Thursday, 9 July 2026
TheStatesTimes

‘ดร.หิมาลัย’ ลงพื้นที่ตรวจสอบ เคสปั๊มเติม ‘น้ำมันผสมน้ำ’ ให้ลูกค้า ชี้ ให้เป็นไปตาม กม. พร้อมกำชับพลังงานทั่วประเทศตรวจเข้ม

‘เสธหิ’ ที่ปรึกษา รมว.พลังงาน ชี้เคสปั๊มเติมน้ำมันผสมน้ำให้ลูกค้า ยกเป็นอุทาหรณ์ ส่วนคดีก็ว่าไปตามกระบวนของกฎหมาย พร้อมขอให้พลังงานจังหวัดแจ้งความดำเนินคดี ส่วนพนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนเพื่อหาความจริงเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

จากกรณีนางสมนึก สิทธิการณา พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี เข้าพบ ร.ต.ท.ทัศเทพ เพร็ชศรี รอง สว. (สอบสวน) สภ.หนองปรือ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งตั้งอยู่ท้องที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ในข้อกล่าวหา กระทำผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 25 วรรค 3 และมาตรา 50 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 48 และ 49

ขณะที่น้องชายเจ้าของปั๊มให้การว่าน้ำมันดีเซล B7 ที่บีบออกจากหัวจ่ายเพื่อให้ลูกค้าเมื่อวันที่ 22 เม.ย.เป็นน้ำมันที่มีน้ำเจือปนอยู่จริง ตามคลิปที่ผู้เสียหายไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก โดยมีพนักงานเป็นผู้บีบตัวอย่างลงในแกลลอน ทางปั๊มเองไม่ทราบว่าสาเหตุที่มีน้ำเจือปนในน้ำมันเกิดจากสาเหตุใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธหิ ที่ปรึกษาเดินทางมาตรวจสอบและติดตามความคืบหน้ากรณีข้างต้น โดยมีนางนิภา ศรแก้ว ผู้อำนวยการกองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง นายอัครเดช ศุกระกาญจน์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงาน และนางสมนึก สิทธิการณา พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับ พล.ต.ต.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 (ผบก.ศพฐ.7) พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7

พ.ต.อ.สรวิชญ์ บัวกลิ่น ผกก.สภ.หนืองปรือ พ.อ.ทวี ดอนวิจิตร หัวหน้ากลุ่มงานประสานความมั่นคง กอ.รมน.จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบว่ามีน้ำปนในน้ำมันดีเซลบี 7 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของประชาชน และกำชับให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตรวจสอบและดูแลเรื่องคุณภาพ รวมถึงปริมาตรน้ำมันให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อน

พร้อมกันนี้ กองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงได้เก็บตัวอย่างน้ำมันเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน โดยมีน้องชายเจ้าของปั๊มพาตรวจสอบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวพัน ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เนื่องจากประชาชนได้จ่ายเงินค่าน้ำมันไปแล้ว ประชาชนต้องอยากได้น้ำมันที่มีคุณภาพและปริมาณที่ครบถ้วนตามจำนวนเงินที่จ่ายไป

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่จะต้องลงมาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้ท่านรัฐมนตรีท่านทำงานอยู่หลายอย่าง เช่น ในระดับนโยบายท่านทำในเรื่องการปรับโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับน้ำมันที่มีความเป็นธรรม แต่ขณะเดียวกันเมื่อมาถึงระดับของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ต้องการให้ประชาชนได้รับสินค้าที่ตรงตามคุณภาพและปริมาณของน้ำมันตามที่ได้ระบุไว้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยากให้เจ้าที่ที่เกี่ยวข้องมีการตื่นตัว โดยพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดจะต้องมีนโยบายแนวทางการตรวจสอบให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ร้องเรียนเพราะถือว่าช่วยเป็นหูเป็นตาให้ทางราชการ ซึ่งทางราชการต้องรีบเข้าไปแก้ไข ต้องฝากไปยังพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดว่าต่อไปเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วจะมีวิธีการอย่างไรที่จะดำเนินการให้ผู้ร้องได้รับความพึงพอใจ และจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อที่จะหาความจริงมาตอบประชาชนให้ได้

โดยการเดินทางมาในครั้งนี้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันเป็นอย่างดี เพื่อที่จะร่วมกันหาทางออก และหาคำตอบให้ประชาชนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นการเจตนาหรือไม่เจตนา เพราะหากมีการพลั้งเผลอหรือบกพร่องตรงไหนผู้ประกอบการจะต้องไปทำการแก้ไข ในส่วนของคดีให้ว่ากันไปตามกฎหมาย โดยพลังงานจังหวัดมีหน้าที่แจ้งความดำเนินคดี ส่วนพนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนเพื่อหาความจริงเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการหรือไม่นั้น คงยังตอบไม่ได้ ให้เป็นไปตามข้อกฎหมายเบื้องต้น ตนยังไม่ทราบว่าข้อกฎหมายเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวน รวมทั้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ทำการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดก่อนว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนเกี่ยวกับความหนักเบาของพฤติกรรม

ซึ่งในข้อกฎหมายมีอยู่แล้ว ต่อไปลักษณะของการที่จะเพิ่มโทษอะไรต่าง ๆ ทางผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้วินิจฉัยร่วมกัน แต่ขณะนี้ข้อกฎหมายที่มีอยู่จะต้องบังคับใช้ให้มีความยุติธรรมกับประชาชนและต้องให้ความยุติธรรมกับผู้ประกอบการด้วยว่าเขามีเจตนาอย่างไร ซึ่งต้องฝากไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงต่อไป

ในส่วนนโยบายขณะนี้รัฐมนตรีกำลังดำเนินการแก้ไข เช่น ตอนนี้ได้ให้มีการแจ้งต้นทุนน้ำมัน เพื่อเวลาที่รัฐบาลขอความร่วมมือหรือควบคุมราคาน้ำมันต่าง ๆ จะได้ทราบต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันมาก่อนเลย ทำให้เราไม่สามารถทราบราคาต้นทุนน้ำมันที่แท้จริงได้ ต่อไปเมื่อรัฐบาลสามารถทราบราคาต้นทุนที่แท้จริงได้ จะทำให้รัฐบาลสามารถดูแลประชาชนได้ดีและมีความเป็นธรรมมากขึ้น

'รทสช.' รุกคืบอีกขั้น!! หลัง 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' เริ่มเข้าถึงใจคน ช่วยตอกย้ำภาพ การเมืองน้ำดีสไตล์ 'พีระพันธุ์-รทสช.' พูดจริง-ทำจริง

ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ๆ บนโลกใบนี้ นักการเมือง 'น้ำดี' เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งที่สุด เพราะการเมืองขาดการยุ่งเกี่ยวกับ ‘อำนาจและผลประโยชน์’ ไม่ได้ ด้วยสองสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งทางการ จึงทำให้ 'นักการเมือง' ขาดคน 'ที่ดี มีคุณภาพ และมากด้วยคุณธรรม' ยิ่งบ้านเราแล้วยิ่งชัด เพราะมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายของนักการเมืองซึ่งยังดำรงตำแหน่งเกิดขึ้นมากมายกระทั่งกลายเป็นคดีความแล้วนักการเมืองเหล่านั้นยังคง ‘หน้าด้าน’ อยู่ในตำแหน่งต่อเพื่ออาศัยเอกสิทธิ์คุ้มครองซึ่งทำให้กระบวนการในการดำเนินคดีเกิดความล่าช้าอันเป็นการถ่วงเวลาหาวิธีเอาตัวรอดจากความผิดที่ตนเองก่อขึ้น

แม้การเมืองจะเป็นเรื่องของประชาชนคนไทยทุกคนก็ตาม แต่การเมืองก็แทบจะกลายเป็นเรื่องที่สิ้นหวังสำหรับคนไทยที่ดี มีคุณภาพ มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีความรัก ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในสถาบันหลักทั้งสามของชาติบ้านเมือง กลายเป็น 'นักการเมืองคือผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว' แต่ด้วยอานุภาพแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาเมืองไทยทำให้บ้านเมืองไม่สิ้นคนดี ยังคงมีนักการเมืองที่ดีและมีคุณภาพที่เหลืออยู่รวมตัวกันสร้างพรรคการเมืองที่เป็นความหวังของชาวไทยผู้รัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ร่วมกันสร้างพรรคการเมืองที่ชื่อว่า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ขึ้นมา

‘รวมไทยสร้างชาติ’ พรรคการเมืองที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปีของไทยที่มีผลงานมากมายโดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค มั่นใจว่า ผลงานด้านนี้ของพลเอกประยุทธ์ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดในประวัติศาสตร์ชาติไทยสามารถเทียบเทียมได้ เป็นผู้นำพรรคฯ ก่อนอำลาการเมืองไปดำรงตำแหน่งอันมีเกียรติยิ่ง อย่าง ‘องคมนตรี’ และหลังจากการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 ผ่านไปไม่ถึงปี มีผู้เปรียบเทียบผลงานนายกรัฐมนตรีคนก่อนและคนปัจจุบันก็เป็นดังที่สังคมไทยได้เห็นอยู่ หากพิจารณาด้วยความเป็นวิญญูชนแล้วน่าจะสรุปได้อบ่างง่ายดายมาก ๆ 

ในขณะที่ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้เป็นอดีตผู้พิพากษา อดีต สส. 7 สมัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) สามารถสร้างผลงานในตำแหน่งหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่กระทรวงพลังงานเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุดเพียง 2.53 พันล้านบาท แต่ต้องดูแลรับผิดชอบงานด้านพลังงานทั้งหมดซึ่งมีมูลค่าปีละหลายล้านล้านบาท ทั้งพลังงานยังเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบในทุกมิติอีกด้วย

แต่เรื่องที่แตกต่างไปจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนอื่น ๆ ก็คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจในการลดราคาพลังงานให้กับประชาชนคนไทยด้วย (1) การผลักดันการลดค่าไฟฟ้าโดยสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น (2) การลดราคาน้ำมันขายปลีกลงโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกลไกทางภาษีด้วยความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง การเร่งรัดในการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพลิงยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและสร้างเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง การออกประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันแจ้งข้อมูลต้นทุนน้ำมันเพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาบางคนก็ไม่ได้สนใจที่จะหามูลเหตุของปัญหาเพื่อดำเนินแก้ไขแต่อย่างใดหรือบางคนก็เป็นอดีตผู้บริหารบริษัทน้ำมัน เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยเช่นนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้น

แม้แต่ปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถพึ่งพานักการเมืองและพรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่ได้ เช่นกรณีของ ‘นุจรีย์ ศรีสำราญ’ ชาวบ้านปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ที่ประสบปัญหาจากการกู้หนี้นอกระบบจนกำลังจะเสียบ้านและที่ดินของพ่อซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับเจ้าหนี้ ด้วยยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นทบต้นทบดอกจากหลักแสนต้น ๆ เป็นกว่า 700,000 บาท เธอได้ไปขอความช่วยเหลือมาแล้วหลายหน่วยงาน หลายพรรคการเมือง แต่ผลที่ได้รับก็คือคำสัญญาที่ว่างเปล่า 

บังเอิญวันหนึ่งเธอเจอคลิปหาเสียง ‘TikTok’ ที่มีข้อความ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ ของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เธอจึงตัดสินใจมาหา ‘ที่พึ่ง’ ซึ่งเหมือนการเปิดทางของฟ้าและทำให้เธอได้พบทางออกของชีวิตด้วยการช่วยเหลือของ ‘พีระพันธุ์’ และการประสานงานของทีมงานพรรครวมไทยสร้างชาติจนสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทุกวันนี้ชีวิตของ ‘นุจรีย์’ และครอบครัวสามารถนอนหลับได้เต็มตาอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นอีกบทพิสูจน์คำมั่นสัญญาของพรรครวมไทยสร้างชาติที่พร้อมจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ อย่างจริงจังด้วยความจริงใจ ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน

เรื่องราวต่าง ๆ ของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ และ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ จึงเป็นแรงดึงดูดให้ ‘เช็ค’ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ อดีตพิธีกรรายการ ‘คน ค้น ฅน’ เข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะ ‘อาสาสมัคร’ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 

‘เช็ค’ ได้เล่าว่า “ตอนที่ท่านพีระพันธุ์ หรือที่ตนเรียกติดปากว่า ‘พี่ตุ๋ย’ ได้ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ทางทีมงานของพี่ตุ๋ย มีแนวคิดที่จะแนะนําตัวพี่ตุ๋ยกับประชาชน โดยจะเน้นไปที่ผลงานหรือสิ่งที่พี่ตุ๋ยเคยใช้เคยทำมาในอดีต รวมถึงต้นทุนที่ตัวเองมีในการทําหน้าที่ทั้งช่วงที่เป็นข้าราชการและนักการเมือง ในตอนนั้น ทีมงานมาหาและถามว่า สามารถช่วยทําสิ่งนี้ได้หรือไม่ ซึ่งในขณะนั้น ต้องบอกก่อนเลยว่าโดยส่วนตัวแล้ว ตนเป็นคนที่พยายามจะอยู่ห่างการเมือง เพราะเคยเข้าไปสัมผัสแล้ว มีความรู้สึกว่า เคมีไม่เข้ากัน ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบนักการเมือง แต่ไม่ชอบความเป็นนักการเมืองหรือว่าวัฒนธรรมของนักการเมืองมากกว่า” 

เขาเล่าต่ออีกว่า “ผมเคยเจอนักการเมืองเยอะ ผมมีเพื่อนที่เป็นนักการเมือง มีรุ่นพี่ที่เป็นนักการเมือง เรียกได้ว่าโคตรการเมืองเลย แต่สำหรับพี่ตุ๋ย ผมกลับมีความรู้สึกว่าไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่คนที่พูดเท่ ๆ เพื่อที่จะให้ได้คะแนน แต่เป็นคนที่อยากใช้สิ่งที่ตัวเองมี ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชนจริง ๆ ตลอดเวลาที่สัมผัสได้ทำงานร่วมกัน ทำให้ผมเชื่อได้สนิทใจเลยว่า คน ๆ นี้แหละที่สามารถฝากความหวังได้และประเทศไทยขาดคนแบบนี้จริง ๆ”

(ทีมงาน THE STATES TIMES) จึงขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยให้ท่าน ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ และ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ นักการเมืองและพรรคการเมือง ‘น้ำดี’ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีความครบเครื่องทั้ง คุณภาพ จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ความรัก ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในสถาบันหลักทั้งสามของชาติบ้านเมือง ได้ปฏิบัติภารกิจ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ ให้กับสังคมไทยและพี่น้องประชาชนได้สำเร็จลุล่วงด้วยดีตลอดไป

‘ณณัฏฐ์’ สวน!! ‘ก้าวไกล’ ปมวิจารณ์นายกฯ ลงพื้นที่ จ.ระยอง ย้ำ!! รบ.ทำงานหวังผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่เพื่อแสง หรือใช้ปากทำงาน

เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.67) นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล วิจารณ์การลงพื้นที่โรงงานสารเคมีที่เกิดไฟไหม้ที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 เม.ย.67 ว่า ไฮไลต์เดียวในการลงพื้นที่ คือการไปต่อว่าอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จนประกาศลาออกในที่ประชุมคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ว่า ก่อนการลงพื้นที่โรงงานไฟไหม้ที่ จ.ระยอง นายเศรษฐา ได้รับทราบข้อมูล และได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร่งแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว การไปลงพื้นที่ก็เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้วยตัวเอง ไม่ได้ต้องการทำให้ตัวเองเป็นข่าวกับทุกเรื่อง เพราะนายกฯ มุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก

“เข้าใจว่า คุณชุติพงศ์ อาจไม่มีประสบการณ์การทำงานเป็นรัฐบาลมาก่อน ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจ ในบทบาท หน้าที่ และโครงสร้างการทำงานว่า ขับเคลื่อนกันอย่างไร จนอาจจะเข้าใจผิดในเรื่องการบริหารงาน ว่าต้องลงไปทำเองทุกขั้นตอน โดยไม่พิจารณาผลลัพธ์ แต่หวังเพียงหน้าสื่อ แบบนั้นไม่เรียกว่าการบริหารงานแต่เรียกว่า หิวแสง ซึ่งไม่ใช่สไตล์การทำงานของท่านนายกฯ และรัฐบาลชุดนี้” นายณณัฏฐ์ ระบุ

นายณณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐบาล ในฐานะฝ่ายบริหารนั้น มีโครงสร้าง มีการแบ่งส่วนงานรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายนโยบาย และฝ่ายปฏิบัติ ในแต่ละกรม หรือกระทรวง รวมถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อให้การทำงานสำเร็จรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชน

“ส่วนเรื่องการใช้ปากทำงาน ผมในฐานะ สส.เพื่อไทย คงไม่อาจเอื้อมไปแข่งขันกับพรรคก้าวไกล เพราะในประเด็นนี้ เชื่อว่าเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯ เห็นพ้องต้องกัน ว่าไม่มีใครเก่งไปกว่าพรรคก้าวไกลแล้ว และอยากฝากให้ สส.ก้าวไกล คำนึงไว้เสมอด้วยว่า แม้การใช้ปากทำงานจะเป็นชุดทักษะที่เหมาะสมกับการเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้พวกคุณมีบัตรผ่านฟรีพาส ที่จะใช้ปากโจมตีใครอย่างไรก็ได้อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง ไม่ต้องรับผิดชอบผลของการสร้างวาทกรรม ชี้นำสังคมอย่างที่ทำมาตลอด” นายณณัฏฐ์ กล่าว

'สว.สมชาย' ฟันธง 'พิชิต' ขาดคุณสมบัติ จี้!! กกต.ส่งศาล รธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

(3 พ.ค. 67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า…

คุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายพิชิต มีความเสี่ยงที่จะขาดคุณสมบัติและอาจขัดรัฐธรรมนูญ กกต. มีหน้าที่เร่งส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและขอให้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน

ตามที่ปรากฏข้อสงสัยในคุณสมบัติของความเป็นรัฐมนตรีนายพิชิตนั้น ขอเสนอข้อมูลข้อกฎหมายและข้อเสนอแนะนำเพื่อให้คณะกรรมการเลือกตั้งหรือ กกต. ที่มีหน้าที่เร่งเรื่องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรธน. มาตรา 82 ประกอบ มาตรา 170 วรรคสาม และ มาตรา 160 (4) โดยเร็ว เพื่อขอให้วินิจฉัยว่านายพิชิตขาดคุณสมบัติหรือไม่ ด้วยเหตุผลดังนี้

1) รัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนดทุกอนุมาตรา ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดมิได้ จะทำให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีเฉพาะตัวมาตรา 17 ทันที

โดยเรื่องนี้มีประเด็นสงสัยตาม รธน. มาตรา 160 (4) (5) ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และการประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

เพราะนายพิชิต เคยเป็นทนายความและเป็นจำเลยที่ 1 เคยต้องคำสั่งศาลให้จำคุก 6 เดือน

“ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องละเมิดอำนาจศาลที่วินิจฉัยว่า การกระทำเป็นความผิดละเมิดอำนาจศาลโดย เห็นว่า เงินที่มอบให้ม.ล.ฐิติพงศ์ เพื่อนำไปแบ่งกันกับเจ้าหน้าที่ในแผนกมีจำนวนมากถึง 2,000,000 บาท มีเจตนาที่จูงใจให้ม.ล.ฐิติพงศ์และเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม เป็นการกระทำที่อุกอาจ ท้าทายและเกิดขึ้นที่ศาลฎีกา จึงลงโทษในสถานหนัก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนละ 6 เดือน”

2) รมต. ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 หาใช่มีคุณสมบัติเพียงแค่ที่ส่งไปถามให้กฤษฎีกาตีความแบบเฉพาะเจาะจงบางอนุมาตราใน รธน. มาตรา 160 แค่ (6) (7) หากยังต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 160 (4) และ (5) ด้วย ปรากฏชัดตามหนังสือตอบที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ ลงวันที่ 1 ก.ย. 66 ที่มีเลขาธิการ ครม. ถามไปเพียงแค่บางประเด็น หาใช่การตอบครอบคลุมถึงคุณสมบัติรัฐมนตรีทั้งหมด ตาม รธน. ทั้งมาตรา 160 กำหนดหรือตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างแต่ประการใด

3) กรณีมีข้อสงสัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ แม้เมื่อรัฐมนตรีเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว แต่อาจมีเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงได้ โดยเฉพาะกรณีที่รัฐมนตรีผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการบางอย่างอันมีลักษณะเป็นการขัดกันแห่งประโยชน์ กกต. มีหน้าที่และมีผู้ไปร้องแล้ว จึงควรเร่งดำเนินการและควรร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่’ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยด้วยเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

#กกตมีหน้าที่ #ส่งศาลรธน

'จอร์แดน' เลือกข้าง!! ช่วยอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่าน สกัดกั้น 'ขีปนาวุธ-โดรน' จากอิหร่านที่ผ่านน่านฟ้าจอร์แดน

ถือเป็นการเปิดหน้าอย่างชัดเจน เมื่อจอร์แดนได้ช่วยเหลืออิสราเอลระหว่างการโจมตีของอิหร่าน ด้วยการสกัดกั้นขีปนาวุธทุกลูกและโดรนทุกลำจากอิหร่านที่มุ่งสู่อิสราเอลผ่านน่านฟ้าของจอร์แดน 

โดยรัฐบาลจอร์แดนภายใต้การปกครองของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 กล่าวว่า “เราจะสกัดกั้นโดรนหรือขีปนาวุธทุกตัวที่ละเมิดน่านฟ้าของจอร์แดนเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายใด ๆ สิ่งใดก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่อจอร์แดนและความปลอดภัยของชาวจอร์แดน เราจะเผชิญหน้ากับมันด้วยความสามารถและทรัพยากรทั้งหมดของเรา”

นอกจากนี้ จอร์แดน ยังเปิดน่านฟ้าให้เครื่องบินรบของอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิบัติการอีกด้วย โดยเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศอิสราเอลนายหนึ่งกล่าวว่า จอร์แดนอนุญาตให้เครื่องบินรบของอิสราเอลบินในน่านฟ้าของตนเพื่อยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านให้ตก โดยกองทัพจอร์แดนและอิสราเอลได้รับการประสานงานจากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลและจอร์แดนทำการรบเคียงข้างกัน 

ทว่า การตัดสินพระทัยของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 ในครั้งนี้ น่าจะทำให้ประชาชนชาวจอร์แดนที่เป็นมุสลิมกว่า 95% ของประชากรทั้งประเทศราว 10 ล้านคนไม่พอใจอย่างแน่นอน

‘คปท.’ จี้!! นายกฯ นำบุคคลขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง ต้องรับผิดชอบ ทั้งทางอาญาและวินัย

(3 พ.ค. 67) มีประเด็นต่อเนื่องจากกรณีสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี เฉพาะตามมาตรา 160 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (7) และมาตรา 160 (7) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือลงวันที่ 1 ก.ย.66 ตอบกลับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คือ เรื่องคุณสมบัติตาม มาตรา 160 (4) ‘มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’ และ (5) ‘ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง’ ไม่ได้ตอบ เนื่องจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ถามในประเด็นดังกล่าว

ต่อมานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการร้องเรียนให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบวินัยร้ายแรงนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้เสนอชื่อ ว่า ก่อนจะเสนอชื่อ ได้ส่งรายชื่อให้ตรวจสอบ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

ล่าสุดนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า...

นายกฯ ผิดเต็มๆ

งานนี้นอกจาก พิชิต ชื่นบาน จะซวยแล้ว คนที่ผิดเต็มประตูคือ นายเศรษฐา ทวีสิน

คุณตั้งคำถามกับกฤษฎีกาแบบเลี่ยงบาลี เหมือนศรีธนญชัย คุณไม่ถามให้เต็มมาตรา 160 แต่คุณกลับถามเฉพาะ (6) (7) แล้วยังจะมาอ้างว่าถามกฤษฎีกาแล้ว

ดังนั้น นายกฯ นำบุคคลที่ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง ต้องรับผิดชอบ ทั้งทางอาญาและวินัย

รับใช้ทักษิณมาก ก็รับกรรมเพราะทักษิณ

อาทิตย์หน้า คปท. กองทัพธรรม ศปปส. จะไปยื่น ป.ป.ช.เอาผิด นายกฯ รัฐมนตรี

#Saveประเทศไทย

‘ทุเรียนไทย’ เสี่ยงไม่ได้ 'ยืนหนึ่ง' ตลาดจีน หลังหลายชาติทยอยรุกส่งออกกันไม่แผ่ว

(3 พ.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพบนพรมแดนจีน - เวียดนาม ณ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้รับรองการนำเข้าทุเรียนสดในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปีนี้รวม 48,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.85 พันล้านหยวน (ราว 9.25 พันล้านบาท)

ปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดข้างต้นแบ่งเป็นนำเข้าจากเวียดนาม 35,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.1 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1.28 พันล้านหยวน (ราว 6.4 พันล้านบาท) และนำเข้าจากไทย 13,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 570 ล้านหยวน (ราว 2.85 พันล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 59.5 และร้อยละ 63.5 เมื่อเทียบปีต่อปี

อนึ่ง ด่านโหย่วอี้กวนของกว่างซีจัดเป็นด่านบกขนาดใหญ่ที่สุดในการนำเข้าทุเรียนและจุดสังเกตกระแสการบริโภคทุเรียนของตลาดจีน โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่า มูลค่าการนำเข้าทุเรียนสดผ่านด่านแห่งนี้ในปี 2023 รวมอยู่ที่ 2.25 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 353 เมื่อเทียบปีต่อปี

ด้านสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2023 ราว 1.42 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 6.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.47 แสนล้านบาท) โดยปริมาณทุเรียนที่นำเข้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทุเรียนนำเข้าทั้งหมดของจีน

บรรดาคนวงในอุตสาหกรรมมองว่าปริมาณทุเรียนสดนำเข้าจากไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวนที่ลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนล่าช้ากว่าปกติ กอปรกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นไทยส่งผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน

ทั้งนี้ ข้อมูลการบริโภคทุเรียนของตลาดจีนชี้ว่าสถานะ ‘ผู้นำ’ ของทุเรียนไทยในตลาดจีนกำลังสั่นคลอน เนื่องด้วยผลกระทบจากการส่งออกทุเรียนสู่จีนของแหล่งผลิตทุเรียนที่พัฒนามาทีหลังอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทำให้ทุเรียนไทยในตลาดจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดยิ่งขึ้น

ช่ายเจิ้นอวี่ ผู้จัดการของบริษัท กว่างซี โอวเหิง อินเตอร์เนชันแนล โลจิสติกส์ จำกัด เผยว่า ช่วงก่อนปี 2023 บริษัทฯ นำเข้าทุเรียนจากไทยเท่านั้น แต่พอปี 2023 ทุเรียนที่นำเข้ามากกว่า 2,000 ตู้คอนเทนเนอร์ แบ่งเป็นทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามอย่างละครึ่ง โดยบริษัทฯ เลือกแหล่งผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคทั่วจีน

ช่ายกล่าวว่า การปลูกทุเรียนในไทยมักปลูกโดยครัวเรือนทั่วไปหรือกลุ่มหมู่บ้าน แต่การปลูกทุเรียนของเวียดนามมุ่งเน้นการเพาะปลูกขนานใหญ่ รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบจากระยะทางขนส่งสั้น ความเป็นอุตสาหกรรมระดับสูง และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ทุเรียนเวียดนามมีโอกาสรุกเข้าท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

คนวงในอุตสาหกรรมเผยว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศอาเซียนได้รับอนุญาตส่งออกทุเรียนสดสู่จีน ทำให้โครงสร้างตลาดทุเรียนของจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนมากที่สุดเสมอจนกระทั่งเวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนสดสู่จีนในเดือนกันยายน 2022 ทำให้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนลดลง

สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าปี 2022 จีนนำเข้าทุเรียน 825,000 ตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทยมากกว่า 780,000 ตัน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 95 ต่อมาปี 2023 จีนนำเข้าทุเรียน 1.42 ล้านตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทย 929,000 ตัน และทุเรียนเวียดนาม 493,000 ตัน ทำให้ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ภายในหนึ่งปีและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันแม้ปริมาณทุเรียนสดส่งออกจากฟิลิปปินส์สู่จีนไม่ได้สูงมากแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่าปริมาณการขนส่งทุเรียนด่วนผ่านท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในไตรมาสแรกของปีนี้รวมอยู่ที่ 1,201 ตัน ซึ่งมาจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยการนำเข้าทุเรียนฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี

สวี่เฉียง รองผู้จัดการบริษัทที่ให้บริการขนส่งทุเรียนทางอากาศ เผยว่า มีการนำเข้าทุเรียนจากฟิลิปปินส์ทางอากาศทุกวัน คิดเฉลี่ยราว 4 ตันต่อเที่ยวบิน โดยต้นทุนการขนส่งไม่สูงเพราะเป็นเที่ยวบินขากลับ และการขนส่งทางอากาศช่วยการันตีรสชาติสดใหม่ด้วย

นอกจากเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว ทุเรียนมาเลเซียกำลังบุกตลาดจีนเช่นกัน โดยมาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่แข็งสู่จีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งลูกสู่จีนในปี 2019

ข้อมูลจากหอการค้าแห่งประเทศจีนเพื่อการนำเข้าและส่งออกอาหาร ผลผลิตพื้นเมือง ผลผลิตพลอยได้จากสัตว์ ระบุว่าปริมาณการส่งออกทุเรียนมาเลเซียแช่แข็งสู่จีนในปี 2023 อยู่ที่ 25,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.96 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบปีต่อปี

ฟาทิล อิสมาอิล กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำนครหนานหนิง กล่าวว่าจีนกลายเป็นตลาดแห่งสำคัญของทุเรียนมาเลเซียหลังจากพัฒนามานานหลายปี โดยปัจจุบันมาเลเซียและจีนกำลังทำงานร่วมกันเพื่อการส่งออกทุเรียนสดจากมาเลเซียสู่จีน

คนวงในอุตสาหกรรมทิ้งท้ายว่าตลาดผู้บริโภคทุเรียนของจีนมีขนาดใหญ่และความต้องการทุเรียนไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่ทุเรียนไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับอีกหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องเร่งรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยนอกจากควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อสถานะ ‘ผู้นำ’ ในตลาดจีน

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2567

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘บุญ…มีทุกศาสนา’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน ที่ได้ระบุไว้ว่า…

“บุญ…ไม่สังกัดศาสนาไหน ความดี…ไม่ว่าจะชนชาติใด หรือศาสนาใดก็ตาม ทําความดีคือดี ทําความชั่วคือชั่ว ไม่ได้รับการยกเว้น ทุกศาสนาสอนวิธีทําบุญอยู่แล้ว ไม่มีศาสนาไหนที่ไม่มีการทําบุญ เพราะนั้นทุกศาสนามีบุญของตัวเอง มีบุญที่ได้กระทํา (เขามีวิถีปฏิบัติของเขาอยู่แล้ว) ถูกต้อง”

“ทีนี้ต้องตอบตรง ๆ ว่าในห้วงสากลจักรวาล การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เราคุยกันอาจจะมี (การแยก) ศาสนานั้น ศาสนานี้ แต่เวลาไปเป็นความจริงแล้ว ยกตัวอย่าง งูจะเลื้อยไปประเทศใด ก็ไม่เห็นต้องมีพาสปอร์ต หรือต้องมีวีซ่าเลย ก็เลื้อยไปได้ หรือ นกจากไซบีเรียก็บินมาชัยภูมิ มาวางไข่ ก็ไม่เห็นต้องมีสัญชาติอะไร คําตอบก็คือ ‘นรก’ ไม่ได้เป็นของศาสนาไหน สวรรค์ไม่ได้เป็นของศาสนาไหน บุญกุศลไม่ใช่เป็นของศาสนาไหน เพราะฉะนั้นคนไหนทํา คนนั้นก็ได้บุญ”

ทีนี้พอเกิดแล้วทําให้จิตมีคุณภาพ จิตปราบปลื้ม ผ่องใส เมื่อปลาบปลื้มผ่องใส จิตก็ประมวลแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา แล้วก็ส่งผลแต่เรื่องดี ๆ ไม่ต้องอื่นไกล วันไหนอารมณ์แจ่มใส รับประทานข้าวก็อร่อย นอนก็หลับ เมื่อเจอคนรอบข้างก็รู้สึกเบิกบาน แต่ถ้าวันไหนอารมณ์เสีย รับประทานข้าวก็ไม่อร่อย นอนก็ไม่หลับ เจอหน้าคนก็หงุดหงิด เป็นธรรมชาติ”

'อัษฎางค์' ยกย่องคอมเมนต์ชาวเน็ต ผู้กระจ่างในประเด็น 'ท่านอ้น' เคารพในความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ไม่เลยเถิดจนนำไปสู่ความแตกแยก

(3 พ.ค. 67) เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“เรื่องท่านอ้น 
ขอแบบเคลียร์ ๆ ชัด ๆ ตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อม

มีคอมเมนต์ที่แสดงความคิดเห็นได้ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ที่ผมเขียนโพสต์เรื่องเหล่านี้หลายท่าน หนึ่งในนั้นคือท่านนี้...

**โดยส่วนตัว ผมไม่ได้รู้สึกยินดี ยินร้าย หลงใหล ได้ปลื้มหรือเกลียดชัง ต่อตัวท่านอ้นเลยนะครับ

**แต่ที่มาออกมาเสี่ยงโพสต์บทความต่าง ๆ เพราะเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่ง คิดและทำอะไรเกินเลย และเลยเถิดไปมาก

**คนไทยบางกลุ่มแทบจะทำตัวเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือพูดตรง ๆ ว่าทำตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง โดยการแต่งตั้งคุณอ้น ให้เป็นเจ้า ให้เป็นรัชทายาทไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไปกดดันเบื้องสูง ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทั้งโดยตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เพราะฉะนั้น ผมจึงเสี่ยงชีวิตตัวเองออกมาเตือนสังคม

**อย่าคิดว่าผมจงเกลียดจงชังท่านอ้น ผมเปล่าเลย สมัยก่อนตอนท่านทั้ง 4 ยังเป็นเด็ก ๆ ผมเคยรู้สึกสงสาร เห็นใจท่านทั้ง 4 ด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว ท่านไม่ได้ต้องการความสงสารแล้ว

บางคนแทบไม่รู้จักหรือลืมประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและเป็นไปของครอบครัวท่านด้วยซ้ำ

เช่นหนึ่งในคอมเมนต์ตัวอย่างนี้ นำท่านอ้นไปเปรียบเทียบกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง ขนาดในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์ยังไม่นำพระองค์ท่านไปเทียบรัชกาลที่ 9 เลย 

อย่านำใครไปเปรียบเทียบกับในหลวง ร.9 นะครับ ไม่มีใครสร้างสมบารมีได้เทียบเท่ากับพระองค์ท่าน 

คำที่ว่า ไม่มีใครคิดว่ารัชกาลที่ 9 จะได้ครองราชย์ นั้นเพราะท่านมีพี่ชายคือรัชกาลที่ 8 

รัชกาลที่ 8 เป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 รัชกาลที่ 9 เป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 มาตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ 7 แล้วเพราะพระราชบิดาของท่านเป็นเจ้าฟ้าที่เป็นรัชทายาท และพระมารดาเป็นภรรยาเจ้าที่ไดัรับการสมรสพระราชทาน

แม่ของท่านอ้นยิ่งเทียบไม่ได้กับสมเด็จย่า

สมเด็จย่าเป็นภรรยาหลวง ส่วนอีกท่านคือ ขออนุญาตพูดภาษาชาวบ้านว่า ท่านไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นภรรยาหลวง ไม่ได้เป็นภรรยาเจ้า ซึ่งพูดกันตรง ๆ ไปเลยตามข้อเท็จจริงว่า ทั้งครอบครัวและคนไทยทั้งประเทศ ไม่ยอมรับ สุดท้ายด้วยความเป็นตัวของตัวท่านเอง ทำให้ท่านต้องเลิกลาและต้องไปอยู่ในต่างประเทศ อันนี้ไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นหรือให้ร้ายนะครับ แต่เป็นข้อเท็จจริง 

ส่วนเรื่องลูก ๆ นั้น ชาวเราทั้งหลายพูดกันหนาหู โดยว่ากันว่า พ่อก็ถามแล้วว่า ลูกจะเลือกอยู่กับใคร พวกลูก ๆ ก็เลือกอยู่กับแม่ ลูกทิ้งพ่อ ไม่ใช่พ่อทิ้งลูก นะครับ (ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีผิดไม่มีถูกนะครับ)

ที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ ก็ด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการปกป้ององค์พระมหากษัตริย์ ที่ถูกคนนินทาว่าร้าย และชอบไปคิดว่าพ่อใจร้ายทิ้งลูก ความจริงมันตรงกันข้ามนะครับ

ที่ต้องพูดกันตรง ๆ ขนาดนี้ เพราะสังคมไทยกำลังจะเลยเถิดไปกันใหญ่โตมาก

ท่านอ้น ท่านจะมาเที่ยว หรือมาอยู่เมืองไทย จะมีแฟน จะมีภรรยา มีครอบครัว จะหย่า จะเลิก จะไม่เลิก หรือไม่อย่างไร ไม่มีปัญหาใด ๆ ผมไม่ได้ยินดีหรือยินร้ายอะไร ใด ๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน

แต่ที่ผมเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะมีคนไทยบางกลุ่มที่ คิดและทำอะไรเลยเถิดเกินไปมาก

หรืออาจจะพูดตรง ๆ ได้ว่า มีบางคนบางกลุ่ม กำลังใช้ท่านอ้นเป็นเครื่องมือทำมาหากินของตนเอง หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า โหนท่านอ้น โหนเจ้าหากิน

โปรดได้เข้าใจเจตนารมณ์ของผมให้ถูกต้องด้วยครับ

ถ้าเจอตัวท่านอ้น ผมก็คงเหมือนคนไทยทั่วไป คือ สามารถกราบไหว้ ท่านได้ด้วยใจเคารพในความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข

แต่ที่ผมเคลื่อนไหว เพื่อสะกิดหรือเตือนสติพี่น้องชาวไทยด้วยกัน ว่าท่านกำลังคิดและทำบางอย่างเลยเถิดมากเกินไป การที่ท่านทั้งหลายไปพูดถึงความเป็นไปได้ที่ท่านอ้นจะเป็นรัชทายาท คือการไปกดดันในหลวงหรือไม่

การใช้คำว่า ทรงพระเจริญ หรือที่เห็นบ่อยๆ ที่คนชอบนำมาโพสต์โดยการเน้นย้ำซ้ำ ๆ อยู่เสมอ ด้วยการเขียนหรือการโพสต์ว่า ท่านอ้นเป็นพระโอรส ซึ่งนั้นคือการมีจุดประสงค์แอบแฝง ในการอ้างเบื้องสูง เพื่อใช้เกิดเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งยวด

โปรดได้เข้าใจเจตนารมณ์ของผมให้ถูกต้องด้วยครับ

อัษฎางค์ ยมนาค

'ไทยสมายล์ บัส' ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ขึ้นรถเมล์ฟรี ตลอดปี 2567

(3 พ.ค. 67) คุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ TSB ผู้นำในธุรกิจบริการรถและเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เปิดเผยว่า TSB ได้เล็งเห็นถึงปัญหาค่าครองชีพของครัวเรือนที่ยังคงปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่ ประจำปี 2567 ส่งผลให้ผู้ปกครองหลายคนต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบ และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ทาง TSB จึงได้พิจารณานโยบายยกเว้นค่าโดยสาร สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางด้วยรถเมล์พลังงานไฟฟ้าของไทย สมายล์ บัส โดยให้สิทธิเฉพาะเด็กแรกเกิด จนถึงเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จากปัจจุบันที่มีอัตราการจัดเก็บค่าโดยสารอยู่ที่ 10-15-20-25 บาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ 2 พฤษภาคม 2567 ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการจะใช้สิทธิดังกล่าว ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรประจำตัวนักเรียนที่สามารถระบุตัวตนและอายุของผู้ถือบัตรนั้น ๆ ส่วนเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็ก บัสโฮสเตสจะพิจารณายกเว้นค่าโดยสารให้โดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ ในส่วนของประชาชนทั่วไป สามารถใช้บัตรโดยสาร HOP Card เพื่อจ่ายค่าโดยสารในราคาสุดคุ้มแบบ Daily Max Fare เหมาจ่ายค่าโดยสาร 40 บาทตลอดทั้งวัน ไม่จำกัดสาย ไม่จำกัดเที่ยว หรือหากเดินทางเชื่อมต่อเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% ค่าโดยสารเหมาจ่าย 50 บาทตลอดทั้งวัน ไม่จำกัดสาย ไม่จำกัดเที่ยว สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัตรโดยสาร HOP Card สามารถซื้อผ่าน 3 ช่องทางจำหน่ายคือ Shopee Lazada และ Line : @tsbofficial ของไทย สมายล์ บัส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top