่ แถมมาจดทะเบียนในวันเดียวกัน

สำหรับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คือวันที่คนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าเป็นวันแห่งความรัก แต่ยังเป็นวันที่สำคัญอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์อีกด้วย นั่นคือวันที่ อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ได้ยื่นจดสิทธิบัตรเครื่องส่งสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาจนถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในอดีต อินโนเซนโซ มันเซตติ นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลียน คือบุคคลแรกที่มีแนวคิดเรื่องการสื่อสารในรูปแบบของเสียง แต่มันก็เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น แต่ อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ และ เอลิชา เกรย์ คือผู้ที่สามารถทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นความจริง พวกเขาสามารถประดิษฐ์เครื่องส่งสัญญาณโทรศัพท์ได้เป็นผลสำเร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน และได้จดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการในวันเดียวกันคือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419) แต่บิดาแห่งโทรศัพท์ที่โลกรู้จักกลับมีแต่เพียงเบลล์คนเดียวเท่านั้น 

สำหรับนักประดิษฐ์ทั้ง 2 ท่าน คือ เอลิชา เกรย์ เป็นชาวอเมริกัน เกิดในปี ค.ศ. 1835 (พ.ศ. 2378) เป็นวิศวกรมากความสามารถที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีหลายอย่าง ส่วน อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ นั้นเป็นชาวสกอตแลนด์ เขาเกิดในปี ค.ศ. 1847 (พ.ศ. 2390) สมาชิกในครอบครัวของเบลล์หลายคนเป็นผู้พิการทางหู เขาศึกษาเกี่ยวกับผู้ที่มีปัญหาด้านการได้ยินจนเชี่ยวชาญ สามารถใช้ภาษามือในการสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความสามารถในการแยกแยะเสียงต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด

ในช่วงทศวรรษที่ 70 เกรย์ทำงานเป็นวิศวกรอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ เขาได้ใช้เวลาทั้งหมดทุ่มไปกับการประดิษฐ์ "โทรเลขพูดได้" หรือโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อความในรูปแบบของเสียงได้ครั้งละหลาย ๆ ข้อความ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เบลล์ประกอบอาชีพเป็นครูสอนคนหูหนวกอยู่ที่เมืองบอสตัน สหรัฐฯ ก็ใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการสอนหนังสือมาประดิษฐ์เครื่องมือสื่อสารที่มีจุดประสงค์ไม่ต่างจากเกรย์ เพียงแต่เกรย์ประสบผลสำเร็จก่อน โดยเขาได้นำผลงานไปสาธิตโชว์ที่โบสถ์ไฮแลนด์ ปาร์ค ในปี ค.ศ. 1874 (พ.ศ. 2417) ในขณะที่เบลล์ประดิษฐ์ได้เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419) ซึ่งช้ากว่าเกรย์ไป 2 ปี

แต่ปัญหามาเกิดขึ้นเพราะเรื่องลิขสิทธิ์ โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419) ทนายของเกรย์เดินทางไปยื่นคำร้องขอจดสิทธิบัตรแสดงความเป็นเจ้าของเครื่องส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐฯ โดยเขาเขียนในใบคำร้องว่าขอแจ้งจดสิทธิบัตร แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดโดยแจ้งว่าเกรย์จะตามมาระบุด้วยตนเองในภายหลัง ในวันเดียวกันนั้นทนายของเบลล์ก็ได้ยื่นเรื่องขอจดสิทธิบัตรเช่นกัน

ด้วยความที่ในสมัยนั้นการตรวจสอบทางกฎหมายยังไม่เข้มข้นเหมือนในปัจจุบันที่ว่าใครจะจดลิขสิทธิ์อะไรก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัด และเนื่องจากทั้งคู่มาจดทะเบียนสิทธิบัตรในวันเดียวกันแถมยังสิ่งประดิษฐ์แบบเดียวกันอีกด้วย จึงเกิดเป็นปัญหาฟ้องร้องกันขึ้น แต่สุดท้ายเบลล์ชนะคดีและได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โทรศัพท์ เพราะในใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมระบุไว้ว่าเบลล์มาจ่ายเงินค่าธรรมเนียมก่อน และในลำดับการยื่นคำร้องนั้น เบลล์อยู่ลำดับที่ 5 ส่วนเกรย์อยู่ลำดับที่ 39 ซึ่งแปลว่าเบลล์มายื่นเรื่องก่อน เมื่อเบลล์ชนะคดีในครั้งนั้นเขาได้ตั้งบริษัท อเมริกัน เบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone) ขึ้นมาและเริ่มประดิษฐ์โทรศัพท์อย่างจริงจัง ส่วนเกรย์นั้นได้ตั้งบริษัท เวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ (Western Union Telegraph) และได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโทรเลขต่อไป

15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โศกนาฏกรรม แก๊ประเบิด จ.พังงา คร่าชีวิตไทยมุงกว่า 200 ศพ

วันนี้ เมื่อ 34 ปีก่อน เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของคนไทย และเป็นอุทาหรณ์สำหรับ 'ไทยมุง' เมื่อรถสิบล้อกับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ซึ่งบรรทุกแก๊ปไฟฟ้าไว้ในลังไม้ น้ำหนักรวมกว่า 20 ตัน มีรถตำรวจทางหลวงนำหน้า ออกเดินทางจาก จ.ภูเก็ต มุ่งหน้าไป จ.สระบุรี เพื่อนำแก๊ปไฟฟ้าไปใช้ระเบิดหิน เกิดเหตุเสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้แก๊ปไฟฟ้าตกกระจายเกลื่อนเต็มถนนและสองข้างทาง

โดยเหตุเกิดที่บริเวณทางโค้ง สามแยกตลาดทุ่งมะพร้าว หน้าสถานีอนามัยทุ่งมะพร้าว กม.ที่ 41-42 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ในช่วงเวลาประมาณ 17.30 น.

ชาวบ้านและผู้เห็นเหตุการณ์ได้กรูกันเข้ามาเก็บแก๊ปไฟฟ้า โดยไม่ฟังคำห้ามปรามของตำรวจว่าอาจเกิดระเบิด ทั้งยังมีรถที่สัญจรไปมา ซึ่งต้องจอดติดรอให้ยกรถที่พลิกคว่ำขวางถนนออก มีรถ บขส.กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ผู้โดยสารเต็มคันรถ รถสองแถว 4-5 คัน และจักรยานยนต์อีกประมาณ 50 คัน ทำให้เหตุการณ์ยิ่งชุลมุน

เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง มีไทยมุงจำนวนหนึ่งนำเหล็กมางัดตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุแก๊ปไฟฟ้า ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดตูมสนั่นหวั่นไหว รัศมีระเบิดแผ่กว้างถึง 1 กม. อาคารโดยรอบเจอแรงระเบิดพังยับเยิน ทั้งโรงเรียนทุ่งมะพร้าว บ้านเรือน สถานีอนามัย ศาลาอเนกประสงค์ แรงระเบิดทำให้ถนนเป็นหลุมยักษ์ลึกถึง 4 เมตร ถนนถูกตัดขาด รถสัญจรไม่ได้

แรงระเบิดทำให้ไทยมุงเสียชีวิตทันที 60 ศพ สภาพศพแหลกเหลว รถ บขส. ที่จอดติดอยู่พังยับ ผู้โดยสารเสียชีวิตคารถจำนวนมาก รวมทั้งผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุรวมจำนวนกว่า 100 ศพ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาอีกจำนวนหนึ่ง 

ตำรวจ สภ.ท้ายเหมือง พร้อมรถบรรเทาสาธารณภัยของมูลนิธิต่าง ๆ รวมทั้งตำรวจตระเวนชายแดน จ.นครศรีธรรมราช มาช่วยกู้ซากรถ เนื่องจากเกรงจะเกิดระเบิดขึ้นมาอีก ขณะที่กำลังอีกส่วนหนึ่งพยายามเข้าควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้อาคารรอบที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุของการระเบิดมาจากแรงเสียดสีที่ไทยมุงกลุ่มที่ไปงัดตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากท่อแก๊ปไฟฟ้ามีคุณสมบัติจุดระเบิดได้ง่าย เพียงแต่มีแรงกระทบหรือประกายไฟจากบุหรี่หรือการอัดกระแทก ก็เกิดระเบิดขึ้นมาได้ หรืออาจจะมีไทยมุงเก็บแก๊ปไปสูบบุหรี่ไป ทำให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งมโหฬารของไทย ที่ในที่สุดแล้วมีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมกว่า 200 ศพ

‘นายกฯ’ เปิด FTI EXPO 2025 งานยิ่งใหญ่แห่งปี หนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

นายกฯ ‘แพทองธาร’ ประธานเปิดงาน FTI EXPO 2025: “EMPOWERING THAI INDUSTRY, ELEVATING THAILAND’S FUTURE เสริมพลังอุตสาหกรรมไทย เพื่ออนาคตไทย ที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับพันธมิตรองค์กรชั้นนำ จัดขึ้นระหว่าง 12-15 ก.พ. นี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ด้วยแนวทาง 4GO ครอบคลุม ทั้งดิจิทัล นวัตกรรม การขยายตลาดต่างประเทศ และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน  

(13 ก.พ. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน FTI EXPO 2025 งานรวมสุดยอดอุตสาหกรรมไทยที่จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “EMPOWERING THAI INDUSTRY, ELEVATING THAILAND’S FUTURE เสริมพลังอุตสาหกรรมไทย เพื่ออนาคตไทย ที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นงานมหกรรมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จุดประกายอุตสาหกรรมไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ นำประเทศสู่ความยั่งยืน” ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นเป้าหมายของประเทศ โดยต้องมีการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการจับมือองค์กรพันธมิตรชั้นนำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เศรษฐกิจมีความมั่นคง ประชาชนทุกภาคส่วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสร้างรายได้ให้กับประเทศ

ความร่วมมือดังกล่าว จะนำไปสู่การดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ไปจนถึงปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแปรรูป การใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้า การบริหารจัดการด้านการตลาด ตลอดจนการตอบสนองต่อกระแสด้านสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาและยกระดับต่อยอดการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีระดับโลก

ประเทศไทยจะกลายเป็นยานยนต์แห่งอนาคตที่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง ความมุ่งหมายของรัฐบาลมีสิ่งเดียว ซึ่งเหมือนกับพี่น้องประชาชนทุกคน นั่นคือ การได้เห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ และดิฉันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าไทยเราทำได้อย่างแน่นอน หากเราทุกคนจับมือแล้วก้าวไปพร้อมกัน ซึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะสามารถนำพาภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่มีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องมีการพัฒนาและปรับตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าและเทคโนโลยี ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ได้ยากและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี ทั้งหมดนี้ คือ ความท้าทายที่ประเทศไทยจะต้องรวมพลังกัน พลิกความท้าทายให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ เร่งเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ต่อยอดการพัฒนาของภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการไทย ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้

เพื่อเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเพื่อแสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมไทย จึงทำให้การจัดงาน FTI EXPO 2025 เกิดขึ้น โดยรวมพลังความร่วมมือจากกลุ่ม 47 กลุ่มอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด สถาบันภายใต้การกำกับดูแลของ ส.อ.ท. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานระหว่างประเทศ และสถาบันการศึกษา ภายใต้นโยบาย ONE FTI (ONE Vision, ONE Team, ONE Goal) ในการวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งยกระดับ SMEs ไปสู่ Smart SMEs ด้วยแนวทาง 4GO ซึ่งประกอบด้วย GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green ที่ครอบคลุมในเรื่องของดิจิทัล นวัตกรรม การขยายตลาดต่างประเทศ และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน 

งาน FTI EXPO 2025 ในครั้งนี้ จะเป็นเวทีในการขยายช่องทางการตลาดของสินค้า บริการและนวัตกรรมฝีมือคนไทยผ่านสินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) ผลักดันให้เกิดการค้า การลงทุนเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล ซึ่งจะทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“FTI EXPO 2025 ภายใต้ธีม “EMPOWERING THAI INDUSTRY, ELEVATING THAILAND’S FUTURE เสริมพลังอุตสาหกรรมไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะได้ขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมเครือข่ายธุรกิจจากทั่วโลก เปิดมุมมองใหม่ๆ กับนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย แลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็นประโยชน์กับเวทีเสวนาโดยกูรูทั้งระดับประเทศและระดับโลกที่มากด้วยคุณวุฒิและประสบการณ์ในด้านต่างๆ รวมถึงโซน FTI OUTLET ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทั่วประเทศในราคาสุดพิเศษ ทั้งหมดจะมีพร้อมในงานนี้บนพื้นที่การจัดงานกว่า 20,000 ตารางเมตร” 

“อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานนี้ที่พลาดไม่ได้ คือ ทุกท่านจะได้พบกับการสาธิตการบินโดรนโดยสาร (Passenger Drone) รุ่น Sliver Hawk ซึ่งเป็นโดรนโดยสารจากผู้ประกอบการไทยรายแรก ที่สร้าง Passenger Drone ได้สำเร็จ และได้รับการรับรอง MiT (Made in Thailand) โดรนโดยสาร นับเป็นเทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคตที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยต่อไป และทุกท่านจะได้เห็นกันในงานนี้ เราจะมีการสาธิตการบินโดรนทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ 2568 วันละ 1 รอบ เวลา 14.00-15.00 น. ที่ลานพระสรัสวดี ประตู 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และสวนเบญจกิติ” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

งาน FTI EXPO 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00-19.00 น. ณ Hall 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่า ปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมชมงานไม่น้อยกว่า 70,000 ราย และสร้างโอกาสทางการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

17 กุมภาพันธ์ 2438 วันประสูติ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ผู้บุกเบิกเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนักเขียนผู้ทรงคุณค่าของไทย

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ประสูติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2438 ที่วังสามยอด เชิงสะพานดำรงสถิตย์ เป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเฉื่อย ดิศกุล (สกุลเดิม ยมาภัย) ทรงศึกษาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสกับครูสตรีชาวต่างชาติ รวมถึงทรงศึกษาความรู้จากพระบิดา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี

หม่อมเจ้าพูนพิศมัยทรงมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยและพระพุทธศาสนา ทรงนิพนธ์ผลงานหลายเรื่อง เช่น 'ศาสนคุณ' ซึ่งได้รับรางวัลชั้นที่ 1 ในการประกวดพระราชพิธีวิสาขบูชา พ.ศ. 2472 ผลงานอื่น ๆ เช่น "ชีวิตและงานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ" และ 'ประเพณีไทย' รวมถึงสารคดีหลายเรื่อง ทรงมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศและต่างประเทศ

หนึ่งในผลงานที่สำคัญของหม่อมเจ้าพูนพิศมัยคือการร่วมก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) และดำรงตำแหน่งประธานตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จนถึง พ.ศ. 2527 นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางปรัชญาจากมหาวิทยาลัยดงกุก ประเทศเกาหลี ในปี พ.ศ. 2510 และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2522

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2533 สิริอายุ 95 ปี

วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักที่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ

วันแห่งความรัก หรือ วันวาเลนไทน์ได้พัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเอง และวันแห่งความรักนี้ยังเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายสูงสุดของปีในประเทศไทย การบริโภคที่เพิ่มขึ้นในวันนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจหลัก ๆ เช่น ค้าปลีก ร้านดอกไม้ อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม การท่องเที่ยว และความบันเทิง

ข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าในปี 2567การใช้จ่ายในวันวาเลนไทน์ของไทยแตะระดับ 2.5 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5.4% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สะท้อนถึง พฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม และสำหรับปี 2568 ก็มีการคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นไปที่ 2.7 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.2% จากปีก่อนหน้า

โดยผลกระทบเชิงบวกจากวาเลนไทน์จะสามารถแบ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจแบบไหนบ้าง วันนี้จะพาไปดูกันค่ะ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำ วาเลนไทน์นี้จะไม่ต้องปวดใจ หากหันกลับมาห่วงใยตนเองแลครอบครัว

(14 ก.พ.68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผบก.สอท.1) ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 มกราคม 2567 พบว่ามีผู้เสียหายกว่า 8 แสนราย ความเสียหายรวม 81,500 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น วัยเรียน (อายุต่ำกว่า 25 ปี) ร้อยละ 15 วัยทำงาน (อายุ 26 - 60 ปี) ร้อยละ 78 และวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปี ขึ้นไป) ร้อยละ 7 จำแนกเป็น เพศชาย ร้อยละ 37 และเพศหญิง ร้อยละ 63 ซึ่งเห็นได้ว่าคนทุกเพศทุกวัย ก็สามารถตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ได้ ประกอบกับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นเทศกาล “วันวาเลนไทน์” หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลแห่งความรัก ที่พี่น้องประชาชนมักจะใช้โอกาสนี้ในแสดงความรักให้กับคนรัก หรือคนที่แอบชอบ นั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอใช้โอกาสนี้ แนะนำพี่น้องประชาชน ที่ไม่ต้องการเจ็บปวดใจจากความรักที่ไม่สมหวัง ให้หันมาแสดงความรักกับคนในครอบครัว ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแนะนำ ดังนี้

1. แนะนำให้อย่าหลงเชื่อข้อความหวานหูจากบุคคลแปลกหน้าในโลกออนไลน์

2. แนะนำให้รู้ทันมิจฉาชีพออนไลน์ โดยเฉพาะ หลอกรักออนไลน์ (Romance Scam), หลอกลงทุน และแอปพลิเคชันปลอม

3. แนะนำให้มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์
- ไม่กดลิงก์แปลกปลอม ที่ส่งมาทาง SMS หรือโซเชียลมีเดีย
- ใช้รหัสผ่านที่ปลอดภัย และไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันทุกแพลตฟอร์ม
- ตั้งค่าความปลอดภัยของบัญชีออนไลน์ เช่น ยืนยันตัวตนสองชั้น

4. แนะนำให้ดูแลทรัพย์สินให้ปลอดภัย
- อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง
- ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวหรือรหัส OTP กับผู้อื่น
- ตรวจสอบบัญชีธนาคารหรือธุรกรรมออนไลน์เป็นประจำ

5. ใช้เวลาอยู่กับคนในบ้านให้มากขึ้น เพื่อลดการเสี่ยงตกเป็นเหยื่อจากการแสวงหาความรักในโลกออนไลน์ และยัง สามารถแนะนำบุคคลในครอบครัว ให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน Cyber Check ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ที่สามารถช่วยในการตรวจสอบและป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์ โดยใช้ฐานข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีการร้องเรียนและดำเนินคดีจริง ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบน Google Play 
และ App Store

สุดท้าย หากท่าน หรือบุคคลในครอบครัว ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สตูล ประชุมติดตามผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมความมั่นคงของชาติในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 3 (พ.ศ. 2566 - 2570)

(14 ก.พ.68) ที่ห้องประชุมโต๊ะหยงกง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล มอบหมายให้นาวาเอก แสนไทย บัวเนียม รอง ผอ.ศรชล.จว.สต. ร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมความมั่นคงของชาติในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 3 (พ.ศ. 2566 - 2570) พร้อมด้วยคณะพัฒนาเพื่อความมั่นคงในเขตพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 3 ปกครองจังหวัดสตูล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยมีพล.ร.ต.พงษ์มิตร ณรงค์กูล เสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 3 เป็นประธานในการประชุม

โดยก่อนการประชุมพล.ร.ต.พงษ์มิตร ณรงค์กูล เสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 3 และคณะฯ ขอเข้าเยี่ยมคำนับ นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เพื่อหารือข้อราชการในการเสริมสร้างความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในระดับพื้นที่ ตามวัตถุประสงค์ และแนวทางที่กำหนด ตลอดจนให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ พ.ศ. 2558 และเพื่อรองรับการเสนอโครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป้าหมายและภารกิจที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการประชุมครั้งนี้จังหวัดสตูลได้นำเสนอความคืบหน้าในการดำเนินการตามนโยบายและแผนความมั่นคงที่ 17 (การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่) และบรรยายสรุปแผนงาน/โครงการ ในพื้นที่เป้าหมาย ที่จังหวัดประกาศ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top