Thursday, 9 July 2026
TheStatesTimes

'มโหฬาร' ตำรวจ ปส. แถลงผลจับกุมและปูพรมปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายรายสำคัญ ยึดยาบ้ากว่า 33 ล้านเม็ด

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับอย่างจริงจังทุกพื้นที่รวมทั้งการขยายผลเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้า ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 3 พ.ค.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ,พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ฯ, พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงผลการสกัดกั้นเครือข่าย ยาเสพติดรายใหญ่ (นักบินตายแทน) ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ได้จำนวน 8 เครือข่าย ผู้ต้องหา 22 คน ตรวจยึดยาบ้า 32,386,000 เม็ด และ ไอซ์ 4.5 กก. ตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ 15 คัน และ รถจักรยานยนต์ 2 คัน ยึดทรัพย์รวม 5,620,000 บาท โดยจะเรียงลำดับจากหน่วยที่มีการตรวจยึดปริมาณยาเสพติดจำนวนมากที่สุด ตามลำดับดังนี้

1. บก.ปส.3 
คดีแรก ตำรวจ กก.2. บก.ปส.๓ สืบสวนทราบว่าจะมีกลุ่มเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่  เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ โดยใช้รถพิกอัพ กระทั่งกลางดึกวันที่ 19 เม.ย.67 พบรถพิกอัปเป้าหมาย 3 คัน บรรทุกสิ่งของลักษณะเป็นกระสอบจำนวนมาก บริเวณกระบะท้ายรถพิกอัป 2 คัน และขับติดตามกันเป็นขบวนมุ่งหน้า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ โดยมีรถจักรยานยนต์หลายคันขับนำทาง ในทิศทางหลบเลี่ยงด่านตรวจยาเสพติดแก่งปันเต๊า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว กระทั่งเวลา 01.40 น. ของวันที่ 20 เม.ย.67 สามารถจับกุม นายวิจิตร ได้ที่ริมถนนโยธาธิการเชียงใหม่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ ตรวจค้นรถพิกอัปพบยาบ้ารวมจำนวน 14,648,000 เม็ด ส่วนผู้ต้องหา 1 คน ที่อาศัยความมืดหลบหนีไปได้ สามารถรถติดตามจับกุมที่บริเวณภายในเทศบาลตำบลอินทขิล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ คือ นายโกเอ๋อ

คดีที่ 2 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนทราบว่า นายหน่อคำ พร้อมพวก จะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ ไปส่งต่อให้กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง โดยการอำพรางด้วยพืชผลทางการเกษตร ตำรวจจึงจัดชุดเฝ้าติดตาม กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.67 เวลา 22.50 น. พบ บริเวณกระบะท้ายของรถยนต์ที่เฝ้าระวังมีการบรรทุกกล้วยน้ำว้าดิบมาเต็มคันรถ ขับมุ่งหน้าไปทาง จว.ลำพูน ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 00.15 น. ก่อนถึงด่านตรวจแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จว.ลำพูน ประมาณ 300 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยชะลอความเร็วและจอดชิดข้างถนน จากนั้นนายหน่อคำ ได้ลงมาจากรถและมีรถยนต์ขับมารับตัวแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเวลา 01.30 ของวันเดียวกัน ตำรวจสกัดจับรถเก๋งได้ที่ด่านตรวจแม่ทา ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ - ลำปาง ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา ตรวจค้นรถพิกอัป พบยาบ้ารวม 5,800,000 เม็ด  

คดีที่ 3 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.๓ สืบสวนจนทราบว่า นายสมศักดิ์ พร้อมพวก จะลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ชายแดน จว.เชียงใหม่ ไปส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ตอนในของประเทศ โดยใช้รถยนต์ ตำรวจจึงเฝ้าระวังความเคลื่อนไหว กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 19 เม.ย.67 พบรถยนต์ที่เฝ้าระวัง 2 คัน ขับนำกันไปตามถนนหมายเลข 11 (ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ – ลำปาง) มุ่งหน้า จว.ลำพูน และตำรวจสกัดจับรถยนต์ 1 คัน ได้บริเวณด่านตรวจแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จว.ลำพูน ภายในรถพบ นายสมศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่ รับสารภาพว่าในรถมียาเสพติดจริง จึงนำตำรวจไปตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในช่องลับภายในรถจำนวน 95 แพค รวม 558,000 เม็ด และเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันเดียวกัน ตำรวจติดตามรถยนต์อีก 1 คัน และได้จับกุมนายสมรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ จากตำรวจได้ขยายผลไปตรวจยึดยาเสพติด คือยาบ้า 2,442,000 เม็ด และไอซ์ น้ำหนัก 4.5 กิโลกรัม ได้ที่บ้านเลขที่ 7/2 หมู่ 7 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 21 เม.ย.67  เวลา 14.00 น. ขยายผลจับกุม นายเอื้อน และ น.ส.ณชนก ซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มเครือข่ายได้อีก 2 คน บริเวณถนนกระดานป้าย - ดงจังหัน หมู่ 2 ต.เนินขี้เหล็ก อ.ลาดยาว จว.นครสวรรค์ รวมยาบ้า 3,000,000 เม็ด ไอซ์ 4.5 กิโลกรัม

คดีที่ 4 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนจนพบว่าได้มีเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติด นำของมาพักคอยในพื้นที่ อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ตอนของประเทศ ตำรวจจึงเฝ้าดู กระทั่ง วันที่ 29 มี.ค.67 ทราบว่าจะส่งมอบยาเสพติดช่วงดึกของวันเดียวกัน จนพบนายเหยา ขับรถยนต์ต้องสงสัยออกมาจากบ้านหนองเต่า ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ ลักษณะบรรทุกสิ่งของมีน้ำหนัก โดยมีนายจะหา ขับขี่รถจักรยานยนต์ ตามหลังออกมาด้วย ก่อนไปจอดบริเวณแยกตลาดน้ำใจ ถนนเลี่ยงเมืองฝาง หมู่ 7 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจค้นทันที ขณะนั้น นายเหยา ได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีไปได้ ขณะเดียวกันตำรวจอีกส่วนหนึ่งได้เข้าสกัดรถจักรยานยนต์ ของนายจะหา และนำตัวมาตรวจค้นรถยนต์พบยาเสพติด 20 กระสอบ เป็นยาบ้ารวม 2,000,000 เม็ด   

คดีที่ 5 ตำรวจ กก.3 บก.ปส.๓ พบความเคลื่อนไหมของ นายณรงค์ศักดิ์ และพวก จะลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ จว.เชียงใหม่ ไปส่งในพื้นที่ อ.บ้านตาก จว.ตาก โดยใช้รถตู้ กระทั่งวันที่ 31 มี.ค.67 พบรถต้องสงสัยขับอยู่บนถนนพหลโยธินบริเวณหน้าโรงพยาบาลบ้านตาก เลี้ยวขับไปตามเส้น อ.บ้านตาก - อ.แม่ระมาด  ไปจอดอยู่ภายในบริเวณวัด พระบรมธาตุตาก วัดหลวงพ่อทันใจ) จากการเฝ้าดูของตำรวจ พบนายณรงค์ศักดิ์ ลงมาจากรถฝั่งคนขับเดินมาเปิดประตูด้านข้างห้องผู้โดยสาร จากนั้นรื้อผนังรถตู้ภายในห้องโดยสาร แล้วหยิบสิ่งของออกจากจุดที่รื้อลักษณะเป็นก้อนห่อหุ้มด้วย ฟรอยสีเงิน ส่งให้ น.ส.นิตยา ใส่ลงลังกระดาษสี่เหลี่ยมภายในห้องโดยสารรถตู้ ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบยาบ้ารวม 698,000 เม็ด  

คดีที่ 6 จากการเฝ้าระวังบุคคลเป้าหมายของ ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 คือ นายจักรพันธ์ กับพวกพบว่าจะใช้รถกระบะตู้ทึบลำเลียงยาเสพติดจาก จ.เชียงราย ลงไปพื้นที่ภาคกลาง จนวันที่ 25 เม.ย.67 พบความเคลื่อนไหวของ นายจักรพันธ์ ขับรถยนต์เข้าพักที่รีสอร์ท ในพื้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และพบรถกระบะตู้ทึบ 3 คัน เข้าพักที่เดียวกัน จากนั้นวันที่ 27 เม.ย.67 ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดได้มาเข้าพักในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย กระทั่งออกเดินทาง ในเช้าวันที่ 28 เม.ย.2567       ชุดจับกุม จึงประสานกำลังตำรวจประจำด่านตรวจปูแกง สภ.พาน ทำการหยุดรถเพื่อตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 คน ตรวจค้นรถ พบยาบ้า 300,000 เม็ด ที่ ระหว่างนั้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง อ.งาว เข้าจับกุม นายจันทวาส ซึ่งทำหน้าที่ขับรถยนต์สำรวจเส้นทางล่วงหน้า ได้บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.งาว  

2. บก.ปส.2 

คดีที่ 7 ตำรวจ กก.1 บก.ปส.2 ได้ขยายผลเครือข่าย Vuitton และพบว่ายังมีรถในเครือข่ายที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด ตำรวจจึงเฝ้าติดตามเครือข่ายดังกล่าว จนวันที่ 28 มี.ค.67 พบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ฒษ-35xx กทม. ซึ่งจะเดินทางจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขึ้นไปยังพื้นที่ภาคอีสาน ด้าน จว.บึงกาฬ จึงสะกดรอยติดตาม ต่อมา วันที่ 29 มี.ค.67 พบรถเป้าหมายวิ่งบน ถ.ชยางกูร ในพื้นที่ ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ  จว.บึงกาฬ แล้วใช้เส้นทางมุ่งหน้ากลับเข้าพื้นที่ตอนในโดยใช้เส้นทางรองผ่าน จว.บึงกาฬ - จว.สกลนคร - จว.อุดรธานี - จว.กาฬสินธุ์ - จว.มหาสารคาม โดยระหว่างการติดตามพบว่ารถคันดังกล่าวมีการใช้ถนนเส้นทางรองเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่งเวลา 01.20 น. ของวันที่ 30 มี.ค.67 ขณะที่ติดตามรถเป้าหมายจนถึงบริเวณสี่แยกสัญญาณไฟจราจร บ้านวังยาว ถ. ถีนานนท์ ต.เกิ้ง อ.เมืองมหาสารคาม จว.มหาสารคาม ตำรวจจึงแสดงตัวเพื่อจับกุมพบ นายหัสดี คนขับ และ นายพอเจตน์ นั่งข้างคนขับ ตรวจค้นด้านหลังกระบะ พบยาบ้า 5,250,000 เม็ด วางอยู่ท้ายรถ สอบถามผู้ต้องหา สารภาพว่าถูกว่าจ้างให้ขับรถยนต์ไปลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.บึงกาฬ ไปส่งยังพื้นที่ภาคกลาง จว.สมุทรปราการ 

3. บก.สกส.
คดีที่ 8 ตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ ตำรวจ บก.ขส. สืบทราบว่า นายปานวิไชย ซึ่งมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติด และนายอำพล จะร่วมกันลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ด้าน จว.หนองคาย นำมาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล กระทั่งช่วงดึกของวันที่ 26 เม.ย.67 ตำรวจได้จับกุม นายปานวิไชย ได้ที่บริเวณริมถนนสายเอเชียฝั่งขาเข้า  

'ครู' ระบาย!! นักเรียนเจอร้อนแค่นี้ 'ทนไม่ได้-จะทำอะไรกิน' ลั่น!! เป็นห่วงอนาคตเด็กไทย ไม่รู้โตขึ้นจะเป็นยังไง

กลายเป็นกระแสร้อนในโลกออนไลน์ หลังเพจ ‘สมัครงาน สอบราชการ’ มีการเปิดเผยข้อความครูท่านหนึ่งได้ระบายความในใจถึงนักเรียนว่า…

“งง เด็กนักเรียนสมัยนี้มันเป็นอะไร เข้าแถวตากแดดร้องเพลงชาติ สวดมนต์ และฟังครูให้โอวาส บ่นกันว่าร้อน ถ้าเข้าแถวตากแดดฝึกความอดทนแค่นี้ ยังไม่ได้ โตขึ้นพวกเธอจะเรียนจบสูง ๆ หรือทำงานดี ๆ ได้ยังไง

สมัยครูเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แดดแรงกว่านี้อีกยังทนกันได้ แต่สมัยนี้ โดนแดดนิด ๆ หน่อย ๆ บ่นว่าร้อน ตำหนิติติงอะไรก็ไม่ค่อยได้ ผู้ปกครองก็เรื่องเยอะ ถ้าเรื่องเยอะกันนักทำไมไม่สอนเองจะส่งให้เข้าโรงเรียนทำไม เป็นห่วงอนาคตเด็กไทยสมัยนี้ ไม่รู้โตขึ้นจะเป็นยังไง”

งานนี้เมื่อข้อความดังกล่าวแชร์ออกไป ทำเอาชาวเน็ตจำนวนไม่น้อย เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์สนั่น ถึงประเด็นดังกล่าว โดยคอมเมนต์บางส่วน ดังนี้

-แดด 40° ให้บ่นหน่อยค่าาา
-ครูไม่รู้จักภาวะโลกเดือดเหรอครับ
-ตากแดด จะทำให้เรียนจบสูง ๆ ได้ทำงานดี ๆ หรอคะ

-การอดทนกับความร้อน ไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานเลย
-แดดสมัยก่อนกับแดดสมัยนี้ มันคนละเรื่องกันนะค่ะครู

-1. ตัวเองลำบาก ไม่จำเป็นที่คนต้องลำบากแบบตัวเอง
2. เด็กที่อื่นที่ไม่เข้าแถวกลางแดด แต่ประสบความสำเร็จ มีเยอะแยะ แดดไม่ใช่ปัจจัยต่อความสำเร็จ
3. การถูกบังคับ ไม่ใช่ หนทางที่ดีเสมอไป
4. ถ้าตากแดดดีจัง ทำไมครูไปลงมาตากแดดด้วยกัน
5. แดดยุคนี้ 40 องศา + ฝุ่น pm อันตรายต่อสุขภาพ
6. แจ้งข่าวผ่าน homeroom ได้ครับ

สิ่งที่ท้ายที่อยากจะพูดคือ เด็ก ๆ ไปโรงเรียน เพื่อหาความรู้ครับ ไม่ได้ไปเพื่อโดนอำนาจนิยมกดขี่ ถ้าระบบการศึกษาที่ผ่านมา พาประเทศมาได้แค่นี้ เปลี่ยนบ้างก็ดีครับ ให้โรงเรียนเป็นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ เถอะ

นอกจากการเปรียบเทียบยุคสมัยของครูและเด็ก บางคนก็มองไปถึงการยกเลิกการเข้าแถวร้องเพลงชาติ รวมไปถึงเครื่องแบบนักเรียน ที่ไม่สัมพันธ์กับสภาพอากาศร้อนของบ้านเรา

ขณะเดียวกัน หลายคนยังตั้งคำถามถึงมาตรการการดูแลของโรงเรียน ในขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ หรือหลายประเทศ เริ่มผ่อนคลาย คำนึงถึงความปลอดภัย ผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน โดยการยกเลิกการเรียน ในช่วงร้อนระอุไปแล้วด้วย

'เพื่อไทย' ลั่น!! รถไฟฟ้าต้อง 20 บาททุกสาย ชี้!! นี่คือความกล้าหาญที่พรรคอื่นไม่กล้าทำ

(3 พ.ค.67) ในงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ของพรรคเพื่อไทย (พท.) งานแสดงวิสัยทัศน์ และความคืบหน้าในนโยบายต่าง ๆ พร้อมประกาศเป้าหมายการทำงานในอนาคต

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม. กล่าวว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นวิสัยทัศน์ของพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่สมัย 2549 เพราะการเข้าถึงขนส่งสาธารณะเป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยทันทีที่เป็นรัฐบาล ไม่ถึงหนึ่งเดือนที่นายกรัฐมนตรีรับตำแหน่ง วันที่ 16 ตุลาคม 2566 รถไฟฟ้า 2 สาย คือสายสีแดง และสีม่วง ลดค่าบริการลงมาที่ราคา 20 บาท ได้สำเร็จ หลังจากลดค่าโดยสารลงแล้ว ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารสายสีแดงเพิ่มขึ้น 26.62% สายสีแดงเพิ่มขึ้น 14.43%

จากนั้น กระทรวงคมนาคม กางแผนโรดแมป เพื่อดำเนินการให้รถไฟฟ้าทุกเส้นทาง คิดค่าบริการตลอดเส้นทาง ‘20 บาท’ ภายในปี 2568 ผ่านร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... หรือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมร่าง พ.ร.บ.รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองและอื่นๆ โดยสำนักงานขนส่งและนโยบายและแผนการจราจร (สนข.) ดำเนินการ จากราคารถไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 107 บาท หาก พ.ร.บ.ตั๋วร่วมสำเร็จ ประชาชนจะจ่ายเพียง 20 บาท ผ่านการมีกองทุนที่สะสมรายได้จากส่วนอื่น ๆ มาชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารแทนประชาชน

“ไม่มีพรรคการเมืองใดที่เสนอทำราคารถไฟฟ้าให้เหมาะสมกับรายได้ เป็นสวัสดิการของประชาชนอย่างแท้จริง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คือความกล้าหาญของพรรคเพื่อไทยที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อพี่น้องประชาชน เป็นการจัดการระบบการเดินทาง ที่มีสัมปทานหลายเจ้าครั้งใหญ่ อะไรที่เคยติดขัด เป็นอุปสรรค จะถูกคลี่คลาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน”

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวอีกว่า ภายในปี 2568 ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทุกสาย, พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ต้องสำเร็จ, ลดราคาค่าทางด่วนลงรถเมล์แอร์ EV ต้องสำเร็จ เป้าหมายใหญ่ คือเพิ่มการเข้าถึงขนส่งสาธารณะ ลดการใช้รถส่วนตัว ลดปริมาณรถบนถนน แก้ปัญหารถติด แก้ปัญหาฝุ่น ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และสามารถเปิดให้ขยายทางสัญจรทางเท้า ให้ กทม.เป็นเมืองที่เดินได้ เมืองที่เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับขนส่งสาธารณะ ให้เป็น ‘การบริการสาธารณะ’ อย่างแท้จริง

'รมว.ปุ้ย' เชื่อ!! เหตุเพลิงไหม้อยุธยาเป็นการวางเพลิงทำลายหลักฐาน สั่ง!! เฝ้าระวังเข้มงวด หวั่น!! ผู้ก่อเหตุใช้ 'ภาชีโมเดล' เป็นต้นแบบ

เมื่อวานนี้ (2 พ.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์เพลิงไหม้ และแนวทางการแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม พื้นที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ใน 4 จุด ได้แก่...

จุดที่ 1 โกดังเก็บสารเคมี ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ค.67

จุดที่ 2 เทศบาลตำบลภาชี เพื่อมอบอาหาร น้ำและของใช้จำเป็นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 100 คน โดยในจุดนี้ รมว.อุตสาหกรรม ได้กล่าวคำขอโทษที่เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ พร้อมกับสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่า จะเร่งดำเนินกำจัดสารเคมีโดยเร็วที่สุด 

จุดที่ 3 บริษัท ซันเทค เคมิคอล แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด เพื่อกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวังจะเกิดเหตุสารเคมีรั่วและเกิดเหตุเพลิงไหม้ 

จุดที่ 4 บริษัทเอกอุทัย ที่เกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล จนชาวบ้านได้รับผลกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ สัตว์เลี้ยง และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย  

จากนั้น รมว.ปุ้ย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยระบุว่า เบื้องต้นทุกคนเชื่อว่าการเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานเก็บสารเคมีอันตราย เป็นการลอบวางเพลิงเพื่อเผาทำลายหลักฐาน ดังนั้นจึงได้กำชับอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังเนื่องจากเกรงว่า ผู้ประกอบการนายทุน จะถือโอกาสนำกรณีของอำเภอภาชี ไปเป็นต้นแบบในการเผาทำลายของกลางอีก  

"ดิฉันได้สั่งการให้มีการปรับการบริหารจัดการ เรื่องการกำจัดกากสารเคมี จากนี้ไปจะต้องทำเป็นระบบ ให้เข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง ที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลเรียบร้อยแล้ว และต่อจากนี้ไป กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำงานแบบบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำงาน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งความเป็นอยู่ สัตว์เลี้ยง พืชผลทางการเกษตร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ดังนั้นต้องร่วมมือกันทั้งจังหวัด ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ ฝ่ายความมั่นคง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ซ้ำอีก" รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

'เพื่อไทย' เดินหน้า '30 บาทรักษาทุกที่' มั่นใจครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ธ.ค.นี้

(3 พ.ค.67) ในงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ของพรรคเพื่อไทย (พท.) งานแสดงวิสัยทัศน์ และความคืบหน้าในนโยบายต่าง ๆ พร้อมประกาศเป้าหมายการทำงานในอนาคต

ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อและรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ว่า ในวันที่ 1 เมษายน 2544 รัฐบาลไทยรักไทย ทำฝันที่ไม่มีใครกล้าฝัน ทำสิ่งที่ทุกคนปรามาสว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ โดยการนำร่อง ‘บัตรทอง’ หรือ ‘บัตร 30 บาท รักษาทุกโรค’ ใน 6 จังหวัด แล้วขยายครอบคลุมทั้งประเทศในเวลาไม่ถึง 1 ปี ทำให้ชีวิตประชาชนเปลี่ยนไปในวันเดียว คนไทยได้รับการรักษาเท่าเทียมกันด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรา ‘คิดใหญ่ ทำเป็น’ ทำนโยบายสำเร็จ แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีเทคโนโลยี แต่รัฐบาลไทยรักไทยต้องการสร้างระบบข้อมูลคนไข้ทั้งระบบ เชื่อมโยงกันในระบบคอมพิวเตอร์ ระบบจองนัดคิว เลือกวัน เวลา ได้ ‘เลือกหมอ’ ได้ ทำให้ในปัจจุบัน ‘การเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพในระบบสาธารณสุข’ เกิดขึ้นจริง 30 บาท รักษาทุกที่ เป็นจริงใน 137 วันแรก ของการจัดตั้งรัฐบาล

โดยภายในเดือนมกราคม 2567 30 บาทรักษาทุกที่ นำร่อง 4 จังหวัดแรกสำเร็จ ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี และ นราธิวาส , มีนาคม 2567 นำร่องเพิ่ม 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา สิงห์บุรี สระแก้ว พังงา , เดือนพฤษภาคม 2567 นำร่องเพิ่ม 33 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท อุทัยธานี สระบุรี นนทบุรี ลพบุรี อ่างทอง นครนายก พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี อุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา ทั้งหมดรวม 45 จังหวัด และภายในเดือนธันวาคม 2567 โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ จะดำเนินการได้ครบ 77 จังหวัดทั้งประเทศ ถือเป็นการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี เป็นการ ‘ทำต่อ’ จากที่เราเคยทำเอาไว้เมื่อ 23 ปีที่ผ่านแล้ว

สำหรับสิทธิประโยชน์ของ 30 บาทรักษาทุกที่ ได้แก่ เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน , ตรวจเลือดที่แล็ปใกล้บ้าน ข้อมูลปรากฏที่โรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น , รักษาที่โรงพยาบาล กลับไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้ , เลือกโรงพยาบาลได้ โดยไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่าย เพราะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะดูแลทั้งหมด ด้วยการทำงานหนักของทีมสาธารณสุขไทย รวมถึงนโยบายฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย โดย ณ วันที่ 24 เมษายน 2567 กระทรวงสาธารณสุข ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงอายุ 11 - 25 ปี แล้ว 1,668,000 ล้านโดส (ชนิด 2 เข็ม : 1.2 ล้านเข็ม , ชนิด 1 เข็ม : 4 แสนเข็ม ) จากเป้าหมาย 5 ล้านคน ภายในปี 2568 พร้อมวางเป้าหมายจะลดอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจำนวน 2,400 คนต่อปี

นอกจากนี้ จะดำเนินการสานต่อนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล โดยปีนี้ เปิดโรงพยาบาลเขตแล้ว 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลนพรัตนธานี คุ้มเกล้า (มีนบุรี) และโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี พร้อมมีแผนขยายเพิ่ม โรงพยาบาลประจำเขตอย่างน้อย 10 แห่ง ภายในปี 2570 โดยจะเพิ่มโรงพยาบาลเขตภาษีเจริญ เขตคลองสามวา เขตทุ่งครุ เขตสายไหม วางแผนยกระดับโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมการแพทย์ทหารอากาศ เป็น โรงพยาบาลเขตดอนเมืองขนาด 120 เตียง รวมทั้งสถานชีวาภิบาล สถานที่ให้บริการผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยในระยะเวลา 10 เดือนที่ไม่รอ ได้สร้างสถานชีวาภิบาลในชุมชนไปแล้วกว่า 166 แห่งทั่วประเทศ โดยความร่วมมือกับคณะสงฆ์ และภายในปี 2570 ทุกตำบล จะต้องมีสถานชีวาภิบาลตำบลละ 1 แห่งให้ได้

"เวลาไม่รอใคร และเราจะไม่รอ ขอทำงานต่อเพื่อพี่น้องประชาชน" ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา กล่าว

‘เพื่อไทย’ จัดอีเวนต์ใหญ่ ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ด้าน ‘อุ๊งอิ๊ง’ ยัน!! ตัดสินใจถูกที่ไม่รอ 10 เดือน มั่นใจ!! ‘ครม.เศรษฐา 2’ ถูกฝาถูกตัว ชี้!! นโยบายการเงินต้องดันเศรษฐกิจประเทศด้วย

(3 พ.ค. 67) พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย สำนักงานใหญ่ มีการแสดงวิสัยทัศน์และความคืบหน้านโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย หลังจากจัดตั้งรัฐบาลเข้าสู่เดือนที่ 9 พร้อมประกาศเป้าหมายการทำงานในอนาคต โดยภายในงานมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, คณะรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย, กรรมการบริหารพรรค, ผู้บริหารพรรค, สส., ว่าที่ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ของพรรคเพื่อไทย และบุคลากรของพรรค เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่า เราตัดสินใจถูกต้องมากที่จัดตั้งรัฐบาลผสมเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว ปัญหาปัจจุบันที่หมักหมมไว้จากการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งระบบราชการที่โตเกินไป ความอืดอาดในการทำงาน ด้วยโครงสร้างที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภัยคุกคามทางความมั่นคงที่พัฒนาไปเร็วมาก รวมถึงภัยต่อเยาวชนชาติจากยาเสพติด ทำให้ประชาชนของชาติอ่อนแอ ประชาชนขาดโอกาสในการทำมาหากิน เศรษฐกิจใต้ดินสูงเป็นประวัติการณ์

‘เพื่อไทย’ เป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมากที่สุด หากไม่เป็นแกนนำรัฐบาลผสม คงยากที่ปัญหาหมักหมมจะแก้ไขได้ กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระจากรัฐบาล เรื่องนี้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการคลังถูกใช้งานข้างเดียวอย่างหนัก จนทำให้หนี้สูงขึ้นทุกปี จากการตั้งงบประมาณขาดดุล ถ้านโยบายการเงินที่บริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมเข้าใจและร่วมมือ ประเทศจะไม่มีทางลดเพดานนี้ได้ 10 เดือนที่ผ่านมา เราใช้ความพยายามในการวิเคราะห์ เข้าใจ เพื่อแก้ปัญหาที่ยาก และซับซ้อน และก้าวเดินต่อในทุกมิติ เพราะเราเสียเวลาและโอกาสไปถึงเกือบ 2 ทศวรรษจากการรัฐประหาร เรามั่นใจว่าเราทำได้ และจะทำให้ได้คะแนนเต็ม 10 ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า ในมิติทางเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินถูกดูดออกจากระบบไปมาก จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็น 400 บาท จะทำให้ทุกคนต้องปรับตัว เพิ่มผลผลิตจากความพอกินของพนักงาน พรรคเพื่อไทยจะผลักดันเศรษฐกิจในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เติมเงินและเพิ่มค่าแรง แต่รวมไปถึงเม็ดเงินใหม่จากต่างประเทศจะเข้ามาจากการลงทุนและการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคน โดยการนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน

ในมิติของการบริหารราชการแผ่นดิน จะเปลี่ยนจากรัฐบาลอุ้ยอ้าย อืดอาด ไม่โปร่งใส เป็นรัฐบาลดิจิทัล บริหารด้วยความรวดเร็ว โปร่งใสตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆได้ และมี super app ในการบริการทุกมิติของภาครัฐ และเราจะปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ใหม่อีกครั้งหนึ่งเร็วๆ นี้ พร้อมจะแก้กฎหมายทางเศรษฐกิจอีกหลายฉบับ ทั้งการยกเลิกกฎหมายล้าสมัย เขียนกฎหมายใหม่ให้ไทยกลับมาเป็น Hub ทั้งการบินและการเงินของอาเซียนให้ได้ ในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ จะผูกมิตรกับทุกมหาอำนาจ และยินดีให้ไทยเป็นที่เจรจาความขัดแย้งจากทุกฝ่าย

พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีศักยภาพ มีนโยบายที่ดี มีรัฐมนตรีที่เก่ง สร้างอนาคตให้ประเทศไทย และที่สำคัญ จะต้องสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต แม้คู่แข่งพยายามทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อเรา ด้อยค่าในสิ่งที่เราทำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสมัยไทยรักไทย เกิดวาทกรรม ‘30 บาทตายทุกโรค’ แต่ทุกอย่างผ่านไป ด้วยการทำงานนโยบายสำเร็จ ผลงานเท่านั้นจะพิสูจน์ ไม่ใช่วาทกรรม หรือการใส่ความต่อว่าจากใคร เพราะ 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้ได้จริง และกำลังเดินหน้าพัฒนาครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เป็น 30 บาทรักษาทุกที่

น.ส.แพทองธาร ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ พรรคเพื่อไทยในอนาคต จะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีศักยภาพ มีนโยบายที่ดี สร้างอนาคตให้ประเทศไทย พร้อมเปิดตัว ทีม PTP Academy อย่างไม่เป็นทางการ (Soft Launch) หน่วยงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร สร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงการทำงานของพรรคกับหน่วยงานข้างนอก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วระยะหนึ่ง มีการจัดอบรมเพิ่มองค์ความรู้ให้กับ ส.ส.ของพรรค เพื่อให้การทำงานการเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

"พรรคเพื่อไทยจะครองสติ ไม่หวั่นไหว ไม่เล่นเกมโต้ตอบไปมาเพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เรามีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบอยู่ในมือซึ่งกำลังลงมือทำ และเราทำได้ อย่างแน่นอน ในขณะที่นโยบายกำลังเดินไปข้างหน้า พรรคเพื่อไทยก็กำลังพัฒนาไม่หยุดยั้งเพื่ออนาคตของประเทศไทย รัฐบาลเพิ่งปรับ ครม.ซึ่งมีเสียงจากนักวิชาการหลายท่านที่น่าเชื่อถือได้ให้คำยืนยันว่า ถูกฝาถูกตัวมากที่สุด ทุกอย่างกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่มีทางเลยที่เราจะแย่กว่าเดิม เรารู้ว่าการทำงานให้บ้านเมืองนั้น เป็นงานที่ Thank Less and End Less ต้องทุ่มเทและไม่มีวันสิ้นสุด แต่เราเต็มใจที่จะทำ เพราะเราเป็นพรรคการเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญของประเทศ" น.ส.แพทองธาร กล่าว

‘เศรษฐา’ ห่วงปัญหาภัยแล้ง สั่ง!! ‘ก.กลาโหม’ บริหารจัดการ เร่งจัดหารถบรรทุกน้ำทหาร บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

(3 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ถึงปัญหาภัยร้อนและภัยแล้งว่า ภัยร้อนและภัยแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รัฐบาลทราบถึงปัญหา และมีความเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งภาคเกษตรกรรม ความเป็นอยู่ การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยว จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานวางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมเพื่อรับมือและบรรเทาสถานการณ์ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

“นอกจากนี้ ผมได้ประสานสั่งการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับบรรเทาสาธารณภัยให้ดูแลเรื่องน้ำ ซึ่งขณะนี้มีรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ และรถขนน้ำไปให้บริการประชาชน รวมถึงกำลังเร่งการขุดลอกแหล่งน้ำ และซ่อมบำรุงระบบประปาแก่ชุมชนด้วย ผมยังสั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้นำสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภัยแล้ง โดยให้กองบัญชาการทหารพัฒนา กรมการทหารช่าง มณฑลทหารบกทุกมณฑล และหน่วยทหารทุกหน่วยที่อยู่ใกล้ชุมชน ใช้รถบรรทุกน้ำของทหารฯ ที่มีอยู่ทั่วประเทศเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร (โดยเฉพาะพืชที่มีมูลค่าสูง) ร่วมกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในรูปแบบกองกำลังเฉพาะกิจ ซึ่งผมได้กำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์มาทุกระยะเพื่อพิจารณาปรับแผนการดำเนินการที่เหมาะสมครับ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

'ชัชชาติ' ประสานเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ปม 'ชายตกท่อ' ดับ ยัน!! แม้ไม่ใช่ของกทม. แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

(3 พ.ค. 67) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงเหตุการณ์คนตกท่อกลางถนน บริเวณปากซอยลาดพร้าว 49 ว่า กรุงเทพมหานคร ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต สำหรับท่อดังกล่าวเป็นโครงการของการไฟฟ้านครหลวง เป็นท่อร้อยสายไฟซึ่งมีการปิดที่ไม่สมบูรณ์ โดยเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ทางเขตวังทองหลางได้มีการแจ้งหน่วยงานเจ้าของโครงการให้ดำเนินการซ่อม อย่างไรก็ตาม กทม.พร้อมรับหน้าที่ประสานงานเยียวยาผู้เสียหายจากหน่วยงานต้นสังกัด

โดยเหตุที่เกิดขึ้นวันนี้ เจ้าหน้าที่เทศกิจและรักษาความสะอาดฯ พบเห็นชายตกท่อของการไฟฟ้านวลจันทร์ เมื่อเวลาประมาณ 09.57 น. จึงได้ประสานสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดพร้าวเร่งดำเนินการเข้าช่วยเหลือโดยการดำน้ำ พบร่างในเวลาประมาณ 11.20 น.

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวในตอนท้ายว่า ได้มีการกำชับไปยังผู้อำนวยการเขตทุกเขตแล้วว่า เรื่องนี้เราปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะแม้ไม่ใช่ท่อของเรา แต่เราก็เป็นเจ้าของบ้านซึ่งต้องคอยดูแล ให้ติดตามกำกับการก่อสร้างในพื้นที่เขตอย่างเคร่งครัด หากมีจุดที่มีความเสี่ยงอันตรายให้แจ้งผู้รับเหมาให้เร่งแก้ไขปรับปรุง ซึ่งถ้ายังไม่ดำเนินการให้นำป้ายแจ้งเตือนมาติด และใช้การดำเนินการทางกฎหมายเข้ามาร่วมด้วย พร้อมได้สั่งการให้ทุกเขตไปสำรวจการก่อสร้างในพื้นที่โดยละเอียดมากยิ่งขึ้น

‘นายกฯ เศรษฐา’ ร่วมงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ลั่น!! การจะเดินไปถึงเป้าหมาย ต้องมีช่วงเวลาที่ ‘อัพแอนดาวน์’ วอน!! โฟกัสส่วนที่ดี

(3 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ ‘4 ปีรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ เติมประเทศไทยให้เต็ม 10’ ภายในงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ว่า “ช่วงหนึ่งปีที่ตนก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ตั้งแต่การลงพื้นที่หาเสียง การตั้งรัฐบาลมีอะไรหลายอย่างที่อาจขัดสายตา มีวาทกรรมต่าง ๆ แต่หน้าที่เราคือ การฟอร์มรัฐบาลที่มีความมั่นคง ทำงานร่วมกันเพื่อดูแลทุกคนอย่างทั่วถึง” 

นายเศรษฐา กล่าวว่า “10 เดือนที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ การที่เราไม่เสียเวลาไป 10 เดือน เราได้อะไรมาบ้าง อย่างตอนลงพื้นที่อุบลราชธานี ได้รับข้อมูลว่าน้ำท่วมมาโดยตลอด ก็ได้พูดคุยกับกรมชลประทาน / รมว.เกษตร แม้จะเป็นคนละพรรค สิ่งที่ตามมาปีนี้น้ำไม่ท่วม ตอนไป จ.ศรีสะเกษ ทราบว่าราคาหอมแดงอยู่ที่ ราคา 7-8 บาท ตอนไปตลาด อตก.เห็นราคา 200 บาท 193 บาทหายไปไหน ตนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือว่าราคาหอมแดงต้องเป็น 13-15 บาท เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กแต่เป็นแรงบันดาลใจอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ราคาสินค้าการเกษตรหลักขึ้นยกแผง แต่พืชรองเราให้ความเท่าเทียมที่จะดูแล ราคาต้องถูกยกขึ้นหมด เราจะเปิดตลาดใหม่ ให้เป็นเคพีไอใหม่ให้กระทรวงพาณิชย์”

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า “ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็ดีขึ้นถ้าเราไม่ได้เข้ามา ตัวเลขคงสูงกว่านี้ เรื่องราคารถไฟฟ้า ตนก็พูดกับนายสุริยะมาโดยตลอดเพื่อให้ฝันเราเป็นจริง ถ้าไม่มีรัฐบาลมา 10 เดือนเรื่องเหล่านี้อยู่ตรงไหน เราอยู่ใต้กติกาที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน เราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และอีกเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา เรื่องนี้รัฐบาลมีแผนงานหลายอย่างที่จะช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการต่าง ๆ ขอให้ทุกคนช่วยกันน้อมรับปฏิบัติและช่วยกันคิดว่าจะช่วยกันทำอะไรที่เป็นสาธารณกุศลได้ ตนเชื่อว่าระยะเวลาอันใกล้พรรคเราจะมีนโยบายอย่างชัดเจน”

นายเศรษฐา เผยต่อว่า “เหลือเวลา 3 ปีนิด ๆ เราเตรียมนโยบายไว้หลายอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมาย การจะเดินไปถึงเป้าหมายได้ ต้องผ่านอะไรอีกหลายอย่าง ต้องมีช่วงเวลาที่อัพแอนดาวน์ มีเวลาที่เสียใจ พอใจ ถูกใจ ไม่ว่าในมิติไหน ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ต้องดูแลกัน ตนเชื่อว่าถ้าเราทุกคนมุ่งมั่น มีความสามัคคี เข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นใจเขาเห็นใจเรา เชื่อว่าถนนที่เดินไปข้างหน้าจะสะดวกขึ้น ง่ายขึ้น การทำงานของ สส.ร่วมกับคณะทำงานในพรรค ร่วมกับฝ่ายบริหารเป็นกลไกสำคัญ 7-8 เดือนที่ผ่านมา เราเกือบไม่มีการประสานงานกันเลย แต่ตอนนี้เราทำงานกันได้ดีขึ้น อยากให้โฟกัสส่วนที่ดีที่ทำกันมา อยู่ด้วยกันมาอาจจะพอใจกันมาพอใจ 60 ไม่พอใจ 40 ตนก็จะขอให้โฟกัสที่ 60 ที่เรารักกันเข้าใจกันมีความปรารถนาดี แล้วสร้างให้เป็น 61 62 63 ไม่ใช่โฟกัสที่ 40% ที่เราไม่พอใจกัน ไม่เช่นนั้นมันจะเพิ่มขึ้น เชื่อว่าหัวหน้าพรรค ผู้ใหญ่ในพรรค สส.ทุกคน เห็นความมุ่งมั่นของทุกคน ไม่ใช่แค่ของตน ของรัฐมนตรีหรือของกรรมการบริหารอย่างเดียว เชื่อว่าทุกคนเห็นถึงความตั้งใจจริงและจุดประสงค์ที่เรามาร่วมอยู่ตรงนี้ ตนไม่ได้มาเพื่อตำแหน่งนายกฯ แต่ต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่คนไทยทุกคน เป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่ในนี้ ไม่ว่ารุ่นใหม่รุ่นเก่า เป็นรัฐมนตรีหรือไม่เป็นรัฐมนตรี แต่เราอยู่ด้วยจิตใจที่อิงอยู่กับประชาชน อยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เชื่อว่านโยบายที่เราเสนอไปเป็นที่ประจักษ์ว่าเรามีความตั้งใจจริง”

“แต่ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปต้องมีช่วงขึ้นและลงเป็นธรรมดาของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเรากันเองหรือเรากับประชาชน แต่เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ผมตระหนักดีเสมอ ไม่ว่าเป็นแค่สมาชิกพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือนายกฯ ไม่มีอะไรสำคัญเท่า 4 ปี ชีวิตประชาชนจะต้องดีขึ้น” นายกฯ ทิ้งท้าย

‘ทอ.’ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก เข้าเป็น ‘นักเรียนเตรียมทหาร’ ปี 2567

(3 พ.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ประกาศผลสอบรอบสุดท้ายคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 คลิ๊ก http://www.admission.nkrafa.com/register/

ขอให้ผู้สอบผ่านรอบสอง นักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของ ทอ.) ประจำปีการศึกษา 2567
กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง เพื่อตรวจสอบประวัติด้วยลายพิมพ์นิ้วมือ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScmfmquoGL_OHvhjrd6Fiz7qJIoGQP25q2MokaQxXb4-tQoVg/viewform?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR3CwaKorJ-U_I71hy9IyGDUSnjNOmeWHcFtF0NrAuhL2hll_Pw064plU9U_aem_ARpU4u2lL74XehdnHOjPnklJ5n--RgrsZDUwvMVk7YzSsK6E6gc7j-MYf1SN284D2Xp5nrtMXTTOgx9p8eI3VWLc   


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top