Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

กระจ่าง!! Tesla ขายได้แค่ 1 คันทั้งเดือนในเกาหลีใต้ เพราะขายหมดจนไม่เหลือสต็อกรถไว้ขายในเดือนมกราคม

(8 ก.พ.67) Business Tomorrow ได้ออกบทความกรณีข่าวสะพัด Tesla ขายได้แค่ 1 คันทั้งเดือนจริงหรือไม่? โดยมีเนื้อหาดังนี้...

จากเหตุการณ์ที่ประเทศเกาหลีขายรถยนต์ EV อย่าง Tesla ได้เพียง 1 คันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลายคนอาจจะมองว่าเป็นข่าวร้ายและขาลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ในเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับวงการ EV และ Tesla ที่ Tesla ขายรถในเกาหลีใต้ทั้งเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้เพียงแค่ 1 คัน

📌 ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ?

เพราะหากเราเจาะเข้าไปดูรายละเอียดให้ดีแล้ว เราจะทราบว่า Tesla ในเกาหลี (หรือแม้แต่ในไทยก็ตาม) จะไม่ได้รับรถจากโรงงานจีนเลยในเดือนแรกของไตรมาส เพราะรถทั้งหมดกำลังถูกขนผ่านเรือจากจีนเข้ามาอยู่ กว่าจะได้รับรถก็คือต้องรอเป็นเดือนที่ 2 และ 3 ของไตรมาส ทำให้ยอดขาย Tesla ในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียจะออกมาในรูปแบบนี้เสมอ คือยอดขายในแต่ละไตรมาสจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามเดือน และไปสูงสุดที่เดือนที่ 3 เสมอ

📌 ทำไม Tesla ถึงต้องทำแบบนี้ ?

ทั้งนี้เพื่อ Maximize ให้ยอดจดทะเบียน หรือยอดขายของรถสูงที่สุดในไตรมาสเดียว หาก Tesla ไม่กำหนดการส่งออกจากจีนให้ดี และส่งรถออกมาในเดือนสุดท้ายของไตรมาส จะทำให้รถเหล่านั้นอยู่ระหว่างการเดินทางในช่วงการปิดงบรายไตรมาส และไม่ได้รับรู้เข้าไปในบัญชี

ทำให้ในเดือนแรกของทุกไตรมาส Tesla จะส่งรถออกไปให้ประเทศที่อยู่ไกลที่สุดก่อน ที่ใช้เวลาเดินทางมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าในไตรมาสนั้น ประเทศนั้นจะได้มีเวลาส่งมอบรถให้ได้มากที่สุด (หากส่งเรือไปถึงช้า เวลาขายในไตรมาสก็จะน้อย) ก่อนที่จะค่อย ๆ ส่งออกให้กับประเทศที่อยู่ใกล้ขึ้น ให้มีเวลาในการขายที่มากขึ้นไปตาม ๆ กัน 

จนเดือนสุดท้ายที่ไม่สามารถส่งรถออกทัน Tesla ก็จะขายรถเหล่านั้นในตลาด Domestic ของจีนให้มากที่สุด เพื่อเร่งยอดการส่งมอบในแต่ละไตรมาส

📌 สรุปแล้วดีกับ Tesla ?

ทำให้หากเราเห็นว่า Tesla ในเกาหลีขายได้เพียง 1 คันในเดือนมกราคม นั้นหมายความว่า Tesla ได้ขายรถในเกาหลีออกไปเกือบทุกคันจนหมดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาแล้ว ! ทำให้ไม่เหลือสต็อกรถไว้ขายในเดือนมกราคม

ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้สามารถสรุปสั้น ๆ ได้ว่า จริง ๆ แล้วนี่เป็นข่าวที่ดีมากสำหรับ Tesla และวงการรถ EV ในเกาหลีเลยทีเดียว

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ - กลุ่มไทยสมายล์ เสริมพลังใจ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้

(8 ก.พ.67) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ มอบอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ผ่านรายการร้องทุกข์ ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ThaiPBS)

​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมมือกับรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชนไทยพีบีเอส จัดกิจกรรมนำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ ไม้เท้าพยุงสามขา และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มบริษัท ไทย สมายล์ กรุ๊ป (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับผู้พิการและผู้ยากไร้ ผ่านรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นรายการข่าว ที่เป็นสื่อกลางเพื่อนำเสนอปัญหาและหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากในสภาพสังคมปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังประสบปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ และเป็นช่องทางร้องเรียนและนำไปสู่การแก้ปัญหา 

ทั้งนี้เป็นการสะท้อนปัญหาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ในสังคมไทย การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้มามอบผ่านรายการร้องทุกข์ ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

สำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ที่สนใจรถเข็นวีลแชร์ ไม้เท้าพยุงสามขา และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน สามารถติดต่อได้ที่ รายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส  โทร. 02-790-2630-3 หรือ 02-790-2111 (จันทร์-ศุกร์ 9.00-16.00 น.) หรือ  ID  Line  @RongTookThaiPBS

สำนักงานตำรวจแห่งชาติห่วงใยอันตรายจากการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีน จัดทำคลิปเตือนพร้อมแนะนำวิธีการจุดประทัดอย่างปลอดภัย

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีนปีนี้ วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ 2567 พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจะประกอบพิธีไหว้เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษ ตลอดจนมีการจุดประทัดตามความเชื่อเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมความเป็นสิริมงคลนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในความปลอดภัยในการจุดประทัดช่วงเทศกาล จึงได้กำชับให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องการจุดประทัดให้ปลอดภัย ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีไอเดียจัดทำคลิปสั้นในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในเรื่องการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีนให้ปลอดภัย โดยมีนายภิญโญ รู้ธรรม นักแสดง พิธีกร และโปรดิวเซอร์ และอาจารย์บอล จากช่องยูทูป “อาจารย์บอล คลิกพลิกชีวิต” มาร่วมแสดงด้วย 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำวิธีการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีนให้ปลอดภัย โดยพี่น้องประชาชนทั่วไปควรระมัดระวังในการเดินผ่านบริเวณที่มีการจุดประทัด เพื่อป้องกันการได้รับบาดเจ็บจากการจุดประทัด สำหรับผู้ที่จุดประทัด ก่อนจุดขอให้สังเกตคนรอบข้างว่ามีใครเดินผ่านไปมาหรือไม่ , ไม่จุดประทัดในพื้นที่ใกล้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก สัตว์เลี้ยง , ห้ามเก็บประทัดใกล้ความร้อน หรือวัตถุไวไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และห้ามจุดประทัดในเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ หากการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนอาจเป็นเหตุรำคาญ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

'พล.ท.นันทเดช' เผย 6 เหตุผล 'ก้าวไกล' จะตายสิบเกิดแสนได้จริงไหม? ชี้!! หากเป็นสมัยลุงตู่อาจเป็นไปได้ เพราะท่านสนแต่พัฒนาประเทศชาติ

(8 ก.พ.67) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ก้าวไกล จะตายสิบเกิดแสนได้จริงไหม

ความฝันของแกนนำก้าวไกลหลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดแล้ว ก็ออกมาปลอบใจสาวกว่า ‘จะตายสิบเกิดแสน’ นั้น ถ้าสมัยรัฐบาลลุงตู่คงอาจเป็นไปได้ เพราะลุงแกเป็นคนดีไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครตั้งหน้าตั้้งตาพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจจนมาอยู่ลำดับ 1 ในอาเชียนแล้ว แต่ก็ต้องพลาดเรื่องการจัดการปัญหาทางสังคมไปบ้าง ก้าวไกลจึงใช้โอกาสนั้นเข้ามาแทรกแซงครอบงำเด็กๆ ได้ค่อนข้างมาก โดยมีอบายมุข (เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และ SEX ) มาช่วย จนแพร่กะจายได้อย่างสะดวก แต่ในรัฐบาลชุดนี้ คงเป็นไปได้ยากหน่อย เพราะ

1️.จุดที่เด็กๆ จะกลายเป็นพวก 3 นิ้ว ส่วนใหญ่แล้วมาจากการมั่วสุมในเรื่องสุรนารี แต่ปัจจุบันก็ถูกคุณอนุทิน (รมว. มท.) บุกทำลายสถานที่กินเหล้า ที่เปิดให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ แอบเข้าบาร์ หรือผับโต้รุ่งเหล่านี้ไปถึง 6 แห่งแล้ว บางแห่งมีคนมั่วสุมเกือบ 2000 คน มีเด็กต่ำกว่า 18 ปีร่วม 800 คน ก็มี และยังเป็นการทำลายอย่างต่อเนื่องแบบที่กระทรวงมหาดไทยชุดเดิม ไม่เคยทำมาก่อนเลย ผับ- บาร์เหล่านี้คือ ตัวสร้าง ‘เด็ก 3 นิ้วขึ้นมา’ เป็นจำนวนมาก จึงเริ่มหายไป

2.แบบเรียนของ ศธ.ที่ออกมาใช้ในสมัยก่อน ถูกควบคุมดูแล โดยนักวิชาการที่เลือกข้าง นอกจากไม่เสริมสร้างกระบวนการคิดแล้ว เรื่องที่เด็กควรรู้ควรเข้าใจก็ขาดหายไป ซึ่งปัจจุบัน ทาง ศธ.ก็ตื่นตัวออกมาเริ่มจะแก้ไขแล้ว

3.ในสถาบันการศึกษา ซึ่งกลุ่มอาจารย์บ้าคลั่งลัทธิ พยายามสอนและออกข้อสอบให้เด็กจำเป็นต้องตอบข้อสอบตามที่อาจารย์ต้องการนั้น เด็กส่วนใหญ่ก็เริ่มรู้ทันแล้ว ยังมีเจ้าหน้ารัฐ ที่แอบเข้าไปฟังอีก ก็ไม่สะดวกนักในการปลุกระดม อาจจะเสี่ยงคุกได้ เพราะอาจารย์พวกนี้เก่งแต่จะส่งเด็กไปติดคุกแทน ส่วนตัวเองยุๆๆๆเด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาตัวให้รอด เพื่อคอยแต่จะสมัครเป็นอธิการบดี หวังรวยกันทั้งนั้น (คงต้องถามต่อว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้น มีกระบวนการคัดกรองอาจารย์ผู้สอนอย่างไรด้วย)

4.ส่วนอาจารย์แก่ๆ กลุ่มหนึ่ง แต่ยังมีกิเลสอยู่ คอยยุยงเด็กๆ อยู่นอกมหาวิทยาลัยนั้น ก็เริ่มแพ้ภัยตัวเองไปตามๆ กัน อย่าให้พูดถึงว่าแพ้อย่างไรเลยครับ

5.คนของพรรคการเมืองหลายแห่งเริ่มตื่นตัวต่อการรุกในพื้นที่ชนบทของก้าวไกล และมูลนิธิก้าวหน้า ซึ่งมูลนิธินี้ก็แปลก ดันไปทำหน้าที่ เหมือนกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นมูลนิธิ (ฝากคุณอนุทินเข้าไปดูด้วยครับ) เพราะ กกต.ก็คุมไม่ได้ ถ้า มท.ลงไปดูแล การเข้าไปปลุกระดมในพื้นที่ของก้าวไกลก็จะยากขึ้น

6.ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้กันบ้างแล้วว่า พรรคอะไรโกหกได้ติดต่อกันเกือบทุกวัน ขนาดมีคนตั้งเพจ ชื่อว่า ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ เด็กตามสถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มตื่นตัว ถ้าไม่มีเหล้า ยา และ SEX แล้ว ก้าวไกลก็ไม่ค่อยจะมีอะไรหรอกครับ

ข้อสรุป : ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบก้าวไกลเพิ่มขึ้นหรอกครับ แต่เป็นเพียงพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ยังห่วงเรื่องผลประโยชน์ จนทิ้งพื้นที่ไป ที่หาเสียงอยู่ก็หาเสียงแบบโบราณมาก เช่น งานศพก็เอาหรีดราคาถูกให้ตัวแทนเอาไปวาง จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเวลาวันเกิด หรือพาหัวคะแนนไปเที่ยวทะเล ฯลฯ

ความล้าหลังของวิธีหาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลน่ะ

ล้าหลังเอามากๆ จริงๆ ครับ ถ้าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตื่นตัว จริงๆ ก้าวไกลก็ไปได้ไม่กี่ก้าวหรอกครับ อยากมากก็ตายสิบ เกิดสิบ เท่านั้น

‘อ.พงษ์ภาณุ’ ชี้!! ปัญหาในตลาดหุ้นกู้-เงินเฟ้อติดลบ ความผิดพลาดเชิงนโยบายที่แบงก์ชาติไม่ควรปฏิเสธ

(8 ก.พ. 67) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้เผยถึง ปัญหาในตลาดหุ้นกู้ เงินเฟ้อติดลบ และความผิดพลาดเชิงนโยบายของแบงก์ชาติ ไว้ว่า...

หุ้นกู้ก็คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ต่างจากตราสารทุน (Equity) ตรงที่มีกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยคงที่และชำระคืนเงินต้นที่แน่นอน ในมุมมองของผู้ลงทุนจึงดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นหรือตราสารทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หุ้นกู้มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ ( Risk of Default) และความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจถดถอยและภาวะการเงินมีความผันผวนสูงอย่างเช่นในปัจจุบัน

ขอชื่นชมผู้วางนโยบายที่กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต.ในอดีตที่ได้ร่วมมือกันพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง จนกลายเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของการระดมทุนหล่อเลี้ยงภาคเศรษฐกิจจริงในประเทศไทย อีกสองเสาหลักได้แก่ ตลาดหุ้นและเงินกู้ธนาคาร ซึ่งเสาหลักแต่ละแท่งมียอดคงค้างของการระดมทุนอยู่ที่ประมาณ 100% ของ GDP รวมทั้ง 3 เสาก็อยู่ที่ 300% ของ GDP หรือประมาณกว่า 50 ล้านล้านบาท

ปัจจุบันหลังจากที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่บันยะบันยังมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และสร้างความผันผวนทางการเงินขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเองอย่างไม่จำเป็น ตลาดหุ้นกู้เริ่มปรากฏร่องรอยของความปริร้าวขึ้นมา ซึ่งเป็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไม่สามารถหยุดการไหลของเลือด อาจลุกลามไปยังเสาหลักอีก 2 เสาได้ ผู้ออกหุ้นกู้ที่ออกมาก่อน 2 ปีที่แล้ว เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ศูนย์ กำลังถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนจำนวนมาก และจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่มาเพื่อชำระคืนของเดิม (Roll over) ต้องประสบปัญหาตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง และดอกเบี้ยสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีการปรับสูงขึ้นกว่า 5 เท่าตัว (500%) ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อตอนที่ประเทศไทยมีการแพร่ระบาดของโควิด เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นกู้ก็ส่อเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทำนองเดียวกัน แต่ต่างกันที่สาเหตุมาจากด้านรายได้ของธุรกิจที่เหือดหายไปจากการหยุดจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รัฐบาลจึงยอมให้แบงก์ชาติตั้งกองทุนรักษาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ (Bond Market Stabilization Fund-BSF) วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยออกพระราชกำหนดให้แบงค์ชาติสามารถเข้าไปซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ได้ในระยะสั้นๆและกระทรวงการคลังรับประกันความเสียหายจากการลงทุนของแบงก์ชาติ (น่าจะถือว่าถูกแบงก์ชาติหลอกให้เอาเงินผู้เสียภาษีมาค้ำประกัน) 

มาคราวนี้สถานการณ์เริ่มสุกงอม แลอาจยังความจำเป็นให้ตั้งกองทุนทำนองดังกล่าวขึ้นอีก เพื่อพยุงตลาดตราสารหนี้ แต่เชื่อว่าครั้งนี้กระทรวงการคลังคงไม่ยอมให้แบงก์ชาติหลอกให้เอาเงินผู้เสียภาษีมาค้ำประกันอีก  เพราะปัญหาครั้งนี้เกิดมาจากความผิดพลาดของแบงก์ชาติเองล้วนๆ หลายฝ่ายรวมทั้งกระทรวงการคลังได้ออกมาเตือนแบงก์ชาติหลายครั้งหลายครา แต่แบงค์ชาติกลับเอาหูทวนลม ดังนั้นจึงไม่อาจงอแงปฏิเสธความรับผิดชอบเหมือนครั้งก่อน โดยเอาเงินผู้เสียภาษีมาค้ำประกันความผิดพลาดของตนเองไม่ได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมกราคม 2567 ติดลบเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย 

ธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว เหมือนที่ผ่านมาว่าไทยยังไม่มีภาวะเงินฝืด (Deflation) และมักจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับแบงก์ชาติและโยนความผิดให้คนอื่นว่าเป็นปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

ในสถานการณ์เช่นนี้ แบงก์ชาติคงจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ประการแรกลดดอกเบี้ยและยอมรับความผิดพลาดของตนเองที่ทำให้เศรษฐกิจชาติเสียหาย แต่เชื่อว่าแบงก์ชาติคงจะเสียหน้าอย่างมาก และโดยธรรมชาติแล้วมักจะไม่กล้าทำ ประการที่สอง ไม่ทำอะไร คงดอกเบี้ยไว้ตามเดิม เพื่อรักษาหน้าของตัวเอง แล้วก็โยนเคราะห์กรรมให้กับคนไทยทั้งประเทศ 

แต่ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) ประชุมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์แล้ว มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (5 ต่อ 2 เสียง) เลือกแนวทางที่ 2 คือปัดความรับผิดชอบ และโยนขี้ให้ประชาชน ตามแบบฉบับแบงก์ชาติที่สืบทอดกันมา แม้จะมีกรรมการเสียงข้างน้อยที่เริ่มยอมรับความผิดพลาดของนโยบายการเงิน 

สถานการณ์น่าเป็นห่วงครับ

‘คุณแม่ชาวอังกฤษ’ โวย!! ไม่มีใครสละที่นั่งบนรถไฟให้ลูกของเธอ คนที่นั่งมีแต่ผู้ชาย แต่กลับมองเด็ก 5 ขวบนั่งบนพื้นหน้าตาเฉย

(8 ก.พ. 67) เพจ ‘Around the World’ ได้แชร์เรื่องราวของคุณแม่รายหนึ่งที่ได้ออกมาระบายความรู้สึกผ่านติ๊กต็อก ถึงกรณีไม่มีใครลุกให้ลูกชายของเธอนั่งเลยแม้แต่คนเดียว โดยระบุว่า…

ผู้หญิงรายหนึ่งทนไม่ไหว ใช้ TikTok ระบายความคับข้องใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีใครลุกให้ลูกชายวัยเด็กเล็กของเธอนั่ง บนขบวนรถไฟขบวนหนึ่งในอังกฤษ แม้แต่รายเดียว ทั้งที่เก้าอี้ในบริเวณใกล้เคียง มีแต่พวกผู้ชายทั้งนั้น

ในวิดีโอ ซึ่งมีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 2.1 ล้านวิว ผู้ใช้นามว่า @kellyk2016 ต้องการแฉให้เห็นว่าลูกชายของเธอ ต้องนั่งบนพื้นของขบวนรถไฟ เนื่องจากไม่มีเก้าอี้ว่างเหลืออยู่ เธอระบุด้วยว่า "คนเหล่านี้ทุกคนเอาแต่มองดูลูกชายของฉันนั่งอยู่บนพื้น ไม่รับรู้อะไรกันเลย"

ตามรายงานของเดลิเมล ระบุว่า รถไฟที่เคลลีโดยสารนั้น ได้แก่ รถไฟสาย Southern Rail Train และจากข้อความที่ปรากฏบนเว็บไซต์ ดูเหมือนผู้โดยสารจำเป็นต้องซื้อตั๋วเพื่อขึ้นรถไฟ แต่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ สามารถใช้บริการฟรี ทว่าในกรณีนี้ผู้โดยสารจะสามารถนั่งบนที่นั่งได้ ก็ต่อเมื่อมันไม่มีผู้โดยสารคนอื่น ๆ จับจอง

ทางด้านเว็บไซต์ของ Southern Rail Train ชี้แจงว่า "คุณสามารถนำเด็กอายุ 5 ขวบมาใช้บริการได้ โดยไม่เสียค่าโดยสาร หากว่าคุณมีตั๋ว อย่างไรก็ตามคุณสามารถใช้เก้าอี้ได้ ก็ต่อเมื่อมันไม่มีความจำเป็นแล้ว สำหรับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่มีตั๋ว"

ผู้ชมบางส่วนแสดงความไม่พอใจกับคลิปบน TikTok ดังกล่าว แสดงความคิดเห็นตำหนิ เคลลี แม้ว่าเธอจะพยายามชี้ให้เห็นว่าลูกของเธอควรได้รับเก้าอี้นั่งเป็นลำดับแรก ๆ 

"เด็กไม่ควรได้เก้าอี้นั่งในลำดับแรก ๆ คนพิการ ผู้หญิงตั้งครรภ์ คนชรา และเด็กทารก ต่างหาก ที่ควรได้นั่งบนเก้าอี้ในลำดับแรกๆ" ผู้ใช้รายหนึ่งเขียน

ส่วนอีกคนเขียนว่า "บทเรียนของชีวิต กรุณาจองตั๋วที่นั่งล่วงหน้า ทำไมคุณถึงคิดว่าลูกของคุณควรมีความสำคัญลำดับต้น ๆ เป็นเพราะคุณบอกงั้นหรือ?" 

ขณะที่อีกคนเขียนติดตลกว่า "เด็ก ๆ นั่งบนพื้น ผู้ใหญ่นั่งบนเก้าอี้ นี่คือที่เขาเรียกว่าการให้ความเคารพ"

อย่างไรก็ตาม เคลลี ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า เธอจะมอบเก้าอี้ให้ลูกของเธอ ถ้าเธอมีที่นั่ง แต่ในกรณีนี้เธอเองก็ไม่มีที่นั่ง ทั้งที่ก็ซื้อตั๋วเช่นกัน

ขณะเดียวกันผู้ติดตามบน TikTok ของเธอบางส่วน แสดงความเห็นเข้าข้าง เคลลี และลูกชายของเธอ โดยชี้ให้เห็นถึงทัศนคติที่ย่ำแย่ของพวกผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมลุกให้เด็กนั่ง "มันเป็นพฤติกรรมแย่ ๆ ของพวกผู้โดยสารและความเห็นแย่ๆของผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นฉัน ฉันจะมอบเก้าอี้ให้เด็กนั่งภายในเวลาไม่กี่วินาที"

‘การบินไทย’ วุ่น!! เจอผู้โดยสารแพนิก พยายามเปิดประตู ทำ ‘สนบ.เชียงใหม่’ หลายเที่ยวดีเลย์ - หนีไปลงลาว

เมื่อวานนี้ (7 ก.พ. 67) ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ภาพเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ระบุว่า เกิดเหตุผู้โดยสารคนหนึ่งเกิดอาการตื่นตระหนก (Panic) บนเที่ยวบินที่กำลังจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ มายังท่าอากาศยานดอนเมือง และลุกขึ้นพยายามเปิดประตู ทำให้เครื่องบินไม่สามารถออกเดินทางได้

ทีมข่าวไทยพีบีเอสตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีเที่ยวบินจำนวนมากอยู่ระหว่างเตรียมลงที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ หลายลำต้องบินวน เพื่อรอลงจอด ขณะที่บางลำเช่น สายการบินโคเรียนแอร์ ที่มาจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ต้องเปลี่ยนมาลงที่สุวรรณภูมิแทน หรือบางลำเปลี่ยนไปลงที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว

ขณะที่เที่ยวบินขาออกจากสนามบินเชียงใหม่ บางเที่ยวบินสามารถออกเดินทางได้ โดยใช้ทางขับเคลื่อนเส้นอื่น และใช้ทางวิ่งที่สั้นลงในการบินขึ้น

ล่าสุด การบินไทยได้ออกมาชี้แจงเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว โดยระบุว่าเที่ยวบินทีจี 121 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ วันที่ 7 ก.พ.ทำการบินด้วยเครื่องบินแอร์บัส A 320 ขณะเครื่องบินอยู่ระหว่างไลน์ อัพ (line up) เพื่อรอทำการวิ่งขึ้นบนรันเวย์ มีผู้โดยสารเปิดประตูเครื่องบิน

หลังจากเจ้าหน้าที่ช่างได้ทำการตรวจสอบและแก้ไขตามมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถออกเดินทางได้ในเวลา 23.34 น. ของวันที่ 8 ก.พ. โดยผู้โดยสาร นักบินและลูกเรือ ทุกคนปลอดภัย

เหตุการณ์เปิดประตูเครื่องบินของผู้โดยสารบนเครื่อง เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือน ม.ค. เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา มีกรณีที่ผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินแต่กลับไม่ไปที่นั่ง แล้วไปเปิดประตูเครื่องบินฝั่งที่อยู่ตรงข้าม ตกลงไปบริเวณลานจอดจนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่สนามบินโตรอนโต เพียร์สัน ประเทศแคนาดา

จากนั้นวันที่ 21 ม.ค.ยังมีกรณีผู้โดยสารสูงอายุที่พยายามเปิดประตูเครื่องบิน เที่ยวบินจากลอนดอน ไปโตรอนโต ขณะที่กำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก

นอกจากนี้ ในวันที่ 25 ม.ค.เกิดเหตุผู้โดยสารเปิดประตูเครื่องบินขณะกำลังจะบินขึ้น แล้วไปเดินอยู่บนปีก ที่ประเทศเม็กซิโก

ก่อนหน้านี้ ช่วงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้รายงานว่า พฤติกรรมของผู้โดยสารเครื่องบินที่ไม่เชื่อฟังกฎระเบียบ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19

ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ที่รวบรวมตั้งแต่ปี 2022 ระบุว่าเหตุการณ์ก่อกวนของผู้โดยสารส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด การใช้วาจา-คำพูดไม่สุภาพ และการมึนเมา ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้อาจดูแรงไม่มาก แต่จัดว่าเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการบิน

9 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดให้เป็น ‘วันพิซซ่า’  อาหารอิตาลีที่โดนใจคนทั่วโลก

รู้หรือไม่ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันพิซซ่า (Pizza) วันแห่งการร่วมเฉลิมฉลองพิซซ่า อาหารอิตาลีชื่อดังที่คนทั่วโลกต่างหลงใหล ซึ่งมีลักษณะเป็นแป้งแผ่นกลมแบนราดด้วยซอสมะเขือเทศ แล้วทำให้สุกโดยการอบในเตาอบ

พิซซ่า (Pizza) เป็นอาหารอิตาลีและอาหารจานด่วนประเภทหนึ่งที่ชาวอิตาลีเป็นผู้คิดค้น มีลักษณะเป็นแป้งแผ่นกลมแบนราดด้วยซอสมะเขือเทศ แล้วทำให้สุกโดยการอบในเตาอบ โดยในประเทศอิตาลีจะมีการเสิร์ฟพิซซ่าในโอกาสที่เป็นทางการ เช่น การทานในภัตตาคาร ซึ่งจะเสิร์ฟโดยไม่หั่นและจะรับประทานโดยใช้มีดและส้อม ในขณะที่ชาวอิตาเลียนโดยทั่วไป เมื่อรับประทานพิซซ่าในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ เช่น ทานกันเองที่บ้าน พิซซ่าจะถูกหั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำและนิยมทานโดยใช้มือ

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ พบว่า พิซซ่า ได้รับการบันทึกครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 10 ในบันทึกเอกสารภาษาละติน ณ เมืองกาเอตา (Gaeta) ทางตอนใต้ของอิตาลีในแคว้นลัตซีโอ บนพรมแดนติดกับกัมปาเนีย โดยพิซซ่าสมัยใหม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นในเนเปิลส์ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

พิซซ่าได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมที่สุดในโลกและเป็นรายการอาหารจานด่วนที่หาทานได้ทั่วไปในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ โดยหาทานได้ง่ายทั้งในร้านที่ขายพิซซ่าโดยเฉพาะ (Pizzerias), ในภัตตาคารอาหารตะวันตกทั่วไป และในรูปแบบของการจัดส่ง (Delivery) ซึ่งหลายบริษัทได้มีการจำหน่ายพิซซ่าในรูปแบบแช่แข็ง เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการนำเข้าไมโครเวฟพร้อมทานได้ทันที

ทั้งนี้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Associazione Verace Pizza Napoletana (True Neapolitan Pizza Association) ซึ่งได้ก่อตั้งในปี ค.ศ.1984 ได้จดทะเบียนกับสหภาพยุโรปเพื่อรับรองให้พิซซ่าเป็นอาหารที่มีความพิเศษและสะท้อนถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้ผลิต และในปี ค.ศ.2017 ศิลปะการทำพิซซ่าได้ถูกรวมให้อยู่ในรายการมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก

'ร้านหมาล่า' เหงา!! บุฟเฟต์ดังตั้งประกบข้างๆ เผย!! ตลาดไม่แจ้งมาก่อน รับวิกฤตแต่ลงทุนไปแล้ว

(8 ก.พ.67) กระแสของ ‘ร้านสุกี้หมาล่า’ นับว่ามาแรงอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลวง และย่านเศรษฐกิจที่มีหลายร้านเปิดใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pichaya Kairos ได้โพสต์เรื่องราวลงในกลุ่มชาวลำลูกกา ที่มีสมาชิกกว่า 9.2 หมื่นคน เป็นภาพบรรยากาศของ 2 ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ข้างกัน โดย ร้านหนึ่งเป็นร้านดัง ที่มีคิวลูกค้าต่อแถวออกมาล้นร้าน ขณะที่อีกร้านแทบจะไม่มีลูกค้าเลย

โดยผู้โพสต์ระบุว่า “ให้ภาพมันเล่าเรื่อง สู้ๆ นะครับ น่าเห็นใจมากๆ” กระทั่งต่อมาเจ้าของร้านสุกี้หมาล่าที่ไม่มีคิว ได้เข้ามาตอบคอมเมนต์เล่าว่า

“สวัสดีค่ะ จากร้านxxxสุกี้หม่าล่านะคะ

1. เราไม่เคยได้รับการแจ้งจากทางตลาดเลยว่าจะมีร้านดัง มาเปิดข้างๆ จนกระทั่งเราได้เปิดร้านลงทุนก่อสร้างร้านทุกอย่างแล้ว

2. จากที่เคยมีการลดค่าเช่าลง ตอนนี้ตลาดคิดค่าเช่าเต็มราคา ทางร้านขอร้องให้ลดราคา เพราะทางร้านลำบากจากการที่ตลาดเลือกให้ร้านดังมาเปิดข้างแบบนี้ แต่ตลาดไม่ลดราคาให้ค่ะ
ทางร้านกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะลงทุนก่อสร้างรวมตกแต่งบนพื้นที่ตลาดไปแล้วเกือบ 2 ล้านบาท

ขอคำเสนอแนะวิธีการจัดการจากผู้รู้ด้วยนะคะ ”

ภายหลังได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นและแนะนำเจ้าของร้านจำนวนมาก เช่นว่า อาจจะเปลี่ยนเป็นคาเฟ่ได้ หรือเปลี่ยนเป็นร้านไอติม ของหวาน ที่คนเข้าคิวรอร้านดังจะซื้อกินระหว่างนั่งรอคิว หรือทานเสร็จแล้ว เพราะไอติมราคาไม่แรง ซื้อกินง่าย

ขณะที่หลายคนก็เข้ามารีวิวร้านสุกี้หมาล่าว่าเคยไปกินมาแล้ว บริการดีมาก และชักชวนให้ไปช่วยอุดหนุนกัน แนะว่าอาจจะลองเปลี่ยนเป็นบุฟเฟต์ดู เป็นต้น

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' รุ่นที่ 4

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 มุ่งเน้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติและทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่หอประชุมเดชะตุงคะ ศูนย์ฝึกจิตอาสา ภาค 3 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 เป็นประธานเปิดงานพิธีการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' (ภาค 3) รุ่นที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 เพื่อผลิตจิตอาสา 904 ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติในการทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม รวมทั้งเป็นตัวอย่างในการปลูกฝังทัศนคติที่ดี และเป็นต้นแบบให้กับเยาวชน ประชาชน ในเรื่องความเสียสละ ความมีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ สร้างสรรค์สังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความจงรักภักดีที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

โดยหลักสูตรจิตอาสา 905 'หลักสูตรพื้นฐาน' (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 นี้ มีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าทำการฝึกศึกษา จำนวน 200 คน จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วยนักเรียน นักศึกษาข้าราชการพลเรือน,ตำรวจ,ทหาร และภาคประชาชน โดยเป็นปีแรกที่มุ่งเน้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทำการฝึกอบรม ระหว่าง วันที่ 7 ถึง 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 โดยฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ 

ทั้งนี้ ระหว่างการฝึก ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านสถานที่ฝึก ที่พัก วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ และอาหารพระราชทาน จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และหลังจากผู้รับการฝึกได้สำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้รับพระราชทานใบประกาศนียบัตร พร้อมทั้งเครื่องหมายหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงความสามารถ พร้อมจะเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าเพื่อการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ภายใต้ร่มพระบารมีอันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top