Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

‘ลูกพญาแร้ง’ จาก ‘พ่อป๊อก-แม่มิ่ง’ ลืมตาดูโลกแล้ว ถือเป็นตัวแรกในรอบ 30 ปี ของป่าห้วยขาแข้ง

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 67 นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่น่ายินดีและถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ต้องจดบันทึกเอาไว้ เพราะ ความพยายามของนักวิจัยพญาแร้ง ในประเทศไทย ที่พยายามฟูมฟักผสมพันธุ์พญาแร้ง หลังจากที่พญาแร้งในป่าธรรมชาติของประเทศไทยสูญพันธุ์ไปกว่า 30 ปี โดยในตอนเช้าวันนี้ ‘มิ่ง’ พญาแร้งเพศเมีย ได้เจาะไข่ หลังจากวางไข่มาได้สักพักหนึ่งแล้ว

“นักวิจัยดีใจกันสุดขีดที่มองจากกล้องวงจรปิดแล้วเห็น เจ้าลูกพญาแร้งตัวน้อยออกมาจากไข่ ถือเป็นความสำเร็จ และความหวังครั้งใหญ่ สำหรับการฟื้นฟูประชากรแร้ง โดยก่อนหน้านี้ นักวิจัยได้นำเอา ‘ป๊อก’ พญาแร้งเพศผู้จากสวนสัตว์โคราช และ ‘มิ่ง’ พญาแร้งเพศเมียจากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มาใช้ชีวิตอยู่ในกรงฟื้นฟูซึ่งพยายามทำให้มีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดในพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยทั้ง 2 ใช้ชีวิตร่วมกันราว 2 ปี ซึ่งนักวิจัยก็พยายามสร้างบรรยากาศ กระตุ้น และทำทุกวิถีทางให้ทั้งคู่ได้ผสมพันธุ์กัน ซึ่ง ทั้งสองได้เริ่มมีการผสมพันธุ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 และมีการผสมพันธุ์หลังจากนั้นอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง จนถึงวันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ภาพจากกล้องวงจรปิดได้จับภาพขณะ เจ้าลูกน้อยได้กะเทาะเปลือกไข่ออกมาลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกแล้ว” นายอรรถพร กล่าว

นายอรรถพร กล่าวว่า หลังจากนี้ นักวิจัย จะปล่อยให้แม่มิ่งเลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ โดยไม่ไปทำอะไร แต่จะคอยสังเกตอย่างใกล้ชิดจากกล้องวงจรปิด

‘Miami Hotel’ โรงแรมสุดวินเทจกลางกรุง อายุเกือบ 60 ปี หมุดหมายถ่ายทำซีรีส์ดัง ‘The Serpent’ จาก Netflix

เมื่อปลายปี 2022 (พ.ศ. 2565) ศาลสูงเนปาลได้ประกาศปล่อยตัว ‘ชาร์ลส์ โสภราช’ ฆาตกรต่อเนื่อง 30 ศพ เจ้าของฉายา ‘นักล่าอสรพิษ’ และ ‘นักฆ่าบิกินี’ ผู้ถูกคุมขังเกือบ 20 ปี ออกจากเรือนจำเนปาลด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

การประกาศปล่อยตัวครั้งนี้ทำให้ผู้คนนึกย้อนถึงวีรกรรมสุดเหี้ยมโหดของชายที่ชื่อ ‘ชาร์ลส์ โสภราช’ ที่ครั้งหนึ่งเคยเข้ามาในประเทศไทย และก่อเหตุฆาตกรรม มีเหยื่อเคราะห์ร้ายกว่า 14 ราย เท่านั้นยังไม่พอยังได้ลงมือฆาตกรรมเหยื่อในประเทศอื่น ๆ เช่น เนปาล อินเดีย มาเลเซีย ฝรั่งเศส อัฟกานิสถาน ตุรกี และกรีซ คาดว่ามีเหยื่อทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 30 ราย

เรื่องราวของ ‘ชาร์ลส์ โสภราช’ ถูกนำมาทำละคร นวนิยายหลายครั้ง ในปี 2563 ก็ได้ถูกหยิบยกมาทำเป็นซีรีส์ในชื่อ ‘The Serpent’ หรือ ‘นักฆ่าอสรพิษ’ ออกฉายทาง Netflix มีจำนวน 8 ตอน โดยสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ส่วนใหญ่อยู่ใน ‘ประเทศไทย’

วีรกรรมของ ‘ชาร์ลส์ โสภราช’ ในประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 ทำให้กองถ่าย The Serpent ต้องคัดเลือกโลเคชันถ่ายทำอย่างพิถีพิถัน เพื่อภาพที่ฉายออกมาจะได้ทำหน้าที่พาผู้ชมย้อนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หนึ่งในโลเคชันสวย ๆ ในซีรีส์ The Serpent ก็คือโรงแรม ‘Miami Hotel’ โรงแรมยุค Mid Century Vintage ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 13 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งมีหลายฉากหลายซีนที่ถ่ายทำกันที่โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า แต่ละฉากที่ออกมา สวยงาม และสมจริงสุด ๆ ส่วนจะมีฉากไหนบ้าง ต้องตามไปดูใน Netflix กันนะ

ภาพระหว่างถ่ายทำซีรีส์ในปี 2563

สำหรับ ‘Miami Hotel’ ก่อตั้งโดยคุณบัญชา และคุณมาลี แซ่ตั้ง (ตัณศิริชัยยา) เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) ส่วนเหตุผลที่ใช้ชื่อว่า ‘Miami Hotel’ ก็เพราะในช่วงนั้นมีชาวต่างชาติเริ่มเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งทหารอเมริกันที่เดินทางมาพักผ่อนที่ไทยก่อนจะไปปฏิบัติภารกิจในสงครามเวียดนาม (ยุคสงครามเวียดนาม) เจ้าของกิจการโรงแรมในสมัยนั้นจึงนิยมหยิบชื่อเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐฯ มาตั้งเป็นชื่อโรงแรม จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการต้อนรับลูกค้าต่างชาติ และก็ง่ายต่อการจดจำด้วย

แต่เหตุผลไม่ได้มีเพียงเท่านี้ อีกสาเหตุก็คือ ในปีที่เปิดดำเนินกิจการโรงแรม ได้มีการจัดประกวดนางงามจักรวาลที่หาดไมอามี่ สหรัฐฯ และในปีนั้นนางงามตัวแทนประเทศไทยคือ ‘อภัสรา หงสกุล’ ซึ่งสามารถคว้ามงกุฎนางงามจักรวาลคนแรกของประเทศไทยด้วย ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทย และไมอามี่ กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ โลโก้ของโรงแรมยังได้แรงบันดาลใจมาจากมงกุฎนางงามจักรวาลอีกด้วย

แม้ว่า ‘Miami Hotel’ จะเปิดให้บริการมายาวนาน ผ่านยุคสมัยและกาลเวลามาเกือบ 60 ปี แต่ในปัจจุบันก็ยังคงดำเนินกิจการ ต้อนรับลูกค้าอยู่ แต่การตกแต่งภาย วัสดุ สี และบรรยากาศยังใกล้เคียงกับโรงแรมเมื่อแรกสร้าง มีการบำรุงรักษา และต่อเติมอาคาร ให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาคารสาธารณะ แต่ก็ไม่ได้ลดทอนคุณค่าทางสถาปัตยกรรม 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ‘Miami Hotel’ ได้รับเลือกเป็น 1 ในงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน จาก สมาคมสถาปนิกสยาม ปี 2563 ด้วย

สำหรับใครที่อยากไปตามรอยซีรีส์ The Serpent หรือกำลังมองหาโรงแรมเก๋ๆ พักผ่อนช่วงวันหยุด ก็สามารถโทรสอบถาม-จองห้องได้ที่เบอร์ 02 253 5611 หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/thaimiamihotel

การได้เห็นสถานที่ในประเทศไทย กลายเป็นหมุดหมายถ่ายทำภาพยนตร์หรือซีรีส์ต่างชาติ ก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย หนึ่งสิ่งที่ชัดเจนคือดีใจที่ประเทศไทยในมุมต่าง ๆ ได้เผยโฉมสู่สายตาชาวโลก แม้จะถูกดัดแปลง ตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทถ่ายทำก็ตาม แต่เชื่อหาก เมื่อชาวต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยด้วยกันเห็น ก็คงต้องกลับมาเยือนกันสักครั้งเป็นแน่

‘มูเตลู’ ศาสตร์แห่งเวทมนตร์คาถา ของวิเศษเปื้อนกิเลส ที่คนกำลังงมงาย

(10 ก.พ. 67) จากช่องยูทูบ ‘Nomad Media Thailand’ โดยคุณวารินทร์ สัจเดว ผู้ประกาศข่าว TNN ได้นำเสนอเนื้อหาในหัวข้อ ‘มูเตลูเลือด แลกชีวิต หยุดบ้า… อยากสมหวังในความรัก ฟังทางนี้’ ระบุว่า…

จากข่าวของ ‘น้องพร’ จากกรณี #ฆ่าหนุ่มโรงงาน ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ตอนนี้ เพราะมีคนเสียชีวิต ซึ่งก็คือ สามีของเธอเอง เป็นข่าวที่กําลังทําให้สังคมนั้นไขว้เขว เนื่องจากมีข่าวในลักษณะเชิงว่า มีการคบซ่อน มีชู้หลายคน ออกมา อีกทั้งสื่อและสังคมยังไปให้ความสนใจกับ ‘ของ’ ที่อยู่ในตัวเธอ ซึ่งเป็น ‘ไสยศาสตร์’ เป็นสิ่งที่ตอนนี้กำลังฮิตกัน กับคําว่า ‘มูเตลู’ ซึ่งในช่องของเราก็ได้พูดกันหลายครั้งแล้วว่า คําว่า ‘มูเตลู’ นั้น ถ้าเกิดคุณไหว้สิ่งที่เป็น ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์, สิ่งที่เป็นเทพ’ หรือแม้แต่การเข้าวัดของศาสนาพุทธ เข้าไปกราบพระพุทธเจ้า ห้ามใช้คําว่า ‘มูเตลู’ เด็ดขาด

คุณทราบไหมครับว่า ‘มูเตลู’ นั้น มันมาจากคําสองคํา ใช้คําว่า ‘มู’ หรือ ‘สายมู’ จนฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนติดเป็นแฮชแท็ก ‘#สายมู’

เหล่าสายมูตัวแม่ สายมูตัวพ่อ ถ้ารู้ความหมายแล้วจะยังกล้าใช้อีกหรือไม่?

‘มูเตลู’ มาจากคําสองคํา เป็นภาษาอินโดนีเซีย คือคำว่า ‘อิลมู’ (ilmu) แปลว่า ‘วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์’ (Science) ส่วน ‘เตลู’ (Tehlu) คือ ‘ไสยศาสตร์ หรือมนต์ดํา’ (Witchcraft) นั่นเอง

บรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่นําเอาศาสตร์เหล่านี้เข้ามาทําหากิน ยังกล้าใช้คําว่า ‘พุทธคุณ’ กับสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นมนต์ดํา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดและอย่าได้ไปหลงเชื่อ จนทําให้ชีวิตของพวกเราทุกคนพังเด็ดขาดเลยนะครับ

ข่าวของ ‘น้องพร’ ที่เกิดขึ้นเรื่องและกำลังเป็นประเด็นในสังคมอยู่ขณะนี้ พวกสื่อได้ไปให้น้ำหนักในเรื่องของ ‘ลายสัก’ ที่ทําเพื่อให้คนหลงจนโงหัวไม่ขึ้น อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์เธอว่า หน้าตาก็ไม่ได้ดูดีขนาดนั้น ทําไมผู้ชายถึงหลงกันได้ขนาดนี้ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนว่า สังคมของเรา ‘ป่วย’ นะครับ

เวลาไปดูดวงหรือไปทําของเหล่านี้ มันทำให้คุณวนเวียน จดจ่ออยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ เช่น เรื่องของคู่ครอง เรื่องของความรัก เรื่องของความสมหวัง หรือแม้แต่เรื่องของหน้าที่การงาน แต่มันไม่มีอะไรที่ได้มาภายในชั่วข้ามคืนหรอกนะครับ ของวิเศษเหล่านี้ไม่มีจริง การรับเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามา ก็คือการให้ ‘ผี’ มาครอบงำจิตใจของคุณ จนบางครั้งอาจดลบันดาลให้คุณไปทำในสิ่งต่างๆ ที่มันไม่ใช่ ‘ปกติวิสัย’ ของมนุษย์ ดังเช่นเคสนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด นี่คือ ‘มูเตลูเลือด’ ซึ่งแลกมาด้วยชีวิต…

แล้วเราจะยังหลงทางกับสิ่งเหล่านี้อยู่อีกหรือ?

การกราบไหว้ ‘เทพ’ เราสามารถกราบไหว้ได้นะครับ อย่างในกรณีของ ‘พระแม่ลักษมี’ ที่คนชอบไปขอเรื่องของคู่ครองกัน ซึ่งนี่ก็ถือว่าผิดนะครับ ท่านประทานพรเรื่องความรัก ใช่ครับ แต่เมื่อคุณพบกับความรัก ซึ่งจะเข้ามาเมื่อถึงเวลาที่สมควร เข้ามาเมื่อชะตาชีวิตคุณลิขิตไว้ให้เป็นเช่นนั้นนะครับ เมื่อเวลานั้นมาถึง คุณก็จะได้พบกับคนรักเอง ไม่ใช่ไปขอคู่ครอง เพราะทำเช่นนั้น หากได้คู่ครองมาก็ไม่จีรังยั่งยืนหรอกครับ เมื่อของหมดฤทธิ์ คู่รักของคุณก็จากไป เพราะฉะนั้น การที่คุณไปไหว้พระแม่ลักษมีกันนั้น ก็ควรจะไหว้ให้ถูกต้องด้วย

และเมื่อคุณมีความรักแล้ว ก็ควรขอให้ความรักของคุณยั่งยืน มีครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ มั่งมี เจริญสุข แต่ถ้ายังไม่เจอคู่รัก ก็ไม่ควรไปขอคู่จากพระแม่ลักษมี ควรทำเพียงแค่ขอพรจากท่านว่า ถ้าในชีวิตของเราบนโลกนี้มีคู่ครอง เมื่อถึงเวลาก็ขอให้เราและเขาได้พบกัน

เราต้องทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน อย่าได้เข้าใจผิด อย่าได้หลงทาง ว่าของวิเศษเหล่านี้มีจริง สิ่งเหล่านั้นเป็นมนต์ดําทั้งนั้นนะครับ และอาจารย์ต่างๆ ที่นําเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาในสังคมไทย แม้กระทั่งพระที่มาปลุกเสก อ้างเรื่องนู้นเรื่องนี้ โชว์พลังวิเศษ ไปเอาของจากพม่า จากเขมรเข้ามา จงรู้ไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ มันกําลังกัดกร่อน และทําลายคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย อย่าได้หลงงมงายกับสิ่งเหล่านี้ เตือนด้วยความปรารถนาดีนะครับ

เทพไหว้ได้ พลังเหนือธรรมชาติมีอยู่จริง แต่ก็ต้องมาในทางที่ถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน ทุกอย่างเริ่มต้นที่การกระทําของคุณ และของพวกเราเอง ลงมือปฏิบัติ ลงมือทําในสิ่งที่เราอยากจะให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ตั้งหน้าตั้งตาทํามาหากิน ตั้งใจทํางาน ตั้งใจเรียน ตั้งใจดํารงชีวิต ทําความดี และไม่เบียดเบียนใคร

และการขอพร ขอพลังจากสิ่งที่เป็นพลังเหนือธรรมชาติ ที่เราไหว้กันอยู่ ก็คือ ‘เทพ’ แม้แต่การเข้าวัดไทย วัดพุทธ เพื่อไปขอสิ่งเหล่านู้น เหล่านี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนะครับ เพราะเราก็ทราบกันดีว่า พระพุทธเจ้านั้นนิพพาน ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดแล้ว และสอนให้เราละสิ้นกิเลส ดังนั้น การเข้าวัดเพื่อไปขอนั่นขอนี่ จึงเป็นเรื่องที่ผิด และไม่ควรทำนะครับ

เพราะฉะนั้น ตั้งสติกันใหม่นะครับ ขอเตือนด้วยความหวังดี อย่าได้หลงงมงายไปกับสิ่งของที่เป็นสิ่งวิเศษเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลายสัก หรืออะไรก็ตาม การสักเพื่อความสวยงามก็ควรระวังนะครับ การไปรับของอะไรเข้ามาจากอาจารย์ที่เป็นผู้สักให้ ซึ่งมุ่งแต่จะทํามาหากินจนไม่ได้แคร์ในเรื่องของชีวิต ของมนุษย์เลย บางทีสิ่งที่น้องพรทำลงไปนั้น อาจจะไม่ได้เป็นตัวตนของเธอ อาจจะทำโดยไม่ได้มีสติ หรือโดนผีครอบงําอยู่ จนดลบันดาลให้ทําในสิ่งต่างๆ ที่เธอทําลงไปก็เป็นได้

ตั้งสติกันให้ดีนะครับ ไม่มีอะไรได้มาภายในชั่วข้ามคืน ไม่มีของวิเศษที่เสกสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากเป็นวิชามาร เป็นวิชาของผี

ถ้าเชื่อในพลังธรรมชาติ ก็ขอให้มั่นใจในความสามารถของตัวเอง และลงมือปฏิบัติ และมีสติในการขอพร ขอพลังจากสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาท่านก็จะบันดาลให้เองครับ

‘วิโรจน์’ ซัด!! ‘ก๊วนทะลุวัง’ ปมบีบแตรใส่-รบกวน ‘ขบวนเสด็จฯ’ เตือน!! ป่วนมาตรการอารักขาบุคคลสำคัญ เป็นเรื่องไม่ควรกระทำ

(10 ก.พ. 67) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า…

“กรณี การบีบแตรใส่ และกระทำในลักษณะรบกวน #ขบวนเสด็จ ผมขออนุญาตให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความปรารถนาดี ดังนี้

1.) ยังไม่ต้องคำนึงถึงว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นขบวนเสด็จ หรือไม่ก็ได้ แต่โดยปกติแล้วทุกประเทศ ย่อมต้องมีมาตรการในการอารักขาบุคคลสำคัญระหว่างการเดินทาง

บุคคลสำคัญ อาจจะเป็นผู้แทนจากต่างประเทศ หรือพระราชอาคันตุกะ ก็ได้ ซึ่งรัฐฯ จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างเดินทางมิได้

2.) ดังนั้น การที่มีใครเข้าไปรบกวน กระบวนการในการอารักขาบุคคลสำคัญ ที่ดำเนินการตามมาตรการของรัฐฯ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ผมเข้าใจดีว่า ความคิดเห็นของผมบางท่านก็อาจจะไม่เห็นด้วย ซึ่งก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ผมได้

แต่ในฐานที่ผมมีความปรารถนาดีหากจำเป็นต้องสะท้อนถึงสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ผมก็ต้องกล้าที่จะสะท้อนแบบตรงๆ แม้ว่าจะทราบดีว่าอาจจะเป็นความเห็นที่ไม่อยากฟัง ก็ตาม

ผมเชื่อว่า หลายท่านจะเข้าใจความปรารถนาดีของผมจริงๆ ความปรารถนาดี ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่อง

ในบางเรื่องที่เห็นต่าง ก็ควรจะต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมา ถึงจะเป็นความปรารถนาดีที่แท้จริง”

ปทุมธานี เปิดการฝึกอบรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้กับกำลังพลของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รุ่นที่ 12

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 พลเอก สุวิทย์ เกตุศรี ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง เป็นประธาน ในพิธีการเปิดการฝึกอบรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้กับกำลังพลของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รุ่นที่ 12 จำนวน 14 นาย ในห้วงระหว่างวันที่ 9-17 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 

โดยการฝึกอบรมโครงการฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการและความรู้ด้านการเกษตรให้กับกำลังพลกองทัพสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมีเนื้อหาการฝึกอบรมทั้งในภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติตามหลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักกสิกรรมธรรมชาติ ให้กับกำลังพลกองทัพสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อให้สามารถนำไปเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้รับ ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์พูนสุข มีความมั่นคงถาวร

สวนนงนุชพัทยา ทำพิธีบวงสรวง 9 กษัตริย์นาคาซึ่งเป็นราชาของเหล่าพญานาคทั้ง 4 ตระกูล และลูกแก้ว 9 ประการ

วันนี้ เวลา 09.09 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีบวงสรวง “9 กษัตริย์นาคาราชาของเหล่าพญานาค 4 ตระกูล ลูกแก้ว 9 ประการ”  เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องศิลปะวัฒธรรม ความสวยงาม และยิ่งใหญ่สุดอลังการ ด้วยความสูงถึง 14 เมตร วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเป็นการรวบรวมรูปแบบของพญานาคเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนครบทั้ง 9ตระกูลไว้ที่สวนนงนุพัทยา  

ในการทำพิธีมีพระอธิการวชิรศักดิ์ ถาวรสักโธ (หลวงครูหนุ่ม)วันบ้านเตย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายกัมพล ตันสัจจา เป็นประธานในพิธีและมีแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีการจัดสถานที่สำหรับบวงสรวง ณ บริเวณ สวนดอกไม้พญานาค ซึ่งเป็นสวนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ล่าสุดที่นับว่า เป็นประติมากรรมปูนปั้น ที่ถูกออกแบบให้มีความวิจิตรสวยงาม ที่สุดแห่งหนึ่งของสวนนงนุชพัทยา

การจัดสร้าง “ 9 กษัตริย์นาคาราชาของเหล่าพญานาค 4 ตระกูล ลูกแก้ว 9 ประการ” เป็นดั่งตำนานจอมกษัตริย์นาคา 9 พระองค์ ผู้ปกครองพิภพบาดาล ประกอบด้วย พญาอนัตนาคราช , พญามุจรินทร์นาคราช , พญาภุชงค์นาคราช , พญาศีรสุทโธนาคราช , พญาศรีสัตตนาคราช , พญาเพชรภัทรนาคราช หรือ พญาเกล็ดแก้วนาคราช ,พญานาคดำแสนสิริจันทรานาคราช  , พญายัสมันนาคราช และพญาครรตระศรีเทวานาคราช โดยมีการจัดสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่10 ก.ย 2566 แล้วเสร็จในวันที่ 2 ก.พ 2567 รวมระยะเวลาในการจัดสร้าง 146 วัน

นักวิจัยเดนมาร์กฝึก AI ให้คาดคะเน ‘ชะตาชีวิต’ มนุษย์ พบแม่นยำเกือบ 80% บอกได้ถึงขั้นใครอยู่ใครไปใน 4 ปีข้างหน้า

(10 ก.พ. 67) Business Tomorrow เผย ทีมนักวิจัยจากเดนมาร์กพัฒนา AI สุดล้ำที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัว และคาดการณ์อนาคตของคนได้อย่างแม่นยำ ผ่านโมเดลที่ใช้ชื่อว่า ‘life2vec’ ซึ่งทำงานโดยใช้เทคนิค Machine Learning และ Natural Language Processing (NLP) วิเคราะห์ข้อมูลประชากรกว่า 6 ล้านคนจากเดนมาร์ก ครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่ปี 2551-2559 

โมเดลนี้เรียนรู้จากข้อมูลสุขภาพ การศึกษา รายได้ อาชีพ และอื่นๆ ซึ่งสามารถคาดคะเนพฤติกรรมความคิด, ความรู้สึก หรือแม้กระทั่งแนวโน้มการเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทำการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 100,000 คน ในช่วงอายุ 35-65 ปี ซึ่งผลที่ออกมานั้น life2vec สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำถึง 78% ว่าใครจะยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตใน 4 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม life2vec ยังมีข้อจำกัดบางประการ อย่างเช่น ไม่สามารถคาดการณ์การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บอกอายุขัยที่แน่นอน หรือใช้งานในชีวิตจริงได้ แต่เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ต่อวงการสุขภาพ ธุรกิจประกันชีวิต และอาจนำไปสู่เครื่องมือใหม่ๆ ในการวางแผน ดูแล และป้องกันปัญหาสุขภาพ

‘ก้าวไกล’ แจง!! พิธา’ ไม่ได้เป็นนายประกันของ ‘ตะวัน ทะลุวัง’ แล้ว หลังเจ้าตัวยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวเอง เมื่อต้นปี 66 ที่ผ่านมา

(10 ก.พ. 67) พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความใน X ถึงกรณีที่มีการสอบถามถึงสถานะของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะนายประกันของ ‘ทานตะวัน ตัวตุลานนท์’ หรือ ‘ตะวัน ทะลุวัง’ ว่า ขอชี้แจงว่าแม้ปัจจุบัน ในแง่กฎหมาย พิธาไม่ได้เป็นนายประกันของคุณทานตะวัน เนื่องจากคุณทานตะวันยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวเองเมื่อต้นปี 2566 แต่พรรคก้าวไกลและพิธา ในฐานะนักการเมืองและในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่มีความห่วงใยบ้านเมืองและอนาคตของคนรุ่นใหม่ รู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พรรคก้าวไกลทราบว่า การแสดงออกของคุณทานตะวัน อาจสร้างความไม่สบายใจต่อประชาชนจำนวนไม่น้อย รวมถึงทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตของการแสดงออก และเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิธีการต่างๆ ในการเพิ่มแนวร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องมองเรื่องนี้โดยไม่แยกขาดจากภาพใหญ่ด้วยเช่นกัน นั่นคือความขัดแย้งทางการเมือง และความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ถึงต้นตอของปัญหาและการสร้างพื้นที่สำหรับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกอย่างมีวุฒิภาวะและคลี่คลายความขัดแย้งในปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศไทยให้เท่าทันโลก

‘ขนมครก’ ของไทย สุดปัง!! ขึ้นแท่นอันดับ 4 เมนูแพนเค้กที่ดีที่สุดในโลก

เว็บไซต์อาหารชื่อดัง ‘Taste Atlas’ จัดอันดับเมนูขนมประเภทแพนเค้ก ทำ ‘ขนมครก’ ของไทย ไต่ขึ้นอันดับ 4 เมนูแพนเค้กขึ้นชื่อระดับโลก!!

ขณะที่อันดับ 1 เป็น เครป จากฝรั่งเศส ตามมาด้วยอันดับ 2 Kaiserschmarrn จาก ออสเตรีย, เจียนปิง ของจีน ในอันดับที่ 3 ส่วนอันดับที่ 5 ได้แก่ Crêpes Normande ของนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส

อันดับที่ 6 Crespelle alla Valdostana จาก อิตาลี, อันดับที่ 7 Blini จากรัสเซีย, อันดับที่ 8 Jeon จากเกาหลีใต้, อันดับที่ 9 Okonomiyaki จาก ญี่ปุ่น และอันดับที่ 10 Dosa จากอินเดีย

‘รมว.ปุ้ย’ เยือนญี่ปุ่น กระชับความร่วมมือ ‘METI’ ลุ้น 800 เอกชนญี่ปุ่นลงทุนอุตฯ ฮาลาลในไทย

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 67 ที่นครโตเกียว นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น มุ่งต่อยอดความร่วมมือแลกเปลี่ยนกรอบการทำงาน (Cooperation Framework) กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (METI) มุ่งเน้นการดำเนินงานร่วมกัน พร้อมเข้าร่วมประชุมหารือกับองค์กรด้านการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานฮาลาล ของประเทศญี่ปุ่น (JAHADEP) เพื่อชักจูงการลงทุนอุตสาหกรรมฮาลาลในประเทศไทย คาดว่ามีนักลงทุนญี่ปุ่นสนใจร่วมลงทุนราว 800 ราย และจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นางสาวพิมพ์ภัทรา เปิดเผยว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่น ถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของกันและกันมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่าการลงทุนในประเทศเป็นอันดับ 1 ดังนั้น จึงต้องการเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างกัน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งทั้งสองประเทศ เพื่อรองรับและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม เป้าหมายที่กำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลก อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมการแพทย์และการดูแลสุขภาพ 

ล่าสุด เพื่อเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตและก้าวทันยุคสมัย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนกรอบการทำงานระหว่างกัน 2 ฉบับ ในปี 2018 และ 2022 ที่มุ่งเน้นการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย และต่อยอดการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย รวมถึงกระตุ้นการเติบโต และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งแก่ภาคอุตสาหกรรมไทย – ญี่ปุ่น

โดยการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ รมว.อุตสาหกรรมและคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายไซโตะ เคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อหารือแนวทางการต่อยอดความร่วมมือ พร้อมแลกเปลี่ยนกรอบการทำงาน ฉบับใหม่ระหว่างกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย...

1.) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อรองรับการขยายตัวในภาคการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

2.) การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งรวมทั้งในระหว่างกระบวนการผลิตและในนิคมอุตสาหกรรม

3.) การเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงการส่งเสริมมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณของเสียหรือชิ้นส่วนจากยานยนต์ (End-of –Life Vehicle)

และ 4.) การพัฒนาพลังงานสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์สมัยใหม่แห่งภูมิภาค

พร้อมกันนี้ ยังได้หารือกับ 2 องค์กรพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ องค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) มุ่งเน้นการเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย - ญี่ปุ่น รวมทั้งยกระดับการบ่มเพาะ พัฒนาสร้างเครือข่ายสตาร์ตอัป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และอวกาศ นอกจากนี้ ยังได้เข้าหารือกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (NEDO) 

โดยร่วมกันวางกรอบแนวทางความร่วมมือไว้ 4 กิจกรรม คือ…

1.) โครงการการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
2.) โครงการพัฒนารถบัส รถบรรทุก และรถฟอล์คลิฟต์ ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมตามนิคมอุตสาหกรรม
3.) โครงการ CCUS หรือการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
และ 4.) โครงการรีไซเคิลมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ยังได้หารือกับองค์กรด้านการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานฮาลาลของประเทศญี่ปุ่น (JAHADEP) เพื่อการขยายความร่วมมือกับอุตสาหกรรมฮาลาลของญี่ปุ่นให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยและใช้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ด้านวัตถุดิบของไทย เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกอาหารญี่ปุ่นฮาลาล ไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ตามแนวคิดครัวไทยสู่ครัวโลก คาดว่าจะมีเอกชนสนใจมาลงทุนในประเทศไม่ต่ำกว่า 800 ราย และจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท 

ด้าน นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ‘ดีพร้อม’ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ด้วยการต่อยอดและขยายผลกรอบการทำงาน (Framework) ฉบับใหม่ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการขยายความร่วมมือและสร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมไทยภายังใต้แนวนโยบาย DIPROM Connection 

“ความร่วมมือในครั้งนี้ เน้นให้อุตสาหกรรมปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในบริบทต่างๆ อาทิ การพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เช่น Robotic, IoT, Automation เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการจัดการ รวมทั้งการยกระดับกระบวนการผลิตทั้งระบบสู่แนวทางอุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และนำกลับมาใช้ใหม่ และการพัฒนาพลังงานทางเลือกสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ การรีไซเคิล - อัปไซเคิล วัสดุต่างๆ อย่างครบวงจร โดยเฉพาะซากยานยนต์ที่มีเพิ่มขึ้นโดยตลอด ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และเปรียบได้กับบัตรผ่านทางสู่เวทีโลกในอนาคต” นายภาสกร กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top