Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

'วีระศักดิ์' พาชม 10 ปีแห่งการพัฒนาที่ดินเพื่อสิ่งแวดล้อมของ ปตท. จาก 12 ไร่รกร้างกลางกรุง กลายร่างเป็นนิเวศป่ากลางเมืองแสนอุดม

เมื่อวานนี้ (8 ก.พ.67) ประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะกรรมาธิการฯ ไปสำรวจศึกษาตัวอย่าง 'ป่าในกรุง' ซึ่งบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงทุนซื้อที่ดินเอกชนที่เคยเป็นกองขยะรกร้างจำนวน 12 ไร่ ในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มาพัฒนาให้กลายเป็นนิเวศป่ากลางเมือง ด้วยแนวคิดสถาปนิกญี่ปุ่น ดร.มิยาวากิ อากิระ ที่ต้องการเลียนแบบป่าท้องถิ่นธรรมชาติ เน้นให้พืชหลากชนิด หลากเรือนชั้น แข่งกันโตในแนวพุ่งสูงขึ้นสู่ฟ้า โดยปลูกต้นไม้อย่างน้อย 5 ต้นต่อตารางเมตร

จากนั้นสร้างทางเดินชมธรรมชาติที่ยกระดับต่าง ๆ ขึ้นจนถึงเรือนยอดไม้ และต่อด้วยหอคอยสูงเท่าอาคาร 9 ชั้น เพื่อให้สามารถชมสวนป่ากลางกรุงได้ด้วยวิว 360 องศา

จากประสบการณ์ปลูกป่าล้านไร่ ของสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. ที่นี่จึงเรียนรู้ที่จะรวบรวมดินปลูกตัวอย่างจากทั่วภาคกลาง รวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เคยมีในเขตกรุงเทพเเละปริมณฑลมาไว้กว่า 270 ชนิด

เริ่มโครงการเมื่อ 2557 แบ่งพื้นที่เป็นสระน้ำ 10% ใช้เป็นที่ตั้งอาคารดินเพื่อใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ 15% อีก 75% ใช้ปลูกป่า ที่มีทั้งโซนไม้เบญจพรรณ ป่าผลัดใบไปจนถึงป่าชายเลน

เพียง 10 ปีผ่านไป ที่นี่ดึงดูดให้ได้พบเจอนกนานาพันธุ์ที่หาชมยาก เข้ามาปรากฏตัวมากถึง 74 ชนิด จาก 37 วงศ์ 

ที่นี่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ (มีกิจกรรมนำชมทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หากทำการจองเวลานัดหมายไว้ล่วงหน้า)

ที่นี่ยังอนุญาตให้หน่วยงานและกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาขอใช้สถานที่เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ 'ปลูกป่าในใจคน' และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า "ที่นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่านมุมมองด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่อัตคัดอย่างมหานครใหญ่ นับเป็นกรณีที่ควรแก่การยกย่อง และเหมาะสมต่อการผลักดันนโยบายสนับสนุนทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เช่นการได้รับยกเว้นภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง การได้รับอัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะ การใช้เป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางวิชาการ  การฝึกปฏิบัติด้านการเพาะเลี้ยงกล้าไม้ สำหรับคนเมืองต่อไป…"

'ลอรี่' ชี้!! ป่วนขบวนบุคคลสำคัญในต่างแดน โทษระดับก่อการร้าย หากไปทำคล้ายๆ กันที่ 'สหรัฐฯ' เสี่ยงรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

(9 ก.พ. 67) จากเหตุการณ์ เยาวชนที่เป็นผู้ต้องหา คดี 112 แต่ยังขับรถไปป่วนขบวนเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ บีบแตร และมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามากั้น โดยการเสด็จนี้ใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่วินาที และไม่ได้เป็นการปิดถนนการจราจรทั้งเส้นแต่อย่างใด

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ 'ลอรี่' รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำระรานคนอื่น แต่เปรียบตัวเองเป็นฮีโร่ สร้างบรรทัดฐานสังคมผิดๆ ยัดเยียดความรุนแรงในสังคม โดยใช้เสรีภาพคำกล่าวอ้าง เป็นใบผ่านทาง พร้อมระบุว่า...

เยาวชนท่านนี้ ควรเอาเวลาไปเรียนให้จบ จะได้ตาสว่างอย่าเป็นเบี้ยของใครง่ายๆ โดยเฉพาะเครือข่ายต่างๆ กลุ่มการเมืองที่จ้องดิสเครดิตสถาบันฯ เพราะน้องทำวันนี้ เพื่อเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม หรือด้วยค่าขนม แต่โทษอาญาติดอยู่กับเราไปตลอดชีวิต หมดอนาคต กว่าจะรู้ก็สาย...

บ้านเมืองเราที่น้องๆ โดนกล่อมอยู่ตลอด ว่าไร้สิทธิเสรีภาพ ไม่ทราบว่า เคยรู้หรือไม่ว่ากฎหมายของเราเปิดพื้นที่ให้แสดงออกมากกว่า และโทษต่อประมุขของรัฐ ยังเบากว่า ประเทศเสรีอย่างฝรั่งเศส หรือ สหรัฐอเมริกา

ถ้าน้องทำรูปแบบเดียวกัน คือขับรถโฉบซิ่งเข้าไปป่วนขบวนประธานาธิบดีสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่อยากจะนึก อาจจะไม่ได้อยู่รอดปลอดภัย เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสามารถลงมือรุนแรงเพื่อป้องกันภัยได้

โดยข้อหาที่เกิดขึ้นของไทย อาจเข้าข่ายเดียวคือก่อความไม่สงบ กฎหมายอาญา “มาตรา110 กระทําการประทุษร้ายต่อกษัตริย์ วงศาคณาญาติ มีโทษจําคุกตั้งแต่ 16-20 ปี”

ส่วนถ้าน้องไปก่อเรื่องนี้ในสหรัฐอเมริกา น้องจะเสี่ยงโดนจำคุกตลอดชีวิต จาก 4 ข้อหานี้ รวมกัน

1. ขัดขวางการทำงานจนท.รัฐ (Obstruction of official duties) ผิดกฎหมายระหว่างรัฐ จำคุก 5 ปี

2. คุกคาม/ ประทุษร้าย (Assualt) จำคุก 2 ปี

3. จราจล/ ก่อความไม่สงบ (Disorderly Conduct) จำคุก 6 เดือน

4. เข้าข่ายก่อการร้าย (Terrorism) หากเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมือง หรือสร้างภัยต่อความมั่นคงชาติ โทษจำคุกตลอดชีวิต

จึงอยากเตือนสติน้องๆ การเรียกร้อง และแสดงสิทธิเสรีภาพ ต้องตั้งอยู่บนกรอบ การเรียกร้องความสนใจ จนเกินเลยขอบเขตกฎหมายเช่นนี้ สร้างความเกลียดชัง และเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่รุนแรง อย่างที่เห็นคดีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธจนถึงแก่ความตาย ขณะที่สื่อมวลชนทั้งหลายควรนำเสนอข้อมูลด้วยจรรยาบรรณสากล ว่าด้วยเรื่อง 'No Notoriety' ไม่สร้างตัวตนฮีโร่กับผู้ก่อเหตุ และขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่เข้ากำกับดูแลความเรียบร้อยด้วยความใจเย็นทุกคน

แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วม แถลงผลงานไฟป่าหนึ่งเดือน จุดความร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพอากาศดีขึ้นต่อเนื่อง

จังหวัดเชียงใหม่ แถลงผลงานไฟป่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จุดความร้อนลดลงต่อเนื่อง ค่าคุณภาพอากาศดีขึ้น 93 เปอร์เซ็นต์ เผยปีหน้าเตรียมปรับแผนบริหารจัดการจุดโม่ข้าวโพดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ลุกลามเป็นวงกว้าง 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ ห้องประชุม ตะวัน กังวานพงศ์ ชั้น 4 อาคารยุทธศาสตร์ สำนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พลตรี วิทยา แก้วพรม รองแม่ทัพภาคที่ 3/ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากองทัพภาคที่ 3 ,พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 ร่วมกันประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 แบบบูรณาการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม จากนั้น ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมดังกล่าวแล้ว ได้มอบหมายให้ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 

โดยในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้ปรับแผนการดำเนินงานจากปีที่ผ่านมาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่โดย แบ่งพื้นที่การดำเนินงานเป็น 7 กลุ่มป่า และ 1 พื้นที่ป่าพิเศษ เพื่อจัดทำแผนป้องกันไฟป่าและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันได้มีการปรับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในที่โล่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 เมษายน 2567 ให้สามารถเผาได้หากมีความจำเป็น โดยผู้ที่มีความประสงค์จะเผาต้องลงทะเบียนขอรับบริหารจัดการเชื้อเพลิงผ่านระบบ Fire-D และต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์บัญชาการระดับอำเภอก่อน ประกอบกับการปฏิบัติการเชิงรุก “เดินเข้าหาไฟ” เป็นการดึงเชื้อเพลิงออกจากแปลงเกษตรลดการเผา ด้วยวิธีการไทยกลบหรือการรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนด้วยหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา 

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2567 เกิดจุดความร้อนเพียง 111 จุด ลดลงจากปี 2566 มากถึง 747 จุด ลดลงถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าคุณภาพอากาศที่เกินมาตรฐานคือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจาก 30 วัน เหลือเพียง 2 วัน เท่านั้น หรือลดลงมากถึง 93 เปอร์เซ็นต์  ถือว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน สอดคล้องกับจำนวนสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจก็ลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่สถานการณ์จะรุนแรงมากที่สุดนั้น นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการรับมือโดยการให้ทุกหน่วยเข้มงวดกวดขันในการลาดตระเวนเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากการทำการเกษตรมักจะเข้าป่า เพื่อหาของป่าตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน ขณะเดียวกันให้ในช่วงที่จะมีการเผาซังข้าวโพดนั้นได้สั่งการให้เกษตรจังหวัดเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งในปีถัดไปจะมีการควบคุมการโม่ข้าวโพดอย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ซังข้าวโพดลุกลามไปในวงกว้าง 

เปิดปาก!! มือเปิดประตูฉุกเฉินเครื่องการบินไทยกลางรันเวย์ อ้าง!! หวาดกลัวองค์กรใต้ดินตามทำร้าย จึงพยายามหลบหนี

หนุ่มจีนสัญชาติแคนาดาที่ก่อเหตุเปิดประตูเครื่องการบินไทยกลางรันเวย์สนามบินเชียงใหม่ยอมเปิดปาก อ้างลงมือก่อเหตุเนื่องจากความหวาดกลัว ถูกองค์กรใต้ดินติดตามปองร้ายตั้งแต่ไปเที่ยวเวียดนาม จึงต้องพยายามหลบหนี ขณะที่ตำรวจคุมไปตรวจหาสารเสพติดในร่างกายแต่ไม่พบ เบื้องต้นแจ้งดำเนินคดี 2 ข้อหาหนัก

ความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 67 ที่ผู้โดยสารในเที่ยวบิน TG121 เส้นทาง เชียงใหม่-สุวรรณภูมิ ของสายการบินไทย ก่อเหตุเอะอะโวยวายและเปิดประตูเครื่องบินระหว่างที่เครื่องบินเตรียมที่จะทำการวิ่งขึ้น ทำให้เบาะสไลด์กาง จนส่งผลให้อากาศยานไม่สามารถทำการบินได้ และจอดค้างอยู่กลางทางวิ่ง (Runway) ทั้งนี้ส่งผลให้เที่ยวบินอื่นๆ ไม่สามารถทำการขึ้น-ลง ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้ชั่วขณะ โดยมีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ 13 เที่ยวบิน และผู้โดยสารทั้งสิ้น 2,296 คน 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทราบว่าผู้โดยสารที่ก่อเหตุชื่อ นาย Wong Sai Heung อายุ 40 ปี เชื้อชาติจีน สัญชาติแคนาดา ซึ่งหลังจากที่ก่อเหตุแล้วทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการควบคุมตัวนำส่งสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ โดยจากการค้นในตัวพบยารักษาโรคจำนวนหนึ่ง ขณะที่ช่วงสายวานนี้ (8 ก.พ. 67) พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวทำการสอบสวนผ่านล่าม เบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ อ้างว่าก่อเหตุเนื่องจากหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย เนื่องจากถูกองค์กรมืดติดตามล่าตัวและจะทำลายเครื่องบินที่ตนเองนั่ง จึงพยายามจะเปิดประตูเครื่องบินเพื่อหลบหนี

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดช่วงบ่ายวานนี้ (8 ก.พ. 67) ที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนาย Wong Sai Heung ออกจากห้องขัง นำไปตรวจสอบหาสารเสพติด อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าไม่พบสารเสพติดในร่างกายแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวไปนั้น นาย Wong Sai Heung เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ก่อเหตุ โดยยืนยันว่ากระทำไปเนื่องจากเกิดความหวาดกลัวว่าถูกติดตามจะทำร้าย จากการที่ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามแล้วเกิดเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าถูกคุกคามและปองร้ายจากกลุ่มองค์กรใต้ดิน ซึ่งติดตามจะมาทำร้ายตัวเอง และจะทำลายเครื่องบินลำที่ตัวเองโดยสาร จึงเกิดความหวาดกลัวและพยายามจะหลบหนีด้วยการวิ่งไปเปิดประตูเครื่องบินดังกล่าว

ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ น้อยสอน รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนทำการแจ้งข้อหา 2 ข้อหาหนักต่อผู้ต้องหารายนี้ ได้แก่ ข้อหากระทำด้วยประการใดๆ ให้อากาศยานอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคล ตาม ป.อาญา มาตรา 232(1) และข้อหาเป็นผู้อยู่ในอากาศยานระหว่างการบินฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน ซึ่งสั่งในนามผู้ควบคุมอากาศยาน (เปิดประตูฉุกเฉินเครื่องบินโดยไม่มีเหตุอันควร) ที่สั่งเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่อากาศยานหรือแก่บุคคลหรือทรัพย์สินในอากาศยาน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรค 2 อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอากาศยาน ซึ่งรอผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ นอกจากนี้ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน และเที่ยวบินทั้ง 13 เที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบนั้น ทางสายการบินแต่ละแห่งอาจจะมาดำเนินการแจ้งความเพิ่มเติมอีก

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้ต้องหารายนี้นั้น เบื้องต้นข้อมูลระบุว่าเป็นคนเชื้อชาติจีน สัญชาติแคนาดา ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ โดยเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 ก่อนที่จะเดินทางมาเที่ยวเชียงใหม่ และในช่วงที่ก่อเหตุกำลังจะเดินทางด้วยเที่ยวบินดังกล่าวจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ เพื่อต่อเครื่องบินกลับประเทศ

'วุ้นกะทิสด' ของเซ่นไหว้เจ้าตรุษจีน ลดปัญหา 'หมู-ไก่' ราคาแพง

(9 ก.พ.67) นางนงนภัส สภานุช เจ้าพนักงานสาธารณสุขโรงพยาบาลตรัง หารายได้เสริมด้วยการทำวุ้นกะทิสดรูปมังกร รูปหัวหมู ไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูย่าง ขนมเทียน ขนมเข่ง สิ่วท้อ ส้มและผลไม้มงคลต่างๆ ออกขายในเทศกาลตรุษจีน

โดยมีลูกค้าขาประจำและลูกค้ารายใหม่สั่งซื้อเข้ามาจนทำแทบไม่ทัน เพราะนอกจากจะหวานน้อย ดีต่อสุขภาพและอร่อยถูกปากคนเกินแล้ว ยังถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่รายได้น้อย ที่จะเลือกซื้อไปเป็นของเซ่นไหว้แทนเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพงในช่วงเทศกาลตรุษจีน

โดยปีนี้เป็นปีมังกรทอง ทำให้มีวุ้นมังกรเขียวและมังกรแดงออกจำหน่ายด้วย น้ำหนักปอนด์ครึ่งราคา 300 บาท ส่วนวุ้นกะทิสดรูปเป็ด ไก่ หัวหมูและหมูย่าง น้ำหนัก 1 ปอนด์ ขายปอนด์ละ 200 บาท หากเป็นเซ็ตซึ่งมีครบทั้งขนมเข่ง ของไหว้ ผลไม้มงคลรวม 10 ชนิดขายราคาเซ็ตละ 200 บาท ส่วนชุดเล็กมีหัวหมูต้ม เป็ดพะโล้ เนื้อหมูขายชุดละ 70 บาท 

ซึ่งทุกเซ็ตจะมีคำอวยพรเป็นภาษาจีนแถมมาให้ด้วย ทำให้แต่ละปีในช่วงดังกล่าว สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท หรือประมาณ 35,000-40,000 บาทเลยทีเดียว โดยทำมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ผลตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นงานทำมือ สวยแปลกตาและเหมือนจริงมากที่สุด

นางนงนภัส สภานุช เจ้าของไอเดียวุ้นกะทิสดของเซ่นไหว้กล่าวว่า ราคาหมูต้น เป็ดพะโล้จะอยู่ที่เซ็ตละ 70 บาท โดยมีคำมงคลของจีนแปะมาให้ด้วย ซึ่งปีนี้เป็นปีมังกรก็ได้ทำมังกรทาด้วยทองที่ทานได้ เป็นทองที่ใช้ทำอาหารและขนม 

ส่วนชุดมังกรแดงและมังกรเขียว น้ำหนัก 1 ปอนด์ ราคา 300 บาท หมูและไก่ไซส์จัมโบ้ขนาด 1 ปอนด์ ขาย 200 บาท ส่วนชุด 10 ช่องมีของคาว ของหวาน ผลไม้ครบ ชุดนี้ขายดีลูกค้าจะสั่งไปฝากผู้ใหญ่ตลอด ผลตอบรับปีนี้จะเป็นลูกค้าเก่าที่สั่งกันมาหลายปี ส่วนลูกค้าใหม่ก็มีสั่งเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะราคาจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดของขนม โดยปีที่แล้วสร้างรายได้ประมาณเกือบ 40,000 บาท ส่วนใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่เพจ วุ้นไออุ่น วุ้นแฟนซีตรังหรือ FB นงนภัส สภานุช โทร 093 654 4422 

3 หน่วยงานรัฐ ผนึกกำลังแก้ปัญหาลิงล้นเมืองลพบุรี หลังชาวเน็ตแชร์ภาพ พร้อมแซว ‘Planet of the Apes’

กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สำหรับปัญหาเรื่องลิงล้นเขตเมืองลพบุรี สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนอย่างหนัก ทั้งยังกระทบการท่องเที่ยว

หลังจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา ผู้ใช้อินสตาแกรมซึ่งเป็นช่างภาพสัตว์ป่าชาวต่างชาติ ได้โพสต์ภาพเด็กผู้หญิงกำลังเดินถือถุงเครื่องดื่มพร้อมใช้ปืนอัดลมทำท่ายิงขู่ลิงที่ดูพร้อมจะกระโจนมาฉกถุงได้ทุกเมื่อ หลังจากนั้นได้มีผู้นำภาพทั้ง 2 ไปดัดแปลงผ่านไอเดีย ‘Planet of the Apes’ (พิภพวานร) จนเกิดการแชร์กันอย่างกว้างขวางกลายเป็นอีกหนึ่งไวรัลบนโลกโซเชียล

สำหรับปัญหาเรื่องลิงล้นเมืองหรือลิงยึดเมือง จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในเมืองลพบุรีนั้นมีมาช้านานแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 ที่ผ่านมา 3 หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เทศบาลเมืองลพบุรี และจังหวัดลพบุรี ได้ทำพิธีลงนาม MOU เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาลิงในเขตเมืองเก่าลพบุรีอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของ ‘คน เมือง ลิง’ ด้วยแนวคิด “ประชาชนสุขใจ ลิงปลอดภัย อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาลิงในเขตเมืองเก่า อำเภอเมืองลพบุรี มีประเด็นสำคัญในการร่วมมือประกอบไปด้วย ด้านการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาลิง

โดยเทศบาลเมืองลพบุรีจะจับลิงในเขตเมืองเก่าที่ทำหมันแล้วนำมาดูแลรักษาที่สถานอนุบาลลิง และ กรมอุทยานฯ จะมอบอำนาจการจับลิง และดูแลรักษาลิงในสถานอนุบาลลิงให้เทศบาลเมืองลพบุรี

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567

“ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด 
ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ
ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ 
ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ
แม้ให้กำลังใจไม่ได้ ให้สงบนิ่ง”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร)

‘พอลลีน’ ยอมรับผลเลือกตั้งขอโทษ ‘มาดามแป้ง’ ที่เคยล่วงเกิน

เมื่อวานนี้ (8 ก.พ. 67) พยุริน งามพริ้ง หรือ พอลลีน งามพริ้ง กล่าวแสดงความยินดีกับ ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนที่ 18 พร้อมขอโทษที่เคยล่วงเกิน โดยระบุว่า…

“ขอแสดงความยินดีกับคุณนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลคนใหม่ และต้องขอโทษหากมีการล่วงเกิน หรือกระทบกระทั่งในการแข่งขัน จากนี้ขอสนับสนุนการทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของวงการฟุตบอลไทย”

'บุ้ง ทะลุวัง' ประกาศบริจาคร่างกายล่วงหน้า ลั่น!! ปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตโดยไม่จำเป็น

(9 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊กทะลุวัง เผยแพร่ภาพเอกสาร พร้อมระบุข้อความว่า…

“ข้าพเจ้านางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม อายุ 28 ปี 6 เดือน ขอแสดงเจตนาบริจาคร่างกายของข้าฯ และขอแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขเพื่อยื้อชีวิตไว้โดยไม่จำเป็นและเป็นการสูญเปล่า พร้อมติดแฮชแทก #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #ยกเลิก112 #คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”

สำหรับเนื้อหาในหนังสือที่บุ้ง ทะลุวัง แจ้งแสดงเจตนาขอบริจาคร่างกายให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยตอนท้ายของหนังสือ บุ้งระบุว่า

“คุณความดีใดที่ได้จากการอุทิศร่างกายในครั้งนี้ ขอส่งให้กับประชาชนที่ยากลำบากทุกคนและขอให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำในประเทศ”

ส่วนหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข บุ้ง ทะลุวัง ระบุตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าทำไปเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิมีรูปกระบวนการยุติธรรมของผู้พิพากษาและศาลในประเทศไทย”

ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็น บางคนก็ยกย่อง บางคนก็บอกว่า

-ขอให้สมความมุ่งมารถปรารถนานะคะ อย่าให้อิชั้นเห็นนอนบนรถเข็นแล้วส่งต่อ รักษาที่ รพ.มธ.เหมือนรอบที่แล้วอีกนะคะ แบบนั้นมันผิดเจตนารมณ์นะคะ พรี่บรุ้ง

-ยังมีแรงลงชื่อหลังจากอดน้ำมานานหลายวัน นับถือจริง ๆ

‘อ.พงษ์ภาณุ’ กระตุ้นสูตรความยิ่งใหญ่กีฬาไทย อาจต้องใช้เงินภาคเอกชน ‘อุดหนุน-พาสู่ฝัน’

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่มาร่วมพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'กีฬาไทย ต้องเป็นมืออาชีพและใช้เงินภาคเอกชน' เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 67 โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า…

ปี 2567 จะเป็นปีที่วงการกีฬาโลกและกีฬาไทยมีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีมหกรรมกีฬาโอลิมปิค 2024 ที่กรุงปารีส (Paris Olympics) ฟุตบอลยูโร 2024 การแข่งขัน Super Bowl ครั้งที่ 58 ที่ Las Vegas อาทิตย์นี้การเข้ามามีบทบทบาทในเวทีกีฬาโลกของซาอุดีอาระเบีย

ในขณะที่วงการฟุตบอลของไทยก็ได้นายกสมาคมคนใหม่ (มาดามแป้ง) มารับภาระในการพัฒนากีฬาฟุตบอล ซึ่งกำลังตกต่ำเป็นประวัติการณ์

น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่วงการกีฬาไทยจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์และความสำเร็จของประเทศอื่น วันนี้ต้องยอมรับว่ากีฬาไทยไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรการเงิน โดยเฉพาะเงินจากภาครัฐอีกต่อไป เมื่อปี 2558 รัฐบาลได้จัดสรรเงินภาษีบาป (ภาษีสุราและยาสูบ) ปีละกว่า 4,000 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องมาเข้ากองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ทำให้มีเงินเพียงพอที่จะสามารถจัดเงินอุดหนุนให้สมาคมกีฬาต่าง ๆ อย่างพอเพียง

แต่จนแล้วจนรอดวงการกีฬาไทยก็ยังไม่พัฒนาไปถึงไหน ผลงานนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลกและระดับภูมิภาคยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่ารัฐบาลจะใส่เงินลงไปค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคแต่ผลงานก็ยังสู้ไม่ได้แม้แต่ประเทศเวียดนาม ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก กีฬาไทยยังพึ่งงบประมาณภาครัฐเป็นหลัก และแม้ว่าจะได้รับเงินจากภาษีอากรมาค่อนข้างมาก แต่การใช้เงินขาดประสิทธิภาพ เงินงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับค่าเดินทางไปต่างประเทศของนักกีฬาและบุคคลติดสอยห้อยตามเป็นจำนวนมาก การใช้เงินของสมาคมกีฬาขาดความโปร่งใสและไม่มีการตรวจสอบ กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติไม่มีประสิทธิภาพในการอนุมัติและบริหารการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งสะท้อนจากการร้องเรียนของสมาคมกีฬาเป็นระยะ ๆ

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว กีฬากลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้มหาศาล และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐและเป็นภาระต่อผู้เสียภาษี กีฬาอาชีพหลายชนิด อาทิเช่น ฟุตบอล อเมริกันฟุตบอล กอล์ฟ เป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยกว่าธุรกิจบันเทิงอื่น และหลังจากซาอุดีอาระเบียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เงินจากปิโตรเลียมได้มีส่วนกระตุ้นให้ทีม/สโมสร และผู้เล่นมีรายได้และค่าตอบแทนสูงขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งในรูปของค่าสิทธิประโยชน์ (Sponsorships) ค่าสิทธิในการถ่ายทอด (Broadcasting Rights) และค่าตัวนักกีฬา

สมาคมฟุตบอลไทยในอดีตประสบความสําเร็จเป็นอย่างสูง เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมพัฒนาฟุตบอลไทย คงจะไม่ยุติธรรมนักถ้าจะไม่เอ่ยชื่อคุณวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคม และบริษัทโตโยต้าประเทศไทย ฟุตบอลไทยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างขนานใหญ่จากในอดีตที่เป็นแค่ทีมในสังกัดองค์กรมาเป็นสโมสรที่เป็นนิติบุคคล ไทยลีกได้พัฒนาเป็นลีกฟุตบอลชั้นนำของเอเชียไม่แพ้ J League ของญี่ปุ่น รายได้จากการประมูลสิทธิการถ่ายทอดเกมส์ฟุตบอลของไทยลีกมีจำนวนสูงถึงปีละกว่าพันล้านบาท การท่องเที่ยวเชิงกีฬาสร้างรายได้ให้กับประเทศจากการเดินทางติดตามเชียร์ของแฟนคลับ

แทบไม่น่าเชื่อว่าความสำเร็จเหล่านี้ได้หายไปจากวงการกีฬาไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามานี้ วันนี้จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนเพื่อสร้างกีฬาไทยให้กลับมายิ่งใหญ่ และโดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล ภายใต้นายกสมาคมคนใหม่ ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะนำหลักการและบทเรียนที่ในอดีตกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อให้ความฝันบอลไทยได้ไปบอลโลก กลายเป็นความจริงเสียที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top