Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

ฤกษ์ดี!! 'สุวัจน์' เปิดบ้านเนื่องในวันเกิดครบ 69 ปี 'นักการเมือง-ภาคธุรกิจ-วงการกีฬา' เข้าอวยพรแน่น

(9 ก.พ. 67) ที่บ้านถนนราชวิถี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดบ้านเลขที่ 333 ราชวิถี จัดพิธีสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปี 9 ก.พ.67 

โดยในช่วงเช้าสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการเถรสมาคม เป็นประธานในพิธีสงฆ์ ซึ่งมีครอบครัว และบุคคลในวงการการเมือง และภาคธุรกิจ เข้าร่วมอวยพร พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ และผลไม้โดยเฉพาะส้ม ซึ่งวันนี้เป็นวันตรุษจีนด้วย 

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองที่เดินทางมาอวยพรนายสุวัจน์มากมาย อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ, พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกวุฒิสภา, นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายชาญกฤช เดชวิทักษ์, นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขานายกรัฐมนตรี, พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมถึงยังมี สส. อดีต สส.กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติพัฒนากล้า เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สมุทรปราการ-“ดร.ยงยุทธ” จับมือนายก”อรัญญา” มอบความสุขวันตรุษจีน แจกอั่งเปาให้นักเรียน PWS กว่า 1,000 คน

ที่ภายในโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา 

ส่งมอบความสุขเนื่องในเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2567 ด้วยการมอบอั่งเปาให้กับน้องๆ หนูๆ นักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา 

โดยได้มอบอั่งเปาให้กับนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา - ชั้นมัธยมศึกษา จำนวนกว่า 1,000 คน เพื่อมอบเป็นของขวัญเนื่องในเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2567 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย และตระหนักเห็นถึงความสำคัญของเยาวชน รวมถึงให้กำลังใจนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาในทุกระดับชั้นให้มีความมุ่งมั่น ตั้งไจเรียนเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีที่มีคุณภาพและพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘สมุทรสาคร’ เกาะกระแส!! เปิดตัว ‘กางเกงปูก้ามดาบ’ โชว์อัตลักษณ์ศิลปะ วิถีชีวิต ระบบนิเวศของจังหวัด

(9 ก.พ.67) เปิดตัว 'กางเกงลายปูก้ามดาบ' ผลักดันให้เป็นลวดลายประจำ จ.สมุทรสาคร โดยลวดลายต่าง ๆ บนกางเกงจะมีเรื่องเล่าอันแสดงถึงอัตลักษณ์ทางศิลปะ วิถีชีวิตและระบบนิเวศของสมุทรสาคร ซึ่งประกอบด้วย

>> ลายป่าชายเลน

เป็นลวดลายของต้นโกงกาง สัญลักษณ์แห่งพืชพันธ์ุป่าชายเลน บนเส้นโค้งลงล่างเป็นตัวแทนของพื้นที่น้ำท่วมถึงอย่างชายเลน และหยดน้ำที่แสดงถึงความชุ่มชื่น ประกอบกันเป็นป่าชายเลน แหล่งอาหารสำคัญของท้องสมุทร

>> ลายคลื่นน้ำ 3 ระลอก

เป็นลวดลายของคลื่นน้ำผสานเข้ากับลายเส้นตัดแหลมคล้ายลายกนก จำนวน 3 ระลอก ตลอดแนวชายฝั่ง แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเล ความท้าทายของคลื่นลมที่มีต่อวิถีชีวิตการประมงอันนำมาซึ่งอาหารทะเล และความเป็นพื้นที่ติดทะเล ซึ่งติดกับทะเลตลอดแนวชายฝั่งจากตะวันตกสุดของจังหวัด จนถึงตะวันออกสุดของจังหวัด

เป็นลวดลายแสดงถึงความสำคัญของปูก้ามดาบในระบบนิเวศป่าชายเลน โดยปูก้ามดาบนอกจากจะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนเช่นเดียวกับปลาตีนแล้ว ยังมีหน้าที่เสริมในการเป็น ‘เทศบาล’, ‘ผู้เฝ้ายาม’ และ ‘ผู้ผลิตอาหาร’ แห่งป่าชายเลนด้วย โดยปูก้ามดาบจะกินซากพืช ซากสัตว์เป็นอาหาร และผ่านกระบวนการย่อยสลาย ขับถ่ายออกมาเป็นมูล ซึ่งเปี่ยมด้วยคุณค่าทางสารอาหารสำหรับสัตว์ทะเลขนาดเล็กๆ และเมื่อถูกน้ำทะเลชะล้างก็จะสลายตัวเป็นอาหารให้แก่เหล่าแพลงตอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของห่วงโซ่อาหารอีกด้วย อีกทั้งปูก้ามดาบยังเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณพิเศษ แสดงพฤติกรรมปิดปากหลุม กลายเป็นการเตือนภัยก่อนน้ำขึ้นด้วย

>> ลายคลื่นน้ำ 3 เส้น

เป็นลวดลายของคลื่นน้ำ จำนวน 3 เส้น แสดงถึงพื้นที่และสมญานาม ‘เมือง 3 น้ำ’ ประกอบด้วย น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำเกษตรและประมงอันหลากหลายในพื้นที่
ลายปูก้ามดาบใหญ่

>> ลายปูก้ามดาบใหญ่

เห็นเด่นชัด ซึ่งเป็นทำท่าทางคล้ายการแสดงความรักแบบเกาหลี เป็นตัวแทนของการรณรงค์ให้พวกเราช่วยกันบำรุงรักษาและดูแลระบบนิเวศป่าชายเลนให้คงอยู่กับพวกเราตลอดไป

‘ญี่ปุ่น’ พบน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี 5.5 ตัน รั่วไหลจาก ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ’

(9 ก.พ. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นเปิดเผยการพบน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีรั่วไหลจากอุปกรณ์ภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ปริมาณรวม 5.5 ตัน

รายงานข่าวดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ คอมปานี (TEPCO) ระบุว่าคนงานพบน้ำรั่วไหลออกจากอุปกรณ์ที่ใช้กรองน้ำปนเปื้อนนิวเคลียร์ระหว่างตรวจสอบอุปกรณ์ ตอนราว 08.53 น. ของวันพุธ (7 ก.พ. 67) ตามเวลาท้องถิ่น 

TEPCO เป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้า โดยประเมินว่าน้ำที่รั่วไหลมีปริมาณ 5.5 ตัน น้ำปนเปื้อนอาจมีสารกัมมันตรังสี เช่น ซีเซียมและสตรอนเชียม อยู่ราว 2.2 หมื่นล้านเบ็กเคอเรล

ทั้งนี้น้ำที่รั่วไหลออกมาทั้งหมดได้แทรกซึมลงสู่พื้นดิน แต่ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของระดับกัมมันตรังสีในช่องทางระบายน้ำใกล้เคียง ส่วนเทปโกได้ปิดพื้นที่ที่น้ำรั่วไหลเป็นพื้นที่ห้ามเข้าแล้ว

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เคยเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 9.0 ตามมาตราแมกนิจูด และสึนามิเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2011 ประสบเหตุแกนหลักหลอมละลายและปล่อยกัมมันตรังสีออกมาจนถือเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ ระดับ 7 ซึ่งสูงสุดในมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ (INES)

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะได้ผลิตน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีปริมาณมหาศาลจากการหล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในอาคารเตาปฏิกรณ์ ซึ่งปัจจุบันถูกกักเก็บอยู่ในถังที่โรงไฟฟ้าฯ

ญี่ปุ่นเริ่มต้นปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 แม้มีกระแสคัดค้านต่อเนื่องมากมายจากรัฐบาลและชุมชนต่าง ๆ หน่วยงานสิ่งแวดล้อม เอ็นจีโอ และกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคแปซิฟิก

สตม.รวบหนุ่มรัสเซีย หนีหมายจับรัสเซีย คดียาเสพติด แอบกบดานในไทยจน OVERSTAY กว่า 10 ปี

ตม.จว.ชลบุรี จับกุม MR.MIK (นามสมมติ) อายุ 34 ปี สัญชาติรัสเซีย โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านแห่งหนึ่งใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

เมื่อประมาณต้นเดือน ตุลาคม 2566 ตม.จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งข้อมูลจากอาสาสมัคร (volunteer) ว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย มีพฤติการณ์น่าสงสัย ซึ่งอาจเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย จึงได้สืบสวนข้อมูลในเชิงลึก เบื้องต้นพบว่าคนต่างด้าวดังกล่าวคือ MR.MIK (นามสมมุติ) สัญชาติรัสเซีย ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว (Overstay) โดย MR.MIK มักจะไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จว.ภูเก็ต และ จว.ชลบุรี นอกจากนี้ยังพบว่า MR.MIK เป็นบุคคลตามหมายจับที่ทางการรัสเซียต้องการตัวกลับไปดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และองค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (INRETPOL Red Notice) ตม.จว.ชลบุรี จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบสวน ติดตามจับกุม MR.MIK 

จนกระทั่งสืบทราบว่า MR.MIK ได้เดินทางเข้ามากบดานอยู่ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน ต.หนองปรือ  อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้ไปวางแผนจับกุม จนกระทั่งได้พบ MR.MIK ในบริเวณหน้าบ้านใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้แจ้งข้อหา "เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (2,971 วัน) และจับกุมนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย  สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ครบรอบ 70 ปี วันคล้ายวันสถาปนา ‘กองอาสารักษาดินแดน’

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดให้เป็น ‘วันอาสารักษาดินแดน’

ทั้งนี้ ‘กองอาสารักษาดินแดน’ มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 นับเป็นเวลายาวนานถึง 70 ปี มาแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีกำลังสำรองในการช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ ทั้งในยามปกติ และในยามสงคราม โดยการรับสมัครจากราษฎรชายหญิงที่สมัครใจอาสาเข้ามาเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ภายใต้สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยแบ่งส่วนราชการกองอาสารักษาดินแดนออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. ส่วนกลาง มีกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (บก.อส.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนกลาง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการ

2. ส่วนภูมิภาค มีกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด (บก.อส.จ.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนภูมิภาค โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด และกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ (กองร้อย อส.อ.) โดยนายอำเภอเป็นผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ เป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชา  

โดยมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ กองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ดังนี้

1.) บรรเทาภัยที่เกิดจากธรรมชาติและการกระทําของข้าศึก
2.) ทําหน้าที่ตํารวจรักษาความสงบภายในท้องที่ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ
3.) รักษาสถานที่สําคัญและการคมนาคม
4.) ป้องกันจารกรรม สดับตรับฟังและรายงานข่าว
5.) ทําการช่วยให้ความสะดวกแก่ฝ่ายทหารตามที่ทหารต้องการ และตัดทอนกําลังข้าศึก
6.) เป็นกําลังสํารองส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเพิ่มเติมและสนับสนุนกําลังทหารได้เมื่อจําเป็น

นอกจากการทำหน้าที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 แล้ว ยังมีหน้าที่ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย โดยทำหน้าที่ร่วมกับฝ่ายปกครองในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย จวบจนวันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2567 นับเป็นเวลา 70 ปี ของเหล่าสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนกับการทำหน้าที่ด้วยปณิธานที่แน่วแน่ “ปวงข้าฯ อส. ขอตั้งสัจจา จะปกป้องพารา จนสิ้นใจ” ถือเป็นการทำงานของผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง

'นักเขียน' แชร์!! โดนคนอ่านด่าว่า 'เขียนคำผิด' ทั้งที่คนด่าไม่รู้คำศัพท์ สะท้อน!! คลังศัพท์ของคนยุคนี้เข้าขั้นวิกฤต แถมไม่ใฝ่ความถูกก่อนติ

(9 ก.พ.67) กลายเป็นไวรัลขึ้นมาทันที หลังจากมีกรณีสาวรายหนึ่งได้แชร์คอมเมนต์จากนักอ่านที่มาคอมเมนต์ในนิยายของเธอว่า..."แก้คำผิดหน่อยนะคะ มันคือ 'ประกอบ' ค่ะ ไม่ใช่ 'กอปร' คนละคำเลยนะคะ ไม่เคยเห็นคำนี้ด้วย ไม่รู้ว่าไม่ได้ตรวจสอบดูก่อนหรอ เห็นผิดหลายจุดมาก เนื้อเรื่องกำลังสนุก พอมีคำผิดนี่อ่านแล้วหงุดหงิดค่ะ"

ทั้งนี้ โพสต์ของเธอมีคนชมในแพลตฟอร์ม X กว่า 5.6 ล้านครั้ง และถูกแชร์ไปยังโซเชียลอื่นๆ มากมาย ซึ่งคอมเมนต์จากหลายคนไม่ได้แปลกใจที่นักอ่านไม่รู้คำศัพท์ แต่แปลกใจที่ไม่หาข้อมูลก่อนต่อว่าคนอื่นมากกว่า เช่น มีผู้คอมเมนต์คนหนึ่งเข้ามาแชร์ว่า "ตัวเองก็ไม่รู้จักคำว่า กอปร เหมือนกัน แต่พออ่านเจอก็ไปหาข้อมูล หาความหมายจนได้รู้ว่าแปลว่าอะไร"

ส่วนบางคนที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน ก็เข้ามาแชร์ประสบการณ์พีกๆ จากคนอ่านในลักษณะที่คล้ายๆ กันด้วย เช่น...

'ทว่า' คิดว่าเราสะกดผิดจาก 'ว่า'

'แก้มตอบ' ไม่เข้าใจ แก้มมันจะพูดตอบได้ยังไง!!

'กัน' คิดว่าพิมพ์ผิดมาจาก 'ฉัน' ซึ่งจริงๆ 'กัน' เป็นภาษาเก่าแปลว่าฉันนี่แหละ

'ถ้าจะไม่มีรอยย่นต้องเกิดเป็นงู' = ไล่ให้ไปเป็นงูจริงๆ

'เชค' เป็นชื่อประเทศ ไม่ได้ไล่ให้ไป 'เช็กข้อมูล' เป็นต้น

อาจเรียกได้ว่า คลังคำศัพท์ ของคนไทยยุคปัจจุบัน เข้าข่ายขั้นวิกฤตแล้วจริงๆ เพียงแต่สมัยนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต สามารถค้นหาความรู้ได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว หากไม่รู้ก็เพียงแค่หาข้อมูลก่อนเท่านั้นเอง

‘ผู้จัด’ ยัน!! ศึกดวลกำปั้น ‘บัวขาว VS ปาเกียว’ ไม่ได้ยกเลิก หลังสื่อนอกตีข่าว ย้ำ!! แฟนๆ ตามข้อมูลที่ Official เท่านั้น

(9 ก.พ.67) หลังจากสื่อต่างประเทศอย่าง เว็บไซต์ Beyondkick.com ได้เสนอข่าวว่า คู่มวยหยุดโลกระหว่าง ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ นักมวยไทยชื่อดัง กับ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ อดีตแชมป์มวยโลก 8 รุ่นคนแรกและคนเดียวของโลกชาวฟิลิปปินส์ ในชื่อ ‘THE MATCH OF LEGEND: PACQUIAO VS BUAKAW’ ซึ่งกำหนดจัดการแข่งขันที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี วันที่ 20 เมษายนนี้ ได้ยกเลิกการชกแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) ฝ่ายจัดการแข่งขันศึกดวลกำปั้นไฟต์หยุดโลก ‘The Match of Legend’ การแข่งขันชกมวยของสองนักชกในตำนาน ‘แมนนี่ ปาเกียว’ สุดยอดนักชกระดับโลกในตำนาน กับ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ออกมายืนยันว่า การแข่งขันแมตช์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการยกเลิกตามที่มีกระแสข่าวออกมา

ทางผู้จัด ขอยืนยันว่า ข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ออกไปเกี่ยวกับ ‘The Match of Legends’ นั้นไม่เป็นความจริงและงานไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด ทางผู้จัดได้กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เราเข้าใจดีว่าการแข่งขันในครั้งนี้เป็นที่จับตามอง และแฟน ๆ ให้ความสนใจอย่างมาก และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจคู่มวยในตำนาน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกท่านติดตามข่าวจากช่องทาง official ที่เพจของเราเท่านั้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องตรงกัน

โปรดติดตามประกาศผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและหน้าโซเชียลมีเดียของเราสำหรับการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘The Match of Legend’ ทางผู้จัดขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

‘แนวร่วมเพจดัง‘ ร้องสภาฯ สอบจริยธรรมร้ายแรง ‘พิธา’ กรณีเป็นนายประกัน ‘ตะวัน’ ลามปล่อย ‘ป่วนขบวนเสด็จ’

(9 ก.พ. 67) ที่รัฐสภา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ นายนิยม นพรัตน์ หรือเค สามถุยส์ นางกัลยาณี จูปรางค์ หรือป้าอยุธยา กลุ่มสีดาจะไม่ทน นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ในฐานะแนวร่วมเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร‘ เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เพื่อสอบจริยธรรมที่มีความร้ายแรงของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายประกัน และผู้กำกับดูแล น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน แกนนำกลุ่มทะลุวัง ในการกระทำอันเป็นการแสดงพฤติกรรมมิบังควรต่อขบวนเสด็จ 504 การให้สัมภาษณ์ให้ร้ายประเทศไทย และการพูดโกหก

โดยนายแทนคุณ กล่าวว่า เนื่องจากนายพิธาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายประกัน และผู้กำกับดูแลน.ส.ทานตะวัน ผู้ต้องหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง จนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงการกระทำที่ต่อเนื่อง มีส่วนสนับสนุนและสัมพันธ์กันและกัน ของนายพิธา พรรคก้าวไกลและผู้ที่เคลื่อนไหว ซึ่งนายพิธา ได้แถลงต่อศาลอาญาในการรับเป็นนายประกันให้นางสาวทานตะวัน ว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้ปฏิบัติตนตามเงื่อนไขของศาล และจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายรับรองไว้ 

“บัดนี้ พบว่า น.ส.ทานตะวัน หนึ่งในการกระทำอันเป็นการแสดงพฤติกรรมมิบังควรต่อขบวนเสด็จ 504 โดยการพยายามขับรถยนต์ด้วยความเร็ว เพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จ จนตำรวจต้องสกัดกั้น มิให้แทรกเบียดเข้าไปในขบวน อันอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ รวมทั้งการแสดงกิริยาก้าวร้าว มีพฤติการณ์ไม่สมควร ในการบีบแตรรถเสียงดังยาวนาน การตำหนิมีปากเสียง และต่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้คนไทยทุกหมู่เหล่า” นายแทนคุณ กล่าว

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า รวมทั้ง กรณีที่นายพิธา ได้เคยอภิปรายในสภา ในลักษณะยกย่องนางสาวทานตะวัน ว่า  “มองตาแล้วเห็นพิพิมลูกสาวผมอยู่ในนั้น” ย่อมเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองโดยมิชอบกับเด็ก ไม่เว้นแม้แต่บุตรสาวของนายพิธาเอง ยังทำร้ายลูกสาวได้ลงคอ เพราะรอยพิมพ์ดิจิทัลจะเป็นสิ่งที่สร้างตราบาปให้กับเด็กที่ถูกอ้างอิงตลอดไป

"ดังนั้น การกระทำดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายและจริยธรรม รวมทั้งพฤติการณ์ที่ชอบพูดโกหกซ้ำซาก และการสัมภาษณ์ในลักษณะให้ร้ายประเทศของนายพิธาหลายเรื่อง ที่กระทบต่อศีลธรรม และภาพลักษณ์อันดีของสภาผู้แทนราษฎร เช่น การให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อสื่อต่างประเทศ การกลับมางานศพพ่อไม่ทัน การติดสติกเกอร์ช่องยกเลิก ม.112 การวาดภาพลอกเลียนแบบงานของโมเมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการนำเด็กเยาวชนขึ้นเวทีปราศรัย ในลักษณะมีข้อความเกลียดชังอีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน และประชาชนทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิเชษฐ์ ไม่ได้ลงมารับหนังสือของแนวร่วมเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร‘ จึงต้องไปยื่นหนังสือผ่านระบบสารบรรณสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแทน

ชาวเน็ตอึ้ง!! หลังมีคนแชร์ภาพป้าย 'ขับไล่คนจีน' ข้อความส่อถึงการเหยียดเชื้อชาติชัดเจน

(9 ก.พ. 67) ทำเอาชาวเน็ตถึงกับอึ้งไม่น้อย หลังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ (X) รายหนึ่งได้แชร์ภาพข้อความที่มันถูกพิมพ์ลงบนกระดาษแล้วแปะไว้ข้างเสา ระบุข้อความว่า...

“ตื่นเถิด คนชาวไทย ไม่เรียนภาษาจีน ไล่คนจีนออกไป ยิงจีนให้ตาย COMMUNIS เจ๊ก” 

ซึ่งข้อความเหล่านี้ ส่อให้เห็นถึงเจตนาเหยียดเชื้อชาติ และอ้างถึงการก่อเหตุร้ายอย่างรุนแรง มีความคิดสุดโต่งจนน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตก็จับผิดพิรุธในป้ายกระดาษแผ่นนี้ได้ ในประโยคที่ว่า “ตื่นเถิด คนชาวไทย” ทำให้หลายคนมองว่าคนไทยเขาใช้คำแบบนี้ด้วยเหรอ อย่างกับใช้การแปลข้อความจาก Google Translate มากกว่าเป็นการที่คนไทยพิมพ์ขึ้นมาเอง และคิดว่าคงจะเป็นการคิดจะปลุกปั่นจากคนบางกลุ่มเพื่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศก็เป็นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top