Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

ชายชาวเยอรมนี วัย 63 ปี เสียชีวิตบนเครื่อง  หลังไอ-มีเลือดออกจำนวนมาก จาก ‘ปาก-จมูก’

(11 ก.พ.67) จากเพจ ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ ได้โพสต์เนื้อหากรณี ชายชาวเยอรมนี วัย 63 ปี เสียชีวิตบนเครื่อง ด้วยอาการไอ มีเลือดออกจำนวนมากจากปากและจมูกเป็นลิตร จนกระเด็นเลอะที่นั่ง ผนัง และพื้นที่โดยรอบ

‘ลุฟท์ฮันซา’ (Lufthansa) เที่ยวบิน LH773 แอร์บัส A380 จากกรุงเทพฯ ไปมิวนิก ประเทศเยอรมนี โดยเที่ยวบินได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เวลา 23.40 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา

***จากคำบอกเล่าจากผู้เห็นเหตุการณ์ และนั่งใกล้ผู้โดยสาร (ชั้นประหยัดพรีเมียม)

“ชายชาวเยอรมนี วัย 63 ปี เดินทางมากับภรรยาชาวฟิลิปปินส์ โดยชายวัย 63 ปีรายนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะป่วย มีเหงื่อออกเป็นจำนวนมาก (Cold Sweats) และเขาหอบหายใจเร็วมาก” คู่รักชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่นั่งด้านหลังและลูกเรือเล่า อีกทั้งพวกเขาได้สอบถามอาการจากภรรยาชาวฟิลิปปินส์ และได้คำตอบว่า “อาจเพราะเหนื่อยจากการเร่งรีบ เพื่อวิ่งมาขึ้นเครื่องบิน”

ทั้งนี้ คู่รักชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่นั่งด้านหลัง ซึ่งเป็นฝ่ายหญิงนั้นเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาล ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริค เธอมองว่าอาการชายวัย 63 ไม่ดีขึ้น จึงแจ้งลูกเรือว่า เขาจำเป็นต้องได้รับการตรวจจากแพทย์อย่างเร่งด่วน และผู้โดยสารคนอื่นๆ ยังพยายามให้ความช่วยเหลืออีกด้วย

กัปตันได้ประกาศหาแพทย์บนเที่ยวบิน ต่อมา แพทย์ชายชาวโปแลนด์วัยประมาณ 30 ปี (ภาษาอังกฤษไม่คล่อง) บนเครื่องบิน ได้มาดูอาการ โดยแพทย์ถามผู้ป่วยเพียงสั้นๆ ว่าเขารู้สึกอย่างไรและสัมผัสชีพจร จากนั้นแพทย์บอกว่า เขาโอเค เขาสบายดี 

จากนั้น ลูกเรือได้เสิร์ฟ ‘ชาคาโมมายล์’ (ชาดอกไม้) ให้ผู้ป่วย แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที เขากลับไอ และกระอักเลือดพุ่งออกมาใส่ถุงที่ภรรยาเตรียมไว้รองน้ำลาย จนมีเลือดไหลออกมาทั้
ทางปากและจมูก

ผู้โดยสารบนเครื่องที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดร้อง และตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

จากคำบอกเล่าคู่รักชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่นั่งด้านหลัง บอกว่าชายวัย 63 ปีรายนี้ เสียเลือดเป็นลิตร เลือดของเขาได้กระเด็นเลอะผนังเครื่องบินและบริเวณโดยรอบนั้น

ลูกเรือพยายามช่วยเหลือชายคนดังกล่าวด้วยการทำ CPR ประมาณ 30 นาที แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้…

ต่อมา กัปตันประกาศแจ้งการเสียชีวิตให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทราบ ภายใต้บรรยากาศบนเที่ยวบินขณะนั้นที่เงียบสงัด

ลูกเรือได้นำร่างของชายวัย 63 ปี ไปเก็บไว้ในส่วนห้องครัวของเครื่องบิน และกัปตันได้นำเครื่องบินวนกลับกรุงเทพฯ ประเทศไทยในทันที

ข้อมูลเที่ยวบินระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าว ได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เวลา 23.50 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 8 ก.พ. และเดินทางกลับถึงประเทศไทย เวลา 02.35  น. ของวันศุกร์ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

***ผู้โดยสารคนอื่นๆ ร้องเรียนว่า พวกเขาต้องรอนานกว่า 2 ชั่วโมง โดยไม่มีคำแนะนำใดๆ จากสายการบินลุฟท์ฮันซาเลย และต่อมาได้ถูกจองเที่ยวบินอื่นให้เดินทางไปยังเยอรมนี โดยต้องแวะพักที่ฮ่องกง

ด้านภรรยาชาวฟิลิปปินส์ของชายผู้เสียชีวิต ได้อยู่ที่สนามบินในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ ต่อ เพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม ข่าวต้นทางไม่ได้เปิดเผยชื่อและอาการของโรคของผู้โดยสาร

ภาพจาก : Blick

‘ชัยธวัช’ ไม่เห็นด้วย ‘ศปปส.’ ใช้ความรุนแรง หลังปะทะ ‘กลุ่มทะลุวัง’ ชี้!! เห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา แนะเจรจาเพื่อลดช่องว่าง ขจัดความขัดแย้ง

(11 ก.พ.67) นายชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับกรณีเหตุปะทะกันระหว่าง ‘กลุ่มทะลุวัง’ และ ‘ศปปส.’ ที่บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา เนื่องจาก ศปปส. ไม่เห็นที่กลุ่มทะลุวัง จัดทำโพล ‘ขบวนเสด็จฯ’ โดยระบุว่า…

จากกรณีที่หลายฝ่ายมีความเห็นในหลากหลายทิศทาง ต่อการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มกิจกรรมทะลุวัง ที่กำลังเป็นประเด็นขณะนี้ ผมมีความเห็นว่า อันดับแรก เราต้องหันกลับมาทบทวนหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตย นั่นคือธรรมชาติของทุกสังคม ย่อมมีความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องความเห็นต่อบ้านเมือง แต่ความเห็นที่แตกต่างกันเหล่านั้น ต้องไม่ถูกจัดการด้วยการใช้กำลัง การล่าแม่มด หรือการผลักไสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้มีความคิดความเชื่อต่างกันให้มากขึ้น แต่ต้องใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย เพื่อลดช่องว่างทางความเข้าใจโดยไม่ใช้ความรุนแรง

ในกรณีกลุ่มทะลุวัง ผมเข้าใจดีถึงความคับข้องใจที่พวกเขาแสดงออก แต่ขณะเดียวกัน ผมเชื่อว่าพวกเราทราบดี ว่าเนื้อหาสาระกับวิธีการแสดงออก เป็นสองสิ่งที่สำคัญควบคู่กัน การเลือกวิธีแสดงออกแบบใดแบบหนึ่ง ย่อมมีทั้งฝ่ายที่พอใจ/ไม่พอใจ เข้าใจ/ไม่เข้าใจ จึงพึงพิจารณาว่าการแสดงออกทางการเมืองเช่นนั้น สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและเหตุผลภายในใจไปยังประชาชนกลุ่มอื่นในสังคม ให้รับรู้และเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของผู้แสดงออกได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าวิธีการที่แต่ละคนแต่ละฝ่ายเลือกใช้คืออะไร เส้นที่เรา ‘ต้อง’ ไม่ข้ามไป คือการใช้ความรุนแรงตอบโต้ หรือเจตนาทำลายล้างคนที่คิดไม่เหมือนตนให้หมดไปจากสังคม การกระทำของกลุ่ม ศปปส. ที่สยามพารากอนในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ผมเห็นว่าสังคมไทยทุกฝ่ายต้องเรียนรู้จากความรุนแรงทางการเมืองในอดีต การปลุกระดมสร้างความเกลียดชังจนนำมาสู่การใช้ความรุนแรง ไม่อาจคลี่คลายความขัดแย้งได้อย่างยั่งยืน มีแต่จะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันในสังคม ให้ยากจะหันหน้ามาคุยกันได้ เวลานี้เป็นเวลาที่ต้องใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ การมีกระบวนการที่โอบรับทุกฝ่ายให้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อพูดคุยและพร้อมรับฟังกันและกันอย่างเปิดใจ คือหนทางเดียวที่จะพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้งนี้

ผมเชื่อว่าเรายังพอมีความหวัง สัญญาณของการพาสังคมออกจากความขัดแย้งยังไม่หมดไปเสียทีเดียว เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างน้อยผมเห็นความพยายามจากหลายฝ่ายในการพูดถึงกระบวนการที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในหนทางเพียงไม่กี่อย่าง ที่จะสร้างพื้นที่ให้เราหันหน้ามาคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ รับฟังกันอย่างมีเหตุผลและอย่างจริงใจ ผมเชื่อว่าการนิรโทษกรรมจะเป็นการ ‘เจาะหนอง’ ระบายความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรัง ให้ทุกฝ่ายเย็นลงมากพอที่จะมานั่งคุยกัน หาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมายาวนาน

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ที่ลานประชาชนรัฐสภา เครือข่าย #นิรโทษกรรมประชาชน จะมีการจัดพื้นที่พูดคุยเพื่อนำไปสู่การลดความขัดแย้งของสังคม ผมจะเข้าร่วมกิจกรรมด้วย จึงอยากเชิญชวนให้ทุกฝ่ายลองเริ่มต้นมาพูดคุย เปิดใจรับฟังเสียงของกันและกันครับ

‘วัดโตนด’ ผุดไอเดีย ‘ลดภาระ-ลดการเผา’ จากพวงหรีดในงานศพ ใช้ไอทีอาลัยผู้ลาจาก ‘งานศพเลิก-ขยะไม่มี-ภาระหลังงานไม่เกิด’

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ศาสนาและวัฒนธรรมหลายๆ อย่าง ก็ต้องมีการปรับตัวกันไปตามกาลเวลา พระสงฆ์ที่เท่าทันโลกและพร้อมปรับตัว เพื่อทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ท่านทำอะไรบ้าง? รายการ ‘พระทำ Monk Do’ โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้พาทุกคนมารู้จักกับ ‘พวงหรีดดิจิทัล’ ความอาลัยที่ไม่สร้างขยะ ไม่เป็นภาระ และไร้มลพิษต่อโลก

โครงการ ‘พวงหรีดดิจิทัล’ โดย พระปลัด สุรเชษฐ์ สุรเชฏฺโฐ, ดร. เจ้าอาวาสวัดโตนด เลขานุการเจ้าคณะ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี คือหนึ่งในโครงการสาธารณสงเคราะห์ที่ได้ริเริ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนคนรุ่นใหม่ ในโลกยุคใหม่ที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ยังคงความเชื่อที่มีมาช้านานไว้ได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังคำนึงถึงปัญหาใหญ่ที่โลกยังต้องเผชิญ คือ ปัญหาภาวะโลกร้อน จากมลภาวะที่มาจากการเผาเพื่อทำลายขยะจำนวนมหาศาลในทุกๆ วัน โดย พระปลัด สุรเชษฐ์ กล่าวว่า…

“วัดของเรามีโครงการ ‘พวงหรีดดิจิทัล’ มาเผาศพ ไม่เผาทรัพย์ ไม่เป็นภาระวัด และไม่เป็นการเพิ่มขยะอีกเยอะแยะมากมายให้กับโลกใบนี้ พระอาจารย์เปลี่ยนวิธีคิด เพราะว่าเราทําสาธารณสงเคราะห์ด้วย ที่สำคัญคือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในงานศพ พระอาจารย์ลองถัวเฉลี่ยแล้ว หนึ่งงานศพ มีพวงหรีดประมาณ 15 พวง สมมติว่าราคาพวงละ 1,000 บาท เอาไปคูณ 500,000 บาท ในปีหนึ่งเราจะต้องสูญเสียงบประมาณในการเผาทิ้งประมาณ 7,500 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น โครงการพวงหรีดดิจิทัล จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างแน่นอน”

โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการพวงหรีดดิจิทัล มีดังนี้…

1.) ลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้ทรัพยากรโลก ลดการเผา ลดการทําลายสิ่งแวดล้อม เราใช้เยอะ เราก็หมดเยอะ

2.) ช่วยลดค่า PM 2.5 ลดฝุ่นควัน และมลภาวะอย่างแน่นอน

3.) เราสามารถนําเงินที่ญาติโยมบริจาคทําบุญตามกําลังศรัทธา นำไปช่วยเหลือชุมชนได้ตลอดชีวิต

4.) ด้วยนวัตกรรมนี้ ทำให้เราสามารถแสดงรูปภาพต่างๆ ได้โดยใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับยุคสมัย และวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน เมื่องานศพเลิก ขยะก็ไม่มี ทำให้ไม่สร้างภาระให้กับวัดในการกำจัดขยะ

และ 5.) เรายังคงรักษาไว้ซึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เช่น เวลามีคนเสียชีวิต เราก็ยังมีการไว้อาลัยตามประเพณีด้วยการส่งพวงหรีดในลักษณะรูปแบบนี้

“หลายคนอาจจะตั้งคําถามกับพระอาจารย์ว่า หากทำแบบนี้ ร้านพวงหรีดก็คงขายไม่ได้ แต่จริงๆ วัดของพระอาจารย์ก็ไม่ได้มีหลายศาลา พระอาจารย์ก็มีศาลาเดียว แต่ในฐานะที่พระอาจารย์เป็นเจ้าอาวาส พระอาจารย์อยากจะผลักดันให้ ‘วัดโตนด’ แห่งนี้ เป็นวัดที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม” พระปลัด สุรเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

สุดเท่!! ‘Ed Sheeran’ สวมเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย ขึ้นโชว์คอนเสิร์ต ทำแฟนๆ เซอร์ไพรส์ บอก “มาไทย ก็ต้องใส่เสื้อช้างศึกนี่สิ ถูกต้อง”

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 67 ‘เอ็ด ชีแรน’ (Ed Sheeran) นักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงชื่อดัง ได้เดินทางไปร้านอาหารไทยชื่อดังอย่าง ‘ร้านเจ๊ไฝ’ ซึ่งถือเป็นร้านเด็ดที่ต้อนรับคนดังระดับโลกจำนวนมากมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แจ็ก หม่า, ลิซ่า หรือ รัสเซล โครว์ ซึ่ง เอ็ด ก็ได้พูดคุยกับเจ๊ไฝอย่างเป็นกันเอง พร้อมได้ถ่ายภาพคู่อีกด้วย

และคนที่พาไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘Gaggan Anand’ เชฟมิชลิน ที่พาไปลิ้มรสชาติอาหารไทยด้วยตัวเอง พร้อมแนะนำเมนู ‘ไข่เจียวปู’ ในตำนานให้กับเอ็ดได้ลองชิม

ต่อมา ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ‘เอ็ด ชีแรน’ ได้ขึ้นแสดงคอนเสิร์ต Tour Bangkok 2024 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน โดยในระหว่างที่กำลังแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าแฟนเพลงอยู่นั้น เอ็ดได้ทำการเซอร์ไพรส์แฟนๆ อีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย

โดยผู้ใช้ X (Twitter) ‘@teamedsheeranth’ ผู้โพสต์ภาพศิลปินเจ้าของเพลงดังอย่าง Perfect, Photograph, Shape of You เป็นต้น ได้โพสต์ภาพเอ็ดในชุดเสื้อทีมฟุตบอลทีมชาติไทย พร้อมข้อความระบุว่า “มาไทย ก็ต้องเสื้อช้างศึกน่ะสิ ถูกต้อง” ซึ่งสร้างความตกตะลึงและความประทับใจให้กับแฟนๆ ชาวไทยเป็นอย่างมาก

ขอบคุณภาพ : @teamedsheeranth

‘รทสช.’ รุกเอง!! เตรียมยื่นญัตติด่วนต่อสภาฯ  เร่งหาแนวทางป้องกันพฤติกรรมข่มขู่-ป่วนขบวนเสด็จฯ

(11 ก.พ. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า…

“เรื่องพฤติกรรมไปรบกวนขบวนเสด็จฯ ค่อนข้างชัดเจนว่า ฝ่ายต่างๆ ก็ออกมาประณาม แม้กระทั่งกลุ่มที่ไปยุยงกันเองแต่ต้น ก็แห่กันตัดหางประณามพฤติกรรมดังกล่าว เพราะค่านิยมการให้ร้าย ข่มขู่ ท้าทาย ไม่ให้เกียรติพระบรมวงศานุวงศ์นั้น เป็นการกระทำที่ด้อยค่าสังคม ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสื่อมถอย

ประเด็นของผมคือ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัย ถวายการอารักขา ฝ่ายข่าว ส่วนล่วงหน้า ส่วนติดตาม ควรจะทบทวนแผนและแนวทางการปฏิบัติ (Protocol) ให้รัดกุม และเร่งรัดการนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว หากไม่แสดงท่าทีให้ชัดเจน จะเกิดแรงปะทะในหมู่ประชาชน ขยายรอยร้าว สร้างความแตกแยกโดยใช่เหตุ 

ดังนั้น วันอังคารนี้ผมจะนำประเด็นเข้าที่ประชุมพรรคขอมติ ให้ยื่นญัตติด่วนต่อสภาฯ และให้ สส.รทสช. เสนอเรื่องต่อกรรมาธิการฯ ทุกคณะที่เกี่ยวข้อง ทบทวนมาตรการอารักขาถวายความปลอดภัยฯ รวมถึงแนวทางการป้องกันปราบปรามพฤติกรรม ข่มขู่ ท้าทาย ให้ร้าย ในลักษณะเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
 

‘แอน จักรพงษ์’ เฉลยปม ‘แอนนาเสือ’ เหตุไม่เข้ารอบ เพราะแบบนี้นี่เอง

(11 ก.พ.67) แม้จะผ่านพ้นไปแล้วนับปีกับการประกวด ‘Miss Universe 2022’ โดยตัวแทนประเทศไทย ที่ได้ส่งเข้าประกวดในปีนั้น คือ ‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ เจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand และแม้ไม่เข้ารอบ แต่ก็ได้รับรางวัล ‘The ImpactWayv Award’ มาครอง ถือว่าทำได้อย่างเต็มที่ และสู้อย่างเสือ สมศักดิ์ศรีแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา  ‘แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ เจ้าขององค์กรนางงามจักรวาล ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง X เผยถึงสาเหตุที่ทำให้ ‘แอนนาเสือ’ ไม่เข้ารอบ โดยระบุว่า…

“ซื้อเวมาปีแรก… พอไปถึงนิวออร์ลีนส์ บอกดิฉันทันทีว่า กรรมการคัดเลือก 16 คนเรียบร้อยแล้ว… ไม่มีไทย! ...ดิฉันเถียงแทบตาย คุณป้าทั้งสองบอกอีวายเอาเข้าระบบไปแล้ว ทบทวนอะไรไม่ได้เลย! ดิฉันเลยขอว่า ต้องมีรางวัลพิเศษให้กับนางเสือหลังจากสปีชดิฉันจบ… อีวายคงไม่ต้องเกี่ยวมั้งคะ?!”

อาจด้วยเพราะสาเหตุของความไม่ยุติธรรมและความไม่เป็นระบบนี้เอง ทำให้ แอน จักรพงษ์ เข้าซื้อกิจการของ Miss Universe Organization (MUO) ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวดนางงามจักรวาลหรือ ‘Miss Universe’ ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น ไม่เกิน 20,000,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 800 ล้านบาท

‘โฆษก รทสช.’ อัด!! ‘พิธา’ หยุดใช้วาทกรรมคนรุ่นใหม่ ปม ‘ตะวัน’ ชี้ ป่วนขบวนเสด็จฯ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับเจนเนอเรชัน

(11 ก.พ.67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรีในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน ก่อเหตุก่อกวนขบวนเสด็จ  ว่า ตนได้ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจที่ นายพิธา พยายามใช้วาทกรรมคนรุ่นใหม่มาแบ่งแยกคนในสังคม

เพราะกรณีนี้ เป็นเรื่องของคนที่ทำผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นสิ่งที่ นายพิธา ควรจะออกมาแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นอดีตนายประกันให้กับ น.ส.ทานตะวัน และเคยอภิปรายสนับสนุน น.ส.ทานตะวันในสภา ควรจะออกมาแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ กับการกระทำดังกล่าวที่เป็นการกระทำที่ย่ำยีหัวใจคนไทยเป็นจำนวนมาก

“ผมจึงอยากบอกกับนายพิธาว่า ขอให้เลิกใช้วาทกรรมคนรุ่นใหม่กับคนทุกรุ่นได้แล้ว เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นไหน แต่มันเป็นเรื่องของคนที่ทำผิดกฎหมายและเป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อย่าใช้วาทกรรมมาปลุกระดมคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่อีกจำนวนมากก็ไม่ได้เห็นด้วย และรังเกียจกับการกระทำของ น.ส.ทานตะวัน กับพวกในครั้งนี้” โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายอัครเดช ยังกล่าวอีกว่า จากกรณีนี้มีแกนนำและสส.ของพรรคก้าวไกล ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมดังกล่าว แทนที่นายพิธาจะออกมาประณามการกระทำดังกล่าว กลับออกมาพูดคล้ายแบ่งแยกคนในสังคม ที่จะสร้างความแตกแยกให้กับคนในสังคมอีกหรือไม่ จึงขอให้นายพิธาได้กลับไปทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้กระทำ ทั้งการเคยไปประกันตัว น.ส.ทานตะวัน และการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ออกมา ว่ามันเป็นการย่ำยีหัวใจคนไทย ที่รักและเทิดทูนสถาบันเป็นจำนวนมากหรือไม่

‘จีน’ เผยยอด ODI ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน ปี 2023 พุ่งสูงต่อเนื่อง ตอกย้ำความสำเร็จ ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ กระตุ้นการค้า-ลงทุน

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 67 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์จีน เผยว่า การลงทุนขาออกของจีนในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพในปีที่แล้ว โดยการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ODI) (ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน) ของจีน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 9.16 แสนล้านหยวน (ราว 4.62 ล้านล้านบาท) ในปี 2023

เมื่อวัดด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศข้างต้น ในช่วงเวลาเดียวกันนี้อยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.68 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 จากปีก่อนหน้า

การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน) ในประเทศที่เข้าร่วมในแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง แตะที่2.24 แสนล้านหยวน (ราว11.31ล้านล้านบาท บาท) ในปี 2023 เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.4 เมื่อเทียบเป็นรายปี

กระทรวงฯ ระบุว่าปริมาณการซื้อขายของโครงการตามสัญญาต่างๆ ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 1.13 ล้านล้านหยวน (ราว 5.71 ล้านล้านบาท) ในปี  2023

‘บริษัททัวร์หัวใส’ จัดทริปเที่ยวพระตะบอง พาชม ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ เปิดให้ลงทะเบียน 14 ก.พ.นี้ แถมรับจำนวนจำกัดเพียง 8 คนเท่านั้น!!

จากกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เคยโพสต์รูปภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัว เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นรูปบ้านของ ‘เจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ ต้นตระกูลอภัยวงศ์ ในเมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชาพร้อมข้อความระบุว่า “My grandmother used to live in this house almost 1 century ago บ้านเก่าคุณยาย” ซึ่งแปลได้ว่า ยายของตนเคยอาศัยที่บ้านหลังนี้มานาน 1 ศตวรรษที่แล้ว

ทำให้กลายเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียอยู่หลายวัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา นายพิธา ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ‘คุณยายอนุศรี’ ซึ่งเป็นคุณยายของตนนั้น เคยแต่งงานกับคุณเกษม อภัยวงศ์มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณป้าของตน ณ ปัจจุบัน คุณยายเกิดที่พระนคร เคยย้ายไปอยู่พระตะบองพักนึงจริงและตนไม่ได้มีเชื้อสายเขมร ไม่ได้เป็นลูกครึ่ง ตามที่สื่อบางสำนักตั้งคำถาม พร้อมย้ำว่าตนไม่เคยแอบอ้างว่าเป็นลูกหลาน อภัยวงศ์

หลังจากเป็นประเด็นร้อนทำเอาโซเชียลไฟลุกอยู่หลายวัน ล่าสุด บริษัทท่องเที่ยว ‘พิพิธเพลินใจ แทรเวล’ ผุดไอเดียพาลูกทัวร์เยี่ยมชม ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ ณ เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา พร้อมสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตเมื่อนานมาแล้ว

โดยทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘พิพิธเพลินใจ แทรเวล’ ได้โพสต์ข้อความ เปิดรับลงทะเบียนทัวร์บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรโดยระบุว่า…

“เปิดรับลงทะเบียนพร้อมรายละเอียด โปรแกรมราคา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567

15-17 มีนาคม 2567 ไปเยี่ยมไปเยือน ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ เมืองพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชากัน

บ้านที่สร้างเกือบจะแล้วเสร็จแต่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังมิทันได้เข้าพำนัก ก็มีเหตุการณ์เสียดินแดนให้กับฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมเสียก่อน

ย่ำไปในรอยไทย เมืองพระตะบอง-ศรีโสภณ ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2567 พร้อมเปิดรับลงทะเบียนวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ รับ 8 ท่านเท่านั้น”

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ทรงพระราชทานเงินเดือน 26 ล้านบาท ตลอดการเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ 35 ปี แก่ ‘รร.นายร้อย จปร.’

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชทานเงินเดือน 26 ล้านบาทของพระองค์ ตลอดเวลา 35 ปีที่เป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ พร้อมดอกเบี้ย ให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) เหล่าศิษย์ จปร.ต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 

โดย ผู้พันเบิร์ด พันเอกวันชนะ สวัสดี ได้เปิดเผยกับ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ว่า ได้รับทราบจาก พลโทสิทธิพล ชินสำราญ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 5 ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมบ้านสวนปทุม หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นสถานที่อะไร สถานที่นี้ คือ ‘พระตำหนักของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’ ซึ่งใช้เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ ของที่ระลึกที่ได้รับมาจากสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งของที่ทรงซื้อมาโดยพระองค์เอง

 

ซึ่งในวันนั้น พระองค์จะเป็นผู้บรรยายเรื่องราว ประสบการณ์ในที่ต่างๆ ผ่านข้าวของแต่ละชิ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่น่าสนใจ และน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

 

หลังเสร็จสิ้นการบรรยายและเดินชมของในทุกห้องแล้ว พลโท สิทธิพล จึงได้มีโอกาสสอบถามข้าราชบริพารว่า ปกติแล้วมีคณะอื่นเข้ามาที่บ้านสวนปทุมแห่งนี้หรือไม่ ข้าราชบริพารตอบว่า มีกลุ่มนักเรียนนายร้อย ซึ่งนับเป็นโชคดีมากเพราะไม่มีคณะอื่นเข้ามาเลย นอกจากนักเรียนนายร้อยเท่านั้น

 

แต่ยังมีเรื่องที่ผู้บัญชาการเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง มีความสำคัญและซาบซึ้งกินใจเช่นกัน นั่นก็คือในวันนั้นพระองค์ได้พระราชทานเช็คเป็นจำนวน 19,201,788.48 บาท เงินจำนวนนี้ แท้จริงแล้วคือ เงินเดือนของพระองค์เอง

 

พลโทสิทธิพล เล่าให้ฟังต่อว่า ในปี 2558 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้พระราชทานเงินเดือนทั้งหมดของพระองค์ ที่รับราชการมาตลอด 35 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26 ล้านบาท โดยในปีนั้นได้พระราชทานมาแล้ว 7 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือพระองค์บอกว่ายังอยู่ในธนาคารอีก 19,000,000 บาท และจะครบกำหนดเบิกได้ในปี 2560

 

กระทั่งเมื่อปี 2560 มาถึง พระองค์ได้ทรงพระราชทานส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด ให้กับ ‘กองทุนพัฒนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’ รวมทั้งหมด 26,894,502.19 บาท

 

โดยทรงพระราชทานเช็คให้ ‘กองทุนพัฒนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’ มาแล้ว 7,431,194.22 บาท เมื่อ 29 กย. 2558

 

จากนั้น เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 ทรงพระราชทานเช็คเงินจำนวน 19,201,788.48  บาท ลงวันที่ 26 มิ.ย. 2560 และให้ดอกเบี้ย ตั้งแต่ 13 ต.ค. 2558–13 ก.ค. 2560 อีกจำนวน 271,519.49 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,894,502.19 บาท

 

ซึ่งเอาไว้สำหรับพัฒนาการศึกษาของนักเรียนนายร้อย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อเหล่านักเรียนนายร้อย ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอย่างหาที่สุดมิได้

 

แต่อันที่จริงแล้ว คุณประโยชน์ทั้งหมดนี้ ก็ไม่ได้ก่อเกิดกับเฉพาะนักเรียนนายร้อยเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุดแล้วนักเรียนนายร้อยเหล่านี้ ก็จะออกมารับใช้ประเทศชาติในงานด้านความมั่นคง นำมาซึ่งความผาสุกของประชาชนคนไทยทั้งชาติ

 

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ จึงมีต่อปวงชนชาวไทยทุกคน และประเทศชาติไทยอย่างแท้จริง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top